การช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายแพงขึ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ล่าสุด ด้วยการขยายเวลารับภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จากเดิม 2 ปีเป็น 2 ปี 4 เดือน หรือคำนวณตามงวดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) งวด 2 เดือน พ.ค.-ส.ค. โดยประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าลดลงจาก 4.72 บาทเหลือ 4.70 บาท

ขณะที่ภาคธุรกิจ ซึ่งเดิมจ่ายอยู่ที่หน่วยละ 5.33 บาท ก็ลดลง 0.63 บาท โดยความช่วยเหลือครั้งนี้จัดเป็นภารกิจเพื่อชาติ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน” รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงแผนการปรับการทำงานของ กฟผ. หลังลดค่าไฟฟ้าช่วยเหลือประชาชนมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564

ข้อเท็จจริงการปรับลดค่าไฟฟ้า

ข้อเท็จจริงก็คือ ในช่วงนั้น (ค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่าย 4.72 บาท) ทาง กฟผ.ได้กลับมาคำนวณค่า Ft ใหม่อีกรอบ จากสมมุติฐานว่า อัตราแลกเปลี่ยน (FX) 33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และวันนั้นราคาก๊าซ LNG วางไว้ 19.6 เหรียญสหรัฐล้านบีทียู พอเราคำนวณเสร็จ ทาง ปตท.ก็ทำราคาก๊าซใหม่มาให้เป็น 14.87 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจังหวะนั้น FX 33.23 ตีกลับไปที่ 34 กว่า จึงปัด 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ FX ผูกไปกับค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าเชื้อเพลิง (EP) เป็นส่วนผสมของ LNG ที่ซื้อมาเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อค่าบาทอ่อนค่า AP ใช้ FX ก็ปรับขึ้นด้วย

ค่าความพร้อมจ่าย AP คือ ค่าความพร้อมในการเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้ามาในระบบ เหมือนการเช่ารถยนต์ 5 ปี แปลว่า รถยนต์ต้องพร้อมใช้ตลอด ต้องมีคันที่สแตนด์บายไว้ให้ใช้ได้ตลอด เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าก็เหมือนกัน เช่าแล้วต้องจ่ายค่า AP ซึ่งหากเทียบ FX 35 บาท ค่า LNG ลดจาก 19.6 เหลือ 14.87 เหรียญสหรัฐ เฉพาะต้นทุนราคา LNG จะลดได้ถึง 10,700 ล้าน

แต่ด้วย FX อัตราแลกเปลี่ยนตีกลับขึ้นมา จึงกลายเป็นว่า สุทธิเราสามารถลดได้เพียง 4,200-4,500 ล้านบาท พอรู้เรารีบแจ้ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งด้วยระยะเวลาที่จำกัด เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องพิมพ์ใบเสร็จ 20 ล้านใบ การไฟฟ้านครหลวงพิมพ์ 4 ล้านใบ ใช้เวลาทั้งเดือน ดังนั้นเริ่มต้นที่เร็วที่สุดที่จะลดได้ก็คือ เดือน พ.ค. ถ้านับจากระยะพิมพ์บิล จึงได้ข้อสรุปว่า กฟผ.รับสภาพไป ด้วยสมมุติฐานเดิมคือ 19.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ช่วยงวด 2 ลุ้นงวด 3

นั่นจึงเป็นที่มาของการขยายเวลาการรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่เดิมจะต้องใช้คืน กฟผ.ภายในระยะเวลา 2 ปีหรือ 6 งวด เริ่มนับ ม.ค.-เม.ย.ปี’66 คือ งวดที่ 1 แต่เก็บไปแล้ว 1 งวด จะเหลืออีก 5 งวด ฉะนั้นถ้าจะลดขยายไปอีกจาก 6 งวดเป็น 7 งวด ถ้าขยายเป็นอย่างนี้ จากเดิมที่หาร 5 กับหาร 6 ทำให้เราสามารถเรียกเก็บคืนได้ประมาณ 18,000 ล้านบาท กลายเป็นว่า EGAT ขอลดค่าเงินที่จะเรียกเก็บคืนค่า Ft ครั้งเดียวคือ จากเดิมที่เก็บได้ 22,000 กว่าล้านก็ลดลงไป 4,000 กว่าล้าน เหลือ 18,000 ล้านบาท พอ ๆ กับสมมุติฐานที่เปลี่ยนใหม่เป็นว่า EGAT เก็บเงินได้ช้าลงหน่อยนั่นเอง

เราคำนวณการรับภาระงวด 2 ตามสมมุติฐานใหม่ที่ ปตท.ทำตัวเลขมา และเราโชคดีสามารถซื้อก๊าซได้ในราคาต่ำ ก็จะไม่เดือดร้อน แต่ได้แค่งวดเดียวเท่านั้น ส่วนงวด 3 ยังไม่รู้เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ตลาดโลกทั้งยุโรปและสหรัฐต้องการเชื้อเพลิงทำความร้อน ความต้องการสูงขึ้น supply จะโดนดึงราคาขึ้น งวดหน้าว่ากันใหม่

