ทอท.เร่งให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จ หนุน “สุวรรณภูมิ” ต้นแบบ Green Airport ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์ 1 คันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ตันต่อปี ซึ่งในประเทศไทยมีรถยนต์มากกว่า 10 ล้านคัน ในส่วนของ ทอท. ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย มุ่งสนองนโยบายกระทรวงคมนาคม ผลักดันความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งของไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ 

โดย ทอท.ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งขับเคลื่อนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่การเป็นต้นแบบ Green Airport หรือท่าอากาศยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนรถยนต์ที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) ได้ จะทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี 

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้ารับจ้างสาธารณะ (EV Taxi) นั้น ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ เริ่มให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนมาใช้ EV Taxi เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงแรก ทอท. ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีให้บริการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบใช้สายโดยการอัดประจุแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charge) ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 40 kW ต่อเครื่อง จำนวน 16 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่องจำนวน 2 เครื่อง บริเวณลานจอดรถระยะยาวโซน E ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับรองรับการให้บริการแก่รถแท็กซี่ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และอนาคต 

นอกจากนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งเครื่อง DC Fast Charge ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 360 kW ต่อเครื่อง จำนวน 10 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่อง จำนวน 2 เครื่อง เพื่อรองรับการให้บริการแก่รถบริการรับ – ส่งผู้โดยสาร (Shuttle Bus) รถบริการสาธารณะ รถส่วนกลาง และรถส่วนงานของ ทอท.ภายในพื้นที่ Support Facilities บริเวณตรงข้ามศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ 

ทอท.เร่งบริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า หนุน ‘สุวรรณภูมิ’ ต้นแบบ Green Airport

อีกทั้ง ทอท.ยังมีโครงการติดตั้ง EV Charging Station ทั้งในพื้นที่ Airside, Landside และ Custom Free Zone รวม 7 จุด เพื่อรองรับแนวโน้มที่ยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมในวงกว้าง ตามทิศทางที่ทั่วโลกหันมาสนใจการใช้ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดอีกด้วย

นายกีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า ทอท.มีความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบภายใต้หลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมุ่งสู่การเป็น “ท่าอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือ Green Airport เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคง และยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผลการดำเนินงาน ปตท. ปี 2566 กำไรโต 3.6 % ทำให้รัฐมีรายได้จากเงินปันผลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และจากภาษีเงินได้รวมประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย ลงทุนต่อเนื่อง เสริมความมั่นคงประเทศ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อย ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 112,024 ล้านบาท  คิดเป็น 3.6% ของยอดขาย สูงกว่าปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของกลุ่ม ปตท. ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 13,000 ล้านบาท ประกอบกับในปี 2566 กลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปี 2566 แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) ของกลุ่ม ปตท. จะปรับลดลง โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ลดลงจากปี 2565 อีกทั้งในปี 2566 กลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลง รวมทั้งผลการดำเนินงานของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมปรับลดลงจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง ประกอบกับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ก็มีผลการดำเนินงานลดลงด้วย

โดยสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นธุรกิจที่แข่งขันเสรีทั้งในและต่างประเทศ โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจได้เป็น ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 45% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 9% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อยอื่น ๆ 17% ซึ่งมีผลการดำเนินงานจากธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น จากบริษัท Avaada Energy Private Limited (Avaada) ที่มีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอินเดีย และจากบริษัท Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาสามัญ ในประเทศไต้หวัน และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจน้ำมันและธุรกิจ Non-Oil เช่น กาแฟ และร้านสะดวกซื้อ ที่มีกำไรต่อรายได้แค่เพียง 1% ขณะที่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพียง 22% 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้คณะกรรมการ ปตท. มีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 2.00 บาท โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.80 บาท เมื่อเดือนกันยายน 2566 คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายอีกในอัตราหุ้นละ 1.20 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และกองทุนวายุภักษ์รับเงินปันผลรวมประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของ ปตท. และบริษัทในเครือ อีกประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท รวมกลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้จากการดำเนินธุรกิจปี 2566 ให้กับรัฐแล้วประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท 

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ปตท. มีส่วนร่วมสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน จุดพลังพัฒนาคุณภาพชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน ด้านธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตมีการต่อยอดสถานีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ให้รองรับรถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก จัดตั้งโรงงาน NV Gotion ผลิตชุดแบตเตอรี่ ร่วมกับ KYMCO Group จัดตั้ง Aionex จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มจุดติดตั้ง EV Charging Station แบรนด์ on-ion ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้านธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน NRPT เปิดตัว Plant & Bean ประเทศไทย โรงงานรับจ้างผลิตโปรตีนพืช 100% ที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารระดับโลก BRCGS Plant-based ที่แรก และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Innobic Nutrition เปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย สำหรับในด้านธุรกิจโลจิสติกส์ เปิดการขนส่งสินค้าทางรางเส้นทาง ไทย-ลาว-จีน เชื่อมโยงระบบขนส่งไทยและภูมิภาคอาเซียน และเตรียมงบลงทุน ประจำปี 2567 – 2571 จำนวน 89,203 ล้านบาท มุ่งผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า  

.

ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ปตท. ปลูกป่าไปแล้วทั้งสิ้น 86,173 ไร่ ใน 25 จังหวัด กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน ผ่านโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้มที่ได้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมของกลุ่ม ปตท. ถ่ายทอดให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมใน 45 พื้นที่ 29 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเพิ่มรายได้ชุมชนกว่า 31.59 ล้านบาท และโครงการสานพลังวิสาหกิจเพื่อสังคมที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ อีกกว่า 5.75 ล้านบาท

ที่ผ่านมา ปตท. ได้ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนให้ก้าวข้ามช่วงวิกฤต ผ่านการดำเนินงาน อาทิ โครงการลมหายใจเดียวกันและลมหายใจเพื่อน้อง การสำรองน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรล การตรึงราคา NGV การช่วยเหลือราคา LPG แก่หาบเร่แผงลอยผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การสนับสนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การขยายเครดิตเทอมแก่ กฟผ. เป็นต้น คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2563 – 2566 รวมแล้วกว่า 31,060 ล้านบาท 

Source : Energy News Center

EP กดปุ่ม COD วินด์ฟาร์ม HL3 ขนาด 30 เมกะวัตต์ เป็นทางการ พร้อมบุ๊กรายได้ทันที คาดเดินเครื่องครบ 160 เมกะวัตต์ ภายใน Q2/ 2567 ดันผลประกอบการปี 67 เพิ่ม 900 ล้านบาท ยังไม่รวมคาร์บอนเครดิต

นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ กรณี EPVN W1 (HIK) Company Limited (“EPVN W1”) และ EPVN W2 (HK) Company Limited (“EPVN W2”) บริษัทย่อยทางอ้อมของ บริษัท อีเทอร์นิดี้ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“ETP”) ที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 และ บริษัทฯถือหุ้นใน ETP สัดส่วนร้อยละ 81.40 ได้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 160 เมกะวัตต์

โดย 2 โครงการ

  • คือ HI3 และ HL 4 กำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่จังหวัดกว๋างจิ
  • และอีก 2 โครงการ ตั้งอยู่ที่จังหวัดยาไล กำลังการผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าเวียดนาม (“VietamElectricity’ หรือ “EVN”) ระยะเวลา 20 ปี 

EPVN W1 ได้รับหนังสือแจ้งจาก EVN เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ให้โครงการ HL3 ขนาดกำลังการผลิต 30.00 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operating Date : COD) ให้การไฟฟ้าเวียดนาม โดยเริ่มนับวัน COD ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2566 ในอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Feed in Tariff หรือ FIT) ระยะแรกที่ 1.587.12 ดองเวียดนามต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เปีนต้นไป  ส่วนโครงการที่เหลืออีก 3 โครงการ คาคว่าจะทยอย COD ตามลำดับ และบริษัทฯจะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศทราบต่อไป

เดินเครื่องครบ 160 MW Q2 ดันผลประกอบการปี 67 เกือบ 4 เท่า  

ขณะที่ นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) ระบุว่า จากที่การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม HL3 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ (MW) ในจังหวัดกว๋างจิ เชื่อมต่อสายส่งของโครงการเข้ากับสถานีไฟฟ้า Lao Bau 110KV และเดินเครื่องตัวกังหันลม Wind turbine เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบสายส่ง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 นั้น

การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้อนุมัติรับรองความถูกต้องของโครงการ และออกเอกสารรับรองวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพณิชย์ (COD) ตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2566 ครบถ้วนแล้วโดยบริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้ในทันที โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม HL3 ปี 2567 รายได้ประมาณ 220 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังคาดว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ลงทุนทั้งหมดในเวียดนามกำลังการผลิตรวม 160 MW จะสามารถ COD ครบภายในไตรมาส 2/2567 ภายในเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสนับสนุนให้รายได้รวมปี 2567 กลับมาเติบโตได้เกือบ 4 เท่าจากปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 900 ล้านบาท ยังไม่รวม Carbon Credit ประมาณ 75 ล้านบาท 

“หลังโรงไฟฟ้าพลังงานลมโครงการ HL3 ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับทาง EVN อย่างเป็นทางการ และมีการกำหนดวัน COD  เรียบร้อยแล้ว คาดว่าโครงการ ที่เหลือจะใช้เวลาอีกไม่นาน โดยโครงการในจังหวัดยาไลกำลังการผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ จะสามารถกำหนดวัน COD ได้ภายในไตรมาส1/2567 ประมาณเดือนมีนาคม และโครงการ HL4 กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ จะสามารถกำหนดวัน COD ได้ภายในไตรมาส2/2567 อย่างแน่นอน”.

