คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กางแผนรับมือหลายแนวทาง กรณีคลังปรับขึ้นภาษีดีเซล หลังหมดมาตรการลดภาษีดีเซล 5 บาทต่อลิตร 20 พ.ย. 2565 ชี้การปรับขึ้นราคาเพียง 1 บาทต่อลิตร ก็กระทบเงินกองทุนฯแน่นอน เหตุเงินกู้ 1 หมื่นล้าน แค่เข้ามาเสริมสภาพคล่องชำระหนี้ ไม่สามารถรองรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้มากนัก ประกอบกับสิ้นเดือน พ.ย.นี้ เงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านบาทของ ปตท. จะสิ้นสุดลงด้วย ระบุรอผลสรุปมาตรการภาษีดีเซลที่ชัดเจนเร็วๆนี้ก่อนพิจารณามาตรการด้านราคาดีเซลต่อไป  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ได้หารือเตรียมความพร้อมรองรับกรณีกระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังหมดมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร ในวันที่ 20 พ.ย. 2565 นี้  โดยก่อนหน้านี้ได้จัดทำแบบจำลองการปรับขึ้นภาษีดีเซลไว้ 3-4 แนวทาง พร้อมการบริหารเงินกองทุนฯ  ทั้งกรณีไม่ปรับขึ้นภาษีดีเซลจนถึงสิ้นปี 2565  รวมถึงกรณีทยอยปรับขึ้น หรือ ขึ้นภาษีทีเดียว 5 บาทต่อลิตร 

โดยหากมีการปรับขึ้นภาษีดีเซล ไม่ว่าจะกรณีใด ก็จะกระทบเงินกองทุนฯ อย่างแน่นอน เนื่องจากเงินกู้ 10,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการกู้เงินกับสถาบันการเงิน เป็นเงินสำหรับนำมาเสริมสภาพคล่องในการชำระหนี้ต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับภาระที่เพิ่มขึ้น 

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีดีเซลแบบขั้นบันได เดือนละ 1 บาทต่อลิตรไปจนครบ 5 บาทต่อลิตรนั้นหากเป็นจริง ทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) คงต้องกลับไปจัดทำกรณีตัวอย่างเพื่อเสนอ กบน.พิจารณาหาแนวทางดูแลราคาดีเซลไม่ให้กระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด  

ปัจจุบันกองทุนฯชดเชยราคาดีเซลอยู่ 2.15 บาทต่อลิตร หรือ 130 ล้านบาทต่อวัน หากขึ้นภาษี 1 บาทต่อลิตร และกองทุนฯเข้าไปแบกรับภาระแทน ก็จะต้องชดเชยราคาดีเซลเป็น 3.15 บาทต่อลิตร ถือเป็นภาระที่หนักสำหรับกองทุนฯ เช่นกัน เนื่องจากต้องมีภาระการพยุงราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นแล้ว เงินช่วยเหลือจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) 3,000 ล้านบาท ก็จะสิ้นสุดในเดือน พ.ย.2565 ด้วย 

อย่างไรก็ตามคงต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง ที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบทั้งด้านภาระเงินกองทุนฯ ที่ตึงตัว ผลกระทบต่อราคาดีเซลประชาชน รวมถึงราคาน้ำมัน ณ เวลานั้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจประเทศด้วย 

ส่วนความคืบหน้าการกู้เงิน 10,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินนั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ ว่าจะเลือกกู้กับสถาบันการเงินใด โดยคาดว่าเงินจะเข้าบัญชีกองทุนฯ ได้ในสัปดาห์หน้า 

สำหรับที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งแรกลด 3 บาทต่อลิตร เมื่อ 18 ก.พ.-30 พ.ค. 2565 หลังจากนั้นลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ครั้งละ 2 เดือน นับตั้งแต่ 21 พ.ค.- 20 ก.ค.2565, 21 ก.ค.-20 ก.ย. และวันที่ 21 ก.ย.-20 พ.ย. 2565 

ทั้งนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 30 ต.ค. 2565 กองทุนฯ ติดลบถึง 129,701 ล้านบาท โดยมาจากบัญชีน้ำมันติดลบ 86,781 ล้านบาท และมาจากบัญชี LPG ติดลบ 42,920 ล้านบาท  

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ณ วันที่ 4 พ.ย. 2565 เวลาประมาณ 15.00 น.  ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 91.13 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 90.27 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 96.67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนสถานการณ์ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ณ วันที่  4 พ.ย. 2565 ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่าค่าการตลาดผู้ค้าดีเซลอยู่ที่  1.57 บาทต่อลิตร ส่วนค่าการตลาดกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร ในขณะที่ค่าการตลาดเฉลี่ยระหว่าง  1-4 พ.ย. 2565 อยู่ที่  2.17 บาทต่อลิตร โดยภาครัฐขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันตรึงค่าการตลาดไว้ไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร  

