อินเดียแล่นฉิวพลังงานสะอาด ให้งบดันเต็มที่ 9 พันลล้านดอลลาร์สหรัฐ เล็งให้คนใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น หลังที่ผ่านมาตัวเองออกข้อบังคับไว้มากมาย แต่ยอมปลดทิ้งแล้ว

อินเดีย: ผู้เล่นรายใหญ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

อินเดียนับว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตด้านพลังงานสะอาดแบบเห็นได้ชัด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแดนภารตะมีการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนมากเป็นอันดับสี่ของโลกตามหลังจีน สหรัฐและบราซิล เว็บไซต์ AP รายงานว่า แค่เฉพาะเดือนธันวาคม ก็ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 180 กิกะวัตต์ ซึ่งนั่นเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้บ้านเรือนประมาณ 18 ล้านหลัง

อินเดียรั้งอันดับ 4 ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์มากที่สุด Credit ภาพ REUTERS

เอกชนถูกข้อบังคับจากภาครัฐ ทำให้โตไม่เต็มที่

แต่ดูเหมือนว่าในภาคเอกชนจะไม่แฮปปี้เท่าไร เพราะหลายบริษัทถึงกับต้องกุมขมับ เพราะข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกโดยภาครัฐ ทำให้การติดตั้งโซล่าเซลล์เป็นไปในลักษณะ “เต่าคลาน”

ในความหมายคือการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์สำหรับไว้ใช้ในครัวเรือน การจะติดตั้งได้นั้นต้องเป็นแผงโซล่าเซลล์ที่ผลิตโดยบริษัทที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเมื่อยืนพื้นด้วยข้อบังคับแบบนี้ ประชาชนชาวอินเดียก็ย่อมต้องแบกรับต้นทุนที่แพงหูฉี่ไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลเรื่องความ (พยายาม) ยุ่งยากอีกหลายข้อที่ทางฝั่งผู้ผลิตเห็นว่า ไม่รู้จะทำแบบนั้นทำไม อาทิ Shreya Mishra ซีอีโอของ Solar Square บริษัทรับจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอินเดีย กล่าวว่า

“เมื่อก่อนพวกเราต้องตามล่าลายเซ็นประมาณ 45 รายชื่อ เพื่อแค่จะได้ติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป อะไร ๆ ก็เปลี่ยน เพราะล่าสุดทางรัฐบาลอินเดียประกาศว่าจะปรับปรุงข้อบังคับใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากขึ้น หลังจากนี้การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์จะไม่ยุ่งยากเท่าแต่ก่อน แต่ยังต้องมีขั้นตอนอยู่เพื่อความปลอดภัย

อินเดียวางงบประมาณ 9 พันล้านบาท Credit ภาพ REUTERS

เบื้องต้นรัฐบาลเตรียมเม็ดเงินไว้ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดกันได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น น่าสนใจมากว่าเมื่อภาครัฐเปิดหน้าสนับสนุนเต็มที่ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวอินเดียมากแค่ไหนทั้งในแง่สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจะถูกพิจารณานำโซล่าเซลล์ไปติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องไฟฟ้าหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าติดตาม

ที่มา: AP

Source : Spring News

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2566

เรียงตามลำดับ ได้แก่ BYD (สัญชาติจีน) 30,467 คัน  Neta (สัญชาติจีน) 12,777 คัน MG (สัญชาติจีน) 12,462 คัน Tesla (สัญชาติสหรัฐ) 8,206 คัน และ GWM (ORA) (สัญชาติจีน) 6,746 คัน 

โดยการที่ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศของรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ การลงทุนก่อสร้างโรงงานและไลน์การผลิตในประเทศ ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยยังคงเป็นรถยนต์นำเข้าแทบทั้งสิ้น 

ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่หรือยานยนต์ไฟฟ้าของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้า อาทิ อัตราส่วน 1:1 ในปี 2567 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศ 1 คัน) และอัตราส่วน 1:1.5 ในปี 2568 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.5 คัน)       ดังนั้น หากกำลังการผลิต ของโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติต่าง ๆ สามารถผลิตได้ตามเงื่อนไขของมาตรการจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนไฟฟ้าที่สำคัญของโลกได้

