ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤติภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เลือกพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเล ภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวว่าประเทศไทยอาจมีโครงสร้างพื้นฐาน CCS Hub ที่สามารถเริ่มเดินระบบได้ราวปี 2577

ท่ามกลางความคาดหวังดังกล่าว “ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า การลงทุนต้องคุ้มค่า เทคโนโลยีต้องเหมาะสม และรัฐบาลต้องเร่งปรับตัวรับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยี CCS และ CCU (Carbon Capture and Utilization) ถูกยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และปูนซีเมนต์ ซึ่งลดการปล่อยได้ยากด้วยวิธีทั่วไป

อย่างไรก็ตาม “ดร.วิจารย์” เตือนว่า แม้ CCS จะเป็นเทคโนโลยีจำเป็นในเส้นทางสู่ Net Zero แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้นทุนการลงทุนสูงมาก ทั้งค่าเทคโนโลยี การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานการกักเก็บใต้ดิน

“ถ้าเป็นการลงทุนของภาคเอกชนก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากใช้งบประมาณของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ต้องคิดให้รอบด้าน เพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐบาลควรเร่งติดตามแนวโน้มเทคโนโลยี CCS ที่มีต้นทุนลดลงในอนาคต และไม่ควรพึ่งพา CCS เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป”

เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน 

“ดร.วิจารย์” ชี้ว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนอีกมาก โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งควรได้รับการผลักดันอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในระดับครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ Waste to Energy หรือการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสองต่อ ทั้งลดปริมาณขยะล้นเมือง และผลิตพลังงานทดแทนในคราวเดียว หากออกแบบระบบให้โปร่งใสและมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

“เราต้องมองพลังงานในภาพรวม ไม่ใช่เลือกเพียงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งแล้วทุ่มสุดตัว โดยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน การจัดการชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบสุขภาพประชาชนทุกปี

การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ผลิตพลังงาน แทนการเผาในที่โล่ง สามารถลดฝุ่นและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ หากมีระบบรับซื้อที่เป็นธรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพียงพอ”

SMR กับโจทย์ความเชื่อมั่นสาธารณะ

อีกเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองคือ SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งหลายประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเป็นพลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

“ดร.วิจารย์” มองว่า หากประเทศไทยจะพิจารณาใช้ SMR จริง จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมวางระบบติดตาม ควบคุม และความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล ที่สำคัญ ไทยต้องเตรียมบุคลากรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ให้พร้อม อาจต้องดึงผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำงานในต่างประเทศกลับมาช่วยวางระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานความปลอดภัยไม่เป็นรองประเทศพัฒนาแล้ว

Mitigation สู่ Adaptation

ประเด็นที่ “ดร.วิจารย์” เน้นย้ำมากที่สุด คือการปรับสมดุลระหว่างการ “ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Mitigation) กับ “การปรับตัว” (Adaptation)

“ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แม้เราจะลดการปล่อยจนเป็นศูนย์ แต่หากประเทศมหาอำนาจยังไม่ลด ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนก็ยังถาโถมใส่ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพอุทกภัยในหาดใหญ่และเชียงรายที่เกิดในฤดูที่ไม่ควรเกิด คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดการณ์”

“ดร.วิจารย์” เสนอว่า รัฐบาลต้องลงทุนในระบบพยากรณ์อากาศที่แม่นยำขึ้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เข้าถึงประชาชน ระบบสั่งการที่มีเอกภาพ การเสริมศักยภาพผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อจะลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในยุคโลกร้อน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“บุญรอดฯ – ปตท. – ไออาร์พีซี” คิดค้นสูตรรีไซเคิลพลาสติก rPET + rHDPE คุณสมบัติแข็งแรงทนทาน เร่งจดสิทธิบัตร เดินหน้าพัฒนาสู่การใช้งานจริง

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นผลงานของทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกันของทั้ง 3 บริษัทในการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลสูตรผสมระหว่าง rPET จากขวดพลาสติก และ rHDPE จากฝาขวดและลังน้ำ ลังโซดา

จากการทำงานร่วมกันเพื่อนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วมาวิเคราะห์และพัฒนาจนได้เม็ดพลาสติกชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติเหนียวและแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน” เช่น ลังน้ำ ลังโซดาขวดเปลี่ยน หรือภาชนะพลาสติก (Plastic Handling Container) ที่ใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้ยื่นจดสิทธิบัตรเมื่อเดือน ธันวาคม 2568

โดยมี คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คุณประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ คุณเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)     ร่วมแถลงความสำเร็จการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลผสม (rPET และ rHDPE) ต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน 

