เอบีม คอนซัลติ้ง ชี้“จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า” ในคอนโดกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนและมีค่าใช้จ่ายสูงเฉลี่ย 10 บาท ต่อกิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ กฟน.กำหนด ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย)เปิดเผยผลสำรวจจำนวนจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าล่าสุดเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565  พบจำนวนจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ และค่าไฟฟ้าที่สูงเป็นอุปสรรคหลักในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่(BEV: Battery Electric Vehicles) สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรืออาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (BMR: Bangkok Metropolitan Region) 

โดยโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV มีประมาณ 3% ของ นอกจากนี้ ประมาณ 3 ใน 4 ของคอนโดมิเนียมที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีจุดชาร์จรองรับได้เพียง 1 หรือ 2 คันพร้อมกันเท่านั้น โดยรวมแล้ว โครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพื้นที่สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดได้เพียงประมาณ 400 คัน

ในปัจจุบัน คอนโดมิเนียมใช้รูปแบบการกำหนดราคาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย โดยการกำหนดราคาตามเวลา (64%) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือการชำระค่าไฟฟ้าตามปริมาณที่ใช้ไป (31%) มีเพียง 1% ที่ใช้รูปแบบการคิดราคาคงที่ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาหรือหน่วยไฟฟ้า และอีก 4% มีบริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

โดยส่วนใหญ่แล้ว การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในอาคารหรือคอนโดมิเนียมนั้นไม่ได้ถูกอย่างที่คิด มากกว่าครึ่งของโครงการคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคิดอัตราค่าไฟฟ้าตามหน่วยคือ 10 บาท ต่อ กิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของค่าไฟฟ้าสูงสุดที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำหนดที่ 4.7 บาท

ซึ่งทำให้ผู้บริโภคที่คิดจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อลดค่าน้ำมันจำเป็นต้องกลับไปทบทวนการตัดสินใจอีกครั้งเพราะการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในคอนโดส่วนใหญ่จำเป็นต้องเสียค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ถูกกว่าการเติมน้ำมันในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE: Internal Combustion Engine) ที่ประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฮบริด

การวิจัยพบว่า 90% ของคอนโดมิเนียมมีที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ ซึ่งมากเกินความจำเป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ณ ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยังรองรับการชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ได้ไม่เกิน 7 กิโลวัตต์ อีกทั้งราคาของที่ชาร์จขนาด 22 กิโลวัตต์ก็สูงกว่าราคาที่ชาร์จขนาด 7 กิโลวัตต์ ถึง 20%

ขณะนี้ รัฐบาลทั่วภูมิภาคเอเชียเริ่มมีการออกกฎระเบียบใหม่เพื่อรองรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเติบโต ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสิงค์โปร์ ได้กำหนด 8 พื้นที่นำร่องที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการเคหะ (HBD: Housing and Development Board) ที่รองรับประชากรในประเทศสิงค์โปร์ถึง 20% นั้น จะต้องมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 3-12 จุดต่ออาคารภายในปี พ.ศ.2568 หรือประมาณ 12,000 จุดโดยรวม โดยนโยบายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้กับพื้นที่ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการเคหะทั้งหมดในประเทศสิงค์โปร์ภายในปีพ.ศ.2573 นอกจากนี้รัฐบาลสิงค์โปร์ยังมีการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดถึง 50% สำหรับเครื่องชาร์จอัจฉริยะ (Smart Chargers) ทั้งหมด อีกทั้งสิงค์โปร์ยังมีแผนที่จะออกกฎหมายใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับ 15% ของที่จอดรถสำหรับติดตั้งจุดชาร์จ 7.4kW และอย่างน้อย 1% ของที่จอดรถจะต้องเป็นที่จอดรถที่มีที่ชาร์จ EV