แต่ผมคงไม่ขยายระยะเวลาการใช้หนี้คืนเป็น 3 ปีหรือ 9 งวดอีกแล้ว เพราะ กฟผ.มีไปกู้เงิน ซึ่งจะมีเงื่อนไขที่ต้องชำระ เป็น slot เฉลี่ยแล้วประมาณ 2.5 ปี พอพูดได้ก็เป็นคาดการณ์ว่าจะจ่ายคืนภายใน 2 ปี ถึงงวด 1 เดือน ม.ค.-เม.ย.ปี’68 แต่ถ้าสถานการณ์มันดีขึ้น ราคาก๊าซลดลงมาเหลือ 9-8 เหรียญสหรัฐ ก็อาจจะสามารถได้รับชำระเร็วขึ้น แค่ ธ.ค.ปี’67

เลื่อนส่งเงินคืนรัฐ

ถ้าจำเป็นที่จะต้องช่วยลดค่าไฟฟ้าอีกหลังจากนี้ แต่สถานะ กฟผ.ไม่มีเงินแล้ว ข้อแรกคือ กฟผ.กู้เงิน 25,000 ล้านบาท แบบที่ไม่ต้องมีใครมาค้ำ แต่นี่ปูดขึ้นไป 1.5 แสนล้านบาท โดยเราต้องกู้ 25,000 ล้านบาท และกู้อีก 85,000 ล้านบาท ส่งผลให้ กฟผ.ไปเบียดรัฐวิสาหกิจอื่นที่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินก็จะกู้ไม่ได้ เพราะเพดานหนี้เต็ม ดังนั้น กฟผ.จึงไม่สามารถกู้ได้ เขาให้กู้แค่นี้ 1.1 แสนล้านบาท ไม่ได้เต็ม 1.5 แสนล้านบาทคือ 25,000 ล้าน เรากู้เอง+85,000 ล้านรัฐบาลค้ำประกันให้

นอกจากนี้ในช่วง 2 ปี 4 เดือน กฟผ.ยังต้องนำส่งเงินคืนรัฐ แต่เราขอขยายระยะเวลานำส่งไป งวด 2 ของปี’64 เราจ่ายไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1 รอบ ส่วนงวด 1 ของปี’65 กับงวดที่ 2 ของปี’65 เราขอเลื่อนจ่าย โดยหารือ สคร.ให้สามารถเลื่อนได้ 3-5 ปี แต่ห้ามลดทางเราจึงขอเลื่อนก้อนปี’65 มาจ่ายกันยายนปีนี้ 10,000 ล้านบาท และจ่ายตุลาคมนี้อีก 6,000 ล้านบาท ของตุลาคมนี้จะเป็นของงวด 1 ปี’66

ฉะนั้น จะเห็นสลอตแรกดีเลย์ สลอต 1 กับ 2 ของปี’65 ก็คาดว่าจะจ่ายปีนี้ รัฐบาลให้เรา 91.19 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งคำนวณแล้วว่า เรามีเงินเพียงพอจะชำระดอกเบี้ย ค่าก๊าซ ปตท. และพอที่จะชำระค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้า IPP และ SPP เพราะฉะนั้นเราคำนวณตัวเลขนี้ไป กฟผ.ก็อยู่ได้ถึงสิ้นปี แล้วภาระเงินของรัฐเราก็ชำระ 10,000 กับ 15,000 ล้านไป โดยยอดงวด 1 และงวด 2 ปี’65 รวมกัน 2 หมื่นล้าน แต่ชำระไปพร้อมของปี’64 รวมบางส่วนด้วยจะเหลือค้างอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท

แผนการลงทุนของ กฟผ.

แม้ว่าจะถูกยืดหนี้และยังต้องจ่ายเงินคืนให้กับรัฐ แต่เป็นการบริหาร term loan ซึ่งจะแยกพอร์ตกับเงินลงทุน ที่เรียกว่า investment loan เป็นคนละยอด กฟผ.ยังคงเดินหน้าแผนการลงทุนในไปป์ไลน์ เงินลงทุนใหม่เราออกบอนด์ไปแล้ว ส่วนการออกบอนด์ใหม่อีกได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ credit rating ตอนนี้ทริส BBB+ และฟิตช์เรตติ้งก็ให้ใกล้เคียงกัน เทียบเท่ากับทางฝั่งรัฐบาล ทำให้กู้ได้ออกพันธบัตรได้ เพราะฝั่งการเงินเชื่อมั่นในสิ่งที่ regulator กำกับไปตามสูตรคำนวณค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ

โดยแผนการลงทุนปีนี้ กฟผ.วางงบประมาณไว้ราว 30,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สายส่ง สมาร์ทกริด ส่วนลงทุนผลิตไฟฟ้าใหม่จะมีโครงการโซลาร์ลอยน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เซ็นสัญญากับกลุ่มมิตรผลและบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ส่วนโรงไฟฟ้ามีการเปิดบิด (Bid) ระยะยาว อยู่ระหว่างการเปิดประมูลใหม่ คือ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ยุทธศาสตร์ กฟผ.หารายได้เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กฟผ.ยังมีกำไรที่รัฐให้ในสัดส่วน 5.03% ของเงินลงทุน แต่ กฟผ.ต้องเตรียมพร้อมในการหารายได้จากธุรกิจใหม่ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การผลิตไฟฟ้า กฟผ.มีสัดส่วนเพียง 30% ในปัจจุบัน (น้อยกว่าการผลิตไฟฟ้าของเอกชน) และในอนาคตตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2018 Rev.1) ระบุว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จะลดลงเหลือแค่ 24% ในปี 2580 เท่ากับว่า กฟผ.ต้องหารายได้เพิ่มในช่องทางอื่น

