จริงหรือที่ว่า…วัยรุ่น Gen Z เสพติดฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด แม้ปากจะบอกว่ารักษ์โลก หรือใส่ใจสิ่งแวดล้อมก็ตาม สปริงชวนติดตามเรื่องราวนี้ พร้อมดูผลกระทบของฟาสต์แฟชั่นต่อโลกของเรา

Gen Z คือกลุ่มที่ชอบซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งโดย ThredUp แพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินค้ามือสอง โดย ThredUp ได้ทำการสำรวจกลุ่ม Gen Z ในประเด็นเรื่องการซื้อเสื้อผ้าของพวกเขา

Lottie Lashley วัย 25 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ตอบแบบสอบถาม เปิดเผยว่า ช่วงที่เธอเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย สภาพแวดล้อม สังคม หรือเทรนด์ของในโซเชียล บีบบังคับให้เธอต้องซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นโดยไม่จำเป็น

Lottie บอกว่าเธอใช้เวลายามว่างไปกับการเลือกสรรเสื้อผ้าใหม่ ๆ เพราะเธอรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ไปแล้ว ห้ามใส่ซ้ำ มิเช่นนั้นอาจถูกมองหรือถูกจับสังเกต ทำให้เธอเสียเงินไปกับการซื้อชุดใหม่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน หรือประมาณ 4,416 บาท

Gen Z นิยมซื้อฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด Credit ภาพ Reuters
Gen Z นิยมซื้อฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด Credit ภาพ Reuters

ThredUp สรุปว่า กลุ่มวัยรุ่น Gen Z เป็นกลุ่มคนที่ซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด ขณะเดียวกัน เราอาจจะได้ยินมาบ้างว่าเด็กรุ่นใหม่ หรือวัยรุ่นที่เกิดในยุค 2000s เป็นต้นมานั้นให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

รู้หรือไม่ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอุตฯ การบินเสียอีก
รู้หรือไม่ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอุตฯ การบินเสียอีก

แต่ในยุคที่โลกออนไลน์ยังคงเป็นใหญ่ แถมมีอิทธิพลในเรื่องการสร้างค่านิยม รสนิยม เทรนด์ หรือป้อนความคิดให้กับคนทั่ว ๆ ไปได้ เห็นทีปัญหาฟาสต์แฟชั่นคงจะไม่หมดไปเร็ว ๆ นี้ เวลาเห็นอินฟลูเอนเซอร์สวมชุดสวย คนก็แห่ตามไป cf กันเป็นแถวแล้ว…จริงไหม

ทิ้งท้ายกันไปด้วยผลลัพธ์ของปัญหาฟาสต์แฟชั่น หลายคนอาจเข้าใจว่า…Fast Fashion มันไม่ดี แต่มันไม่ดียังไง สปริงรวบรวมมาให้เป็นข้อ ๆ เอาให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย

    • อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 8 – 10% มากกว่าอุตฯ การบิน และอุตฯ ขนส่งรวมกัน
    • ฝ้ายที่ใช้ในอุตฯ แฟชั่น ใช้พื้นที่เพาะปลูกราว 2.5% ของโลก
    • กระบวนการผลิตเสื้อผ้าใช้สารเคมี 43 ล้านตันต่อปี
    • อุตฯ แฟชั่นใช้น้ำเยอะมาก เช่น เสื้อ 1 ตัวใช้น้ำ 2,700 ลิตร กางเกงยีนส์ 1 ตัวใช้น้ำ 10,000 ลิตร

    ที่มา: New York Post

    Source : Spring News

    “บีโอไอ” ชี้บิ๊กเทคต่างชาติร้องหาไฟสะอาด 100% “รัฐบาล” เร่งเคาะราคา เดินหน้าโครงการ UGT1-2 ด้าน “กฟผ.” เร่งร่างสัญญาซื้อขายไฟสะอาดให้ “อัยการสูงสุด” ตรวจ คาดในช่วง 2-3 เดือนนี้ได้ฤกษ์ซื้อขายไฟสะอาด UGT1 ราคาเฉลี่ย 4.5 บาทต่อหน่วย  