ทางด้านประเทศจีน มีเมืองใหญ่หลายเมืองที่ได้ออกกฎหมายบังคับให้อาคารใหม่ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ในขณะที่ฮ่องกงกำลังสนับสนุนการพัฒนาอาคารปัจจุบันเพื่อการติดตั้งโครงสร้างที่รองรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้เงินทุนสูงถึง 4,000 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่จอดรถ สำหรับที่จอดรถทั้งหมด 140,000 แห่งภายในปีพ.ศ. 2571 โดยคิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจในปีพ.ศ.2564 โดย เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) เกี่ยวกับความสนใจของผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า พบว่าข้อกังวลหลักคือ เวลาในการชาร์จที่ยาวนาน (50%) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจุดชาร์จที่บ้าน (40%) และปัญหาที่พบในการติดตั้งจุดชาร์จที่บ้าน (20%)

นาย โจนาธาน วาร์กัส รุยซ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์ปัจจุบันดังกล่าวเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำหรับรัฐบาลไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เนื่องจากในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประชาชนมากกว่า 1 ใน 3 อาศัยอยู่ในอาคารและอพาร์ตเมนต์ ดังนั้นเพื่อเร่งความคืบหน้าในการเปลี่ยนให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานของจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวจำเป็นต้องรองรับให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค”

“เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนในอนาคต ประเทศไทยควรมีการเริ่มปรับใช้กฎระเบียบเพื่อกำหนดให้อาคารใหม่ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และดูแลให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตของการปรับใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะดำเนินต่อไปตามที่คาดไว้ การชาร์จที่บ้านมักจะเป็นวิธีการชาร์จทั่วไปสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถชาร์จรถยนต์ได้แบบไร้ข้อกังวล”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

การไฟฟ้านครหลวง เริ่มเก็บค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 7.50 บาท ต่อหน่วย พิเศษตลอดเดือนสิงหาคม รับเงินคืน CASH BACK 50% เริ่มวันนี้ 

วันที่ 1 สิงหาคม 2565 การไฟฟ้านครหลวง เริ่มเก็บค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากที่ได้มอบสิทธิพิเศษให้ประชาชนชาร์จไฟฟรีครบกำหนดแล้ว โดย MEA EV จะเริ่มเก็บค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัตราเดียว 7.50 บาทต่อหน่วย (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมรับเงินคืน CASH BACK ผ่าน MEA EV Wallet 50% เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้านครหลวง MEA ครบรอบ 64 ปี ตั้งแต่วันที่ 1-31 สิงหาคม 2565 ระบบจะนำเงินเข้า Wallet MEA EV Application ภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจำนวนเงินที่ชาร์จ (ภายในเวลาที่กำหนด) สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ร่วมแคมเปญ มีรายละเอียด ดังนี้

สถานีชาร์จ ที่ทำการ MEA

  • วัดเลียบ
  • บางขุนเทียน
  • บางเขน
  • บางใหญ่
  • ธนบุรี
  • สมุทรปราการ
  • ลาดกระบัง
  • นนทบุรี
  • บางกะปิ
  • บางพลี
  • ยานนาวา
  • บางนา
  • นวลจันทร์
  • บางบัวทอง
  • มีนบุรี
  • เพลินจิต
  • บางพูด

สถานีชาร์จในพื้นที่พันธมิตร

  • 7-Eleven สาขาบ้านสวนลาซาลและสาขาบางขุนนนท์
  • หมู่บ้าน THER
  • ลาดพร้าว 93
  • ศูนย์บริการ MK Plus
  • สวนเบญจกิติ