กฟผ.มีบริษัทลูก เช่น RATCH Group แบ่งมา 45% เอ็กโก 25% EDS (บริษัท อีแกท ไดมอนด์ เซอร์วิส จำกัด) ก็ 30% ส่วน EGATiโดยสัดส่วนรายได้ก็สามารถช่วยเติมให้กับ กฟผ.ได้อีกทางหนึ่ง และหาก กฟผ.สามารถทำรายได้ return on sale ซื้อไฟแล้วก็มาขาย ถ้าบวกเพิ่ม 5-10% ได้ในอนาคตก็มีส่วนช่วยให้รายได้ กฟผ.เพิ่มขึ้นได้

การทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ประเด็นการปรับเปลี่ยนสัญญาซื้อขายกับเอกชนไฟฟ้านั้น สามารถทำได้ แต่ต้องมองให้รอบด้าน สมมุติหากเราทำสัญญาเช่ารถ 3 ปีแล้วไม่จ่าย การไม่จ่ายจะส่งผลเชื่อมโยงถึงความมั่นใจในการลงทุนรอบหน้าก็จะไม่มีใครมาร่วม แต่ถ้ารัฐบาลให้เจรจาด้วยวิธีแลกเปลี่ยน อาทิ การขยายเวลาผลตอบแทนให้ยาวขึ้นได้ เพียงแต่การยืดอายุโรงไฟฟ้ามากเกินไปก็จะมีผลกับอายุการใช้งานของเครื่องเทอร์ไบน์ด้วย จะคุ้มค่าหรือไม่

สมมุติเช่ารถมา 25 ปี คิดว่าจะขายก็คงไม่ยอมซ่อมปีสุดท้ายเพื่อให้คนซื้อไปซ่อมเอง ถ้าจะยืดอายุสัญญา ต้องคุยเงื่อนไข เรื่องการซ่อมแซมด้วย ถ้าให้ยืด 1 ปีได้ให้ซ่อมได้ แต่ถ้ายืด 2 ปีก็ต้องใช้ก๊าซเทอร์ไบน์ตัวใหม่ไหมต้องมาคุยกัน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนอัตราการผลิตไม่คุ้ม รถยนต์โอเวอร์ฮอล ดังนั้นต้องมองอย่างรอบด้านว่า ได้คุ้มเสียหรือไม่ ตอนนี้มีวิธีเจรจาหมดแล้ว หากต้องเจรจากับคู่สัญญาจริง ต้องลองดูว่า จะมีใครยอมเข้ามาเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ถึงแม้ว่าจะมากันหมด แต่ไม่รู้ว่าจะเจรจาสำเร็จกี่ราย

หาเสียงลดค่าไฟ 70 สตางค์

กรณีถ้ารัฐบาลจะมีนโยบายลดค่าไฟฟ้า 70 สตางค์ เท่าที่ลองคำนวณดูแล้วภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน จะลดไม่ถึงเท่านโยบายที่ออกมา อาจจะไม่ถึงครึ่ง อยู่ที่ กฟผ. เพราะเงินหมดกระเป๋าแล้ว กฟผ.เป็นฝั่งปฏิบัติ หากมีนโยบายไหนมา ทาง กฟผ.ก็ต้องทำตามนโยบาย โดยมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

หรือกรณีถามว่า จะให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี มาร่วมใช้ก๊าซในราคาเดียว pool price กับก๊าซของอ่าวไทย เพื่อไปผลิตสินค้าที่มูลค่าเพิ่มกว่า 10-20 เท่า เพราะมูลค่าสินค้าผลิตได้สูง อาจจะสามารถซื้อวัตถุดิบในราคาที่สูงหน่อยก็ได้ แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับระดับนโยบายตามมติ กพช.พิจารณา

Source : ประชาชาติ

ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2566 มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบภาระค่าไฟประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงาน และในช่วงฤดูร้อนปี 2566 ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบให้ ‘รัฐบาลช่วยค่าไฟ 2566’ โดยดำเนินมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากราคาไฟฟ้า ตามที่ ครม. เสนอ

เงื่อนไข ‘รัฐบาลช่วยค่าไฟ 2566’

  • ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าต่อเนื่อง 4 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค. – ส.ค. 2566
  • ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน
  • ส่วนลดค่าไฟฟ้า (เพิ่มเติม) สำหรับงวดเดือน พ.ค. 2566 จำนวน 150 บาทต่อราย ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน

ทั้งนี้ กำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ได้รับบิลค่าไฟฟ้าแล้วได้เงินคืนหรือไม่

สำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน พ.ค. 2566 ที่จดหน่วย และส่งใบแจ้งค่าไฟฟ้าในวันที่ 14-17 พ.ค. 2566 ที่ยังไม่มีส่วนลด MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง จะปรับปรุงในระบบรับชำระเงินค่าไฟฟ้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถตรวจสอบยอดเงินค่าไฟฟ้าประจำเดือน พ.ค. 2566 ที่มีการปรับปรุงแล้ว ได้ที่แอปพลิเคชัน MEA Smart life หรือที่ทำการ MEA ทั้ง 18 เขต

ทั้งนี้ หากผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชำระค่าไฟฟ้าแล้ว MEA จะคืนเงินส่วนลดดังกล่าวให้ในเดือนถัดไป

(หมายเหตุ สำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน พ.ค. 2566 จะเป็นการจดหน่วยในวันใดวันหนึ่ง ระหว่างวันที่ 14 พ.ค. ถึงวันที่ 13 มิ.ย. 2566)

รัฐบาลช่วยค่าไฟ 2566

อัตราค่าไฟฟ้า

ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

  • 15 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-15) หน่วยละ 2.3488 บาท
  • 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16-25)    หน่วยละ 2.9882 บาท
  • 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26-35)    หน่วยละ 3.2405 บาท
  • 65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-100)     หน่วยละ 3.6237 บาท
  • 50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101-150)   หน่วยละ 3.7171 บาท
  • 250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) หน่วยละ 4.2218 บาท
  • เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป)     หน่วยละ 4.4217 บาท

*ค่าบริการ (บาท/เดือน) :       8.19

ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

  • 150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-150)          หน่วยละ 3.2484 บาท
  • 250 หน่วยต่อไป ( หน่วยที่ 151-400 )  หน่วยละ 4.2218 บาท
  • เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป)  หน่วยละ 4.4217 บาท

*ค่าบริการ (บาท/เดือน) :       24.62    

ทั้งนี้ การไฟฟ้านครหลวง ได้เตือนประชาชน ระมัดระวังการรับข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารในสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งอาจมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสามารถสอบถามข้อมูลค่าไฟฟ้าได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของ MEA ได้แก่

  • Facebook: การไฟฟ้านครหลวง MEA
  • Line: @meathailand
  • Twitter: @mea_news,
  • MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Source : คมชัดลึก

วิธีประหยัดไฟฟ้าก็มีการนำเสนอกันมามากมาย นั่นเป็นเพราะว่าค่าไฟฟ้านั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่แทบทุกคนจะต้องจ่าย เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในปัจจุบันค่าไฟก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงมาก รวมถึงช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา มีการใช้ไฟไปกับเครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ทำให้หลายคนจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวกันเลยทีเดียว

ในบทความนี้ทางทีมงานของคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จึงได้รวบรวมเอาเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีประหยัดไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงานที่ได้มีการเผยแพร่เอาไว้ ซึ่งจะเป็นเรื่องของการใช้เครื่องไฟฟ้า 10 อย่างยอดนิยมว่า เราควรจะใช้อย่างไร ถึงจะประหยัดไฟฟ้าได้อีกประมาณ 10% ไปชมกันได้เลยครับ

ก่อนจะไปดูวิธีการประหยัดไฟนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่า ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอนี้ ใช้พื้นฐานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนี้

  • เครื่องปรับอากาศ 3 เครื่อง (9,000 / 13,000 / 18,000 BTU)
  • ตู้เย็น 7.7 คิว
  • เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • พัดลมจำนวน 3 เครื่อง
  • หลอดไฟแบบ LED
  • หม้อหุงข้าว
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • คอมพิวเตอร์
  • เครื่องซักผ้า
  • เตารีด
  • ปั๊มน้ำแบบอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเราที่มีกันเป็นส่วนใหญ่ครับ ต่อไปเรามาดูคำแนะนำกันต่อว่า จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เพื่อให้ประหยัดไฟจากเดิมเพิ่มอีก 10% นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

1.เครื่องปรับอากาศ

คำแนะนำ : เพิ่มอุณหภูมิจากปกติอีก 1 องศา เช่น เดิมเคยเปิดเครื่องปรับอากาศตามคำแนะนำที่ 25 องศา ก็ให้ปรับเพิ่มเป็น 26 องศา หรืออาจจะลองเปิดเพิ่มเป็น 27 องศาก็ได้ ถ้ายังเย็นอยู่ และควรตั้งเวลาปิดก่อนตื่นนอนสัก 15 – 20 นาที และควรจะมีการล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ 2 ครั้งต่อปี

ช่วยประหยัดได้ : 290 บาท คิดเป็น 6%

2.เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า

คำแนะนำ : อย่างแรกเลยก็ใช้เทคนิคการเปิดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น บางคนเปิดตั้งแต่เริ่มอาบน้ำ จนอาบน้ำเสร็จ แบบไม่ปิดเลย แนะนำว่าช่วงตอนฟอกสบู่ หรือกำลังสระผม อาจจะเปิดน้ำอุ่นไว้ก่อนก็ได้ และอาจจะปรับอุณหภูมิให้ลดจากเดิมลง เอาแค่อุ่นๆ ที่พอรับได้