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า “ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 3 บริษัทฯ ที่ได้นำพลาสติกเหลือใช้ประเภท rPET และ rHDPE มารีไซเคิล ผลสำเร็จของโครงการวิจัยร่วมในครั้งนี้เราได้เม็ดพลาสติกชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแรงกว่าที่เคยมีมาจากการรีไซเคิลพลาสติก ความร่วมมือของ 3 องค์กร สะท้อนให้เห็นแนวคิดการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมารีไซเคิล ไม่ใช่แค่เพียงนำกลับมาใช้ซ้ำเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ แต่เม็ดพลาสติกชนิดใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นจากการรีไซเคิลในครั้งนี้จะถูกนำไปต่อยอดการผลิตอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยคุณสมบัติที่เหนียว แข็งแรงกว่าที่เคยมีมาอย่างเช่น ถังบ่อกรองธนาคารน้ำใต้ดิน ภาชนะพลาสติก และการใช้งานอื่นๆมากขึ้น”

คุณเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี กล่าวว่า  “ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ปตท. และ ไออาร์พีซี ในการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลผสม rPET และ rHDPE ไม่เพียงสะท้อนพลังของการผนึกองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) แต่ยังเป็นการยกระดับวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม”

ไออาร์พีซี  ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบรีไซเคิลจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (Post Consumer Recycled: PCR) ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ (Compound) ที่สามารถแก้ข้อจำกัดของพลาสติกรีไซเคิลแบบผสม ให้มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ความเหนียว และทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าเม็ดพลาสติกรีไซเคิลทั่วไป อีกทั้งยังทนต่อสภาวะแวดล้อม สามารถใช้งานซ้ำได้ในระดับอุตสาหกรรม และรองรับกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล พร้อมช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ไออาร์พีซี ให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาวัสดุแห่งอนาคต และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 

โดยการแถลงความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทั้ง 3 บริษัท ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการผลิต นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หมุนเวียน โดยผลสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาพลาสติกสูตรผสมต่างชนิดกันในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการรีไซเคิลพลาสติกแบบเดิมที่มักจำกัดอยู่เพียงชนิดเดียวกัน ให้สามารถผสมพลาสติกต่างชนิดเข้าด้วยกันได้ นับว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการขยะให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด ปัจจุบันทั้ง 3 บริษัทได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรนวัตกรรมรีไซเคิลสูตรผสม rPET และ rHDPE เพื่อเตรียมขยายการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับคุณสมบัติเด่นของเม็ดพลาสติก และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตต่อไป

Source : Spring News

OR จับมือกลุ่ม เซ็นทรัล เตรียมลงทุนสร้างโรงแรมราคาประหยัดในปั๊ม ประเดิม 6 แห่ง 6 จังหวัดใหญ่  เงินลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยายผู้ใช้บริการในปั๊ม OR ให้ถึง 5 ล้านคนต่อวัน ภายในปี 2573

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า OR เตรียมดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน OR โดยบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) หรือบริษัทในเครือ โดย Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน 

เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างโรงแรม 6 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี อยุธยา และกาญจนบุรี โดยมีจำนวนห้อง 70-80 ห้อง ราคาค่าเข้าพักประมาณ 800-1,000 บาทต่อคืน คาดใช้เงินลงทุน 700 ล้านบาท โดย OR จะลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องประมาณ 346 ล้านบาท อย่างไรก็ตามประมาณปี 2570 ทาง OR  จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งว่าจะเดินหน้าขยายเพิ่มไปทั่วประเทศต่อไปหรือไม่

นอกจากนี้ OR ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้มาใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน OR จาก 3.9 ล้านคนต่อวัน เป็น 5 ล้านคนต่อวัน ภายในปี พ.ศ.  2573  ซึ่งจะช่วยให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ประมาณ 5 พันล้านบาท

โดย OR จะยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) แบ่งเป็นในมิติ Mobility ซึ่ง OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ โดยมีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาในพื้นที่ของผู้บริโภค

ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ OR Ecosystem คือการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดย OR ใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Physical Platform และ Digital Ecosystem ของ OR เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การนำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการที่ตรงความต้องการ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน blueplus+ มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านราย ในปี 2030 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบัน OR มีปั๊มทั้งสิ้น 2,768 แห่ง , มีสถานี EV 1,349 แห่ง ,มีร้านคาเฟ่อเมซอน  5,036 แห่ง และมีร้านจิฟฟี่รวมกับร้าน 7-11 รวม 2,468 แห่ง 

