ธนวรรธน์ มองการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า จาก 3 บาทหน่วย เป็น 5 บาทต่อหน่วย กระทบธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชี้ ไม่มีกลไกช่วยเหลือ เอกชนพยุงธุรกิจได้ 3 เดือน คาดมีโอกาสเห็นการปรับขึ้นราคาสินค้า

วันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากอัตราการขึ้นค่าไฟที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้จะส่งผลให้เป็นภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประกอบกับเดิมมีต้นทุนเรื่องของค่าแรงอยู่แล้ว

ธนวรรธน์ พลวิชัย
ธนวรรธน์ พลวิชัย

โดยจะส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจอยู่ใน 2 ประเด็น คือ เรื่องของการขาดสภาพคล่อง และต้นทุนของราคาสินค้า โดยเห็นว่าหากยังมีการปรับขึ้นค่าไฟ โดยที่ยังไม่มีกลไกที่จะเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการจะต้องแบกภาระต้นทุนนี้ อีกทั้งจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

และมองว่าผู้ประกอบการจะสามารถพยุงภาคธุรกิจได้เพียง 1-3 เดือนไม่เกินจากนี้ จากนั้นหากยังไม่มีกลไกเข้ามาช่วยเหลือจริง ๆ จะมีโอกาสที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระเข้าไปสู่ในเรื่องของปรับราคาสินค้า โดยมีโอกาสเป็นไปได้มาก

“คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ ม.ค.-เม.ย. 66 ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมไปอยู่เฉลี่ยที่ 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมหากนับเพิ่มจากงวดต้นปี’64 มาถึงงวดใหม่ต้นปี’65 หากเก็บตามที่ กกพ.กำหนดก็จะขึ้นถึง 90% จากราว 3 บาท/หน่วยเป็น 5.69 บาทต่อหน่วย”

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ราคาพลังงานกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดของปี 2565 นี้ นับตั้งแต่ประเทศรัสเซียบุกโจมตียูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2565 ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างภาระต่อค่าครองชีพ ที่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ​ให้กับประเทศผู้นำเข้าพลังงาน รวมถึงประเทศไทย

โดยราคา LNG (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2564 ที่ประมาณ 10 เหรียญ​สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 30 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในเดือน ต.ค.2565 และการประมาณการณ์แนวโน้มราคา LNG ในปี 2566 – 2567 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ( สนพ.)​ คาดว่าจะอยู่ที่ 25 – 33 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ผันผวน ทรงตัวระดับสูงมาตลอด โดยราคาเคยพุ่งทะลุ 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลไปเมื่อเดือน ก.ค. 2565 ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญ​สหรัฐต่อบาร์เรล ( 22 ธ.ค. 2565 )​

ความผันผวนอย่างมากของราคาพลังงาน ในขณะที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ และรัฐบาลไทย ใช้นโยบายการตรึงราคาดีเซลเอาไว้ยาวนาน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ​ของประชาชน ลดกระแสโจมตีทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง ก็กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์​หน้าใหม่ให้วงการพลังงานไทยในเรื่องสำคัญ ดังนี้

1.กองทุนน้ำมันฯ ถังแตก เงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องมาประสบปัญหาเงินติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 133,405 ล้านบาท ( ข้อมูลวันที่ 20 พ.ย.2565 )​ ซึ่งสูงกว่าอดีตเมื่อปี 2547-2548 ที่กองทุนฯเคยติดลบสูงสุด 92,070 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากการนำเงินไปพยุงราคาน้ำมันต่างๆ โดยเฉพาะดีเซลไม่ให้เกิน 34.94 บาทต่อลิตร และการพยุงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในปัจจุบันไม่ให้เกิน 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม หลังจากราคาน้ำมันและ LPG ตลาดโลกพุ่งขึ้นไม่หยุดตลอดปี 2565

