“รมว.อรรถพล” ชวนติดโซลาร์รูฟท็อป ลดภาษีได้ 2 แสนบาท เซฟค่าไฟระยะยาว ช่วยชาติลดนำเข้าพลังงาน รับมือวิกฤตสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากมีประกาศราชกิจจานุเบกษาประกาศบังคับใช้มาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นทางการ ประชาชนผู้สนใจติดโซลาร์รูฟท็อป สามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ทันที ซึ่งการติดโซลาร์รูฟท็อป ติดแล้วได้กำไรถึง 3 ต่อ โดยต่อที่ 1 ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้แล้ว  ต่อที่ 2 สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท

และต่อที่ 3 ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 15.28 ล้านตันต่อปี โดยมาตรการนี้ จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนในประเทศกว่า 2.4 แสนล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดาที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน สามารถนำค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุด ไม่เกิน 200,000 บาท แต่การติดตั้งต้องเป็นระบบ On-Grid ที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า (กฟน. หรือ กฟภ.) และต้องใช้หลักฐาน ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูป (e-Tax Invoice) เท่านั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571

โดยมาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้ประชาชนติดโซลาร์รูปท็อปเท่านั้น ยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจได้สิทธิเช่นกัน โดยหักรายจ่ายเครื่องจักร/วัสดุประหยัดพลังงานได้ 1.5 เท่า ส่วนสำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) และนิติบุคคล ที่ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สามารถนำเงินลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 1.5 เท่า (เท่ากับได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายจริง) โดยอุปกรณ์ที่ร่วมรายการ ต้องเป็นของใหม่ที่มีมาตรฐานประสิทธิภาพสูง อาทิ ปั๊มความร้อน (Heat Pump) สีทาผนัง หรือกระจกกันความร้อน และเครื่องใช้ไฟฟ้าฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงาน เบอร์ 5 ระดับสูงสุด ทั้งนี้ ต้องไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อนจากมาตรการอื่น (เช่น BOI หรือ EEC) และต้องมีใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice

 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด การออกมาตรการลดภาษีสำหรับติดโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน และมาตรการหักรายจ่ายเครื่องจักร/วัสดุประหยัดพลังงานสำหรับภาคเอกชน ก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่กระทรวงพลังงาน พยายามผลักดักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ช่วยชาติลดการนำเข้าพลังงาน คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมได้มากขึ้น การลดหย่อนภาษีก็จะช่วยจูงใจให้มีการติดตั้ง/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ กระทรวงพลังงานยังคงมุ่งผลักดันมาตรการต่างๆ ให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน นายอรรถพล กล่าว

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำหรับ มาตรการลดหย่อยภาษีสำหรับ Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย โทร 08 1625 8055 , 08 0425 1495 และ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ที่  โทร 02 2259789

Source : Spring News

BYD เปิดตัว Blade Battery 2.0 ทลายข้อจำกัด EV ชูระยะทางขับขี่ทะลุ 1,000 กม. พร้อมชาร์จไฟ 10-97% ใน 9 นาที เตรียมประเดิมใช้ในสปอร์ตหรู Yangwang U7

BYD เปิดตัว Blade Battery 2.0 วิ่งไกลทะลุ 1,000 กม. หลังจากก้าวขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก แซงหน้า Tesla เมื่อปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา BYD ได้เผยโฉมแบตเตอรี่เจเนอเรชันใหม่ Blade Battery 2.0 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดของแบตเตอรี่แบบเดิมๆ โดยมาพร้อมสเปคที่น่าทึ่ง ทั้งระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน CLTC) และสามารถชาร์จได้เร็วเทียบเท่ากับการเติมน้ำมัน

CREDIT : BYD
CREDIT : BYD

จุดเด่นที่สุดของ Blade Battery 2.0 คือระบบชาร์จความเร็วสูง หรือ ‘Flash Charging’ ชาร์จไฟจาก 10% ถึง 70% ภายในเวลาเพียง 5 นาที, ชาร์จไฟจาก 10% ถึง 97% ภายในเวลาเพียง 9 นาที

ยิ่งไปกว่านั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ยังพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพอากาศสุดขั้ว โดยสามารถชาร์จไฟจาก 20% ถึง 97% ได้ใน 12 นาที แม้รถจะถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิติดลบ -30°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเร็วกว่ารถ EV ทั่วไปในสภาวะปกติถึง 30-50%

CREDIT : BYD
CREDIT : BYD

Wang Chuanfu ซีอีโอของ BYD ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกแบบให้ชาร์จไฟไวสูงสุดที่ 97% นั้น เป็นความตั้งใจที่จะเหลือพื้นที่ 3% เอาไว้รองรับระบบเบรกแบบดึงพลังงานกลับ