เช็คลิสแบรนด์อีวี แชมป์ครองท้องถนนไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ตามมติคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ เรื่อง “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้ประเทศไทยยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่และมาตรฐานคุณภาพน้ำมันดีเซลจาก EURO 4 เป็น EURO 5 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ข้อบังคับนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งค่ายรถและผู้ผลิตน้ำมัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศ


แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้มีรายละเอียดอย่างไร? มีอะไรที่ประชาชนควรรู้? และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างไร? ในคอลัมน์นี้ เราได้รับเกียรติจาก ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้าน EURO 5 ของไทย มาร่วมสัมภาษณ์และให้ความรู้ในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 คืออะไร?

มาตรฐาน EURO (European Emission Standards) เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสหภาพยุโรปซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการปล่อยมลพิษของยานพาหนะหรือไอเสียรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM2.5) ที่มาจากไอเสียรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล

สำหรับประเทศไทย ได้มีการบังคับใช้มาตรฐาน EURO 4 นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา และได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐาน EURO 5 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยการยกระดับมาตรฐานจาก EURO 4 ไปสู่ EURO 5 จะมีส่วนช่วยในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ โดยการกำหนดเกณฑ์การปล่อยมลพิษฝุ่นละอองให้ลดลง

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

เพื่อให้เป้าหมายการลดการปล่อยไอเสียจากยานพาหนะเป็นไปอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การบังคับใช้มาตรฐาน EURO 5 จำเป็นต้องครอบคลุมมาตรฐานทั้งสิ้น 2 ส่วน ประกอบด้วย

1. มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 การผลิตน้ำมันดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างน้ำมัน กระบวนการกลั่น และสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ใช้ให้เหมาะสม โดยกำหนดให้ปริมาณกำมะถันในน้ำมันดีเซลมีไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) ซึ่งลดลงจากมาตรฐาน EURO 4 ที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ลดลง 5 เท่า) กำมะถันในน้ำมันนี้เมื่อถูกเผาไหม้จะทำให้เกิดซัลเฟต (Sulfate) และเมื่อไปทำปฏิกิริยากับสารมลพิษอื่นจะก่อให้เกิด PM2.5 จึงจำเป็นต้องลดปริมาณลงให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยในการหล่อลื่นน้ำมันเชื้อเพลิง จึงจำเป็นต้องหลงเหลือปริมาณกำมะถันในน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สามารถกำจัดองค์ประกอบกำมะถันทั้งหมดออกไปได้ นอกจากนั้นยังได้มีการลดปริมาณสารโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) ที่มีส่วนปล่อยมลพิษอีกด้วย 

2. มาตรฐานไอเสียตาม EURO 5 โดยจะมีการลดเกณฑ์การปล่อยมลพิษ 4 ชนิด อันได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรคาร์บอน  (HC) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารมลพิษอนุภาค (ฝุ่น)

โดยเกณฑ์การลดปริมาณฝุ่นนี้เอง จำเป็นต้องมีการติดตั้งระบบกรอง (Diesel Particulate Filters: DPF) ที่สามารถกรองฝุ่นออกจากไอเสียที่จะปลดปล่อยจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลได้ โดยทั่วไประบบกรองนี้จะมีลักษณะเป็นรังผึ้งซึ่งเคลือบสารเร่งปฏิกิริยาในการดักจับกำมะถันและซัลเฟตที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่ให้ถูกปลดปล่อยออกนอกรถยนต์

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

ทำไมจึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเป็น EURO 5?

การปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำมันจาก EURO 4 เป็น EURO 5 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 จะกำหนดให้น้ำมันมีส่วนประกอบที่เป็นกำมะถันน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมของสารเร่งปฏิกิริยาที่เคลือบบนระบบกรองไอเสีย DPF จากกำมะถัน (Sulfur Poisoning) อีกทั้งระบบกรองของรถยนต์จะช่วยดักจับสารบางตัวที่อาจรวมกันและเกิดเป็น PM2.5 ได้