สำหรับธุรกิจในกัมพูชา ปัจจุบันยังคงประคองธุรกิจให้เดินต่อไปได้ แต่ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาว่าจะเดินต่อไปทางไหน  ซึ่งแนวทางต่อจากนี้จะต้องลดต้นทุนลงก่อน หากไม่ได้ผลอาจต้องหาวิธีออกจากการลงทุนในกัมพูชาแบบเจ็บตัวน้อยที่สุดต่อไป

Source : Energy News Center

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย มาตรฐาน Thailand Taxonomy ได้กลายมาเป็นเข็มทิศสำคัญที่เปลี่ยนนิยามของ “อาคารสีเขียว” จากเพียงแค่ภาพลักษณ์ ให้กลายเป็นตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ โดยล่าสุด แสนสิริได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย คว้าสินเชื่อสีเขียวหรือ Green Loan มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อนำร่องพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนตามเกณฑ์สากลอย่างเป็นรูปธรรม

ในการขับเคลื่อนครั้งนี้ มีสองหัวเรือใหญ่ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองทั้งในเชิงกลยุทธ์และการออกแบบ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าเหตุใด Green Loan และ Taxonomy จึงเป็นเรื่องสำคัญต่อทั้งผู้พัฒนาและผู้พักอาศัย

มุมมองเชิงกลยุทธ์ ดอกเบี้ยพิเศษและการส่งต่อคุณค่าสู่ลูกบ้าน

จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์แสนสิริ  กล่าวว่า การได้รับ Green Loan ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางการเงิน แต่คือการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ผู้ซื้อบ้านจะได้รับประโยชน์โดยตรง

“ไม่ได้มอง Green Loan เป็นเพียงการกู้ยืมเงินทุน แต่คือการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้ลูกบ้านได้ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้” สินเชื่อสีเขียวแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Pre-finance สำหรับการก่อสร้าง และ Post-finance สำหรับผู้กู้รายย่อย ต้นทุนทางการเงินที่เราประหยัดได้จากดอกเบี้ยพิเศษ นำมา ‘เทรดออฟ’ หรือบาลานซ์กับต้นทุนวัสดุรักษ์โลกที่ราคาสูงกว่าปกติ เช่น เหล็ก Low Carbon หรือวัสดุรีไซเคิล เพื่อให้ราคาขายยังคงแข่งขันได้

นอกจากนี้ หากโครงการพิสูจน์ได้ว่าประหยัดพลังงานได้ไม่ต่ำกว่า 30% ตามเกณฑ์ธนาคาร ลูกบ้านก็จะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านที่พิเศษกว่าโครงการทั่วไปด้วย ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดทั้งภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในกระเป๋าลูกบ้านลงได้ถึง 25-35% 

มาตรฐานอสังหาฯ เขียว 'Green Loan -Thailand Taxonomy' สู่การวัดผลคาร์บอน ของแสนสิริ

ความโปร่งใสว่า ทุกโครงการต้องผ่านการตรวจสอบจาก Bureau Veritas องค์กรตรวจสอบระดับสากล เพื่อยืนยันค่าการปล่อยคาร์บอนให้ตรงตามมาตรฐานก่อนจะได้รับอนุมัติสินเชื่อ

มุมมองเชิงเทคนิคการออกแบบด้วย “วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” ภายใต้เกณฑ์ Taxonomy

ชัยรัตน์ ธรรมชน Landscape Architecture กล่าวว่า มาตรฐาน Thailand Taxonomy คือ “ไบเบิล” ที่ระบุชัดเจนว่าอาคารประเภทไหนถึงจะเรียกว่าสีเขียว โดยใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Emission Intensity หรือค่าความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี

สำหรับคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มใช้ในปี 2025 เกณฑ์กำหนดว่าต้องปล่อยคาร์บอนไม่เกิน 61 kgCO2e/ตร.ม./ปี ในขณะที่อาคารมาตรฐานทั่วไปในปัจจุบันปล่อยอยู่ที่ประมาณ 80 kgCO2e” เกณฑ์นี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนมุ่งสู่ 0 ในปี 2050

มาตรฐานอสังหาฯ เขียว 'Green Loan -Thailand Taxonomy' สู่การวัดผลคาร์บอน ของแสนสิริ

ความท้าทายของนักออกแบบคือการใช้ Nature-Based Solution มาแก้โจทย์เหล่านี้มากกว่าการพึ่งพาเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เริ่มจากการเลือกแอร์เบอร์ 5 แต่ เริ่มจากการวิเคราะห์แดด ลม และบริบทของที่ดินในแต่ละพื้นที่ เพื่อวางตัวอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยตัวอย่างการประยุกต์ใช้ใน  โครงการนำร่อง อย่าง Via Horm (นางลิ้นจี่) , The Standard Residences Hua Hin และ The Standard Residences Pattaya