ด้านความปลอดภัยยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญที่ BYD ไม่มองข้าม แบตเตอรี่รุ่นนี้ผ่านการทดสอบสุดหฤโหด ทั้งการเจาะทะลุด้วยตะปู และการทดสอบแรงกระแทกจากด้านล่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Zheng Yu ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Yangwang เผยว่า สปอร์ตซีดานสุดหรู Yangwang U7 จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้ง Blade Battery 2.0 ขนาด 150 kWh

BYD เปิดตัว Blade Battery วิ่งไกล 1000 กม. ชาร์จเร็วเท่าเติมน้ำมัน

เทคโนโลยีใหม่นี้จะทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มแรงดันไฟฟ้าสูงและระบบจัดการความร้อนที่ได้รับการอัปเกรด เพื่อแก้ปัญหาของรถ EV ส่งผลให้ Yangwang U7 สามารถมอบสมรรถนะขั้นสูงจากมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว พร้อมระยะทางขับขี่ทะลุ 1,006 กิโลเมตร (CLTC) ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากรุ่นแรกที่ทำได้ราว 600 กิโลเมตร

การประกาศครั้งนี้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของ Denza อีกหนึ่งแบรนด์พรีเมียมในเครือ BYD ที่เพิ่งเคลมว่าโมเดล Z9 GT จะก้าวขึ้นเป็น ‘รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในโลก’ ด้วยระยะทางสูงสุดถึง ‘1,036 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว’

ที่มา : electrekcarnewschina
Source : Spring News

พามาดูโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว…ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก ตั้งเป้าขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ

คำถามเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยคิด แต่จริง ๆ แล้ว “ถ่านไฟฉาย” เป็นหนึ่งในขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องจัดการอย่างถูกวิธี เพราะหากทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

วันนี้การจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้วเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อบริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) เดินหน้าผลักดันการรีไซเคิลถ่านไฟฉายตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ และสามารถนำถ่านไฟฉายกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วมากกว่า 700,000 ก้อนในปี 2025

มร.อัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Produce To Reduce” ที่มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบถ่านไฟฉายให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ลดการใช้สารอันตราย เช่น ตะกั่วและแคดเมียม รวมถึงการปรับใช้บรรจุภัณฑ์จากกระดาษเพื่อลดการใช้พลาสติก

อีกก้าวสำคัญคือ โรงงานของพานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ได้รับการรับรองเป็น Carbon-Neutral Factory แห่งแรกในประเทศไทยในปี 2023 สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เปิดโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ปีสำคัญของการดำเนินธุรกิจในไทย โดย มร.ฮิเดะฟูมิ ฟูจิอิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง พานาโซนิค เอเนอร์จี ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท หลังจากเลือกไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1961 และต่อยอดการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต

ปัจจุบันโรงงานในไทยสามารถผลิตถ่านไฟฉายสะสมได้มากกว่า 20,000 ล้านก้อน และส่งออกไปยังมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็น ฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ระดับโลกและศูนย์กลางการขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เปิดโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก

ด้าน มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ความต้องการถ่านไฟฉายในตลาดโลกยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวัน

สำหรับประเทศไทย ตลาดถ่านไฟฉายมีความต้องการประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี และพานาโซนิคยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้ง Traditional Trade และ Modern Trade

ในระยะต่อไป บริษัทตั้งเป้าต่อยอดโมเดลความสำเร็จจากประเทศไทยสู่ประเทศอื่นในอาเซียน พร้อมตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2030

เปิดโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก

จากการเริ่มต้นในไทยเมื่อ 65 ปีก่อน วันนี้บทบาทของประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของธุรกิจแบตเตอรี่พานาโซนิคในระดับโลก พร้อมกับการเดินหน้าธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

Source : Spring News

ประเทศไทยนำโดย TGO เดินหน้าดัน 2 กลยุทธ์ใหญ่ ลดต้นทุนคาร์บอน – ขยายตลาดคาร์บอนเครดิต ชวนทุกภาคส่วนร่วมลดโลกร้อน

ท่ามกลางความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เดินหน้าผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ด้วย 2 กลยุทธ์สำคัญ ที่มุ่งทั้งการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ และการขยายตลาดคาร์บอนเครดิตให้เติบโตมากขึ้น

กลยุทธ์แรกคือ การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนมากขึ้น ผ่านโครงการ T-VER ซึ่งเป็นมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย โดย TGO ได้พัฒนาแคมเปญ “VVB ติดดาว” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและทวนสอบโครงการ จากเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อคน-วัน เหลือไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน-วัน ช่วยลดต้นทุนให้ผู้พัฒนาโครงการได้หลายล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ยังเปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาและการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยลดค่าบริการลงราว 40–60% ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้ ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังสามารถรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก สสว. ได้อีกด้วย