Source : ฐานเศรษฐกิจ

“พลังงาน” ย้ำชัด เดินหน้าลดโลกร้อนสู่เป้า Net Zero เร่งลดสัดส่วนฟอสซิล เพิ่มพลังงานสะอาด ลุยนโยบายสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ภายใต้ราคาที่เป็นธรรม ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกีดกันทางการค้า สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รักษาระดับราคา และดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ทั้งหมด คือพันธกิจเร่งด่วนที่กระทรวงพลังงานต้องเร่งทำ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ “นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวบนเวทีผู้นำ “Climate Action Leaders Forum รุ่น 3” หรือ CAL Forum #3 ครั้งที่ 1 ว่า ทิศทางและนโยบายพลังงาน ภาคพลังงานถือเป็นตัวใหญ่ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนโดยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะด้านไฟฟ้า

โดยสถิติการใช้ไฟปี 2566 สูงมากกว่า 2 แสนเมกะวัตต์ อาจจะเพราะอากาศร้อนโดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าพีคที่ 34,827 เมกะวัตต์ สูงที่สุดในช่วงเวลากลางคืน จากปกติที่พีคอยู่ระดับ 3.3. หมื่นเมกะวัตต์ มากกว่าปี 2565 ถึง 5% ที่ผ่านมาสูงแค่ 2% อาจเพราะมีการขยายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมได้มีการผลิตเริ่มกระบวนการผลิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ผนวกกับการใช้ไฟภาคประชาชนที่อยู่อาศัยมีจำนวนมากขึ้น จากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งชาร์จไฟในเวลากลางคืนส่งผลให้ประชาชนทั่วไปใช้ไฟเพิ่มขึ้น 7% ส่วนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 8% ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจโรงแรม ที่ภาคท่องเที่ยวมีการเติบโต

ทั้งนี้จากปัญหาโควิด และโลกร้อน ทำให้เกิดเหตุการต่างๆ มากมาย กระทรวงพลังงานเห็นว่าโลกมีการตื่นตัว โดยพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่จะช่วยได้เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นต้นเหตุของโลกร้อน เช่น การใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ ที่ค่าใช้จ่ายและเทคโนโลยีเริ่มถูกลง ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น ที่ช่วงแรกไม่มีใครกล้าลงทุน เช่น การทำโซลาร์ฟาร์ม 1 แห่ง ต้องใช้เงินลงทุนถึง 130 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้อยู่ระดับ 15-20 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ถือเป็นเทรนด์อนาคต คือ พลังงานไฮโดรเจน และเทคโนโลยี CCS ที่จะเข้ามาทดแทน ซึ่งปัจจุบันยังแพงโดยแผนพลังงานชาติ ฉบับใหม่จะผสมผสานนำเอาไฮโดรเจนเข้าลงท่อก๊าซในโครงการนำร่องพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในขณะที่เทคโนโลยี CCS ได้สำรวจแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่แหล่งอาทิตย์ และแม่เมาะ ราว 40 ล้านตัน แม้ปัจจุบันจะพยายามลดสัดส่วนฟอสซิลในน้ำมัน โดยผสมเอทานอล หรือไบโอดีเซลระดับ 7-10% ซึ่งยังถือว่าน้อยมาก

สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยปีละประมาณ 370 ล้านตัน โดย 70% มาจากภาคพลังงาน การจะถึงเป้าหมายปี 2550 จะต้องเหลือ 95 ล้านตัน จาก 260 ล้านตัน ถือว่ายังทำได้ยาก จึงต้องใช้วิธีปลูกป่า ใช้วิธีกักเก็บคาร์บอนผ่านเทคโนโลยี CCS มาช่วยลด จึงเป็นโจทย์ที่กระทรวงพลังงานจะต้องทำ

“ปัจจุบันการค้าการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไฟฟ้าไม่สีเขียว ไม่เป็นพลังงานสะอาดก็จะไม่มา จะต้องกำหนดชัดเจนถึงพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนในการผลิตสินค้า ถือเป็นความสำคัญของประเทศ”

อย่างไรก็ตามสำหรับนโยบายพลังงานที่สำคัญโดยรวมมี 3 เรื่อง คือ 1. ความมั่นคง 2. ราคา และ 3 สิ่งแวดล้อม โดยสิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นปีนี้คือ การเพิ่มก๊าซในอ่าวไทย เนื่องจากปีที่ผ่านมาปริมาณนำเข้าถึง 90 ลำ จากก่อนโควิดช่วง 8-10 ปี นำเข้า 5 ลำ แต่ขณะนี้มีการใช้ไฟมากขึ้น หากก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น บวกกับพลังงานทดแทนที่เปิดรับซื้อช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา จะมาช่วยลดการนำเข้าเหลือ 60 ลำ

“กระทรวงพลังงานจะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมพลังงานหลีกเลี้ยงไม่ได้ในเรื่องของความมั่นคง ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงเรื่องของราคาด้วย ซึ่งจะต้องควบคุมและบริหารจัดการให้สมดุลใน 3 เรื่อง” นายประเสริฐ กล่าว

Source : Spring News

สวัสดีครับที่ผ่านมาเรามักได้ยินเกี่ยวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากหรือความชำนาญเฉพาะทาง อาทิ การสร้างโรงงานพลังงานหมุนเวียน หรือการนำก๊าซมีเทนมาใช้ประโยชน์

ซึ่งอาจจะยังดูห่างไกลสำหรับคนทั่วไปหรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ  แต่ทราบไหมครับว่าเพียงการปลูกต้นไม้บางชนิดอย่างจำปี ปีป ทุเรียน มะขาม สะเดา หรือไผ่ในที่ดินของเราแล้วบำรุงรักษาตามระเบียบวิธีที่กำหนด ก็สามารถนับเป็นโครงการที่ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ด้วย

โครงการที่มาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้พอดี คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งเป็นกลไกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พัฒนาขึ้นประมาณ 10 ปีมาแล้ว 

โครงการ T-VER แบ่งได้หลายประเภท อาทิ ประเภทการพัฒนาพลังงานทดแทน ประเภทการจัดการในภาคขนส่ง  แต่ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างประเภทที่บุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไปสามารถจัดทำในพื้นที่ของตนเองได้ นั่นคือโครงการประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร  เน้นการปลูกป่าอย่างยั่งยืน หรือสวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เพื่อเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่โครงการ  ข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการทำโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ มีดังนี้

มีพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 10 ไร่ โดยสามารถรวมหลายๆ พื้นที่เข้าด้วยกัน และจะเป็นพื้นที่โล่งหรือมีต้นไม้อยู่แล้วก็ได้ 

พื้นที่ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย อาทิ โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ มีเอกสารที่ยืนยันได้ว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่นั้นๆ ยินยอมให้ดำเนินการ อาทิ สัญญาเช่า หนังสืออนุญาตจากหน่วยงานราชการ 

กรณีพื้นที่เดิมมีสภาพเป็นป่า ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าไม้ดั้งเดิม 

ผู้สนใจสามารถเลือกปลูกไม้ใกล้ตัวตามที่ผมได้ยกตัวอย่างข้างต้น รวมถึงต้นไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเกือบ 60 ชนิดตามประกาศของ อบก. ซึ่งแต่ละชนิดก็กำหนดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แตกต่างกันไป แล้วยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ต่อ อบก.  สำหรับขั้นตอนนี้ อบก. มีจัดอบรมและให้คำปรึกษาเรื่องการจัดเตรียมข้อเสนอโครงการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เมื่อขึ้นทะเบียนสำเร็จและดำเนินการปลูกดูแลต้นไม้ตามจำนวนปีที่กำหนด ก็จะมีการประเมินผลการเติบโตของต้นไม้ตามมาตรวัดต่างๆ  หากผ่านก็จะได้รับการรับรอง “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งหมายถึงการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ โดยโครงการมีระยะเวลาการคิดคาร์บอนเครดิตนานถึง 10 ปี และสามารถต่ออายุโครงการได้อีกครั้งละ 10 ปีแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง

บางท่านอาจสงสัยว่าคาร์บอนเครดิตสามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง  แน่นอนครับนำไปสร้างรายได้ด้วยการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างผู้มีบัญชีคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอน (Trading) โดย ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีราคาประมาณ 280 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)  หรือใช้ในการชดเชยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ (Offsetting)  หรือใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือในการรายงานความสำเร็จของการลดก๊าซเรือนกระจกในรายงานความยั่งยืนองค์กร (Reporting) เป็นต้น 

จากข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2567  มีโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด 51 โครงการทั่วประเทศ   มีทั้งที่ดำเนินการโดยวัด ชุมชน เทศบาลตำบล สนามกอล์ฟ และมหาวิทยาลัย  คาดว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะกักเก็บได้จากโครงการเหล่านี้คือประมาณ 361,966 tCO2eq ต่อปี

จะเห็นได้ว่ากิจกรรมการลดและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างโครงการ T-VER ภาคป่าไม้นี้เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตซึ่งเป็นอีกหนทางสร้างรายได้สำหรับผู้ที่มีที่ดินหลายไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ และบุคคลหรือหน่วยงานทั่วไปในทุกภาคส่วนสามารถร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมทั้งลดก๊าซเรือนกระจก ช่วยผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปด้วยกันครับ

Source : กรุงเทพธุรกิจ