อนุฯ ​กกพ.สรุปผลประชุมวันนี้​ ลดค่าไฟฟ้าเดือน ​พ.ค.-ส.ค.66​ ลง​ 7 ​ส.ต.ต่อหน่วย​ จาก​ 4.77​ บาทต่อหน่วย​ เหลือ​ 4.70 บาทต่อหน่วย​ หลัง กฟผ.​ยอมให้ขยายระยะเวลาคืนหนี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน​( Energy​ ​News​ Center-ENC​ )​ รายงานว่า​ คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการปรับอัตราค่าบริการไฟฟ้า​ ภายใต้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน​ ซึ่งประชุมวันนี้​ ( 21​ เม.ย.​ 2566​)​ มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร​ หรือ​ ค่าเอฟที​ งวด​เดือน​ พ.ค.-ส.ค.2566​ ลง​ อีก​ 7​.08 สตางค์ต่อหน่วย จาก 98.27 สตางค์ต่อหน่วย​ เหลือ​ 91.19 สตางค์ต่อหน่วย​ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยปรับลดลง​จากเดิมที่อนุมัติ​ไว้​ 4.77​ บา​ทต่อหน่วย เหลือ​ 4.70​ บาทต่อหน่วย​ 

โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการ​ กกพ.​มีมติ​เห็นชอบ​ ให้ค่าเอฟทีงวดเดือน​ พ.ค.-ส.ค.​2566​ เป็นการคำนวณโดยประมาณการต้นทุนเดือน พ.ค.- ส.ค. 2566​ ล่วงหน้าว่า​จะอยู่ที่ 63.37 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่ทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงคาดว่าจะคงเหลือจากเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 จำนวน 136,686 ล้านบาท บางส่วน โดยแบ่งเป็น 6 งวดๆ ละ 22,781 ล้านบาทหรืองวดละ 34.90 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี (เม.ย. 2568) โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 113,905 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.77 บาทต่อหน่วย​ แต่เมื่อ​ ล่าสุด ​กฟผ.มีหนังสือถึง กกพ.​ ให้ขยายระยะเวลาคืนหนี้ให้​ กฟผ.​ออกไป​ยาวนานขึ้น​ ทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อีก​​ 7​.08 สตางค์​ต่อหน่วย​

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในส่วนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ หรือ​ ส.อ.ท.​ ที่เรียกร้องให้ปรับลดค่าไฟฟ้าเดือน​ พ.ค.-ส.ค.2566​ ลงให้ต่ำกว่า​ 4.40 บาทต่อหน่วย​ โดยที่ให้ตัดส่วนที่จะต้องชำระคืนหนี้ให้ กฟผ.​ ออกไปก่อนนั้น​ ​ยังไม่มีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงคณะอนุฯ ที่ประชุม​คณะอนุฯ​ จึงยังไม่ได้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า​ นายสุพัฒนพงษ์​ พันธ์​มีเชาว์​ รักษาการรองนายก​รั​ฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์​ ลำดับที่​ 2​ พรรครวมไทยสร้างชาติ​ จะมีการแถลงข่าวเรื่องการปรับลดค่าไฟฟ้า​ ดังกล่าวในวันจันทร์​ ที่​ 24​ เม.ย.2566​ นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

Source : Energy News Center

อากาศร้อนสุดขีดต่อเนื่องช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ 6 เม.ย. 2566 ดันยอดใช้ไฟฟ้าไทยพุ่งทำลายสถิติสูงสุดของปี 2566 เป็นรอบที่ 3 เกิดพีคไฟฟ้าแตะระดับ 32,963  เมกะวัตต์  ในช่วงค่ำ เวลา 20.52 น. ท่ามกลางอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 38-41 องศาเซลเซียส ด้านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดพีคไฟฟ้าจะพุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้เกิน 34,000 เมกะวัตต์  หากอากาศยังคงร้อนสะสมต่อเนื่อง  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ยอดการใช้ไฟฟ้าของไทยกลับพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ของปี 2566 อีกครั้ง โดยเกิดยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีคไฟฟ้า นับเป็นรอบที่ 3 ของปี 2566 แล้ว ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนสะสมต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยทั้งประเทศ 38-41 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้จากสถิติการใช้ไฟฟ้าของไทย ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้รวบรวมยอดการใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ในแต่ละวัน พบว่าล่าสุดได้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2566 เป็นรอบที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงค่ำเวลา 20.52 น. ของวันที่ 6 เม.ย. 2566 มียอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 32,963  เมกะวัตต์  