700

ขณะเดียวกัน TGO ยังผลักดัน กลยุทธ์ที่สอง คือการสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทย เพื่อรองรับความต้องการซื้อขายคาร์บอนในอนาคต โดยมีการพัฒนา แอปพลิเคชัน Net Zero Man ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยของตนเองได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่เป็น Carbon Neutral Man แล้ว 1,568 คน และ Net Zero Man 9 คน

ไทยลุย ‘ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย’ การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ TGO ยังร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อยกระดับ คาร์บอนเครดิตให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้จริงในตลาดการเงิน โดยมีแผนพัฒนา Carbon Credit Tokenization นำคาร์บอนเครดิตมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและขยายโอกาสของตลาดคาร์บอนในประเทศไทย

ทั้งนี้ TGO กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินงาน โดยยังคงมุ่งผลักดันการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และสนับสนุนเป้าหมายสำคัญของประเทศในการบรรลุ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

ไทยลุย ‘ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย’ การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก

Source : Spring News

โจทย์ใหม่บริหารประเทศภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่ตึงตัว ย้ำต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบเข้มข้น เตือนภาคธุรกิจประเมิน “Climate Risk” หลังภัยพิบัติสุดขั้วกระทบงบการเงินโดยตรง พร้อมกางยุทธศาสตร์ “3 ดอก” เร่งลงทุนอุตสาหกรรมใหม่-อัปสกิลแรงงาน-แก้กฎหมายล้าหลัง

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) กล่าวในงาน เปิดตัวโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+) จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน โดยระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความท้าทายสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดด้านการขาดดุลการคลังที่หากบริหารจัดการไม่ดีจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ดังนั้น โจทย์การบริหารจากนี้ไปจึงต้องมุ่งเน้นความยั่งยืนใน 4 มิติหลัก คือ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม, ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ, ความยั่งยืนของผู้บริโภค (แก้หนี้ครัวเรือน) และความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อให้ภาครัฐยังมีศักยภาพในการพยุงเศรษฐกิจได้โดยไม่ติดข้อจำกัด

จาก CSR สู่ Core Business

เมื่อความยั่งยืนคือความอยู่รอด นายเบญจรงค์ ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนในไทยมีการเปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญ จากเดิมที่เคยมองว่าเป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่ปัจจุบันได้ถูกฝังเข้าไปในแกนหลักของธุรกิจ (Core Business) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ที่ทุกอุตสาหกรรมทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหมด

นอกจากนี้ องค์กรต้องเริ่มประเมิน “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk) อย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรง (Extreme Weather Events) เช่น ปรากฏการณ์ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) ในหาดใหญ่ หรือแผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อรายการในงบการเงินและมาตรฐานการบัญชีที่เริ่มมีการนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนวณความเสี่ยงทางการเงิน โดยนายเบญจรงค์เตือนว่า แผนรับมือภัยพิบัติเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล เช่น การใช้แผนหนีไฟเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากหากพนักงานไปรวมตัวกันใต้ตึก

กางยุทธศาสตร์ “3 ดอก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นรูปธรรม ภาครัฐมุ่งเน้นการดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่

  1. การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่: เน้นการสร้างอุปสงค์ใหม่ผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยี และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยมีตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญ
  2. การอัปสกิล (Upskill) บุคลากร: ผ่านโครงการ “Skill Bridge” เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ (Demand-driven) ของบริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนทักษะที่นักลงทุนกังวล
  3. การปฏิรูปกฎหมาย: เร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

รุกคืบ “Transition Finance” และมาตรฐาน “Made in Thailand”

ในด้านเครื่องมือทางการเงิน นายเบญจรงค์เน้นย้ำความแตกต่างระหว่าง Green Finance และ Transition Finance โดยระบุว่าไทยต้องเร่งพัฒนา Transition Finance ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปรับตัวของธุรกิจ พร้อมกันนี้ยังมีแผนผลักดัน ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) โดยจะนำร่องร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตและกลไกการซื้อขายที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีเป้าหมายสร้างมาตรฐาน “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” เพื่อสนับสนุนสินค้าสีเขียวที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น แผน Power Development Plan (PDP) ที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียว และการนำระบบ Renewable Energy Certificate มาใช้

เปลี่ยนจาก “ผู้ตาม” เป็น “ผู้นำ” เทคโนโลยีสีเขียว  ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายที่แยกส่วนจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป้าหมายทางเศรษฐกิจต่อจากนี้จะมี “สีเขียว” อยู่เสมอ พร้อมกับเปิดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคเอกชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

“เราต้องการให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ที่วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องกลับมาเป็น ผู้นำในด้านเทคโนโลยีสีเขียว และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกครั้ง”

เบญจรงค์ ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่จะกลายเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน

Source : กรุงเทพธุรกิจ