ช่วงนี้กำลังมีงาน Motor Expo 2023 หรือ มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี วันที่ 30 พฤศจิกายน-11 ธันวาคม 2566 ในงานนี้ต้องบอกเลยว่า มีรถยนต์ไฟฟ้ามาเปิดตัวกันเยอะมาก และแน่นอนว่า เป็นงานที่หลายคนที่กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้าต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน สำหรับบทความนี้ทางทีมงานขอนำเสนอ X รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมในงาน Motor Expo 2023 ให้ท่านที่กำลังสนใจรถไฟฟ้าอยู่ เผื่อใครกำลังจะไปงาน จะได้มีข้อมูลเบื้องต้น เวลาอยู่ในงานก็สามารถเดินไปดูรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สนใจกันได้เลย มาเริ่มกันเลยครับ

1.TESLA MODEL 3 2024

ถือว่าเป็นครั้งแรกของ TESLA กับการนำรถมาจัดแสดงในงาน Expo ใหญ่ๆ ในบ้านเรา ซึ่งคราวนี้ก็มาพร้อมกับ TESLA MODEL 3 2024 หรือบางคนอาจจะเรียกว่า TESLA MODEL 3 (Refreshed) มาพร้อมกับดีไซน์โดยรวมใกล้เคียงกับรุ่นเดิม แต่มีการปรับทุกส่วนใหญ่ทั้งหมด ทั้งภายนอกและภายใน มีการใช้กระจกกันเสียงแบบ 2 ชั้น ตัดก้านเกียร์ กับก้านไฟเลี้ยวออก มารวมอยู่ในหน้าจอ และพวงมาลัยแทน สำหรับ TESLA MODEL 3 มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น รุ่น Standard Range เริ่มต้น 1,599,000 บาท สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดที่ 283 แรงม้า แรงบิต 420 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.1 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 57.5 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 513 กิโลเมตร และ รุ่น Long Range AWD เริ่มต้น 1,899,000 บาท มาพร้อมมอเตอร์คู่ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.4 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 57.5 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 629 กิโลเมตร

2.AION Y PLUS 490

รถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีขนาดกลาง ขนาด ความยาว 4,535 มม. ความกว้าง 1,870 มม. ความสูง 1,650 มม. และระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 225 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 70.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางขับขี่สูงสุด 550 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ราคาเริ่มต้น 969,900 บาท ในรุ่น 490 Elite ส่วน 490 Premium ราคา 1,099,000 บาท

3.CHANGAN L07

รถยนต์ฟาสต์แบ็คไฟฟ้าดีกรีรางวัลชนะเลิศการออกแบบผลิตภัณฑ์จากงาน Red Dot Design Award โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ล้ำสมัยกับดีไซน์กันชนหน้าแบบ grille-less และระบบไฟอัจฉริยะ มิติตัวรถมีขนาด 4,820 x 1,890 x 1,480 มม. ระยะฐานล้อ 2,900 มม. ใต้ท้องรถสูง 150 มม. ขนาดยาง 254/45R19 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 66.8 kWh ซึ่งสามารถวิ่งได้ด้วยระยะทาง 540 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ราคา 1,359,000 บาท วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว (Comet White) สีเขียว (Nebula Green) สีเทา (Lunar Grey) สีดำ (Eclipse Black) และ สีน้ำเงิน (Stellar Blue)

4.ORA 07

ORA 07 (ชื่อเดิมคือ ORA Grand Cat) สปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง มิติตัวรถ 4,871 x 1,862 x 1,500 มม. มีให้เลือก 2 รุ่ด้วยกัน Long Range มาพร้อมมอเตอร์ 150 kW ให้กำลัง 204 แรงม้า แรงบิต 340 นิวตันเมตร ขนาดแบตเตอรี่ 83.499 kWh ทำระยะทางได้สูงสุดที่ 640 กิโลเมตร ส่วนรุ่น Peformance นั้น ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor 2 ตัว  ให้กำลัง 408 แรงม้า แรงบิต 680 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 4.3 วินาที ขนาดแบตเตอรี่ 83.499 kWh ทำระยะทางได้สูงสุดที่ 550 กิโลเมตร

ORA 07 เปิดตัวด้วยกัน 2 รุ่น  ได้แก่ รุ่น Long Range 2WD (640 กม.) 1,299,000 บาท และ รุ่น Performance 4WD (550 กม.) 1,499,000 บาท