ทั้งนี้พีคไฟฟ้าของปี 2566 ดังกล่าว ยังต่ำกว่าสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดที่เคยบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 33,177.3 เมกะวัตต์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 14.30 น. ทางด้านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดการณ์ไว้ว่าปี 2566 นี้ พีคไฟฟ้านอกจากจะทำสถิติสูงสุดของปี 2566 แล้ว อาจจะเกิดการทำลายสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 34,000 เมกะวัตต์ได้อีกด้วย เนื่องจากสภาพอากาศร้อนและการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 มาแล้ว ทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงสุดตามไปด้วย

สำหรับวันที่ 7 เม.ย. 2566 ยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวันอยู่แค่ 29,546.2 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 10.22 น. เนื่องจากสภาพอากาศเย็นลงจากการเกิดพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่ของไทย ซึ่งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงได้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตามหากย้อนดูการเกิดพีคไฟฟ้าของปี 2566 จะพบว่า ครั้งแรกเกิดเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 15.43 น. มียอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 31,054.6 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 2 วันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลา 15.28 น. มียอดพีคไฟฟ้าที่ 31,495.5 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 นี้ เกิดขึ้นช่วงค่ำ เวลา 20.52 น. วันที่ 6 เม.ย. 2566 โดยเกิดพีคไฟฟ้าที่ 32,963  เมกะวัตต์   

ส่วนการเก็บสถิติยอดการใช้ไฟฟ้ารายเดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา พบว่ามียอดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเดือน ม.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 26,517.4 เมกะวัตต์ , เดือน ก.พ. อยู่ที่ 28,345.3 เมกะวัตต์ ,เดือน มี.ค. อยู่ที่ 31,054.6 เมกะวัตต์ และเดือน เม.ย. 2566 นี้ เพียงแค่ช่วงต้นเดือน (6 เม.ย. 2566) ก็ทำสถิติสูงสุดของปี 2566 ไปแล้ว ที่ระดับ 32,963 เมกะวัตต์  ซึ่งกระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูร้อนนี้ และยืนยันว่าสำรองไฟฟ้าที่สูงเกิน 30% ของยอดการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ยังคงเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ได้อย่างแน่นอน

Source : Energy Thai Center

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ชี้ไทยผ่านจุดค่าไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว เมื่อช่วง ม.ค.-เม.ย.2566 มั่นใจหลังจากนี้ค่าไฟฟ้าจะทยอยปรับลดลง ตามทิศทาง LNG โลกที่ปรับราคาลง และปริมาณก๊าซธรรมชาติในแห่งเอราวัณมีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมคาดการณ์ร้อนนี้ยอดใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 หมื่นเมกะวัตต์ ยืนยันสำรองไฟฟ้ามีเพียงพอแน่นอน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้วในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ที่แบ่งเป็น 2 อัตรา คือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัย เฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิอุตสาหกรรม บริการ อื่นๆ) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเห็นว่าอัตราค่าไฟฟ้า ของประเทศได้ทยอยปรับลดลงแล้วตั้งแต่งวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2566 ที่กลับมาเป็นอัตราเดียว เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย

ส่วนในงวดถัดไป หรือ งวดที่เหลือของปี 2566 นี้ คาดว่าค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ก็จะปรับลดลง ซึ่งปัจจุบันก็ลดลงมากขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก เนื่องจากว่ากำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณ(G1) ซึ่งตามข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า กำลังการผลิตก๊าซฯในเดือน ก.ค.2566 นี้ จะเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือน ธ.ค. 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากนั้นในเดือน เม.ย. 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามเงื่อนไขสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC)

