สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เปิดตัวเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com  โดยการสนับสนุนของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เพื่อเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทยในการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์เอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ ที่มองหาแนวทางการนำงานวิจัยไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้าลดขยะอาหาร และแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะรีไซเคิล ช่วยลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล หนุนนโยบาย BCG ของประเทศ

ปัญหาขยะอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดย 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตได้ทั่วโลกถูกทิ้งจนเกิดการเน่าเสีย สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ภาวะโลกร้อน ซึ่งประเทศไทยมีขยะอาหารคิดเป็น 64% ของปริมาณขยะทั้งหมด และยังมีการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์น้อยมาก เนื่องจากไม่มีการคัดแยกที่ถูกต้องก่อนทิ้ง ทำให้ขยะอาหารปนเปื้อนกับขยะประเภทอื่น ส่งผลให้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่นพลาสติก ไม่ได้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ตามไปด้วย

วช. และ Dow เห็นถึงความสำคัญของการจัดการขยะของประเทศ จึงได้ร่วมมือกันส่งเสริมการคัดแยกขยะด้วยนวัตกรรม โดยหนึ่งในความร่วมมือล่าสุดคือ การสร้างเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com เพื่อสนับสนุนการจัดการขยะอาหารอย่างมีส่วนร่วมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะอาหาร จากการนำเศษอาหารมาใช้ประโยชน์ก่อนเน่าเสีย ช่วยลดการปนเปื้อนต่อขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ ทำให้ขยะในประเทศลดลงและเพิ่มอัตราการรีไซเคิลไปพร้อม ๆ กัน

การพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการนำเสนอแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ข้อมูลนวัตกรรมจากการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. หรือต้นแบบโครงการ เพื่อให้คนไทยได้รับความรู้เกี่ยวกับการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ เท่านั้น แต่ยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com ณ ห้องประชุมชั้น 2 ตึกทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์ ยังได้มีการจัดแสดงนวัตกรรมการจัดการขยะอาหารให้กับสื่อมวลชน เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และผู้ที่สนใจเข้าร่วมชม เพื่อให้เห็นตัวอย่างงานวิจัยส่วนหนึ่งที่มีเผยแพร่ในเว็บไซต์ นอกจากนี้ นักวิจัยทุกคนที่เข้าร่วมโครงการฯ ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณสำหรับการอนุญาตให้เผยแพร่ผลงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอีกด้วย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงความสำคัญของ Food Waste Hub ว่า “โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และเราหวังว่า Food Waste Hub จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการจัดการขยะอาหารของประเทศไทย เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับ Dow ในการพัฒนา Food Waste Hub ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลและแนวคิดที่จะเสริมสร้างการใช้ประโยชน์จากขยะอาหารในประเทศไทย และส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน”

นอกจากนี้ Dow ยังได้ร่วมมือกับ วช. ให้การสนับสนุนหนึ่งในงานวิจัยดังกล่าว โดยส่งเสริมการนำกากถั่วเหลืองที่เหลือจากการทำน้ำเต้าหู้ มาผลิตเป็นแป้งถั่วเหลืองโอคาร่า (OKARA) ซึ่งสามารถทดแทนการใช้แป้งสาลีในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ได้หลากหลายชนิด มีโปรตีน และใยอาหารสูง อีกทั้งยังปราศจากกลูเตน ช่วยแก้ปัญหาผู้ที่แพ้กลูเตนในแป้งสาลี ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดการบริโภคแป้ง และผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยอาหารคีโต โดยเริ่มนำแป้งโอคาร่า มาใช้ที่ร้านเรย์ เบเกอรี่ ของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ พัทยา ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2566

นายเอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจและพัฒนาธุรกิจคาร์บอนต่ำ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “Dow ตั้งเป้าที่จะช่วยลดโลกร้อน เปลี่ยนขยะเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมวงจรรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การแยกขยะอาหารและนำมาใช้ประโยชน์ก่อนที่จะเน่าเสียสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน และลดการปนเปื้อนของเศษอาหารกับขยะอื่น ๆ โดยเฉพาะพลาสติก ทำให้สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นนวัตกรรมฝีมือคนไทยเหล่านี้ยังสามารถนำไปสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ได้ โครงการนี้จึงไม่เพียงแต่มีผลในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังให้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างครบวงจร”