ช่วยประหยัดได้ : 119 บาท คิดเป็น 2.5%

3.กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

คำแนะนำ : หลายคนใช้กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กทิ้งไว้เลย ซึ่งบอกเลยว่าเปลืองไฟมาก ดังนั้นควรเสียบปลั๊กเฉพาะตอนที่เราจะใช้เท่านั้น เมื่อน้ำเดือดแล้วใช้น้ำเรียบร้อยก็ให้ถอดปลั๊กทันที

ช่วยประหยัดได้ : 25 บาท คิดเป็น 0.5%

วิธีประหยัดไฟฟ้า

4.หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ ทีวี คอมพิวเตอร์

คำแนะนำ : อันนี้ง่ายมากเลย ก็คือ ถอดปลั๊กหลังใช้งานทุกครั้ง โดยเฉพาะหม้อหุงข้าว ที่แม่บ้านหลายคนมักจะเสียบปลั๊กค้างไว้เพื่อให้ข่าวอุ่น บอกเลยว่าเปลืองไฟค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ช่วยประหยัดได้ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

5.ตู้เย็น

คำแนะนำ : อย่างแรกเลย ควรจัดระเบียบของต่างๆ ในตู้เย็นใหม่ อันไหนหมดอายุ หรือไม่ได้ใช้แล้วก็ควรนำไปทิ้งให้เรียบร้อย การมีของในตู้เย็นเป็นจำนวนมากๆ ตู้เย็นก็ต้องทำงานมากตามไปด้วย เพื่อให้ของภายในตู้มีความเย็นตามที่กำหนด และไม่ควรเปิดปิดตู้เย็นบ่อยจนเกินไป แนวๆ ว่ามาเปิดดูตู้เย็นว่ามีอะไรกินบ้าง เปิดแล้วก็ปิด เดี๋ยวก็มาเปิดอีกแบบนี้ก็ไม่เอานะ แล้วก็ใครที่ใช้ตู้เย็นเก่า ปิดแล้วมักจะไม่สนิท ก็แนะนำให้หาพวกตัวล็อคตู้เย็นมาติดเพิ่ม กันตู้เย็นปิดไม่สนิทด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 19 บาท คิดเป็น 0.4%

6.พัดลม

คำแนะนำ : ควรปรับลดความแรงของพัดลมลงอีก 1 ระดับ เมื่อแรงลมน้อยลง วิธีแก้ไขก็คือ ขยับพัดลมให้มาใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้นแทน เราก็จะได้ความแรงของพัดลมเท่าๆ เดิม หากเราใช้คนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดซ้าย ให้จ่อมาที่ตัวเราโดยตรงได้เลย เมื่อใช้เสร็จแล้วอย่าลืมถอดปลั๊กด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 18 บาท คิดเป็น 0.4%

7.หลอดไฟฟ้า LED

คำแนะนำ : ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น หากบ้านไหนที่ช่างเขาทำสวิทซ์รวมประมาณว่า เปิดทีเดียว ติด 4 ดวง อันนี้ก็อาจจะต้องวางแผนระยะยาวก็คือ ให้ช่างมาแยกสวิทซ์ดูตามความเหมาะสมก็ได้ครับ หรือจะไปเลือกใช้พวกหลอดไฟอัจฉริยะแทนก็ได้ สามารถสั่งปิดไฟผ่านเสียง หรือกดปิดจากมือถือได้ รวมถึงสามารถปรับเพิ่มลดความสว่างได้ด้วย ซึ่งก็ช่วยประหยัดไฟได้อีกระดับหนึ่ง แต่เราก็จะมีค่าใช้จ่ายกับราคาหลอดไฟอัจฉริยะที่แพงกว่าหลอดปกตินะครับ อันนี้ลองพิจารณากันให้ดี

ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

8.เตารีดไฟฟ้า

คำแนะนำ : ควรรีดผ้าพร้อมๆ กันทีละมากๆ เพื่อให้เราเปิดใช้งานเตารีดในครั้งเดียวไปเลย ใครที่มีการใช้น้ำผ้ารีดผ้า ควรฉีดผ้าทั้งหมดเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วค่อยรีด และเมื่อรีดใกล้เสร็จ เช่น เหลืออีกแค่ 1 – 2 ตัว ก็อาจจะปิดเตารีดเลยก็ได้ และใช้ความร้อนที่เหลืออยู่ แนะนำว่าควรรีดพวกเสื้อผ้าที่รีดง่ายๆ ไว้ตอนท้ายๆ นะครับ

9.ปั๊มน้ำ

คำแนะนำ : ใช้น้ำแบบประหยัดขึ้นอย่างน้อย 10% เพื่อช่วยลดการทำงานของปั๊มน้ำ เช่น เคยล้างรถทุกวัน อาจจะล้างเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแทน รวมถึงรดน้ำต้นไม้ อาจจะเลือกรดน้ำในช่วงหัวค่ำวันเว้นวันแทน

10.เครื่องซักผ้า

คำแนะนำ : ควรซักผ้าพร้อมกันครั้งละมากๆ เท่าที่เครื่องรองรับได้ หากเสื้อผ้าตัวไหนมีรอยเปื้อนมาก แนะนำให้ทำความสะอาดคราบก่อนใส่เครื่องซักผ้าด้วย เพราะถ้าเราซักผ้าพร้อมๆ กันเยอะๆ ผ้าจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ และอย่าลืมแยกผ้าสีเข้ม กับอ่อนด้วยนะ