Source : Energy News Center

น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงช่วง 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2565) ว่า อยู่ที่ 152.14 ล้านลิตรต่อวันวัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.4% โดยการใช้กลุ่มดีเซลเพิ่มขึ้น 15.8% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 62.4% น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 20.1% แอลพีจีเพิ่มขึ้น 8.6% และการใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้น 3.2% ขณะที่การใช้กลุ่มเบนซินลดลง 0.1% และน้ำมันก๊าดลดลง 0.2% เมื่อพิจารณาภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากกิจกรรมการทางเศรษฐกิจที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการผ่อนคลายการเดินทางเข้า-ออกประเทศ

น.ส.นันธิกา กล่าวว่า สำหรับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 6 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1,028,314 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 12.1% มูลค่า 110,617 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 101.2% เนื่องจากความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น โดยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 961,425 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 9.2% มูลค่า 104,775 ล้านบาทเดือน เพิ่มขึ้น 98.7% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ประกอบด้วย น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และแอลพีจี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 66,889 บาร์เรลต่อวัน มูลค่า 5,842 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 161% ด้านการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 6 เดือน ประกอบด้วย น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาน้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และแอลพีจี ลดลงอยู่ที่ 173,566 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 4.9% มูลค่า 22,286 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 91.4%

Source : มติชนออนไลน์

รอสเนฟต์ บริษัทพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย แถลงเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ว่า ได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในทะเลเพโชรา และคาดหมายว่าจะมีน้ำมันอยู่ราวๆ 82 ล้านตัน

แหล่งน้ำมันที่ถูกค้นพบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขุดสำรวจในพื้นที่เมดีนสโก-วารันดีย์สกี “ระหว่างการทดสอบ ได้กระแสน้ำมันไหลออกมาอย่างอิสระ ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 220 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน” บริษัทแถลงในวันพุธ (6 ก.ค.) พร้อมระบุว่า “น้ำมันดังกล่าวเป็นน้ำมันเบา กำมะถันต่ำ และความหนืดต่ำ”

รอสเนฟต์ ระบุว่า งานสำรวจในน่านน้ำต่างๆ ของทะเลเพโชรา ได้พิสูจน์ถึง “ศักยภาพด้านน้ำมันที่สำคัญของเขตติมัน-เพโชรา และจะกลายเป็นรากฐานสำหรับการเดินหน้าศึกษาและพัฒนาในภูมิภาคต่อไป”

คำแถลงของรอสเนฟต์ มีขึ้นในขณะที่ตะวันตกพยายามยกระดับกดดันรัสเซีย ตอบโต้กรณีรุกรานยูเครน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประชุมซัมมิตของกลุ่มจี 7 ตกลงกันที่จะสำรวจความเป็นไปได้ในการออกมาตรการชั่วคราวเพื่อจำกัดราคานำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียที่รวมถึงน้ำมันด้วย เพื่อตัดแหล่งรายได้ของมอสโกที่จะนำไปใช้ในสงครามยูเครน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายราคาที่จะจำกัด

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอจำกัดราคาขายน้ำมันของมอสโกเหลือแค่ครึ่งเดียวของราคาปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวที่กระตุ้นให้อดีตประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย ซึ่งเวลานี้ยังคงเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดคนหนึ่งของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน รับตำแหน่งเป็นรองประธานของสภาความมั่นคง ซึ่งทรงอิทธิพลมากของรัสเซีย ออกมาเตือนว่ามัน อาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงและดันราคาทะยานทะลุ 300-400 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(ที่มา : อาร์ทีนิวส์)

Source : MGROnline

“กองทุนน้ำมัน” ติดลบหลักแสนล้าน เพิ่มความยากลำบากในการบริหารราคาพลังงาน ทำให้การขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยอาจสูงกว่าตลาดโลก เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนกว่าจะพ้นสถานะติดลบ

ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงครั้งนี้ คือ สถานะ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ติดลบ 102,586 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2565 แบ่งเป็นการติดลบของบัญชีน้ำมัน 65,202 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจี 37,384 ล้านบาท

โดยถ้าย้อนไปดูข้อมูลในวันที่ 27 ก.พ.2565 หลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนได้ 3 วัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 21,838 ล้านบาท โดยบัญชีแอลพีจีติดลบ 26,826 ล้านบาท ในขณะที่บัญชีน้ำมันยังเป็นบวก 4,988 ล้านบาท