ส่วนแนวโน้มการใช้พลังงานภาพรวมของประเทศในปี 2566 จะเติบโตขึ้นจากปี 2565 ตามทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา และการใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้นตามทิศทางการขยายตัวของประเทศ ซึ่งเริ่มเห็นได้จากปี 2565 ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) อยู่ที่ระดับประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ สูงกว่าช่วงยังไม่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่พีคไฟฟ้าอยู่ที่ในระดับ 32,000 เมกะวัตต์ และปี 2566 นี้ ก็เกิดพีคเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2566 เวลา 15.43 น. ที่ระดับ 31,054.6 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มมากขึ้น การฟื้นตัวของภาคบริการ ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

“ปีก่อนพีคในระบบ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 34,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่น่าจะมีประเด็นน่ากังวล เพราะสำรองไฟฟ้าเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศได้ และในเดือน ก.ค. นี้ กำลังการผลิตก๊าซฯจากอ่าวไทยก็จะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน คลังรับ-จ่าย LNG (เทอร์มินอล) แห่งที่ 2 (หนองแฟบ) ของปตท.ก็สร้างเสร็จแล้ว พร้อมรองรับ LNG เพิ่มขึ้นอีก 7.5 ล้านตันต่อปี ประกอบกับราคา LNG ช่วงนี้อ่อนตัว เหลืออยู่ที่ประมาณ 12-13 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู”

ส่วนแนวทางช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับ กลุ่มเปราะบาง ประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน รอบที่ 2 นั้น เบื้องต้น อยู่ระหว่างการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และช่วงนี้ก็เป็นรัฐบาลรักษาการ อาจจะมีเรื่องของงบประมาณกลางต่างๆ ก็น่าจะนำมาช่วยเหลือได้ แต่คงต้องพิจารณาวิธีการที่เหมาะสม คาดว่า ถ้าจะต้องอุดหนุนในรอบบิล พ.ค.-ส.ค.2566 น่าจะต้องใช้งบประมาณใกล้เคียงกับรอบก่อน เต็มที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งการใช้งบประมาณกลางและเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่น่าจะนำเข้ามาใช้ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือ ผู้มีรายได้น้อยได้ โดยในส่วนของบัตรสวัสดิการฯ ก็มีการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 350 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ สนพ. ได้คาดการณ์ “แนวโน้มการใช้พลังงานปี 2566” โดยอ้างอิงสมมุติฐานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า ภาพรวมการใช้พลังงานในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 2.8%  อยู่ที่ระดับ 2,047 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน การใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน/ลิกไนต์ จะเพิ่มขึ้น 0.7% จากการใช้ถ่านหินนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การใช้น้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล และน้ำมันเครื่องบิน จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินจากต่างประเทศ  การใช้ก๊าซธรรมชาติ จะเพิ่มขึ้น 1.8% การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า จะเพิ่มขึ้น 4.4% สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความต้องการการเดินทางภายในประเทศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานนั้น สศช. คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2566 จะอยู่ที่ 80– 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2566 จะอยู่ที่ 32.2 – 33.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2566 จะขยายตัว 2.6% และเศรษฐกิจภายในประเทศ (GDP) ปี 2566 จะขยายตัวในช่วง 2.7 – 3.7% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และภาคการเกษตร

Source : Energy News Center

“สุพัฒนพงษ์” ยอมรับว่าค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 66 ที่ กกพ.เห็นชอบไปแล้วที่เฉลี่ย 4.77 บาท/หน่วยไม่สามารถเปลี่ยนได้เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่พร้อมเสนอดูแลค่าไฟกลุ่มเปราะบางโดยจะขอความเห็นชอบทั้ง ครม.และส่ง กกต.โต้ “มิ่งขวัญ” ลดก๊าซหุงต้มเหลือ 250 บาททำได้แต่เป็นภาระประเทศ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงอัตราค่าไฟฟ้าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เดือน พ.ค.-ส.ค. 66 อัตราเดียวเฉลี่ยที่ 4.77 บาทต่อหน่วย โดยในส่วนของภาคครัวเรือนปรับขึ้น 0.05 สตางค์ต่อหน่วยว่า คงทำอะไรไม่ได้มากเนื่องจากขณะนี้เป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐบาลรักษาการแล้วไม่ได้มีอำนาจเต็ม