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า กลไกในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญคือ ขณะนี้กระทรวงพลังงาน ร่วมกับสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) 

    ทั้งนี้จะเป็นเป็นอาวุธใหม่ให้กับประเทศไทยในการดึงการลงทุน โดยบริษัทชั้นนำที่หารือกับรัฐบาล ต่างมีคำถามว่าประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเพียงพอหรือไม่ และต้องเป็นพลังงานสะอาด 100%

    รวมทั้งบริษัทชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส, กูเกิล และไมโครซอฟท์ ต่างต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% ที่ไม่ใช่แค่จากบริษัทที่ได้รับการการันตีเท่านั้น แต่ต้องสามารถยืนยันแหล่งที่มาของพลังงานได้ และต้องเป็นพลังงานใหม่เท่านั้น จึงเป็นที่มาของ UGT ที่รัฐบาลได้เร่งดำเนินการ

    อย่างไรก็ตาม UGT1 จะเป็นกลไกที่ค้างอยู่ในปัจจุบัน โดยจะไม่เจาะจงแหล่งที่มา แต่ UGT 2 จะเป็นอาวุธใหม่ในการดึงการลงทุนจากบริษัทชั้นนำ เป็นกลไกที่จะสามารถระบุผู้ผลิตได้ เป็นแหล่งใหม่ของพลังงานหมุนเวียน 

    สำหรับกลไกนี้อยู่ในช่วงเตรียมการประกาศราคา โดยราคาที่ประชาพิจารณ์ไปแล้วคือ 4.55 บาทต่อหน่วย ซึ่งเอกชนต่างบอกว่ายังสูงเกินไป ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างพิจารณา โดยคาดว่าจะพร้อมใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า สำนักงาน กกพ. เดินหน้าในเรื่องของไฟสะอาดเพื่อกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว UGT ซึ่งผู้ผลิตที่เลือกใช้ไฟฟ้าสีเขียวจะได้ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC

    ขณะนี้ค่าไฟฟ้าสีเขียวสำหรับผู้ซื้อที่ไม่เจาะจงโรงไฟฟ้า (UGT1) นั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ในขั้นตอนการเตรียมประกาศรับซื้อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่างตัวสัญญาซื้อขายไฟใหม่ให้แล้วเสร็จเพื่อส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสัญญาให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีการเปิดรับซื้อ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

    ส่วนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ซื้อที่เจาะจงโรงไฟฟ้า (UGT2) กฟผ. อยู่ระหว่างปรับแรงดัน เพราะจะต้องมีการแยกแรงดันเดิมทีใช้แรงดันเดียวรวมกันหมด ดังนั้น เมื่อแยกแรงดันเสร็จต้องส่งมาให้กกพ.เห็นชอบอีกครั้ง เพื่อทำสัญญาซื้อขายใหม่ตามขั้นตอนเดียวกับ UGT1

    สำหรับราคาซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากแยกแรงดันเสร็จราคาอาจจะขึ้นหรือลงก็ได้ขึ้นอยู่กับแรงดันที่แยก ยิ่งแรงดันสูงอาจจะถูกกว่าแรงดันต่ำ ดังนั้น จะต้องรอดูการแยกแรงดันของกฟผ. อีกครั้ง

    รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า สำหรับแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียว UGT 2 คือ กลุ่มโรงไฟฟ้าใน “โครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565” 

    ทั้งนี้โดยผู้มีสิทธิ์ซื้อไฟฟ้า คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 4, 5 หรือ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยสัญญาซื้อไฟฟ้ามีอายุ 10 ปี ซึ่งการซื้อไฟฟ้าสีเขียวดังกล่าวผู้ซื้อจะได้รับใบรับรอง REC ที่ออกโดยการไฟฟ้าที่ลูกค้าไปซื้อด้วย