จนล่าสุดกองทุนฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการกู้เงินเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาทในปี 2565 นี้ และที่เหลืออีก 1.2 แสนล้านบาทจะทำการกู้ต่อไปในปี 2566 ซึ่งจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ จากกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล 1.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมีนโยบายขอเรี่ยไรเงินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน เพราะเห็นว่ามีช่วงที่โรงกลั่นน้ำมันได้ค่าการกลั่นที่สูง แต่ก็ได้เฉพาะจากโรงกลั่นใจบุญกลุ่มปตท.ส่งเงินมาช่วยลดหนี้กองทุนได้ 3,000 ล้านบาท

2. ก๊าซแพงทำค่าไฟฟ้าแพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กฟผ.แบกหนี้อ่วม 1.5 แสนล้าน

ราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำเป็นต้องประกาศขึ้นค่าไฟฟ้า แม้ภาครัฐจะช่วยพยุงค่าไฟฟ้าประชาชนมาตั้งแต่ต้นปี 2565 แต่ก็ไม่สามารถต้านทานต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นได้ จนท้ายที่สุด กกพ. ได้ประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าเกิน 4 บาทต่อหน่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ค่าไฟฟ้ารวมเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย

ในขณะที่การคาดการณ์ค่าไฟฟ้า ในส่วนของค่าเอฟที ในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องทำให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 25 พ.ย. 2565 มีมติให้ กกพ.ไปคำนวณการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟทีใหม่ โดยให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่มีราคาต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ ก๊าซจากเมียนมาร์และก๊าซLNG นำเข้า

โดยในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่14 ธ.ค.2565 ได้นำนโยบายจาก กพช.มาคิดคำนวณค่าเอฟทีใหม่ ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเท่าเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย แต่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ทั้งกิจการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมจะได้ใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยแพงกว่า คือ 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงที่สุดเป็นประวัติ​การณ์

คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ เลขาธิการ​สำนักงาน ​กกพ. ระหว่างชี้แจงสื่อมวลชน​ถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า​

นโยบายรัฐบาลที่ช่วยตรึงค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ทั้งๆที่ต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้น ทำให้ กฟผ.ต้องช่วยแบกภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน นับตั้งแต่ค่าเอฟที งวด ก.ย.-ธ.ค.2564 เรื่อยมาถึง งวด ก.ย.-ธ.ค.2565 ตัวเลขกลมๆน่าจะอยู่ที่ ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นการแบกภาระค่าเอฟที สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์​

ยังดีที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2565 ได้อนุมัติให้ กฟผ.กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องได้ 8.5 หมื่นล้านบาท

3.เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ 5.2 พันเมกะวัตต์

เรียกเสียงฮือฮาทันทีที่ภาครัฐประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่เป็นประวัติการณ์ถึง 5,203 เมกะวัตต์ โดยเปิดรับซื้อไปเมื่อ 4-25 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าการเปิดรับซื้อครั้งนี้เพื่อนำไปขายเป็นไฟฟ้าสีเขียวให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้สำหรับเป็นการยืนยันกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการกีดกันทางการค้า นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมระบบไฟฟ้าในประเทศไทย จากกรณีที่ก๊าซฯจากแหล่งเอราวัณ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังไม่สามารถผลิตได้ตามสัญญา จนไทยต้องไปพึ่งพา LNG มาใช้แทน ดังนั้นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของไทยมากขึ้น และตอกย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนด้วย

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์มาก โดยจะมีการสรุปผู้ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจนอีกครั้งในต้นปี 2566 นี้ แต่ตามกระแสข่าว มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหลายรายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​แห่ง​ประเทศไทย​ต่างแสดงตัวออกมาแล้วว่าจะได้มีส่วนร่วมในหลายโครงการที่ยื่นไป

สำหรับความกังวลเรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้แพงขึ้นไปอีกหรือไม่ เลขาธิการสำนักงาน กกพ.คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ อธิบายด้วยการชี้ให้เห็นตัวเลขว่า ในโครงสร้างค่าไฟฟ้า มีต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยรวม ณ เดือน ม.ค.-เม.ย.2566 อยู่ที่ ประมาณ 3.46 บาทต่อหน่วย ถ้าตัวเลขรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สรุปออกมา ประเภทใด มีต้นทุนที่สูงกว่า 3.46 บาทต่อหน่วย ในปี2567 ที่โครงการจะเริ่มเข้าสู่ระบบ ก็จะมีผลต่อค่าไฟฟ้า แต่ประเภทที่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย เช่น โครงการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์​ ก็จะมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าลงมา

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือVSPP ที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ​ 26 ราย ไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2565 ที่ผ่านมา โดยจะได้อัตราส่งเสริม Feed in Tariff ที่ 6.08 บาทต่อหน่วย นั้น ชัดเจนว่าจะดึงให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น เพราะมีรายงานให้ กพช.รับทราบแล้วว่า คิดเป็นต้นทุนที่ต้องอุดหนุนตลอดอายุการรับซื้อสูงถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

Source : Energy News Center

กฟผ.แจงไม่ได้ผูกขาดอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย ลั่นกำไรน้อยกว่าเอกชน ชี้เหลือกำลังผลิตเพียง 34% ระบุปี 64 ปี มีกำไรสุทธิเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท

นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ กฟผ. ถูกมองว่าเป็นผู้ผูกขาดอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย โดยมีกำไรจากการขายไฟฟ้ามากกว่าผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 12 รายรวมกัน ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่มีมูลความจริง เนื่องจากกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ณ เดือนตุลาคม 2565 มีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 16,920.32 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็น 34.44% ของกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาในระบบไฟฟ้า 

อีกทั้งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ในปี 2580 กฟผ. จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาเหลือเพียง 18,614 MW คิดเป็น 24% 

อย่างไรก็ตาม กฟผ. มีภารกิจหลักสำคัญที่สุดคือ การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ เช่นที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้ทำหน้าที่สำคัญในการนำระบบไฟฟ้ากลับคืนสู่ภาวะปกติ (Blackout Restoration Plan) ดังเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในปี 2561 จากการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าหงสา เป็นต้น 

รวมถึงยังเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจพลังงานสำคัญเร่งด่วนเพื่อดูแลประชาชนให้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง ได้แก่ ช่วงวิกฤตพลังงานของประเทศใน 2 ปีนี้ กฟผ. ได้ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า กฟผ. มาใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน คือ น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาทดแทน LNG ที่มีราคาสูง 

การนำโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 กลับมาผลิตไฟฟ้า และเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านหินในประเทศซึ่งเป็นเชื้อเพลิงราคาถูกเพื่อช่วยพยุงค่าไฟฟ้า ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

กำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบ

ส่วนระบบส่งไฟฟ้า กฟผ. ยังจำเป็นต้องดูแลเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าได้ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าของศูนย์ควบคุมระบบกำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติซึ่งต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงานปี 2550 เพื่อให้เกิดการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กฟผ. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ภาครัฐกำหนด โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

นายประเสริฐศักดิ์ กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่ระบุว่า กฟผ. มีกำไรจากการขายไฟฟ้ามากกว่าผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 12 รายรวมกันนั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 59,000 ล้านบาท ที่สื่อมวลชนหยิบยกมา เป็นกำไรขั้นต้นที่บวกรวมการขายสินค้าและบริการอื่นและยังหักต้นทุนไม่ครบ 

โดยในปี 2564 กฟผ. มีกำไรสุทธิเพียง 25,771 ล้านบาท และนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐจำนวน 17,426 ล้านบาท หรือคิดเป็น 57% ของกำไร สำหรับกำไรส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล

ด้านกำไรสะสมของ กฟผ. จำนวน 3.96 แสนล้านบาท ที่ปรากฎในงบแสดงฐานะทางการเงินนั้นมิใช่เงินสด เป็นเพียงการแสดงตัวเลขสะสมของมูลค่าสินทรัพย์ที่ กฟผ. นำกำไรส่วนที่เหลือจากการนำส่งกระทรวงการคลังในแต่ละปีไปลงทุนในรูปของสินทรัพย์ที่ใช้ผลิตและส่งไฟฟ้าให้แก่ประชาชน อาทิ โรงไฟฟ้า สถานีส่งไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการในปี 2512 – 2564 จึงไม่สามารถนำกำไรสะสมดังกล่าวมาใช้สำหรับการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าได้

“กฟผ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจึงไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน โดยราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น รวมถึงต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น สำหรับในช่วงวิกฤตพลังงานที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก กฟผ. ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลังเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

จากการที่ “กกพ.” ได้ประกาศค่า Ft ตามมติ กพช. โดยให้สิทธิ์ประชาชนใช้ก๊าซในอ่าวไทยก่อน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอาศัยอยู่มีอัตราค่าไฟ 4.72 บาทต่อหน่วย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ มีอัตราค่าไฟ 5.69 บาทต่อหน่วย ในรอบบิลค่าไฟฟ้า ม.ค. – เม.ย. 66 

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานเดือนม.ค. – เม.ย. 66 โดย ให้จัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหลังโรงแยกก๊าซฯ เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเป็นลำดับแรก ในปริมาณที่ไม่เพิ่มภาระอัตราค่าไฟฟ้าจากปัจจุบัน โดยมอบหมายให้ กกพ. ไปคำนวณอัตราค่าเอฟที (ค่าFt) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าประจำเดือนมกราคม – เมษายน 2566

และให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริหารจัดการผลกระทบราคาก๊าซธรรมชาติต่อค่าไฟฟ้า โดยให้ ปตท. คิดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในระดับราคาเดียวกับที่ใช้ประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรปรับอัตราค่า Ft ตั้งแต่เดือนที่ กพช. มีมติเป็นต้นไป และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมที่เรียกเก็บดังกล่าวไปทยอยเรียกเก็บคืนในการคำนวณค่า Ft รอบถัดไป” และได้รับแจ้งมติดังกล่าวมายังสำนักงาน กกพ. เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2565 แล้วนั้น

ทั้งนี้ กกพ. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการคำนวณค่า Ft ประจำเดือนม.ค.–เม.ย. 2566 ที่ได้รับฟังความเห็นไปแล้วให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว โดยมีการปรับปรุง คือ

1. ให้ ปตท. ทบทวนการประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติใหม่อีกครั้งให้สอดคล้องกับมติ กพช. และแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน เช่น เพิ่มการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทดแทนการนำเข้า LNG, เพิ่มปริมาณก๊าซในอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้าโดยลดปริมาณก๊าซอ่าวไทยเข้าโรงแยกก๊าซ แล้วส่งมาผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนการลดลงของก๊าซธรรมชาติในสหภาพพม่า, ปรับปรุงสมมุติฐานราคานำเข้า LNG Spot อ้างอิงตามแนวโน้มที่ดีขึ้น และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 4 ที่ปลดแล้วตามความจำเป็น เป็นต้น

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ประมาณการราคา Pool Gas ลดลงจาก 552 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 493 บาทต่อล้านบีทียู  ต่อมาจึงคำนวณโดยแบ่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหลังโรงแยกฯ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าให้บ้านอยู่อาศัยก่อน ทำให้บ้านอยู่อาศัยสามารถใช้ก๊าซในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียู และจัดสรรก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยส่วนที่เหลือรวมกับก๊าซจากสหภาพพม่าและ LNG สำหรับผู้ใช้ก๊าซรายอื่นๆ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียู   