ในขณะเดียวกัน ยังลดปริมาณสารมลพิษอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีก 3 ชนิด ได้แก่ CO, HC และ NOx นอกจากนี้ น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ยังได้รับการปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมกับการใช้งานยิ่งขึ้น เช่น มีคุณสมบัติหล่อลื่นที่เพียงพอ ทำให้กระบอกสูบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดความดันที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ในระดับที่เหมาะสม

ประการที่สอง คือ การปรับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเป็น EURO 5 จะช่วยลดโอกาสการเกิดสารก่อมะเร็ง ผ่านการลดปริมาณสาร PAHs โดยลงจากร้อยละ 11  เป็นร้อยละ 8 โดยน้ำหนักเมื่อเทียบกับมาตรฐาน EURO 4 โดยสารดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และนำไปสู่การเกิดมะเร็งในลำดับต่อไป

มาตรฐานน้ำมันดีเซล EURO 1-5

มาตรฐานน้ำมัน PAHs (%w) กำมะถัน (ppm)

EURO 1 N/A N/A
EURO 2 N/A 500
EURO 3 11 350
EURO 4 11 50
EURO 5 8 10
(ที่มา: กรมธุรกิจพลังงาน)


ประชาชนอย่างเราๆ ได้รับผลกระทบอย่างไรจากการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานน้ำมัน EURO 5?

  • ด้านราคาน้ำมัน

การเปลี่ยนผ่านมาตรฐานมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากต้องยกระดับกระบวนการผลิตและกระบวนการกลั่นให้ลดปริมาณกำมะถันในน้ำมัน (Desulfurization) ลงมากกว่ามาตรฐานเก่า อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานได้มีการหารือแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ ไปสู่ EURO 5 ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันและลดภาระค่าน้ำมันที่ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด

นอกจากนี้ ในการเปลี่ยนผ่านจาก EURO 3 เป็น EURO 4 ผู้ประกอบการน้ำมันบางแห่งได้ยกระดับเทคโนโลยีการกลั่นซึ่งสามารถลดปริมาณกำมะถันในน้ำมันได้คุณภาพเกินกว่ามาตรฐาน EURO 4 อยู่แล้ว เมื่อมีการยกระดับมาตรฐานไปสู่มาตรฐาน EURO 5 จึงมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนกระบวนการที่น้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันไม่มากนัก

ยกเว้นผู้ผลิตน้ำมันบางแห่งที่มีกำลังการผลิตน้อย การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานน้ำมันเป็น EURO 5 จึงอาจมาพร้อมกับการลงทุนขนาดใหญ่และต้นทุนการกลั่นที่สูงกว่าผู้ประกอบการในกลุ่มแรก และมีแนวโน้มกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อให้ประเทศสามารถมีกำลังการผลิตน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ได้เพียงพอต่อความต้องการโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานไอเสียเป็น EURO 5 ถูกบังคับใช้เฉพาะรถยนต์ใหม่ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยรถยนต์ที่ผลิตในช่วงดังกล่าวจะต้องรองรับการปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน EURO 5 เช่น การยกระดับมาตรฐานการปล่อยไอเสียให้สะอาดขึ้น โดยการติดตั้งไส้กรองที่สามารถกรองไอเสีย (Diesel Particulate Filters) ให้ปลดปล่อยตามมาตรฐาน EURO 5 ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตที่มากขึ้น 

ในภาพรวม ผู้ผลิตรถยนต์ของไทยมีความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาตรฐาน EURO 5 เป็นอย่างดี เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลียและประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน EURO 5 เป็นหลัก เพียงแต่ในช่วงก่อนหน้านี้ยังไม่มีการบังคับให้นำรถยนต์มาตรฐาน EURO 5 มาใช้ภายในประเทศ เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติของน้ำมันที่มีค่ากำมะถันต่ำควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ลดปริมาณมลพิษสูงสุด ผู้ผลิตบางรายจึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานและใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นความแตกต่างด้านราคารถยนต์อย่างชัดเจน แต่ในระยะต่อๆ ไป รถยนต์ที่ถูกผลิตภายใต้มาตรฐาน EURO 5 มีแนวโน้มที่จะมีราคาที่สูงขึ้นจากส่วนประกอบต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา

อะไรคือสิ่งที่ได้จากการยกระดับไปสู่มาตรฐานน้ำมัน EURO 5?