5.LOTUS ELETRE R

ไฮเปอร์เอสยูวี ไฟฟ้า ที่เร็วที่สุดในโลก กับราคาเริ่มต้น 5.89 ล้านบาท สำหรับรุ่นที่มีมาให้เลือกนั้นจะมี 2 รุ่นด้วยกันคือ ELETRE S 603 แรงม้า ราคา 5,890,000 บาท ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 603 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 250 km/h ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium Ion Polymer ความจุ 112 kW รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 355 kW ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 600 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) และอีกรุ่นจะเป็น ELETRE E 905 แรงม้า ราคา 6,590,000 บาท ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 905 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 985 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 2.95 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 260 km/h ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium Ion Polymer ความจุ 112 kW รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 355 kW ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 490 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

6.NETA GT

รถยนต์ไฟฟ้าแบบสปอร์ตแบบ 2 ประตู NETA GT ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 456 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 80.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางขับขี่สูงสุด 660 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ราคาเริ่มต้น 1,299,000 บาท

7.NEX BEV PICKUP TRUCK DOUBLE CAB

NEX Pickup Truck รถกระบะไฟฟ้าล้วนจาก NEX Point บริษัทผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าล้วนโดยคนไทย NEX Pickup Truck มีตัวถังแบบ 2 ตอนหรือดับเบิ้ลแคป สเปคมิติตัวรถความยาว 5,330 มม. ความกว้าง 1,870 มม. ความสูง 1,864 มม. กับฐานล้อ 3,100 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 210 มม.  น้ำหนักรถ 2,200 กก. สามารถบรรทุกได้ 800 กก. ใส่ล้อขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 245/70R17 ส่วนพละกำลังนั้นมาพร้อมกับ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลัง 122 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ใช้แบตเตอรี่ Lithium Ion ขนาด 65 kWh ใช้ช่องชาร์จแบบ EU standard รองรับการชาร์จด่วย DC จากความจุ 20% – 80% ได้ภายในเวลา 45 นาที วิ่งไกล 300 กม. บรรทุกได้ 3 ตัน

8.POCCO

Pocco รถยนต์ไฟฟ้า EV คันจิ๋ว จากประเทศจีน ที่บริษัท BRG (ผู้จัดจำหน่ายรถนำเข้าชั้นนำ) นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มี 2 รุ่น คือ Pocco รุ่น MM เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 ประตู และ Pocco รุ่น DD เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 5 ประตู โดยทั้ง 2 รุ่น จะมีให้เลือกทั้งหมดรุ่นละ 2 สเปค รวม 4 สเปค ได้แก่ Pocco รุ่น MM YX ราคา 399,000 บาท มาพร้อมแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 9.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 116 กม. สำหรับอีกรุ่นจะเป็น Pocco รุ่น MM ZX ราคา 469,000 บาท มาพร้อมกับ แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 14.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 170 กม.

สำหรับ Pocco รุ่น DD L ราคา 389,000 บาท มาพร้อมแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 10.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 128 กม. ทุกรุ่นรุ่นสามารถชาร์จด้วยไฟบ้าน จาก 0-100 % ใน เวลา 6-8 ชั่วโมง และอีกรุ่นก็คือ Pocco รุ่น DD K ราคา 449,000 บาท มาพร้อม แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุอยู่ที่ 14.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 178 กม. ทุกรุ่นย่อย สามารถชาร์จด้วยไฟบ้าน จาก 0-100 % ใน เวลา 6-8 ชั่วโมง

9.VOLVO EX30 PURE ELECTRIC

รถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ขนาดเล็ก มีมิติตัวถังยาว 4,233 มม. กว้าง 1,837 มม. สูง 1,549 มม. และความยาวฐานล้อ 2,650 มม.  แบ่งเป็น 2 เกรด 2 ระบบขับเคลื่อน รวม 3 รุ่นย่อย รุ่น Single Motor (มอเตอร์เดี่ยว) กำลังสูงสุด 272 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร จ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ NMC ขนาด 69 kWh ขับเคลื่อนล้อหลัง ระยะทางวิ่ง 600 กม./ชาร์จ (NEDC) และ รุ่น Twin Motor (มอเตอร์คู่) กำลังสูงสุด 428 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 542 นิวตันเมตร จ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ NMC ขนาด 64 kWh ขับเคลื่อน4 ล้อ ระยะทางวิ่ง 590 กม./ชาร์จ (NEDC) มีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลือง Moss Yellow, สีฟ้า Cloud Blue, สีขาว Crystal White, สีเทา Vapour Grey และสีดำ Onyx Black ราคาจำหน่าย Volvo EX30 เกรด Core รุ่น Single Motor ราคา 1,590,000 บาท , Volvo EX30 เกรด Ultra รุ่น Single Motor ราคา 1,790,000 บาท และ Volvo EX30 เกรด Ultra รุ่น Twin Motor ราคา 1,890,000 บาท