ประเทศไทยใช้กองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานต่อเนื่องมากว่า 40 ปี นับตั้งแต่รัฐบาลจัดตั้งกองทุนรักษาระดับ “ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” ในปี 2520 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลเข้าไปดูแลราคาพลังงานหลังจากเกิดวิกฤติน้ำมันปี 2516-2517 และมีการปรับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายที่รองรับกองทุนมาตลอด จนถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ซึ่งทั้งหมดใช้หลักการเดียวกัน คือ การส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อรักษาระดับราคาเชื้อเพลิง

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นช่องที่กองทุนน้ำมันติดลบสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ รองลงมาเป็นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2547-2549 ที่ติดลบ 92,000 ล้านบาท ซึ่งในครั้งนั้นใช้เวลาหลายเดือนที่จะรักษาสถานะกองทุนให้กลับมาเป็นบวก แต่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่า เพราะราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง ในขณะที่ภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติเมื่อใด ดังนั้นจึงเป็นภาระหนักในการดูแลราคาพลังงานนับจากนี้

กระทรวงพลังงาน” ยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลราคาดีเซลและแอลพีจี โดยข้อเสนอหลายแนวทางที่จะบรรเทาราคาพลังงานไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งการลดเติมไบโอดีเซลลงในดีเซล โดยราคาไบโอดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 51.31 บาท สูงกว่าราคาปลีกของดีเซลที่ลิตรละ 34.94 บาท ทำให้ไบโอดีเซลมีราคาสูงกว่าดีเซลมาก รวมถึงการดึงค่าการกลั่นมาช่วยอุดหนุนราคาเบนซินและเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเจรจามานานและยังไม่ได้ข้อสรุป

การที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบมากกว่า 100,000 ล้านบาท และการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ยังไม่สามารถกู้ได้ ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีความยากลำบากในการบริหารราคาพลังงานมากขึ้น รวมทั้งเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง แต่การขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยจะสูงกว่าตลาดโลก เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนกว่าจะพ้นสถานะติดลบ ระเบิดลูกใหม่ของรัฐบาลจึงกำลังก่อตัว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้าย เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวรวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ส่งผลให้การใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะการใช้ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นปรับตัวลดลงร้อยละ 0.8 จากการใช้ LNG ที่ลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ครั้งที่แล้ว (ธันวาคม 2564) ครั้งนี้ได้มีการปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจลงเนื่องจากภาวการณ์ขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญลดลงและราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย – ยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

การคาดการณ์ความต้องการพลังงานขั้นต้น ปี 2565 อยู่ที่ระดับ 2.034 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปี 2564 ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับนโยบายเปิดประเทศของไทยและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทั้งนี้คาดการณ์ว่าการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ยกเว้นก๊าซธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลก ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน โดยการใช้น้ำมัน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมเข้าสู่ภาวะปกติ ในขณะที่ การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 9.5 เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จึงมีการใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลในการผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทน การใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลได้มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเหลือศูนย์จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2565 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามในส่วนของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ได้มีมาตรการตรึงราคาขายปลีกอยู่ที่ 15.59 บาท/กิโลกรัม (เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 ถึง 15 มิถุนายน 2565) รวมถึงมีมาตรการ “เอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกัน” คงราคาขายปลีกก๊าซ NGV สำหรับรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ 13.62 บาท/กิโลกรัม สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 จากการใช้ถ่านหินนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 ตามปริมาณน้ำฝนและ น้ำในเขื่อนที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งการนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว

พร้อมกันนี้ นายวัฒนพงษ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ยังได้รายงานผลการดำเนินงานเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV ชาติ) ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 30@30 คือ การตั้งเป้าผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดังนั้น ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป (ICE) พร้อมทั้งกระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) ในพื้นที่สาธารณะให้เพียงพอกับยานยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าจำนวน 944 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2565) สำหรับยอดจำนวนจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าถึงเดือนเมษายน ปี 2565 สะสมรวมทั้งสิ้น 5,614 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติมได้แก่ (1) มาตรการสนับสนุนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ในเรื่องอัตราค่าไฟฟ้า Low Priority สำหรับผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่อเนื่อง ซึ่งที่ประชุมบอร์ด EV ชาติ เห็นชอบการขยายอัตราค่าไฟฟ้าถึงปี พ.ศ. 2568 รวมถึงด้านสิทธิและประโยชน์สำหรับกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า และได้มอบหมาย BOI พิจารณา ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการจัดทำ Platform กลาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมาตรการและวิธีการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด คอนโดมิเนียม (2) มาตรการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนและการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ที่ประชุมมอบหมายให้ BOI และกรมสรรพสามิตพิจารณา

“โดยในขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติมได้แก่ มาตรการสนับสนุนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนและการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

news 020665 01
news 020665 02
news 020665 03
news 020665 04

Source : กระทรวงพลังงาน