สำหรับข้อ 8 , 9 , 10 ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำแนะนำการประหยัดไฟฟ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งอ่านแล้วอาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง 100% เพราะแต่ละบ้าน และวิธีการใช้งานแต่ละคนก็แตกต่างกันไปครับ แต่อยากให้รับทราบเป็นแนวทาง เอาที่เราพอจะทำได้ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ติดขัดใดๆ ก็พอ ซึ่งทำแล้ว รับรองว่าประหยัดไฟขึ้นแน่นนอน จะได้เอาเงินที่ประหยัดได้ ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ กันต่อครับ

อ้างอิงข้อมูล : กระทรวงพลังงาน
ภาพประกอบ : freepik

สำนักงาน กกพ.เผยแนวโน้มค่าไฟฟ้าเอฟที​งวดปลายปี​​ (ก.ย. – ธ.ค. 66) อาจจะปรับลดลงได้​ 23-50​ สตางค์ต่อหน่วย​ จากแนวโน้มราคา​LNG​ ที่ปรับลดลง​และการที่ ปตท.สผ. เร่งผลิตก๊าซอ่าวไทยหลุม G1 ซึ่งมีราคาถูกกว่า​ LNG​ 2 – 3 เท่าได้เพิ่มขึ้น

โดยไม่ต้องรอพรรคการเมืองไหนเป็นรัฐบาล​ แล้วสั่งปรับลดค่าไฟทันที ทาง​ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ออกเอกสารข่าวแจ้งสื่อมวลชนวันนี้​ ( 11​ พ.ค.​ 2566​ )​ ว่า จากสถานการณ์ความผันผวน ของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าที่ส่งผลต่อค่าเอฟที (Ft) ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. จึงศึกษาแนวโน้มราคาค่าไฟฟ้าที่แปรผันไปตามราคา LNG ของงวดถัดไป โดยกำหนดให้ปัจจัยการผลิตอื่นเป็นตัวแปรคงที่ ซึ่งได้ตัวเลขค่า Ft ดังนี้

  1. ราคา LNG เฉลี่ย 14 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู (MMbtu) จะลดค่า Ft ได้ 30 สตางค์ต่อหน่วย
  2. ราคา LNG เฉลี่ย 15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู (MMbtu) จะลดค่า Ft ได้ 26 สตางค์ต่อหน่วย
  3. ราคา LNG เฉลี่ย 16 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู (MMbtu) จะลดค่า Ft ได้ 23 สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. ใช้ตัวเลขจากปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในเวลาปัจจุบัน หาก ปตท.สผ. สามารถผลิตก๊าซในอ่าวไทยได้เพิ่มขึ้นจากหลุม G1 ตามแผน ก็จะทำให้อัตราค่า Ft ลดลงได้มากกว่านี้ โดยอาจลดลงได้ถึง 50 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากราคาก๊าซในอ่าวไทยที่ผลิตได้มีราคาถูกกว่า LNG นำเข้า 2 – 3 เท่าตัว ซึ่งสามารถนำมาลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญได้

โดย สำนักงาน กกพ. จะติดตามสถานการณ์ ราคาก๊าซ LNG นำเข้า อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลกที่ปรากฏให้เห็นในวันนี้ จะเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในอีก 45 วันข้างหน้า เพราะกระบวนการสั่งซื้อก๊าซ LNG และขนส่งจากต้นทางมายังคลังก๊าซในประเทศไทยจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน

นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ.จะดำเนินมาตรการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้านอื่นอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ได้ตลอดเวลา สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชน

พร้อมกันนี้​ สำนักงาน กกพ. ยังคงขอความร่วมมือให้ผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยของไทยเป็นแบบอัตราก้าวหน้า หากยิ่งใช้ไฟฟ้าจำนวนหน่วยมาก ก็จะถูกเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นหากท่านลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลงได้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของตัวท่านเองแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนด้านพลังงานโดยรวมของประเทศด้วย

Source : Energy News Center

จากปัญหาค่าไฟแพงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องปรับตัวเรื่องการใช้ไฟฟ้ากันอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ไฟเท่าเดิมก็ตาม ซึ่งหลายๆ คน ก็เลือกแก้ไขปัญหานี้ด้วยการลดการใช้ไฟบ้าง หรือเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ที่กินไฟมาก เป็นเครื่องไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่กินไฟน้อยลง บางท่านก็มองหาทางเลือกใหม่จากการใช้พลังงานสะอาด อย่างเช่น โซล่าร์เซลล์ ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือ ราคายังค่อนข้างสูงอยู่ และต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ทำให้หลายคนไม่สามารถจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์ได้