ในภาพรวม แม้การเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐาน EURO 5 จะเพิ่มต้นทุนการกลั่นน้ำมันและการผลิตรถยนต์โดยตรง แต่การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวก็มีส่วนช่วยในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ สำหรับผู้บริโภคที่ยังใช้รถยนต์คันเก่าที่มาตรฐานไอเสียก่อน EURO 5 ซึ่งไม่มีไส้กรองไอเสีย (Diesel Particulate Filters) ยังคงสามารถใช้รถยนต์คันเก่าร่วมกับการใช้น้ำมัน EURO 5 เพื่อลด PM2.5 ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นการลดปริมาณสารกำมะถันในน้ำมันโดยตรงซี่งมีส่วนทำให้เกิด PM2.5 ลดลง 

“ไม่ใช่ว่าหลัง 1 ม.ค. 2567 จะไม่เห็น PM2.5 บนท้องฟ้าแล้ว เพราะปัญหา PM2.5 ไม่ใช่ One-to-One Effect จากการใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว”

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเป็นน้ำมัน EURO 5 จะมีส่วนช่วยในการลดปริมาณ PM2.5 ลงได้ แต่ก็เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการเกิด PM2.5 ไม่ได้มาจากการใช้รถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ไฟป่า/ไฟในที่โล่ง การก่อสร้าง การเกษตร อุตสาหกรรม หรือมลพิษข้ามพรมแดน รวมไปถึงสภาพอากาศในขณะนั้นด้วยที่อาจอยู่ใต้สภาวะความกดอากาศสูงและอุณหภูมิต่ำ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของ PM2.5 ได้ง่าย

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานน้ำมัน EURO 5 เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจดำเนินการได้ตามลำพัง โดยต้องดำเนินการไปพร้อมกับการบูรณาการของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป 

การเริ่มต้นในก้าวแรกนี้ แม้จะไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังในทันที แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ฉายให้เห็นชัดขึ้นในอนาคตต่อไป

มาตรฐานน้ำมัน EURO 5: ความจำเป็นที่มาพร้อมกับต้นทุน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

Volvo FM Low Entry รถบรรทุกไฟฟ้า 100% ที่เปิตตัวเป็นรุ่นแรกของ Volvo Trucks ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่วิ่งได้ไกล 200 กม. ต่อการชาร์จ ซึ่งนี่ถือเป็นรถที่น่าจับตามองเพราะเป็นรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่นที่ 8 ของวอลโว่แล้ว

Volvo FM Low Entry รถบรรทุกไฟฟ้า 100% รุ่นที่ 8 ของวอลโว่ ซึ่งรถรุ่นนี้ไม่ได้เน้นการขับขี่ระยะทางไกล เพราะพัฒนาและปรับมาเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานในเมือง แม้จะเป็นรถบรรทุกไฟฟ้าแต่รถรุ่นนี้ก็สามารถบรรทุกหนักได้ ซึ่งในอนาคตทางวอลโว่หวังว่าจะลดการใช้น้ำมันดีเซลและช่วยลดมลพิษภายในเมืองได้เป็นอย่างดี

Credit : Volvo

Volvo FM รุ่น Low Entry ได้ถูกออกแบบและพัฒนามาให้เหมาะกับงานหลากหลาย เช่น การจัดการของเสียหรือขยะ , การจัดส่งสินค้า, การก่อสร้าง ซึ่งรองรับน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 19-32 ตัน 

Credit : maakindustrie

รถบรรทุกไฟฟ้าคันนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบาย เน้นใช้ในเมืองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ห้องคนขับที่กว้างเป็นพิเศษ ถูกปรับให้ต่ำลงและเลื่อนไปด้านหน้า ช่วยให้เข้าออกรถบรรทุกได้ง่ายกว่ารถบรรทุกทั่วไป 

Volvo FM Low Entry มาพร้อมสเปคแบตเตอรี่ขนาด 360kWh จำนวน 4 แพ็ค พร้อมพละกำลัง 531 แรงม้า จะทำให้รถบรรทุกไฟฟ้าคันนี้วิ่งได้ไกล 200 กม./ชาร์จ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่, น้ำหนักบรรทุก​และสภาพท้องถนนด้วย Volvo FM คันนี้ยังสามารถชาร์จเต็มใน 8.5 ชม. ด้วย AC (43 kW) และชาร์จเต็มใน 1.5 ชม. ด้วย DC (250kW)