10.WULING MINI EV

รถไฟฟ้าไซส์เล็กน่ารัก เปิดประทุน 2 ที่นั่ง ไฟฟ้าวิ่งได้ 280 กม. มิติตัวรถความยาว 3,059 มม. กว้าง 1,521 มม. สูง 1,614 มม. ระยะฐานล้อ 2,010 มม มาพร้อมมอเตอร์ขนาด 30 kW ให้กำลังที่ 41 แรงม้า แรงบิด 110 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 100 กม./ชม. ขนาดแบตเตอรี่ 26.5 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 280 กม. (CLTC) ใครที่ชอบรถสไตล์นี้ แนะนำให้ลองนั่งกันดีงานจะดีที่สุดครับ สำหรับราคาจำหน่ายอยู่ที่ ราคา 440,000 บาท

11.MG Cyberster

สำหรับรุ่นนี้เคยเป็นคอนเซปต์คาร์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนี้มาเปิดตัวจริงๆ กันแล้ว เป็นรถแนวโรสเตอร์ ประตูเปิดแบบปีกนก มีมอเตอร์ 2 ตัว กำลังขับเคลื่อน 400 กิโลวัตต์ กำลังสูงสุดที่ 530 แรงม้า แรงบิตสูงสุด 725 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 3.2 วินาที แบตขนาด 77 kWh ทำระยะทางได้สูงสุด 520 กิโลเมตร ใครชอบรถแนวสปอร์ต เปิดประทุน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง

12.MG IM LS6

IM LS6 เป็นรถ SUV ขนาดใหญ่ ตัวถังยาว 4,904 มิลลิเมตร กว้าง 1,988 มิลลิเมตร พละกำลังตั้งแต่ 314 – 787 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 – 800 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Ternary Lithium-ion 400V –  800V ขนาดความจุ 71 – 100kWh  , วิ่งระยะไกลสุด 560 – 702 km. (CLTC), ความเร็วสูงสุด Top Speed 200 – 220 km/h สำหรับรถรุ่นนี้มีด้วยกัน 6 รุ่น รุ่น Standard Range รุ่น Long Range รุ่น Super Long Range รุ่น Super Performance AWD

13.Hyundai Ioniq 5

IONIQ 5 รถยนต์ไฟฟ้าอีวี 100% สไตล์แฮทช์แบค มาพร้อม 3 รุ่นย่อย นั่นคือ รุ่น Premium ราคา 1,699,000 บาท , รุ่น Exclusive ราคา 1,899,000 บาท และ  รุ่น First Edition ราคา 2,399,000 บาท นำเข้าทั้งคันจากประเทศเกาหลีใต้ ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 170 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 58.0 kWh รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 350 kW (Ultra Fast Charging) อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 8.5 วินาทีระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 336 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

14.BYD Seal

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสุดฮอตจาก BYD ที่มีจุดเด่นในเรื่องของอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. เพียง 3.8 วินาทีเท่านั้น ตอนนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ เป็นรถที่ออกแบบมาแนวสปอร์ต แต่มีความกว้างขวาง สะดวกสบาย มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 12.8 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ DiLink 4.0 ระบบเสียง Harman Kardon เบาะนั่งปรับไฟฟ้า โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น คือ Dynamic มาพร้อมอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า แรงบิตสูงสุด 310 นิวตันเมตร สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 650 กิโลเมตรต่อการชาร์จ สำหรับอีกรุ่นจะเป็นรุ่น Performance รุ่นนี้มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 2 ตัว ให้กำลังรวมอยู่ที่ 530 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 670 นิวตันเมตร วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 650 กิโลเมตรต่อชาร์จ สำหรับราคารุ่น Dynamic 1,3250,000 บาท และรุ่น Performance 1,599,000 บาท