เป้าหมายคือการพิสูจน์ว่าอาคารที่ประหยัดพลังงานสามารถสวยงามและมีเอกลักษณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกที่ดูแข็งกระด้างเสมอไป

การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสีเขียวไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวบริษัท แต่อาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและซัพพลายเออร์จำนวนมาก ความท้าทายในการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายเล็กว่า “บางรายอาจกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตวัสดุรีไซเคิลที่แพงกว่าตลาด จึงต้องเข้าไปซัพพอร์ตและให้ความมั่นใจเรื่องปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียวไปพร้อมกับเราได้

การขยับตัวของแสนสิริในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการขอสินเชื่อ แต่เป็นการเซตมาตรฐานใหม่ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความรับผิดชอบต่อโลก” และ “ผลตอบแทนทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างสมบูรณ์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

Rooftop Agrivoltaics” (RAV) เป็นเทคนิคที่นำแผงโซลาร์มาติดตั้งเหนือพื้นที่ปลูกพืชบนดาดฟ้า เพื่อใช้พื้นที่จำกัดในเขตเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถผลิตพลังงานสะอาดและอาหารสดใหม่ไปพร้อมกัน

ระบบ RAV เป็นสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างพืชและเทคโนโลยี โดยแผงโซลาร์เซลล์จะช่วยกรองแสงอาทิตย์ที่รุนแรง พร้อมรักษาระดับความร้อนไม่ให้อันตรายต่อพืชมากเกินไป ในขณะที่พืชจะทำหน้าที่คายน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิรอบแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้แผงโซลาร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5-8%

ปัจจุบันเมืองใหญ่ทั่วโลกเผชิญกับ “ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง” (Urban Heat Island Effect) ซึ่งเกิดจากคอนกรีตและยางมะตอยสะสมความร้อนไว้ในตอนกลางวัน ดังนั้นการสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนดาดฟ้าที่มีสวนสีเขียวควบคู่กัน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดอุณหภูมิอาคารโดยธรรมชาติ ช่วยลดความจำเป็นในการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศ และลดมลพิษจากพลังงานสกปรก

นอกจากนี้ ปัจจุบันประชากรกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ทั้งโลกยังปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่า 11% ระบบ RAV จึงตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีวิตของคนเมือง

นิโคลัส กัลลี นักวิจัยด้านเกษตรในเมืองจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิลาน กล่าวว่า “ระบบ RAV ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกผักในเมืองเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน นที่ทุกตารางเมตรบนดาดฟ้าควรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับทุกคนในสังคมได้มากขึ้น”

‘Rooftop Agrivoltaics’ ทำสวน-ติดโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้า ได้ทั้งพลังงานสะอาด-อาหารพร้อทกัน

จากการศึกษาของกัลลี ที่จำลองการเปลี่ยนแปลงในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล พบว่า การเปลี่ยนพื้นที่ว่างเพียงไม่กี่เอเคอร์ให้เป็นสวนเกษตรควบคู่กับติดแผงโซลาร์ สามารถผลิตอาหารเพื่อสุขภาพให้กับผู้คนได้มากกว่า 600 คน แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรที่ดินในเมืองที่มีจำกัดและมีมูลค่าสูงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านอาหารและพลังงานสามารถช่วยชีวิตคนได้มาก

นอกจากนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตทพบว่า สวนบนดาดฟ้าที่ได้รับร่มเงาบางส่วนมักจะต้องการน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพืชที่ปลูกกลางแจ้ง เนื่องจากอัตราการระเหยของน้ำลดลง

เจนนิเฟอร์ บูสเซลอต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพืชสวนจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตท ระบุว่าระบบ RAV ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในอนาคต เนื่องจากมีประโยชน์ครอบคลุมทั้งการลดการใช้น้ำ การผลิตพลังงานสะอาด การเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในระดับท้องถิ่น และการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

นักวิจัยยังคงพัฒนานวัตกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์จำลองอาคารที่ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เหนือสวนมะเขือเทศ เพื่อผลิตไฮโดรเจนผ่านเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ไฮโดรเจนและใช้งานกับหน้าต่างอัจฉริยะ ที่สามารถปรับความเข้มของแสงและอุณหภูมิได้อัตโนมัติผ่านปฏิกิริยากับก๊าซไฮโดรเจน

อาริตรา โกช นักวิจัยจากทีมศึกษาดังกล่าวอธิบายว่า งานวิจัยนี้เสนอแนวคิดใหม่ในการเปลี่ยนอาคารให้กลายเป็น “ศูนย์พลังงานอเนกประสงค์” แม้พื้นที่ดาดฟ้าอาจจะผลิตไฮโดรเจนในปริมาณจำกัด แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การบูรณาการระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นต้นแบบที่มีความยืดหยุ่นสำหรับระบบพลังงานในเขตเมืองแห่งอนาคต

‘Rooftop Agrivoltaics’ ทำสวน-ติดโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้า ได้ทั้งพลังงานสะอาด-อาหารพร้อทกัน

แผงโซลาร์เซลล์แบบสองหน้า (Bifacial Solar Panel)  ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในระบบนี้ โดยผลการจำลองในอังกฤษพบว่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 7,919 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ให้ผลผลิตมะเขือเทศที่คงที่ประมาณ 0.31 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แสดงว่าสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานและอาหารได้พร้อมกัน โดยไม่เสียประสิทธิภาพด้านใดด้านหนึ่งไป

อย่างไรก็ตาม ระบบ RAV ยังคงมีปัญหาที่ต้องแก้ โดยเฉพาะปัญหาร่มเงาของแผงโซลาร์เซลล์ที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อพืชบางชนิดที่ต้องการแสงสูง เกิดอาการ Etiolation ภาวะที่พืชมีลักษณะลำต้นยืดยาว ผอมบาง ซีดเหลือง และอ่อนแอ ส่งผลให้การออกดอกและติดผลล่าช้ากว่าปรกติประมาณสองสัปดาห์ รวมถึงปริมาณดอกที่ลดลงอย่างชัดเจนหากได้รับแสงไม่เพียงพอ

เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องร่มเงาที่มากเกินไป นักวิจัยได้เริ่มทดสอบการใช้แผงโซลาร์เซลล์แบบกึ่งโปร่งแสงที่ผลิตจากแคดเมียมเทลลูไรด์ (CdTe) ซึ่งสามารถปรับระดับความโปร่งแสงได้ตามต้องการ ยอมให้แสงบางส่วนส่องผ่านลงไปยังพืชด้านล่างได้ คล้ายกับการสวมแว่นกันแดดให้กับพืช ทำให้พืชยังคงได้รับแสงในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ในขณะที่ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้

ทั้งนี้ จำเป็นต้องเลือกพืชที่ปลูกให้มีความเหมาะสม โดยพืชประเภทผักใบเขียว ถั่ว และพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น หญ้าฝรั่น มักจะเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของแผงโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังสามารถเติบโตและเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นหลายเดือน 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการติดตั้งระบบ RAV จำเป็นต้องพิจารณาถึงความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาที่ต้องรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากแผงโซลาร์ พืช และชั้นดินที่มีความลึก นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องค่าประกันภัยที่อาจเพิ่มขึ้น และการจัดการระบบระบายน้ำเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อตัวอาคารในระยะยาว

แม้จะมีต้นทุนสูงและความซับซ้อนในการติดตั้ง แต่ระบบการเกษตรควบคู่กับโซลาร์บนดาดฟ้าก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ยังมีรายได้จากการขายผลผลิตอีกด้วย

มีหลายประเทศที่ใช้ระบบ RAV แล้ว อย่างเช่น ในฝรั่งเศสที่พบว่าผลผลิตผักกาดหอมเพิ่มขึ้น 15% ภายใต้ร่มเงาแผงโซลาร์ หรือในญี่ปุ่นที่ใช้แผงโซลาร์แบบสองหน้าช่วยให้พืชสมุนไพรและผักใบเขียวเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับการทำฟาร์มบนดาดฟ้าทั่วไปที่ไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ช่วยป้องกันแดด

ในอนาคต ระบบนี้อาจจะพัฒนาต่อเป็นสู่การทำเกษตรแบบไฮโดรโปนิกส์ควบคู่กับแผงโซลาร์เซลล์ หรือที่เรียกว่า “Hydroponic RAV” ซึ่งจะใช้สารละลายธาตุอาหารแทนดินเพื่อลดน้ำหนักของโครงสร้าง และรวมเอาแผงโซลาร์และถังสารอาหารไว้ในโมดูลเดียวกัน ซึ่งถังน้ำนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพื่อยึดระบบทั้งหมดไว้กับดาดฟ้าโดยไม่ต้องเจาะหลังคาอาคาร


ที่มา: Happy Eco NewsLiving Architecture MonitorThe Cool DownPV Magazine
Source : กรุงเทพธุรกิจ