นอกจากแป้ง OKARA แล้ว ยังมีงานวิจัยฝีมือคนไทยที่น่าสนใจและพร้อมให้นำไปใช้ประโยชน์อีกหลากหลายซึ่งท่านสามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์  www.foodwastehub.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Source : Energy News Center

SSC SC-01 โรดสเตอร์ขุมพลังไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนโดย Xiaomi เตรียมเปิดตัวผลิตอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้เผยราคาคร่าวๆมาอยู่ที่ 1.48 ล้านบาท พร้อมกับสเปควิ่งไกลสุดถึง 520 กม. รถคันนี้จะน่าสนใจยังไงมาดูกัน

SSC SC-01 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าน้องใหม่ที่มีทาง Xiaomi เข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวเจ้า SC-01 โรดสเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรก โดยขณะนี้ได้ออกจากสายการผลิตในจีนเป็นที่เรียบร้อยและจะเปิดจำหน่ายในจีนภายในปีนี้ 

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChinaแบรนด์

SSC ย่อมาจาก Small Sports Car ซึ่งบริษัทนี้ได้เปิดตัวมาในเดือนกันยายน ปี 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสตาร์ทอัปแต่งเกี่ยวกับการแต่งรถยนต์ที่มีช่องยูทูป China Car Custom และทาง Xiaomi ก็ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี 2018 เรามาดูกันว่า SSC SC-01 จะน่าสนใจแค่ไหน เชื่อว่าต้องดีแน่นอนเพราะมาจากสำนักแต่งรถยนต์ชื่อดังของจีนเลยทีเดียว

SC-01 ถือเป็นโรดสเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ โดยล่าสุดทางบริษัทได้ผลิตรถเป็นสีขาวคันแรก โดยได้เผยราคาพรีเซลล์อยู่ที่ 300,000 หยวน หรือประมาณ 1.48 ล้านบาท และจะเริ่มจำหน่ายในจีน ภายในปี 2024 นี้ เรามาดูสเปคกันว่าจะน่าสนใจแค่ไหนกับราคานี้

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChina

สเปค SSC SC-01

ขนาดตัวรถ 4,105 x 1,830 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนักรถ 1,370 กก.  SSC SC-01 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังรวมสูงสุด 320 kW หรือ 425 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร ชุดแบตเตอรี่แบบ NMC ความจุ 60 kWh ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ 520 กม. (มาตรฐาน CLTC) รองรับการชาร์จจาก 30-80% ในเวลา 25 นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.5 วินาที โดยตัวมอเตอร์ของรถคันนี้จะมีการใช้เทคโนโลยีการจัดการระบายความร้อนแบบ Active ซึ่งจะเป็นระบบระบายความร้อนแบบเดียวกันกับระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ 

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChina

โครงสร้างตัวรถเลือกใช้แบบ Chromium-molybdenum steel tube เพื่อให้ได้น้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ส่วนตัวแบตเตอรี่จะอยู่ที่กลางตัวรถเพื่อให้ได้น้ำหนักรถที่เบา และเท่านั้นยังไม่พอ เรามาดูระบบเบรกที่เขาได้เคลมว่าดีกว่า Porsche 911 GT3 

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChinaSSC SC-01 

มาพร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง ด้านหน้า 6 พอต ด้านหลัง 4 พอต จับคู่กับจานเบรกขนาดใหญ่ 350 มม. ข้อต่อบังคับเลี้ยวทำจากวัสดุอลูมิเนียม นอกจากนี้ยังมีโช้คอัพในแนวนอนอีกด้วย พร้อมยาง Michelin Pilot Sport CUP 2 245/40 R18 เรียกได้ว่าความสปอร์ตจัดเต็มเลยก็ว่าได้