เงื่อนไขการใช้สิทธิ

  • ไม่สามารถโอนเงินที่ได้รับจาก MEA ออกจาก MEA EV Wallet ได้ และไม่สามารถจำหน่าย หรือโอนสิทธิในการร่วมกิจกรรมให้ผู้อื่นได้
  • ผู้ร่วมกิจกรรมรับทราบและยินยอมให้ MEA มีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจากรายละเอียดที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางการตลาด การโฆษณา รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ที่เหมาะสมได้
  • ผู้ร่วมกิจกรรมไม่มีสิทธิเรียกร้องความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการร่วมกิจกรรม
  • จะไม่รับผิดชอบกรณีเกิดข้อขัดข้องของเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญหายของข้อมูลในระยะเวลาของการจัดกิจกรรม
  • หากผู้ร่วมกิจกรรมประพฤติตัวไม่เหมาะสม สร้างความเสื่อมเสีย หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน MEA สามารถตัดสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมของบุคคลนั้นทันที โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น
  • จะไม่รับผิดชอบการกระทำของผู้ร่วมกิจกรรม อันส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น โดยผู้ร่วมกิจกรรมต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเองแต่ฝ่ายเดียว
  • ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลง ยกเลิก หรือยุติกิจกรรม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และสงวนสิทธิในการพิจารณาข้อพิพาท โดยคำตัดสินของ MEA ถือเป็นที่สิ้นสุด

Source : ประชาชาติธุรกิจ
Photo : Daniel LEAL / AFP

บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือซีเอทีแอล (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนสำหรับยานยนต์ชั้นนำของจีน เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

บริษัทฯ ระบุว่าแบตเตอรี่ “ฉีหลิน” (Qilin) ซึ่งใช้เทคโนโลยีซีทีพี (CTP) รุ่นที่ 3 มีประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากความจุร้อยละ 72 และความหนาแน่นพลังงานสำหรับระบบแบตเตอรี่เทอร์นารีสูงถึง 255 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับบูรณาการสูงที่สุดในโลก โดยแบตเตอรี่ฉีหลินได้รับการตั้งชื่อตาม “กิเลน” สัตว์ในตำนานของจีน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีซีทีพีมุ่งปรับปรุงความหนาแน่นของพลังงานระบบ ลดความซับซ้อนในการผลิต และช่วยปรับลดต้นทุน ผ่านการผสานเซลล์ในชุดแบตเตอรี่โดยตรงโดยไม่มีโมดูล โดยแบตเตอรี่ฉีหลินยังมีจุดเด่นในด้านการปรับปรุงอายุการใช้งาน ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการชาร์จ และการทำงานในอุณหภูมิต่ำ

นอกจากนั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่ยังได้รับการพัฒนาความน่าเชื่อถือของอายุการใช้งาน การต้านทานแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ผ่านหน่วยพลังงานแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ และวัสดุคั่นกลางยืดหยุ่นอเนกประสงค์

รายงานระบุว่า แบตเตอรี่ฉีหลินมีเสถียรภาพทางความร้อนและความปลอดภัย ทำให้เข้ากันได้กับวัสดุที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยเซลล์แบตเตอรี่สามารถเย็นตัวอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ซึ่งช่วยป้องกันการนำความร้อนที่ผิดปกติระหว่างเซลล์ได้ ขณะที่การชาร์จจะใช้เวลาเพียง 10 นาที ในโหมดชาร์จเร็ว

อนึ่ง บริษัทฯ คาดการณ์ว่าแบตเตอรี่ฉีหลินจะเข้าสู่กระบวนการผลิตขนานใหญ่และออกวางจำหน่ายสู่ตลาดในปี 2023

Source : MGR Online

สรรพสามิตยันลดภาษีรถอีวีเหลือ 2% มีผลในสัปดาห์นี้ คาดค่ายรถทยอยส่งมอบได้อีก 1,500 คัน แย้มรถยนต์ไฟฟ้าค่าย “ญี่ปุ่น-จีน” จ่อเข้าร่วมอีก 3-4 ราย ส่วนจักรยานยนต์ “ไทย-จีน” เตรียมเข้ามาตรการอีก 2-3 ค่าย ฟากสมาชิก ส.อ.ท.กลุ่มยานยนต์ร้องภาษีนำเข้าไม่เท่าเทียม จี้คลังปรับโครงสร้างอีกรอบ

นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต เปิดเผยว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่มีการลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 8% เหลือ 2% คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยน่าจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในวันที่ 8 มิ.ย. และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป

ซึ่งเชื่อว่าค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์จะทยอยเข้ามาเซ็นสัญญาเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้อีวีจากรัฐบาลมากขึ้น โดยในปี 2565 นี้ ประเมินไว้เบื้องต้นว่าจะมีทั้งค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นและจีนอีกอย่างน้อย 3-4 ค่าย และค่ายรถจักรยานยนต์จากไทยและจีนอีกอย่างน้อย 2-3 ค่าย มาเข้าร่วมมาตรการ

สำหรับค่ายรถยนต์ที่เปิดให้จองรถอีวีไปก่อนหน้านี้ ได้มีการทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าไปแล้วประมาณ 500 คัน และคาดว่าหลังจากโครงสร้างภาษีมีผลบังคับใช้ แต่ละค่ายรถจะทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าได้อีกประมาณ 1,500 คัน

ทั้งนี้ จากการที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ไปโรดโชว์ประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปรับแผนหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น จากเดิมในปี 2573 เป็นภายในปี 2569

“ปัจจุบันค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นที่เซ็นสัญญาเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว คือ โตโยต้า เราคาดว่าหลังจากนี้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นค่ายอื่น ๆ จะทยอยตามมา รวมทั้งค่ายรถยนต์ของจีน เช่น เนต้า และฉางอาน ซึ่งมีแผนที่จะว่าจ้าง ฟ็อกซ์คอนน์ ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอยื่นรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเข้ามาสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย”

นายณัฐกรกล่าวว่า การที่ค่ายรถยนต์มีการหยุดรับจองรถชั่วคราวมาเกือบ 2 เดือนนั้น เกิดจากปัญหาการขาดแคลนชิปซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถอีวี โดยบริษัทแม่ของแต่ละค่ายรถยนต์จำเป็นต้องกระจายรถยนต์ที่ผลิตแล้วส่งไปให้ลูกค้าในหลายประเทศ

ขณะที่ไทยมียอดจองรถอีวีรวมอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นคันในปัจจุบัน ดังนั้นหากปัญหาการขาดแคลนชิปยืดเยื้อเป็นปีก็จะกระทบต่อแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การประกาศลดภาษีรถอีวีออกมาล่าช้า เนื่องจากต้องมีการทำกฎหมายลูกถึง 25 ฉบับ จึงต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสาระสำคัญเกี่ยวกับคำนิยามของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ที่จะเข้าข่ายได้รับการสนับสนุนมาตรการภาษี และเงินอุดหนุนจากรัฐ ประกอบกับที่ผ่านมาอยู่ในช่วงการเปลี่ยนอธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งจะต้องเป็นผู้ลงนามกฎหมาย จึงทำให้กระบวนพิจารณาชะลอออกไป

“กรณีค่ายรถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี และเกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบปัญหาเรื่องการค้างส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าหลายพันคัน เนื่องจากรอประกาศกฎหมายลดภาษีสรรพสามิตอยู่นั้น เชื่อว่าหลังจากประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้แล้ว ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายไปได้ โดยค่ายรถยนต์สามารถส่งมอบรถอีวีให้กับลูกค้า และจะได้รับการสนับสนุนด้านภาษีทันที” แหล่งข่าวกล่าว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิก ส.อ.ท.ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากประเทศจีนมีภาระภาษีเพียง 0% เพราะรับสิทธิจากข้อตกลงการเจรจาการค้าเอฟทีเอ จีน-อาเซียน ขณะที่หลายประเทศต้องเสียภาษี 40% ถือว่ามีความแตกต่างกันมาก

ดังนั้นจึงเตรียมที่จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อหารือการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังอีกครั้ง ทั้งนี้ มองว่าหากอัตราภาษียังคงเหลื่อมล้ำกันสูงมาก การจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนอาจจะไม่เกิดขึ้น