2. ให้ กฟผ. ปรับสมมุติฐานราคาเชื้อเพลิงตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานและมติ กพช. โดยปรับการคำนวณ Ft ใหม่โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในราคา 238 บาทต่อล้านบีทียูแทนทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิมสำหรับการคิดค่า Ft ในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยและใช้ราคาก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือ (Pool Gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้านบีทียูทดแทนราคาก๊าซธรรมชาติเดิมสำหรับสำหรับการคิดค่า Ft ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ 

3. กกพ. พิจารณาภาระการเงินและภาระหนี้สินสะสมของ กฟผ. ให้มีการทยอยจ่ายคืนหนี้ Ft คงค้างเพื่อไม่ให้เป็นภาระปัญหาสภาพคล่องของ กฟผ. และไม่เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป โดย กฟผ. ขอเสนอให้เฉลี่ยยอดหนี้ ณ เดือนสิงหาคม 2565 จำนวน 122,257 ล้านบาท โดยเฉลี่ยการเรียกเก็บไปเป็นเวลา 2 ปี 

ดังนั้น ส่งผลให้ค่า Ft งวดเดือนม.ค.–เม.ย. 2566 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟอยู่ในระดับเท่าเดิมที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นที่อัตรา 190.44 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย

สมมุติฐานและการบริหารเชื้อเพลิที่ ปตท. และ กฟผ. ปรับปรุงตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานเดือนม.ค. – เม.ย. 2566 ตามมติ กพช. ดังนี้ 

เปิดเบื้องลึกค่าไฟกลุ่มอุตสาหกรรม ทำไมพุ่งแตะ 5.69 บาทต่อหน่วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เมื่อแก๊สในอ่าวไทยที่มีราคาต้นทุนถูกมีปริมาณไม่เพียงพอให้คนทั้งประเทศได้ใช้ กพช. ต้องการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ไฟบ้านก่อน จึงได้นำแหล่งพลังงานก้อนนี้มาให้กับประชาชนทั่วไปได้ใช้ก่อน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าไฟในต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการลดต้นทุน ประหยัดพลังงานจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจอยู่รอดได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กกพ.รับทราบ 3 แนวทางปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟที งวด ม.ค.-เม.ย.66 ทำค่าไฟรวมเฉลี่ยต้องปรับขึ้นเป็น 5.37- 6.03 บาทต่อหน่วย จากงวด​ก่อนหน้าที่เฉลี่ย​อยู่ที่​ 4.72 ​บาท​ต่อ​หน่วย​ เนื่องจากต้นทุนก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าพุ่งสูง 17 % ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนตัวลง แจงหากเลือกปรับขึ้นค่าไฟเป็น 5.37 บาทต่อหน่วย กฟผ.จะต้องแบกหนี้หนักแทนประชาชนเพิ่มเป็น 122,257 ล้านบาท

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 51/2565 (ครั้งที่ 818) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ได้มีมติรับทราบภาระต้นทุนค่าเอฟทีประจำงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2565 และเห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 พร้อมให้สำนักงาน กกพ. นำค่าเอฟทีประมาณการและแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. แบกรับในกรณีต่างๆ ดังนี้

กรณีที่ 1 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 224.98 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นเอฟทีขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วยและเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 66.67 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 1 ปี โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 81,505 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.03 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 191.64 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นเอฟทีขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วยและเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 33.33 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ.ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 101,881 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.70 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะต้องรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 122,257 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.37 บาทต่อหน่วย

นายคมกฤช กล่าวว่า การประมาณการค่าไฟฟ้าดังกล่าวเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเรื่อง กระบวนการ และขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ โดยมีสมมุติฐานและปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 ตามผลการคำนวณของ กฟผ. ประกอบด้วย

​(1) การจัดหาพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 เท่ากับประมาณ 67,833 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 3,724 ล้านหน่วยจากประมาณการงวดก่อนหน้า (เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2565) ที่คาดว่าจะมีการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 64,091 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84