ดังนั้นหลายธนาคารที่ได้รับทราบปัญหานี้ และมองเห็นโอกาสในเรื่องของธุรกิจ ก็ได้ออกโปรโมชั่นสินเชื่อโซล่าร์เซลล์ออกมาให้บริการกัน รวมถึงมีสินเชื่อสำหรับรถไฟฟ้าออกมาด้วยพร้อมๆ กัน วันนี้ทางทีมงานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทย ได้รวบรวมเอาสินเชื่อโซล่าร์เซลล์มาให้พิจารณากัน เผื่อว่าใครกำลังสนใจจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์แต่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่เพียงพอ จะได้มีทางเลือกและโอกาสในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ มีธนาคารไหนบ้าง ไปชมกันครับ

ธนาคารกรุงไทย สินเชื่อรักษ์โลก Home for Cash

มาเริ่มกันที่ธนาคารกรุงไทยกันก่อนครับ ซึ่งจะใช้ชื่อว่า “Home For Cash รักษ์โลก” สนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกทางเลือก ลดใช้พลังงาน ดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 1.99% ในปีแรก

สินเชื่อ Home For Cash  รักษ์โลก ให้สิทธิสำหรับลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารเท่านั้น โดยยื่นขอสินเชื่อภายใต้หลักประกันเดิม  ส่วนลูกค้ารายใหม่ สามารถยื่นขอสินเชื่อ Home For Cash  รักษ์โลก พร้อมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารได้ โดยเปิดกว้างสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในบริเวณที่อยู่อาศัย  เช่น การติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) การติดตั้งเครื่องชาร์จ (EV Charger) สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นต้น ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ 

  • สำหรับติดตั้ง Solar Rooftop
  • สำหรับติดตั้ง EV Charger สำหรับรถไฟฟ้า
  • สำหรับซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงานฯ

ดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.99% ต่อปี ฟรีค่าธรรมเนียม 3 รายการ

  • ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคา
  • ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง
  • ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้

อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน 

ประเภทสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนด (%)อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี (%)EIR*(%)
ปีที่ 1หลังจากนั้น
เงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา
(Term Loan)
1.99MRR5.416.42

ภายใต้แคมเปญนี้ ลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ปีแรก 1.99% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปีตลอดอายุสัญญา วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง ระยะเวลากู้นานสูงสุด 30 ปี สำหรับลูกค้าที่สนใจ ติดต่อธนาคารกรุงไทยทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111   

ธนาคารออมสิน GSB Go Green

สำหรับธนาคารออมสินได้ออกโปรโมชั่นสินเชื่อในชื่อว่า GSB Go Green เป็นสินเชื่อสำหรับการซื้อรถไฟฟ้า EV หรือสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ซึ่งสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

  • เพื่อติดตั้ง Solar Cell หรือ Solar Rooftop ติดตั้ง  EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงาน
  • ดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 1.99% นาน 3 เดือนแรก
  • ผ่อนต่ำแสนละ 199 บาท/เดือน นาน 3 เดือนแรก

จำนวนเงินให้กู้

  • กรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกันเงินกู้ระยาว (L/T) จำนวนเงินให้กู้สูงสุดไม่เกินรายละ 5,000,000 บาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักทรัพย์* ทั้งนี้ เป็นไปตามเกณฑ์การพิจารณาที่ธนาคารกำหนด
  • กรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ให้กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 10 เท่าของรายได้รวม และไม่เกินรายละ 500,000 บาท

ระยะเวลาชำระเงินกู้

  • กรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน ไม่เกิน 30 ปี โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 70 ปี (ยกเว้นกรณีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่เกิน 15 ปี) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการกู้ร่วมกับบุคคลอื่นให้นับระยะเวลาชำระเงินกู้ตามอายุของผู้กู้ที่มีอายุน้อยที่สุดเพียงคนเดียว
  • กรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) สูงสุดไม่เกิน 7 ปี โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ยกเว้น กรณีเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเจ้าของกิจการ ระยะเวลาชำระเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 5 ปี

อัตราดอกเบี้ย

รายละเอียดกรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน
ทำประกันฯไม่ทำประกันฯ
เดือนที่ 1-31.990%2.490%
เดือนที่ 4-12MRR-3.185%MRR-2.685%
ปีที่ 2 เป็นต้นไปMRR-0.500%
เฉลี่ย 3 ปี5.219%5.386%
EIR5.831%5.900%
รายละเอียดกรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan)   
ทำประกันฯไม่ทำประกันฯ
เดือนที่ 1-37.990%8.490%
เดือนที่ 4-12MRR+1.495%MRR+1.995%
ปีที่ 2 เป็นต้นไปMRR+3.254%
เฉลี่ย 3 ปี9.392%9.559%
EIR9.445%9.598%

ยื่นกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2566 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2567

ธนาคารยูโอบี U-Solar โครงการยู-โซลาร์

ธนาคารยูโอบี จะเป็นสินเชื่อในชื่อโปรแกรมว่า U-Solar โปรโมชั่นสำหรับการช่วยให้ กลุ่มบริษัท  ผู้ประกอบการ บุคคลทั่วไป ที่สนใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องง่ายและครอบคลุมถึงการเริ่มต้นลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวด้านพลังงานโดยธนาคาร UOB จะเป็นเสมือนตัวกลางที่เข้าไปเชื่อมต่อทุกภาคส่วน ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานแสงอาทิตย์ และช่วยในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด สำหรับรายละเอียดของสินเชื่อมีดังนี้

  • รายการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี ที่ออกในประเทศไทยเท่านั้น (ยกเว้นบัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ) หรือสูงสุด 24 เดือนสำหรับบัตรยูโอบี แคชพลัส เมื่อซื้อสินค้า/บริการ ผ่านบริการผ่อนชำระ UOB I-Plan ณ ร้านค้าที่เป็นพันธมิตรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของธนาคารยูโอบี ภายใต้โครงการยู-โซลาร์ (U-Solar)
  • บริการผ่อนชำระ UOB I-Plan ผ่านบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี /บัตรยูโอบี แคชพลัส เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุใน คู่มือผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบี / คุ่มือการใช้วงเงินยุโอบี แคชพลัส
  • ระยะเวลาและจำนวนเงินผ่อนชำระเป็นไปตามที่ร้านค้ากำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียด ณ จุดขายก่อนชำระค่าสินค้า/บริการ
  • ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้า/บริการ กรณีเกิดความเสียหาย หรือ ข้อบกพร่องใดๆ กรุณาติดต่อร้านค้าโดยตรง
  • ตรวจสอบร้านค้าที่เป็นพันธมิตรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของธนาคารยูโอบี ภายใต้โครงการยู-โซลาร์ (U-Solar) ที่ https://www.uob.co.th/personal/promotions/creditcard/others.page

ธนาคารกสิกรไทย สินเชื่อบ้านสีเขียว

สินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยนั้น จะเป็นการทำโปรโมชั่นร่วมกับโครงการบ้านชื่อดังต่างๆ ราวๆ 15 บริษัท ซึ่งจะมีเรื่องของดอกเบี้ยพิเศษ กู้ได้สูงสุด 110% ฟรีค่าประเมิน และมีโปรโมชั่นร่วมกับทาง SCG ในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์เป็นส่วนลดอีกด้วย

รายละเอียดและเงื่อนไข

สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านแคมเปญ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 – 30 มิถุนายน 2566 และจดจำนอง ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2566

รายละเอียดและเงื่อนไข

  • ลูกค้าที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากแคมเปญ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” จะต้องมีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
  • ลูกค้าต้องทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้าน โดยมีทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อขั้นต่ำ 70% ขึ้นไปของวงเงินสินเชื่อรวมและเลือกระยะเวลาคุ้มครองเต็มระยะเวลากู้ หรือ ทุนประกันคุ้มครองเต็มวงเงินสินเชื่อรวม และเลือกระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 70% ของระยะเวลากู้
  • วงเงินกู้ :
    • สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท จะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 110% ของราคาซื้อขายหรือ 100% ของราคาประเมิน
      หลักประกัน
      • วงเงินกู้ 110% ของราคาซื้อขาย แบ่งเป็น สินเชื่อบ้าน 100% และสินเชื่อตกแต่งบ้าน 10%
    • สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาซื้อขายหรือ 90% ของราคาประเมิน
      หลักประกัน 
  • ค่าประเมินราคาหลักประกัน : ฟรี ค่าประเมินราคาหลักประกัน (3,000 บาท)
  • ระยะเวลากู้ : ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี รวมอายุผู้กู้สูงสุดไม่เกิน 70 ปี

สิทธิพิเศษจาก SCG

  • ติดตั้งหลังคาโซลาร์กับ SCG Solar Roof Solution รับส่วนลดสูงสุด 73,840 บาท ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการติดตั้งหลังคาโซลาร์แพตเกจต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ SCG คลิก
  • ซื้อสินค้าประหยัดพลังงานอื่นๆ กับ SCG ในราคาพิเศษ พร้อมรับคะแนน SCG Family x2 ทุกสินค้าที่ร่วมรายการ
    1. บ้านไม่อบอ้าว อยู่สบาย ถ่ายเทอากาศ แม้ไม่เปิดแอร์ ดัวย Active AIRflow System 
    2. อากาศดียิ่งกว่าเครื่องฟอกอากาศ ด้วยเครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality 
  • ซื้อสินค้าบล็อกปูพื้น SCG รุ่น Modern Block ครบ 10,000 บาท รับส่วนลด 300 บาท / เซลล์สลิป
  • ซื้อสินค้าฉนวนกันความร้อน รุ่น Stay Cool หนา 3 นิ้ว หรือ 6 นิ้ว ครบ 7,500 บาท รับส่วนลด 400 บาท / เซลล์สลิป
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สิทธิพิเศษจาก บุญถาวร

รับสิทธิพิเศษ ส่วนลด จากบุญถาวร สูงสุด 16,500 บาท เมื่อซื้อสินค้าจากบุญถาวรที่ร่วมรายการ

  • ลด 1,500 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป
  • ลด 5,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 70,000 บาทขึ้นไป
  • ลด 10,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป

ระยะเวลา : 15 ก.พ. 2566 – 28 เม.ย. 2566
เงื่อนไข : เมื่อสมัครสินเชื่อบ้านสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 2566 – 28 เม.ย. 2566 และจดจำนองภายในวันที่ 31 พค. 2566 
ระยะเวลาการใช้ส่วนลด 31 ส.ค. 2566