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าไฟฟ้าที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือนที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือมาต่อเนื่องและได้มีการของบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นปี 66 ไว้ช่วยเหลือประชาชนในเดือน เม.ย. 66 แล้ว หลังจากนั้นในเดือนต่อๆ ไปก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่รัฐบาลเองก็พร้อมจะเสนอ ครม.เพื่อของบกลางฯ เพิ่มเติมมาดูแล โดยเมื่อ ครม.อนุมัติแล้วก็จะขอความเห็นชอบในการใช้งบประมาณจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวถึงกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่ปรึกษานโยบายของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้แถลงนโยบายส่วนตัวด้วยการเสนอลดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือนขนาดถัง 15 กิโลกรัม เหลือถังละ 250 บาท นั้นก็ต้องถามว่าทำได้จริงหรือไม่ เพราะทำแล้วมีค่าใช้จ่ายมาก

“ใครอยากจะพูดอะไรก็ต้องดูว่าทำแล้วเหมาะสมหรือไม่ และเป็นภาระประเทศหรือไม่ พูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วย” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

Source : MGROnline

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เคาะค่าไฟงวด พฤษภาคม-สิงหาคม 2566 อัตรา 4.77 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราเดียวทั้งครัวเรือนและเอกชน นั้น ภาคเอกชนมองว่ามติของ กกพ. ที่ออกมา พิจารณาความเหมาะสม เพื่อที่จะสะท้อนต้นทุนต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด สำหรับการลดราคาค่าไฟของภาคเอกชนจาก 5.33 บาทต่อหน่วย เป็น 4.77 บาทต่อหน่วย มองว่าใกล้เคียงกับ การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนว่าต้องการ อยากเห็นราคาพลังงานที่ไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่การปรับราคาสินค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเป็นการผลักภาระให้กับภาคประชาชนในท้ายที่สุด

นายสนั่นกล่าวต่อว่า ส่วนค่าไฟภาคประชาชนปรับขึ้นจาก 4.72 บาทต่อหน่วย เป็น 4.77 บาทต่อหน่วย ในระยะต่อไปรัฐบาลจะต้องมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาคประชาชน เชื่อว่าจากแนวโน้มค่าก๊าซธรรมชาติน่าจะปรับลดลง รัฐบาลควรทบทวนและปรับมาตรการโดยการลดค่าไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ เห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหารือและร่วมกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นแนวทางที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องในทิศทางเดียวกันต่อไป

ขณะที่นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเพราะไม่ได้ช่วยครัวเรือนเลย ทำไมครัวเรือนต้องจ่ายแพงขึ้นแค่ 5 สตางค์ ทั้งๆ ที่รอบจากนี้ไปเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ทิศทางพลังงานของโลกก็ลง ทำไมภาครัฐไม่ปรับสมมุติฐานราคาให้เป็นบวกกับผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งงวดนี้ราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ลงเพราะปัจจัยภายนอก อาทิ ค่าเงินและราคาพลังงานทั่วโลกเป็นหลัก ไม่ได้มีกลไกแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและหาทางเลือกอื่นเลย นอกจากก๊าซในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้น

“การคิดค่าเอฟทีในช่วงพลังงานและเศรษฐกิจโลกผันผวน รัฐควรเปลี่ยนจาก 3 งวดต่อปี งวดละ 4 เดือน เป็น 6 งวดต่อปี หรือทุก 2 เดือนจะดีกว่าไหม เพื่อให้การคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้ารวดเร็ว แม่นยำมากขึ้น” นายอิศเรศกล่าว

Source : มติชนออนไลน์