ขณะนี้ Volvo FM Low Entry เริ่มต้นผลิตและจำหน่ายก่อนในยุโรปและตุรกี รวมถึงเกาหลีใต้ ซึ่งจะกำหนดวันผลิตภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ซึ่งนี่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมของรถบรรทุกทั่วโลก เนื่องจากวอลโว่อาจจะทำการตลาดในหลากหลายประเทศทั่วโลก และประเทศไทยคงยังต้องรอลุ้นอีกครั้งว่าจะมีโอกาสได้เห็น Volvo FM ในประเทศไทยหรือไม่

ที่มา : Volvo

Source : Spring News

คาร์บอนเครดิตเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งการซื้อขายต่างๆ เพื่อนำมาชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยไป แต่การทำคาร์บอนเครดิตนั้นยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน อย่างงบประมาณในการประเมินที่สูงซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก หากการช่วยเหลือจากภาคต่างๆ จะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า  โครงการ BAAC Carbon Credit  เป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ การครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก  การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจาก อบก. เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าว ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน  และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยนำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น 

ซึ่งจำนวนคาร์บอนเครดิต 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ซื้อและขายกึ่ง CSR (ความรับผิดชอบทางสังคมเชิงบรรษัท)  ในราคาตันละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลก  โดยคิดเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ 842,100 บาท โครงการนี้ช่วยสร้างรายได้กลับคืนผู้ปลูกต้นไม้แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะมาดูดซับปริมาณคาร์บอน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทย สามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้

ต้นไม้

ทั้งนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกร “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้ จนปัจจุบันมีชุมชนธนาคารต้นไม้ 6,814 ชุมชน มีสมาชิก 124,071 คน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนในโครงการกว่า 12.4 ล้านต้น มูลค่าต้นไม้กว่า 43,000 ล้านบาท และการยกระดับไปสู่ชุมชนไม้มีค่า มีการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน และนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้

ในปัจจุบัน ธ.ก.ส. สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้/ป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. จึงได้ร่วมกับชุมชนธนาคารต้นไม้ดำเนินโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อเดินหน้าแนวทางการส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ ด้านหลักการคิดคำนวณต้นไม้ 1 ต้น สร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี    

ซึ่งพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน บนอัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70/30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อย่าง ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น 30% ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ 70% ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี 

หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี โดยปัจจุบันมีชุมชนที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ LESS จาก อบก. แล้ว 84 ชุมชน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บได้กว่า 2.7 ล้านตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ในการกักเก็บคาร์บอนแล้ว จำนวนกว่า 3.8 ล้านบาท

ต้นไม้

และยังขยายผลการสร้างคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไปยังชุมชนที่เข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้ โดยสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มในที่ดินของตนเองและชุมชน ปีละประมาณ 108,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะนำมาซื้อ – ขายได้กว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายใน 5 ปี การส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะกล้าไม้ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ  

การทำนาเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การลดพื้นที่การเผาตอซังข้าว อ้อย และข้าวโพด เพื่อลด PM 2.5 การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลน การนำผลิตผลจากต้นไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ให้กับชุมชนทั้งทางตรง และทางอ้อม อย่าง การนำวัตถุดิบจากไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ ปลูกสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 

 โครงการ BAAC Carbon Credit

สำหรับโครงการ BAAC Carbon Credit เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ ซึ่งนอกจากหน่วยงานจะได้รับประโยชน์ในด้านธุรกิจ ที่มีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุน และให้กำลังใจชุมชนในการดูแล และปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการปกป้องโดยคนในชุมชน สะท้อนถึงความเข้มแข็งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งโลกอีกด้วย และสำหรับหน่วยงานที่สนใจในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ และสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งให้กับชุมชน และมีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นทั้งปัจจุบัน และอนาคต  

Source : กรุงเทพธุรกิจ