​​(2) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 54.20 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ลาวและมาเลเซีย) รวมร้อยละ 13.81 และ ลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 8.46 เชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าโรงไฟฟ้าเอกชน ร้อยละ 6.25 พลังน้ำของ กฟผ. ร้อยละ 3.48 น้ำมันเตา (กฟผ. และ IPP) ร้อยละ 0.73 น้ำมันดีเซล (กฟผ. และ IPP) ร้อยละ 6.31 และอื่นๆ อีกร้อยละ 6.75

​​(3) ราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือน ก.ย.– ธ.ค. 2565 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมากจากรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2565 โดยที่เชื้อเพลิงอื่นๆ มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยและคงที่ ดังที่แสดงในตาราง

(4) อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการประมาณการ ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 1 เดือนย้อนหลังก่อนทำประมาณการ (1 – 30 ก.ย. 2565) เท่ากับ 37.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ้างอิงข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นฐานซึ่งอ่อนค่าลงจากประมาณการในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2565 ที่ประมาณการไว้ที่ 34.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐอยู่ 2.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.75)

​สถานการณ์ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวและยังคงผันผวนอยู่ในระดับราคาที่สูงตามสถานการณ์ราคา LNG และราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยมีปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและ
ค่าเอฟทีเรียกเก็บตลอดปี 2566 ดังนี้

1) ความไม่แน่นอนของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและแนวโน้มที่จะสามารถจ่ายก๊าซจากแหล่งเอราวัณเข้าสู่ระดับปกติหรือใกล้เคียงปกติเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการนำเข้า LNG มาทดแทน

2) การลดลงของแหล่งก๊าซธรรมชาติทางตะวันตก (ในเมียนมา) โดยอาจจะต้องนำก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG เข้ามาใช้ในปริมาณมากขึ้นหรือหาแหล่งพลังงานรูปแบบอื่น เช่น พลังน้ำหรือ พลังงานหมุนเวียนอื่นๆเข้ามาทดแทน

3) สภาวะราคา LNG ในตลาดโลกมีการแกว่งตัวในระดับที่สูงถึงสูงมากเนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ LNG ในตลาดโลกยังคงมีมากกว่าอุปทาน (Supply) และตลาดอาจจะมีลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2566 อันเป็นผลสืบเนื่องจากที่ยุโรปลดการนำเข้าก๊าซทางท่อจากรัสเซียและหันไปซื้อ LNG ในตลาดจรแทนรวมทั้งการทยอยพื้นตัวทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศหลังวิกฤต Covid-19 ส่งผลต่อความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้นรวมทั้งประเทศไทยด้วย

4) อัตราแลกเปลี่ยน (ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ) ยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงและค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า กฟผ. และ IPP ที่เพิ่มขึ้น

5) การใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติสามารถลดการนำเข้า LNG ได้แต่การใช้น้ำมันยังคงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในระดับสูงเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ

6) ข้อจำกัดด้านสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของ กฟผ. เป็นอีกสาเหตุที่อาจทำให้ไม่สามารถตอบสนองภาคนโยบายในการตรึงค่าเอฟทีได้ในระยะยาว

สำนักงาน กกพ. จึงขอเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้พลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางเศรษฐกิจ ลดการนำเข้า LNG หรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมันเพื่อให้สามารถบริหารและสามารถควบคุมต้นทุนราคาเชื้อเพลิงซึ่งจะทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตราคาพลังงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้

นายคมกฤช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 51/2565 (ครั้งที่ 818) เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2565 ยังได้พิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการรายเดือนที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในระหว่างวันที่ 3 – 17 ต.ค. 2565 แล้ว โดยเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราค่าบริการรายเดือนลงสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 3 ประเภท ดังนี้


​​​​

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเร่งดำเนินการประสานงานการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเพื่อให้การปรับลดอัตราค่าบริการรายเดือนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2566 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและประเภทกิจการขนาดเล็กอีกทางหนึ่งด้วย นายคมกฤช กล่าว

Source : Energy News Center