    ปัจจุบัน กกพ. ได้เตรียมความพร้อมในการจัดหาไฟฟ้าสีเขียว UGT2 โดยมีกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับคัดเลือกจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) เข้าสู่ระบบกว่า 4,800 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 และอยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดรับซื้ออีก 3,668.5 เมกะวัตต์

    Source : กรุงเทพธุรกิจ

    รัฐมนตรีพลังงาน สั่งกรมธุรกิจพลังงาน เร่งเอาผิดปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี กรณีเติมน้ำมันกลายเป็นน้ำ หลังผู้เสียหายร้องเรียนพลังงานจังหวัด เล็งเพิกถอนใบอนุญาตเปิดปั๊ม ล่าสุดอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีแล้ว คาดโทษ 2 กระทง จำหน่ายน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน และ น้ำมันไม่ได้คุณภาพ ย้ำผู้ค้าน้ำมันรายอื่นเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนน้ำมันในถังเก็บและระหว่างขนส่ง ป้องกันความเสียหายต่อประชาชน

    จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ร้องเรียนกรณีเติมน้ำมันดีเซล B7 แต่กลายเป็นน้ำ ทำให้รถเกิดความเสียหาย โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2567 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้นำรถกระบะฟอร์ด 4 ประตู เข้าเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่งบริเวณอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1,000 บาท ภายหลังการเติมน้ำมันรถมีอาการสั่นและกระตุก ดับ และมี สัญญาณเตือนขึ้นโชว์ที่หน้าปัดรถ Water in fuel drain filter มีน้ำในถังน้ำมันและท่อกรอง จึงมีการทดสอบกดน้ำมันลงถัง ปรากฎว่ากลายเป็นน้ำไหลลงมาและมีเศษน้ำมันลอยบนน้ำเพียงเล็กน้อย เมื่อนำรถไปซ่อมประเมินราคาค่าเสียหาย 1.2 แสนบาท แต่เจ้าของปั๊มปฏิเสธความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายอื่นๆ รวม 3 คันก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน ตัวเองจึงได้เข้าแจ้งความ พร้อมร้องเรียนไปยังพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี

    ภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า จากกรณีปัญหาการเติมน้ำมันแล้วกลายเป็นน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2567 นั้น ผมและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยกระทรวงพลังงานได้รับทราบเรื่องผ่านทางพลังงานจังหวัดกาญจนบุรีว่าผู้เสียหายได้มาร้องเรียนเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2567 ซึ่งพลังงานจังหวัดและกรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มาเป็นลำดับ

    โดยเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ท่านปลัดกระทรวงพลังงานได้แจ้งให้ผมทราบว่าเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดกาญจนบุรีได้แจ้งความดำเนินคดีกับทางปั๊มน้ำมันต้นเหตุแล้ว เพราะเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และมีคลิปวีดีโอเป็นหลักฐานชัดเจน ส่วนประชาชนที่ได้รับความเสียหายทั้งที่เป็นข่าวและที่ไม่เป็นข่าวก็มีสิทธิแจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชนได้ด้วย เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

    ทั้งนี้ผมได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบว่าจะสามารถเพิกถอนใบอนุญาตเปิดปั๊มน้ำมันแห่งนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็คงต้องแก้ไขกฎหมายกันต่อไปเพราะมีการกระทำความผิดของปั๊มน้ำมันในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบหรือฉ้อโกงประชาชนมาหลายครั้งแล้ว

    “ขอให้มั่นใจว่าผมและกระทรวงพลังงานจะไม่ยอมให้ประชาชนถูกเอาเปรียบหรือถูกโกงแบบนี้อย่างเด็ดขาดครับ”