สำหรับใครที่สนใจรถไฟฟ้าอยู่ แนะนำให้ไปดูกันที่งานดีที่สุด เพราะไปที่เดียว ดูได้หลายรุ่นมาก และในงานยังสามารถข้อมูล และโปรโมชั่นจากพนักงานขายเอามาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อได้เลย ในงานหลายรุ่นก็สามารถทดลองขับได้ด้วยครับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่น่าสนใจจากงาน Motor Expo 2023

ขอบคุณภาพประกอบจาก Motor Expo 2023

กรมการขนส่งทางบก เผยการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 100% ที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนม.ค. – ก.ย. 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน อันดับ 1 BYD Atto3 เข้าจดทะเบียนตั้งแต่ต้นปี รวม 15,924 คัน  สนนราคาเริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

นาทีนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้าดูจะมาแรงเป็นพิเศษ จากการที่รัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง ล่าสุดบอร์ดอีวีชุดใหม่ อนุมัติมาตรการ EV 3.5 โดยรัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EICฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตตลาด EV โลก หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายเละยอดผลิตรถ EV ทั่วโลกในช่วงระหว่างปี 2022 – 2030 จะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% และ 33% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจาก 

1.นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ไทย บราซิล และอินเดีย ที่ต่างมุ่งส่งเสริมการใช้งานและการลงทุนในอุตสาหกรรม EV 

2. การเปิดรับจากฝั่งผู้บริโภค โดยเฉพาะหลังเผชิญราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV ก็ทยอยลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าในระยะยาวจะต่ำกว่ารถสันดาปจากค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษา และ 

3.การรุกตลาดของค่ายรถยนต์จีนที่ทำให้ตัวเลือกในตลาดรถยนต์ EV มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านรูปลักษณ์ ฟังก์ชันการใช้งาน และระดับราคา

ทั้งนี้ ผู้ผลิตยานยนต์สันดาปจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยปรับตัวให้สอดรับกับกระแสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป SCB EIC ได้ศึกษาแผนการลงทุนของบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกและพบว่า ค่ายรถจากฝั่งตะวันตก อาทิ BMW Mercedes-Benz และ Volkswagen มีการเปลี่ยนผ่านที่เท่าทันกับกระแส EV ทั้งในด้านการเพิ่มความหลากหลายของโมเดลรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาแบตเตอรี่ EV ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่เจ้าตลาดเดิมจากฝั่งตะวันออก เช่น Toyota Honda และ Nissan กลับมีแนวทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

โดยคาดว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ทั่วโลกจะทวีความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่ปรับตัวได้ช้าจะเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนแบ่งทางตลาด ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลือกในตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ได้ประเมินว่า ทุก ๆ 1 แสนคันของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ภายในประเทศจะทำให้ GDP ไทย เติบโตขึ้นราว 0.2% นัยต่อเศรษฐกิจไทยจากการก้าวไปเป็น Regional EV hub ไม่เพียงแต่จะมาจากภาคการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงกับมูลค่าเพิ่มจากภาคธุรกิจที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม EV ที่กำลังทยอยเกิดขึ้นอย่างครบวงจรภายในประเทศอีกด้วย ทั้งอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนบางประเภท ซึ่งเดิมเป็น Supplier ให้กับผู้ผลิตรถสันดาป

อย่างไรก็ตาม กระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้าก็นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์บางกลุ่มแม้ว่าการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นโอกาสต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์บางกลุ่มมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มความต้องการที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังและเชื้อเพลิง โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปรับลดลง 3.8 พันล้านบาท หรือราว 10% จากปี 2022 หากรถ EV สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 15% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกภายในปี 2025

สำหรับ ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือ การเร่งพัฒนาระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า และการส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวได้สอดรับกับความต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยประเมินว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 2 ประการ คือ 

1.การสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศน์ EV ให้เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างครบวงจร เพื่อลดการนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นเป็นหลัก และ 

2.การส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและมีความพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อม ๆ กับตลาด EV อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า ยางล้อ และชุดสายไฟ ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรมีแนวทางการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ อาทิ ชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV คาดว่าจะเกิดขึ้นช้ากว่า รวมถึงการเจาะตลาดอะไหล่ (REM) ซึ่งอุปสงค์ยังเติบโตได้ตามอายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้นในหลายประเทศ

ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สำรวจข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก กรณีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน

อันดับ 1  BYD Atto3  รวม 15,924 คัน  

เริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 1,040 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 2,068 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 2,434 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 1,743 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 2,025 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 1,857 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,377 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,770 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,610 คัน

BYD Atto3
BYD Atto3

อันดับ 2  NETA V  รวม 9,294 คัน

เริ่มต้น 5.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 555 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1,254 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 693 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 564 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 686 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 2,203 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,234 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,251 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 854 คัน

NETA V
NETA V

อันดับ 3  Tesla Model Y รวม  4,753 คัน

เริ่มต้น 1.69 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 25 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 534 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 1,034 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 391 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 840 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 814 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 201 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 664 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 250 คัน

Tesla Model Y
Tesla Model Y

อันดับ 4  ORA Good Cat รวม 4,362 คัน

เริ่มต้น 8.28 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 494 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 282 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 214 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 92 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 430 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 959 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 643 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 598 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 650 คัน

ORA Good Cat
ORA Good Cat

อันดับ 5 MG EP รวม  3,110 คัน

เริ่มต้น 9.98 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 356 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 306 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 275 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 346 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 348 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 384 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 513 คัน

MG EP
MG EP

อันดับ 6 MG 4 Electric รวม 2,860 คัน

เริ่มต้น 8.69 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 107 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 318 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 447 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 271 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 298 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 292 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 340 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 380 คัน

MG 4 Electric
MG 4 Electric

อันดับ 7  BYD Dolphin รวม  2,103 คัน

เริ่มต้น 6.99 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 481 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,621 คัน

BYD Dolphin
BYD Dolphin

อันดับ 8  Tesla Model 3 รวม 1,843 คัน

เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 7 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 488 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 143 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 232 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 411 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 71 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 191 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 125 คัน

Tesla Model 3
Tesla Model 3

อันดับ 9  MG ZS EV รวม 1,389 คัน

เริ่มต้น 9.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 372 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 241 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 155 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 105 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 145 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 107 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 86 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 82 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 96 คัน

MG ZS EV
MG ZS EV

อันดับ 10  Volvo XC40 EV รวม 858 คัน

เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 78 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 76 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 121 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 66 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 98 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 121 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 100 คัน

Volvo XC40 EV

Volvo XC40 EV

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยข้อดีในเรื่องของความประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ ที่ต่ำกว่ารถใช้น้ำมันเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการชาร์จไฟให้กับรถตัว ใครที่อยู่คอนโดไม่มีสถานีชาร์จ ก็อาจจะต้องไปชาร์จที่สถานีชาร์รถไฟฟ้าตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์บางยี่ห้อ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ แต่ใครที่มีบ้าน อยากแนะนำว่าให้ติดตั้ง EV Charger ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะได้รับความสะดวกมากที่สุด แต่ก่อนจะติดตั้งแนะนำให้ตรวจสอบความพร้อมของบ้านก่อนกันครับ

รู้จักกับ EV Charger กันก่อน

เราเริ่มต้นกับการทำความรู้จัก EV Charger กันก่อนครับ อธิบายง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. Quick Charger แบบ DC เป็นรูปแบบของระบบการชาร์จด้วยตู้ EV Charger ที่มีการจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เข้าไปที่แบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จที่น้อยกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังชาร์จที่ตู้ชาร์จสามารถทำได้ รวมถึงกำลังชาร์จที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นรองรับด้วย ปัจจุบันนี้เราจะพบตู้ชาร์จแบบ DC ได้ตามสถานีชาร์จต่างๆ ตามปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์ และสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ
  2. Normal Charger (Double Speed Charge) ในรูปแบบ Wall Box หรือเป็นกล่องตู้ติดตั้งอยู่ที่บ้านนั่เอง ซึ่งจะเป็นการชาร์จด้วยไฟกระแสสลับ (AC) พบตามบ้านทั่วไป รวมถึงโรงแรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งลักษณะการทำงานก็จะมีการแปลงไฟกระแสสลับให้เป็นไฟกระแสตรง แบบนี้จะใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน เรียกว่าเหมาะกับคนที่ต้องการชาร์จรถที่บ้านมาก เสียบสายชาร์จตั้งแต่กลับบ้านช่วงเย็นๆ แล้วก็ไปนอน เช้ามาก็เต็มพอดี แนวๆ นี้ครับ ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับกำลังไฟตัวตู้ชาร์จ และการรองรับของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย โดยเฉลี่ยอยู่อยู่ 4 – 9 ชั่วโมง
  3. Normal Charger แบบอุปกรณ์เต้ารับ ลักษณะก็จะเหมือนการต่อไฟจากบ้านเขารถโดยตรงผ่านตัวอุปกรณ์ ซึ่งบ้านที่จะสามารถจ่ายไฟได้ จะต้องติดตั้งมิเตอร์แบบ 15(45)A เพราะว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงขณะทำการชาร์จนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบสายไฟ สะพานไฟ ด้วยว่าสามารถรองรับได้หรือไม่ และอุปกรณ์ชาร์จควรจะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ หรือตัดไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย สำหรับระยะเวลาในการชาร์จแบบนี้จะช้าที่สุดครับ เวลาที่ใช้ราวๆ 12 – 15 ชั่วโมง