Credit : CarNewsChina
Credit : CarNewsChina

ดีไซน์ภายในของ SSC SC-01 ยังมาพร้อมกับแผงหน้าปัด LCD ขนาดใหญ่ และพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน ทรงท้ายตัด ส่วนคอนโซลหน้าจะไม่มีหน้าจอกลาง แต่มีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแทน และเบาะที่นั่งมาในทรง Bucket Seat ซึ่งดูเหมือนจะเน้นความดิบ ใช้งานง่ายเหมือนกับรถสปอร์ตทั่วไป

อย่างไรก็ตามเราคงต้องรอดู SC-01 ออกมาเปิดสเปคและราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเร็วๆนี้ ซึ่งรถคันนี้จะมาเป็นคู่แข่งกับรถสปอร์ตไฟฟ้าอย่าง MG Cyberster หรือ Aion Hyper GT , Neta GT นั่นเอง ซึ่งรถพวกนี้อาจเข้ามาตีตลาดรถสปอร์ตในอนาคตด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าและยังได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกแบบรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News

ฝ่ายธุรกิจสิ่งแวดล้อม ล็อกซเล่ย์จับปากกาเซ็นเอ็มโอยูกับ AEL เจ้าของเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการขยะชั้นนำจากฮ่องกง ตั้งเป้านำนวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารเป็นก๊าซชีวภาพ เข้ามาติดตั้งในไทยอย่างแพร่หลาย หวังบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาว

นายพิเศษ ดิศวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดูแลฝ่ายธุรกิจสิ่งแวดล้อม บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และ มร.จู๊ด เชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท AEL (International Holdings) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านนวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารเป็นพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และกากอาหารสัตว์ เพื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยมี นายภัทร พจน์พานิช  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์ บมจ.ล็อกซเล่ย์ และ มร.สตีฟ ชวง ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง (FHKI) ให้เกียรติเป็นสักขีพยานภายในงาน “Thai-Hong Kong Business Forum” จัดโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง (FHKI) และสมาคมการค้าไทย-ฮ่องกง (THKTA) ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท

นายพิเศษเผยว่า บริษัทมองว่าขยะอาหาร (Food Waste) จากแหล่งต่างๆ อาทิ ฟู้ดคอร์ท ศูนย์อาหาร ร้านอาหารขนาดใหญ่ มีจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน หากถูกนำไปกำจัดอย่างไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และเพื่อไม่ให้ขยะอาหารถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า จึงนำมาสู่การผนึกความร่วมมือระหว่าง ล็อกซเล่ย์ และ AEL ในการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารเป็นพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และกากอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

 สิ่งหนึ่งที่มีศักยภาพสูงคือ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ด้วยการก่อตั้ง Global Impact Coalition (GIC) ซึ่งเป็นบริษัท หรือเวที สำหรับการทำงานร่วมกัน และการทดลองเกี่ยวกับโซลูชันของคาร์บอนต่ำ GIC มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างพันธมิตร ส่งเสริมความร่วมมือที่แหวกแนว และเป็นหัวหอกในการพัฒนาโซลูชันผ่านโครงการภาคพื้นดินที่จับต้องได้ ซึ่งช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในวงจรมูลค่าในอนาคต

การแยกสารเคมีออกจากคาร์บอนเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำงานร่วมกันเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง อุตสาหกรรมสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2% ทั่วโลก แต่ใช้น้ำมัน 14% และ 8% ของก๊าซทั้งหมดเป็นวัตถุดิบตั้งต้น และเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงเป็นหนึ่งในผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในการจัดหาคาร์บอนฟอสซิลสำหรับการใช้วัสดุ มันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ส่วนใหญ่เช่นกัน เนื่องจากมากกว่า 95% ของสินค้าที่ผลิตทั้งหมดเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เคมี อุตสาหกรรมดำเนินไปตามแนวทางสี่ประการในการลดการปล่อยคาร์บอน ได้แก่ การเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน วัสดุจากธรรมชาติทั้งหมด และวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