    ล่าสุด นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า จากกรณีการเติมน้ำมันแล้วกลายเป็นน้ำในพื้นที่ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บตัวอย่างน้ำมันมาตรวจสอบคุณภาพ และแจ้งความดำเนินคดีกับปั๊มน้ำมันดังกล่าวในความผิดฐานการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีประกาศกำหนด ตามข้อกฎหมายด้านคุณภาพและความปลอดภัย ที่หากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีโทษตามมาตรา 48 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีปริมาณเกิน 200 ลิตร จะเข้าข่ายเป็นการปลอมปนน้ำมันมีโทษตามมาตรา 49 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ทั้งนี้กรมฯ ได้กำชับผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ให้ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีน้ำปนในน้ำมัน โดยการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การปนเปื้อนของน้ำระหว่างขั้นตอนการขนส่งหรือจัดเก็บ และการรั่วไหลของน้ำเข้าไปในถังน้ำมัน ทั้งนี้ ผู้ค้าน้ำมันจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำมันในถังเก็บน้ำมันให้เหมาะสม ตรวจวัดน้ำก่อนการรับน้ำมันจากรถขนส่ง และตรวจวัดปริมาณน้ำในถังเก็บน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สินของประชาชน

    Source : Energy News Center

    Google Maps เริ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ในออสเตรเลีย โดยแสดงเส้นทางประหยัดน้ำมันมากที่สุด และแนะนำให้ผู้ใช้งานทดลองใช้ทางเลือกการเดินทางแบบอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    เมื่อเร็วๆ นี้ Google Maps แอพแผนที่การเดินทางระดับโลก เริ่มแนะนำผู้ใช้ในซิดนีย์และเมลเบิร์น ในประเทศออสเตรเลีย เกี่ยวกับการขนส่งสาธารณะ หรือทางเลือกในการเดินเท้านอกเหนือจากแผนการขับรถของพวกเขา โดยแนะนำอย่างสุภาพให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือเดินไปยังจุดหมายปลายทางของตน ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริการนี้ในเมืองใหญ่ทั่วโลกต่อไป

    Google Maps ได้ประกาศเปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวในวันที่ 22 เมษายน เพื่อเฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก เพื่อสนับสนุนการปกป้องสิ่งแวดล้อม แม้ว่าผู้ใช้งานบางส่วนจะไม่สามารถใช้งานได้ทันทีหรือในทุกพื้นที่ก็ตาม

    ผู้ใช้แอปที่ยังคงตั้งใจจะขับรถไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นเส้นทางที่ประหยัดน้ำมันที่สุด ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถค้นหาสถานีชาร์จในบริเวณใกล้เคียงได้

    แอนดรูว์ ฟอสเตอร์ ผู้อำนวยการของ Google Maps กล่าวว่าเครื่องมือต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาในแอปนำทางของบริษัท ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ตัดสินใจเลือกการเดินทางที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเส้นทางประหยัดน้ำมันซึ่งจะแสดงในแอป จะใช้ AI เพื่อระบุเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าในการเดินทางก็ตาม

    โดยผู้ใช้ Google Maps จะสามารถระบุได้ว่าพวกเขากำลังขับขี่ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเบนซิน ไฮบริด ดีเซล หรือไฟฟ้า เพื่อช่วยกำหนดเส้นทางที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด

    Google Maps แนะเส้นทางประหยัดน้ำมัน และทางเลือกการเดินทางรักษ์โลก

      ผู้ใช้ในซิดนีย์และเมลเบิร์น ออสเตรเลีย บางส่วนจะได้รับแจ้งคำแนะนำให้เดินทางด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  โดยจะเป็นคำแนะนำเกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะหรือทางเลือกในการเดินเท้า หากเวลาเดินทางใกล้เคียงกันหรือดีกว่า

      “ฟีเจอร์นี้กระตุ้นให้ผู้คนพิจารณาทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” ฟอสเตอร์กล่าว “มันเป็นความร่วมมืออันยาวนานของเรากับหน่วยงานขนส่งในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการขนส่งสาธารณะและให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์”

      คาดว่า ฟีเจอร์ใหม่นี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสองเมืองที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะรวมถึงการแสดงสถานที่ตั้งของสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการเปิดตัวทั่วโลกในปีนี้ ซึ่งจะปรากฏในรถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ Google ในตัวเป็นครั้งแรก