6 สิ่งต้องเช็ค ก่อนติดตั้ง EV Charger

ตอนนี้ก็มาดูกันว่า เราจะต้องเช็คอะไรบ้าง ก่อนจะติดตั้ง EV Charger ไว้ใช้ที่บ้าน สำหรับคำแนะนำจากทางการไฟฟ้านครหลวงนั้น ก็แนะนำไว้ 2 อย่างหลักๆ เลยก็คือ แนะนำให้เพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า เป็น 30(100)A แบบเฟสเดียว หรือ 30(100)A แบบ 3 เฟส และบ้านไหนไม่สะดวกที่จะปรับปรุงระบบไฟฟ้าใหม่ ให้ทำการขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 สำหรับ EV Charger โดยเฉพาะไปเลย โดยสามารถเลือกใช้มิเตอร์แบบ TOU ได้อีกด้วย

1.ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้าน

เริ่มจากดูขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านเราก่อน ถ้าใครไม่ทราบแนะนำให้ดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหน้าบ้าน หรือสอบถามจากการไฟฟ้าใกล้บ้าน สำหรับคำแนะนำจากการไฟฟ้า สำหรับไฟ 1 เฟส ต้องมีขนาดมิเตอร์ 30 แอมป์ขึ้นไป ส่วนไฟ 3 เฟส แนะนำว่าต้องมีขนาดมิเตอร์ 15/14 แอมป์

2.ขนาดสายไฟเมนของบ้าน

สำหรับขนาดของสายไฟเมนที่เชื่อมต่อมายังตู้ควบคุม ต้องมีขนาด 256 ตารางมิลลิเมตร หรือขนาดที่ใหญ่กว่านี้ ซึ่งขนาดที่ว่านี้เป็นขนาดของเส้นทองแดง นอกจากนี้ตู้ควบคุม Main Circuit Breaker ควรใช้ตู้ที่รองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์

3.ตู้ควบคุมไฟฟ้า Main Circuit Breaker

ตู้ควบคุมไฟฟ้าของบ้านจะต้องรองรับกระแสไฟสูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์ มีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker , 1P ขนาด 16A ซึ่งจะต้องเป็นช่องแยกจ่ายไฟออกมาจากส่วนอื่นๆ

4.เครื่องตัดไฟรั่ว RCD (Residual Current Devices)

เราควรติดตั้งเครื่องตัดวงจร กรณีการรัดวงจรของอุปกรณ์​ มีค่ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าออกไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไฟรั่ว ไฟเกินอีกด้วย ซึ่งเครื่องตัดไฟรั่วจะทำการตรวจสอบกระแสไฟที่ไหลผ่าน หากพบกว่ามีกระแสไฟที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปบางส่วน เช่น รั่วไหลไปลงดิน รั่วไหลไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ เพราะมีการชำรุดของอุปกรณ์ ก็จะทำหน้าที่ตัดไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด หรือเกิดไฟไหม้ อีกทั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีควรมีระบบตัดไฟอย่างน้อย RCD Type B หรือเทียบเท่า

5.เต้ารับ EV Socket Outlet

สำหรับเสียบสายชาร์จ เป็นชนิด 3 รู ต้องทนต่อกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 A ตาม มอก.166-2549 หรืออาจเป็นเต้าสำหรับอุตสาหกรรม ต้องมีหลักดิน ซึ่งแนะนำให้แยกออกจากหลักดิน ของระบบไฟเดิมของบ้าน โดยใช้สายต่อหลักดิน เป็นสายหุ้มฉนวน ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดิน ควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร ตามมาตรฐาน และการต่อสายดินกับหลักดิน ควรเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน

6.ตำแหน่งการติดตั้ง EV Charger

ให้สำรวจบริเวณบ้าน ตำแหน่งที่เราจอดรถก่อนว่า มีพื้นที่เพียงพอต่อการจอดรถ และเสียบสายชาร์จหรือไม่ คำแนะนำก็คือ ควรมีระยะห่างระหว่าง EV Charger กับตัวรถไม่เกิน 5 เมตร และพื้นที่นั้นควรจะเป็นที่ร่มมีหลังคา กันแดด กันฝนได้

สำหรับท่านที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีโปรโมชั่นแถม EV Charger มาให้เรียบร้อย ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก เพราะจะมีช่างมาช่วยตรวจสอบให้เราทั้งหมด รวมถึงติดตั้งให้เรียบร้อยด้วย แบบนี้ก็จะสะดวกหน่อย แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อแล้ว เราต้องมาติดตั้งเอง ก็แนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อน หากเราไม่ได้มีความชำนาญเรื่องพวกนี้ ไม่แนะนำให้ซื้อตามออนไลน์แล้วมาติดตั้งเองนะครับ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าค่อนข้างสูง ลองหาช่างหรือบริษัทที่รับติดตั้งมาจัดการให้จะดีทึ่สุดครับ

ภาพประกอบ : Freepik

บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด บริษัทในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้แทนจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Wallbox อย่างเป็นทางการในประเทศไทย (Authorized Distributor) ร่วมกับ บริษัท Wallbox Chargers S.L.U ประเทศสเปน เตรียมเผยโฉมเครื่องชาร์จฯ รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใครในเอเชีย “Wallbox Pulsar Pro” ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าธุรกิจที่สนใจทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ภายในงาน Future Mobility Asia 2023 (FMA 2023) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น. ณ บูท MB29 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมยกขบวนเครื่องชาร์จฯ หลากหลายรุ่น อาทิ “Pulsar Max” เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับบ้าน “Commander 2 & Commander 2S” สำหรับภาคธุรกิจ และ “Supernova” อัปเกรดใหม่ 150 kW ที่เหมาะกับพื้นที่สาธารณะ มาจัดแสดงในงานดังกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโปรโมชันสุดพิเศษเครื่องชาร์จฯ พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง รับส่วนลดกว่า 9,000 บาท พบกูรูให้คำปรึกษาการทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสำหรับธุรกิจรายย่อยขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จฯ เพื่อให้บริการผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า

สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้
ที่ https://bit.ly/fmavisitor_innopower

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
LINE Official Account@innoev https://lin.ee/xksYXla
หรือ evcharger@innopower.co.th

Source : Energy News Center

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แต่ยังคงต้องอาศัยความพยายามจากภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

IEA รายงานการติดตามความคืบหน้าด้านพลังงานสะอาด (TCEP) ว่า มีสัญญาณบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าด้านพลังงานสะอาดในหลายภาคส่วน แต่ยังต้องอาศัยความพยายามอีกมาก เพื่อผลักดันให้โลกมุ่งสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษนี้

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า รายงาน TCEP ซึ่งตีพิมพ์เป็นประจำทุกปี นั้นอาศัยการพิจารณาข้อมูลจากระบบพลังงานทั้งหมด 55 ส่วน โดยเมื่อปี 2564 TCEP ได้วิเคราะห์ความก้าวหน้าของภาคส่วนเหล่านี้ เพื่อบรรลุหมุดหมายระยะกลางที่สำคัญภายในสิ้นทศวรรษนี้ตามนโยบายมุ่งสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ของ IEA

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า IEA ระบุว่า ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเมื่อปี 2564 โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 9% ของตลาดรถยนต์ และคาดว่าภายในปี 2565 จะได้เห็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แตะที่ระดับ 13% ของยอดขายรถยนต์ขนาดเล็กทั่วโลก

ทั้งนี้ ในถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของ IEA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2564 แตะที่ 6.6 ล้านคัน ขณะที่ ยอดขายในไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 2 ล้านคัน ซึ่งพุ่งขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564

Source : RYT9.COM