News & Update

ไฮไลท์พลังงาน 2565 น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันถังแตก ก๊าซแพง ค่าไฟแพง กฟผ.แบกหนี้อ่วม

ราคาพลังงานกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดของปี 2565 นี้ นับตั้งแต่ประเทศรัสเซียบุกโจมตียูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2565 ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างภาระต่อค่าครองชีพ ที่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ​ให้กับประเทศผู้นำเข้าพลังงาน รวมถึงประเทศไทย

โดยราคา LNG (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2564 ที่ประมาณ 10 เหรียญ​สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 30 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในเดือน ต.ค.2565 และการประมาณการณ์แนวโน้มราคา LNG ในปี 2566 – 2567 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ( สนพ.)​ คาดว่าจะอยู่ที่ 25 – 33 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ผันผวน ทรงตัวระดับสูงมาตลอด โดยราคาเคยพุ่งทะลุ 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลไปเมื่อเดือน ก.ค. 2565 ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญ​สหรัฐต่อบาร์เรล ( 22 ธ.ค. 2565 )​

ความผันผวนอย่างมากของราคาพลังงาน ในขณะที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ และรัฐบาลไทย ใช้นโยบายการตรึงราคาดีเซลเอาไว้ยาวนาน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ​ของประชาชน ลดกระแสโจมตีทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง ก็กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์​หน้าใหม่ให้วงการพลังงานไทยในเรื่องสำคัญ ดังนี้

1.กองทุนน้ำมันฯ ถังแตก เงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องมาประสบปัญหาเงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 133,405 ล้านบาท ( ข้อมูลวันที่ 20 พ.ย.2565 )​ ซึ่งสูงกว่าอดีตเมื่อปี 2547-2548 ที่กองทุนฯเคยติดลบสูงสุด 92,070 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากการนำเงินไปพยุงราคาน้ำมันต่างๆ โดยเฉพาะดีเซลไม่ให้เกิน 34.94 บาทต่อลิตร และการพยุงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในปัจจุบันไม่ให้เกิน 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม หลังจากราคาน้ำมันและ LPG ตลาดโลกพุ่งขึ้นไม่หยุดตลอดปี 2565

จนล่าสุดกองทุนฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการกู้เงินเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาทในปี 2565 นี้ และที่เหลืออีก 1.2 แสนล้านบาทจะทำการกู้ต่อไปในปี 2566 ซึ่งจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ จากกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล 1.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายขอเรี่ยไรเงินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน เพราะเห็นว่ามีช่วงที่โรงกลั่นน้ำมันได้ค่าการกลั่นที่สูง แต่ก็ได้เฉพาะจากโรงกลั่นใจบุญกลุ่มปตท.ส่งเงินมาช่วยลดหนี้กองทุนได้ 3,000 ล้านบาท

2. ก๊าซแพงทำค่าไฟฟ้าแพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กฟผ.แบกหนี้อ่วม 1.5 แสนล้าน

ราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำเป็นต้องประกาศขึ้นค่าไฟฟ้า แม้ภาครัฐจะช่วยพยุงค่าไฟฟ้าประชาชนมาตั้งแต่ต้นปี 2565 แต่ก็ไม่สามารถต้านทานต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นได้ จนท้ายที่สุด กกพ. ได้ประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าเกิน 4 บาทต่อหน่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ค่าไฟฟ้ารวมเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย

ในขณะที่การคาดการณ์ค่าไฟฟ้า ในส่วนของค่าเอฟที ในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องทำให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 25 พ.ย. 2565 มีมติให้ กกพ.ไปคำนวณการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟทีใหม่ โดยให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่มีราคาต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ ก๊าซจากเมียนมาร์และก๊าซLNG นำเข้า

โดยในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่14 ธ.ค.2565 ได้นำนโยบายจาก กพช.มาคิดคำนวณค่าเอฟทีใหม่ ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเท่าเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย แต่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ทั้งกิจการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมจะได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยแพงกว่า คือ 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงที่สุดเป็นประวัติ​การณ์

คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ เลขาธิการ​สำนักงาน ​กกพ. ระหว่างชี้แจงสื่อมวลชน​ถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า​