การเปลี่ยนรูปคาร์บอน (CO2 เป็น X) เกี่ยวข้องกับแนวคิดของการสังเคราะห์สารเคมีต่างๆ จากคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ และทรัพยากรหมุนเวียน ดังนั้นจึงเป็นการแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลและแหล่งความร้อนแบบดั้งเดิม

กลยุทธ์นี้ใช้ประโยชน์ และมีส่วนช่วยในการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งหลายบริษัทมีเป็นเสาหลักสำคัญของโครงการความยั่งยืนอยู่แล้ว โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งนี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความมุ่งมั่นของบริษัทในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

CO2 ถึง X เป็นแนวทางเสริม โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดักจับ และการขนส่ง คาร์บอน ช่วยสร้างการประหยัดจากขนาดสำหรับคาร์บอน ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ExxonMobil และ Mitsubishi Heavy Industries ร่วมมือกันใช้เทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ Mitsubishi ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชัน CCS ระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรของ Exxon Air Liquide, Fluxys เบลเยียม และท่าเรือ Antwerp-Bruges ได้รับรางวัลมูลค่า 145 ล้านยูโร จากสหภาพยุโรปสำหรับศูนย์กลางการส่งออกคาร์บอน ซึ่งจะรวบรวมและขนส่ง CO2 ผ่านเครือข่ายท่อส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในพอร์ตที่เข้าถึงได้แบบเปิด

การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน  อยู่ในขั้นเริ่มต้นของการสร้างขนาดโดยการย้ายจากผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำกว่า เทคโนโลยีดังกล่าวดึงดูดเงินทุนร่วมลงทุนเกือบ 700 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 การระดมทุนร่วมลงทุนมีการเติบโตในอัตรา 47% ต่อปีตั้งแต่ปี 2561 ตามข้อมูลของ Pitchbook

มีรายชื่อกิจการร่วมค้า และความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Cardyon ซึ่งเป็นสารตั้งต้นทางเคมีที่ใช้คาร์บอน ของ Covestro และวิธีการผลิตโพลีออลที่ใช้คาร์บอน ของ Econic ถูกนำมาใช้เพื่อผลิตโฟมโพลียูรีเทนที่ยั่งยืน Evonik ร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย ได้เปิดตัวโครงการ PlasCO2 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะใช้ คาร์บอนเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมี C4 Twelve สตาร์ตอัปที่ทำงานร่วมกับ Daimler และ Procter & Gamble เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้คาร์บอน เพิ่งประกาศการระดมทุน Series B มูลค่า 130 ล้านดอลลาร์เมื่อเร็วๆ นี้ และ Air Company ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปอีกรายหนึ่งได้จำหน่ายวอดก้า และน้ำหอมที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องขึ้นอยู่กับบริษัท ทั้งสตาร์ตอัป และผู้เล่นที่จัดตั้งขึ้น การค้นหาจุดที่น่าสนใจในความสามารถด้านเทคโนโลยี รูปแบบการใช้งาน การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ และความต้องการของตลาด พูดอย่างกว้างๆ เราคาดหวังว่าการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมจะเป็นไปตามเส้นโค้งรูปตัว L โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงซึ่งมีความต้องการพลังงานต่ำ และแพร่กระจายไปยังโมเลกุลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเมื่อต้นทุนลดลง และเทคโนโลยีเติบโตเต็มที่

นี่เป็นอีกจุดที่กลุ่มเช่น GIC สามารถส่งผลกระทบในวงกว้างได้ ด้วยการรวมตัวกันของผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม สตาร์ตอัปที่ผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ และพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าขั้นปลายน้ำ GIC สามารถอำนวยความสะดวกในการขยายขนาดของเทคโนโลยีการลดคาร์บอนแบบใหม่เหล่านี้ได้ ความร่วมมือ และการสร้างความร่วมมือในลักษณะนี้มีความสำคัญเนื่องจากอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีความหลากหลาย โดยผู้ผลิตปิโตรเคมีในยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกาต่างดำเนินกลยุทธ์การลดคาร์บอนของตนเอง บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษต่างก็มีข้อกังวลของตนเอง

การรวมพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าจะมีความสำคัญ ผู้แปรรูป และผู้ใช้ปลายทางเผชิญกับแรงกดดันในการลดการปล่อยคาร์บอนของตนเอง และกำลังเรียกร้องทางเลือกที่มีคาร์บอนต่ำหรือไม่มีเลย การทำงานร่วมกัน เช่น GIC ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับความมุ่งมั่นร่วมกันในการลงทุนขั้นต้น และการรับปริมาณขั้นปลาย ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้ของตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และความก้าวหน้าของความมุ่งมั่นทางการตลาดสำหรับวัสดุที่เปลี่ยนรูปคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ยืนยันพร้อมกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณให้ได้ตามสัญญา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในวันที่ 1 เม.ย. 2567 แน่นอน ระบุเร่งเจาะหลุมผลิตก๊าซฯ เพิ่มต่อเนื่องปีละ 300 หลุม เพื่อรักษาระดับปริมาณก๊าซฯ คาดใช้เงินลงทุน 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ยืนยันตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 นี้ กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่อ่าวไทยในแหล่งเอราวัณ (G1/61) จะกลับมาผลิตได้ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้เพียง 400-450 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งตามสัญญาจะต้องผลิตก๊าซฯ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลา 10 ปี โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 นี้เป็นต้นไป  

ทั้งนี้ ปตท.สผ. วางแผนจะเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯ ขึ้นเป็น 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือน มี.ค. 2567 และคาดว่าช่วงปลายเดือน มี.ค. 2567 นี้ จะสามารถผลิตก๊าซฯ แตะ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันได้ทันที เนื่องจากมีการเจาะหลุมผลิตใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยแต่เดิมแหล่งเอราวัณมีหลุมผลิตรวม 689 หลุม และ ปตท.สผ.ได้เจาะเพิ่มใหม่ 300 หลุม รวมแล้วมีหลุมทั้งสิ้น 989 หลุม ซึ่งการจะรักษากำลังการผลิตให้อยู่ในระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะต้องเจาะหลุมผลิตให้ได้ปีละ 300 หลุม หรือต้องลงทุนประมาณ 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ตามสัญญา PSC โดยแต่ละหลุมจะสามารถผลิตก๊าซฯ ได้ประมาณ 2-3 ปี   

ส่วนแท่นผลิตก๊าซฯ นั้น แต่เดิม ปตท.สผ.ได้รับแท่นผลิตมาจากผู้รับสัมปทานรายเดิม 134 แท่น และได้ติดตั้งแท่นเพิ่มในภายหลังอีก 12 แท่น รวมเป็น 146 แท่น และจะมีการติดตั้งแท่นผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

สำหรับแหล่งผลิตก๊าซฯ จากอ่าวไทยในแหล่งบงกช ตามสัญญาจะต้องผลิตก๊าซฯ ให้ได้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่เนื่องจากแหล่งเอราวัณยังไม่สามารถผลิตก๊าซฯ ได้เต็มจำนวนตามสัญญา ส่งผลให้ ปตท.สผ. ต้องเร่งผลิตก๊าซฯ จากแหล่งบงกชมาทดแทน โดยปัจจุบันแหล่งบงกช ผลิตก๊าซฯได้ 840 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่คาดว่าจะผลิตลดลงเหลือ 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในวันที่ 1 เม.ย. 2567 หรือในวันที่แหล่งเอราวัณกลับมาผลิตก๊าซฯ ได้ตามสัญญา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

อย่างไรก็ตามหลังจากแหล่งเอราวัณกลับมาผลิตก๊าซฯ ได้ตามสัญญาที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการพึ่งพาก๊าซฯ จากต่างประเทศลงได้ ประกอบกับราคาก๊าซฯ ที่จะนำไปรวมอยู่ใน Pool Gas ยังมีส่วนช่วยเฉลี่ยให้ราคาก๊าซฯ ถูกลงกว่าการซื้อจากต่างประเทศด้วย    

Source : Energy News Center