      ที่มา

      Source : Spring News

      พลังงานสะอาดมาแรง แซงทางโค้งไปทั่วโลก ล่าสุดเยอรมนีกำลังฮิตติดโซลาร์เซลล์ไว้ที่ระเบียงบ้าน รัฐส่งเสริมแจกเงินช่วยด้วย

      ปัจจุบันนี้มีระบบโซลาร์เซลล์แบบเสียบใช้ไฟฟ้ามากกว่า 4 แสนตัวติดตั้งในเยอรมนี โดยชาวเยอรมันส่วนใหญ่มักจะติดตั้งพวกมันเอาไว้ที่ระเบียงบ้าน ซึ่งตัวเลขล่าสุดเผยให้เห็นว่า เฉพาะในช่วงสามเดือนแรกของปี 2024 ก็มีระบบโซลาร์เซลล์ติดตั้งใหม่อย่างน้อย 50,000 ตัวแล้ว แสดงให้เห็นว่าเวลานี้ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เอาไว้ใช้ในบ้านเรือนบูมขนาดไหน

      กระแสการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในยุโรปเวลานี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าไฟ แต่มันยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่พลังงานสะอาด โดยระยะหลังๆมานี้ในยุโรปจะพบเห็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์เอาไว้ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งมอเตอร์เวย์ ลานจอดรถ หลังคารถ และแม้แต่หลุมฝั่งศพ เพื่อเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์

        สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไว้ที่ระเบียง ก็จะแตกต่างจากการติดตั้งไว้บนหลังคาบ้าน โดยระบบที่ติดตั้งไว้ที่ระเบียงจะเล็กกว่า พวกมันจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงแค่ราว 10 เปอร์เซ็นต์ของการติดตั้งไว้บนหลังคา แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความนิยมในเวลานี้ มีการคาดการณ์ว่า เยอรมนีน่าจะมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ระเบียงบ้านจนสามารถผลิตไฟฟ้าได้รวมๆกันถึง 200 เมกะวัตต์

        แต่ถึงแม้จะได้ไฟฟ้าน้อยกว่า แต่การติดตั้งไว้ที่ระเบียงก็ง่ายกว่า สามารถสั่งซื้ออุปกรณ์ออนไลน์ และไม่จำเป็นต้องใช้ช่างไฟมาช่วยติดให้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายจึงน้อยกว่า

        เยอรมนีนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆของโลกที่ลงทุนให้กับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์อย่างมาก และตอนนี้ เยอรมนีก็กลายมาเป็นประเทศที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้มากที่สุดในยุโรป

        ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปี 2000 รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคา และมีการออกมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการ Feed-in Tariffs ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังมีการมอบเงินสนับสนุนให้ในระดับภูมิภาคด้วย และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปัจจุบันนี้ รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย มีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบเสียบเข้ากับไฟบ้านมากกว่า 80,000 ตัว ตามมาด้วยรัฐบาวาเรีย ซึ่งมีมากกว่า 60,000 ตัว

        ด้านสหภาพยุโรปประกาศว่า ชาติสมาชิกสามารถให้การช่วยเหลือการติดตั้งโซลาร์เซลล์เอาไว้ที่ระเบียงบ้านแบบเยอรมนีได้ แต่ว่าก็ไม่ใช่กฎระเบียบที่จริงจัง ดังนั้น หลายประเทศจึงไม่ได้มีมาตรการเรื่องโซลาร์เซลล์เหมือนเยอรมนี

        ขณะเดียวกันในเบลเยียม มีการสั่งห้ามใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์แบบเสียบเข้ากับไฟบ้าน เพราะเกรงว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายจากระบบที่ไม่ได้ระบการลงทะเบียน

        ที่มา : https://www.euronews.com/green/2024/04/21/solar-balconies-are-booming-in-germany-heres-what-you-need-to-know-about-the-popular-home-

        Source : Spring News