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ส่วนลด EV ขยักที่สองมาแล้ว หลังกฎกระทรวงประกาศให้มีผลบังคับใช้ 8 มิถุนายน 2565 โดยรถที่เข้าโครงการรัฐบาลจะเสีย “ภาษีสรรพสามิต EV” ลดลงเหลือ 2% จากปกติ 8% ด้าน MG ZS EV ได้ส่วนลดเต็มที่ 246,000 บาท เหลือราคาขาย 1,023,000 บาท

วานนี้ (8 มิ.ย.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์-รถจักรยานยนต์ใหม่ ที่ยังคิดตามการปล่อยไอเสีย แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การรื้ออัตราโครงสร้างภาษีเดิมทั้งหมด และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ประกาศนี้ยังมี ภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ลดลงจาก 8% เหลือ 2% และมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2568 

มีผลแล้ว! ภาษีสรรพสามิต EV เหลือ 2% MG รับส่วนลดเต็มที่ 2.46 แสนบาท
มีผลแล้ว! ภาษีสรรพสามิต EV เหลือ 2% MG รับส่วนลดเต็มที่ 2.46 แสนบาท

ตามประกาศนี้ ส่งผลให้ EV ที่เข้าร่วมโครงการรัฐบาล และเซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมสรรพสามิตว่าต้องทำตามเงื่อนไขต่างๆ และมีแผนผลิตคืนในประเทศหลังจากปี 2567 จะได้ภาษีสรรพสามิต EV อัตราพิเศษทันที ซึ่งเบื้องต้นมีเพียง 3 ค่ายรถยนต์คือ เอ็มจี,เกรท วอลล์ มอเตอร์ และโตโยต้า โดยรายหลังยังไม่มี EV ขาย และต้องรอการเปิดตัว Toyota bZ4X ช่วงปลายปี 2565

ก่อนหน้านี้ เอ็มจี และเกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถดำเนินการในส่วนของการลดภาษีนำเข้า (ซึ่งค่ายจีนเป็น 0% อยู่แล้ว) และรับเงินสนับสนุน 150,000 บาทต่อคัน (กรณีที่แบตเตอรี่ความจุเกิน 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง) แต่การขายยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่ เพราะรอประกาศเรื่องลดภาษีสรรพสามิต EV เพื่อจะได้ส่วนลดเต็มแพดานในกลุ่ม EV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

ปัจจุบัน MG มียอดค้างส่งมอบ EV รุ่น MG EP และ MG ZS EV รวมกันกว่า 6,000 คัน โดยที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการรอส่วนลดเต็มๆ จากรัฐบาล และภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษ เพิ่งประกาศเป็นกฎกระทรวงวานนี้ (8 มิ.ย.)

สำหรับ MG EP รุ่น PLUS ราคาปกติ 998,000 บาท เมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 150,000 บาท ต่อคัน รวมกับภาษีสรรพสามิต EV ที่ลดลงจาก 8% เหลือ 2% จะได้ส่วนลดเพิ่มเติมอีก 77,000 บาทสุดท้ายราคาขายเหลือ  771,000 บาท (ลดไป 227,000 บาท)

มีผลแล้ว! ภาษีสรรพสามิต EV เหลือ 2% MG รับส่วนลดเต็มที่ 2.46 แสนบาท

ขณะที่ MG ZS EV รุ่น X ราคาปกติ 1,269,000 บาท ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 150,000 บาทต่อคัน รวมกับภาษีสรรพสามิต EV ที่ลดลงอีกเป็นมูลค่า 96,000 บาท ทำให้ราคาขายเหลือ 1,023,000 บาท (ลดไป 246,000 บาท)

เหตุผลที่ภาษีสรรพสามิต EV อัตราพิเศษที่ให้สิทธิประโยชน์ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 ล่าช้าเพราะ กระทรวงการคลัง รอประกาศโครงสร้างภาษีใหม่ในคราวเดียวกัน

ตามประกาศเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎกระทรวง กําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 โดยการปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน รถยนต์กระบะ และรถจักรยานยนต์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ส่งเสริมมาตรฐานด้านความปลอดภัย ตลอดจนสนับสนุนให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ที่มา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

Source : ฐานเศรษฐกิจ