นโยบายรัฐบาลที่ช่วยตรึงค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ทั้งๆที่ต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้น ทำให้ กฟผ.ต้องช่วยแบกภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน นับตั้งแต่ค่าเอฟที งวด ก.ย.-ธ.ค.2564 เรื่อยมาถึง งวด ก.ย.-ธ.ค.2565 ตัวเลขกลมๆน่าจะอยู่ที่ ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นการแบกภาระค่าเอฟที สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์​

ยังดีที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2565 ได้อนุมัติให้ กฟผ.กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องได้ 8.5 หมื่นล้านบาท

3.เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ 5.2 พันเมกะวัตต์

เรียกเสียงฮือฮาทันทีที่ภาครัฐประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่เป็นประวัติการณ์ถึง 5,203 เมกะวัตต์ โดยเปิดรับซื้อไปเมื่อ 4-25 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าการเปิดรับซื้อครั้งนี้เพื่อนำไปขายเป็นไฟฟ้าสีเขียวให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้สำหรับเป็นการยืนยันกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการกีดกันทางการค้า นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมระบบไฟฟ้าในประเทศไทย จากกรณีที่ก๊าซฯจากแหล่งเอราวัณ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังไม่สามารถผลิตได้ตามสัญญา จนไทยต้องไปพึ่งพา LNG มาใช้แทน ดังนั้นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของไทยมากขึ้น และตอกย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนด้วย

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์มาก โดยจะมีการสรุปผู้ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจนอีกครั้งในต้นปี 2566 นี้ แต่ตามกระแสข่าว มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหลายรายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​แห่ง​ประเทศไทย​ต่างแสดงตัวออกมาแล้วว่าจะได้มีส่วนร่วมในหลายโครงการที่ยื่นไป

สำหรับความกังวลเรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้แพงขึ้นไปอีกหรือไม่ เลขาธิการสำนักงาน กกพ.คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ อธิบายด้วยการชี้ให้เห็นตัวเลขว่า ในโครงสร้างค่าไฟฟ้า มีต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยรวม ณ เดือน ม.ค.-เม.ย.2566 อยู่ที่ ประมาณ 3.46 บาทต่อหน่วย ถ้าตัวเลขรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สรุปออกมา ประเภทใด มีต้นทุนที่สูงกว่า 3.46 บาทต่อหน่วย ในปี2567 ที่โครงการจะเริ่มเข้าสู่ระบบ ก็จะมีผลต่อค่าไฟฟ้า แต่ประเภทที่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย เช่น โครงการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์​ ก็จะมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าลงมา

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือVSPP ที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ​ 26 ราย ไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2565 ที่ผ่านมา โดยจะได้อัตราส่งเสริม Feed in Tariff ที่ 6.08 บาทต่อหน่วย นั้น ชัดเจนว่าจะดึงให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น เพราะมีรายงานให้ กพช.รับทราบแล้วว่า คิดเป็นต้นทุนที่ต้องอุดหนุนตลอดอายุการรับซื้อสูงถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

Source : Energy News Center

ปตท. ลดราคา NGV ทั่วไป ต่ำสุดในปี 2567 เหลือ 18.15 บาท พร้อมขยับราคากลุ่มรถโดยสารฯ ขึ้นเป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

ปตท. ประกาศปรับลดราคาก๊าซ NGV สำหรับรถทั่วไปลงเหลือ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ตามกลไกตลาด นับเป็นราคาต่ำที่สุดของปี 2567 ในขณะที่ราคา…

ฝรั่งเศสพร้อมเปย์ครัวเรือนละ 1.4 แสนบาท เดินหน้าเปลี่ยนปารีสให้เป็นเมืองขี่จักรยานได้

ฝรั่งเศสจูงใจคนให้หันมาขี่จักรยานไปทำงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลให้เงินอุดหนุนประชาชนเพื่อจะหันมาซื้อจักรยานมาใช้ด้วยวงเงินสูงสุด 4 พันยูโรหรือประมาณ 1.4 แสนบาท รัฐบาลฝรั่งเศสหาทางจูงใจคนให้หันมาขี่จักรยานมากขึ้น ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาขี่ e-bike หรือจักรยานไฟฟ้าหรือจักรยานธรรมดาก็ย่อมได้…

บี.กริม เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

บี.กริม เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ชูจุดเด่นเรื่องการบริการแบบครบวงจร (Total Solutions) และรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการอาคารหรือโครงการต่าง…