SLEEK EV ประกาศดีล Series A มูลค่า 270 ล้านบาท จาก KYMCO Capital ดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV Motorcycle แห่งอาเซียน

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังเร่งปรับทิศทางการพัฒนา มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ถูกจับตามอง คือภาคการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่กำลังกลายเป็นทางเลือกใหม่ของสังคมไทย โดยเฉพาะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Motorcycle) ที่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เพราะไม่เพียงช่วยลดมลพิษ ลดเสียง และลดการใช้น้ำมันฟอสซิล แต่ยังตอบโจทย์การเดินทางของคนเมือง และแรงงานโลจิสติกส์ได้อย่างตรงจุด

การเปลี่ยนจากสองล้อเครื่องยนต์สันดาปสู่สองล้อพลังงานไฟฟ้า จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนยานพาหนะ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สะอาด ยั่งยืน และเป็นมิตรกับโลกมากขึ้น ล่าสุดมีความร่วมมือระหว่าง สลีค อีวี สตาร์ทอัพ Deep Tech ไทย จับมือยักษ์ใหญ่ไต้หวัน KYMCO Capital หนุน 270 ล้านบาท  เร่งพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ตั้งมาตรฐานระบบชาร์จ Type-6 และ Battery Swapping Network หวังดันธุรกิจเติบโตระดับภูมิภาค เตรียมเสนอระบบปฏิบัติการเป็น National Standard ก้าวสู่ Hub ของ Electric Motorcycle ในอาเซียน

หนุนไทยสู่ Net Zero!  SLEEK EV จับมือไต้หวัน ดันไทยสู่ฮับ EV Motorcycle อาเซียน

SLEEK EV สตาร์ทอัพมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series A มูลค่า 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 270 ล้านบาท จาก KYMCO Capital บริษัทลงทุนในเครือ KYMCO ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และอันดับ 6 ของโลก เพื่อเร่งขยายธุรกิจและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างสตาร์ทอัพ Deep Tech สัญชาติไทยกับผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดย KYMCO เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมากว่า 60 ปี มียอดขายสะสมกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก และเป็นเจ้าของเทคโนโลยี Battery Swapping System ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบสลับแบตเตอรี่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สำหรับเงินลงทุน จะถูกนำไปใช้ในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีหลัก และขยาย Ecosystem ของ SLEEK EV อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ไปจนถึงแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารและควบคุมการทำงานทั้งหมด เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน โดยบริษัทตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในแง่มูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ภายในปี 2569

หนุนไทยสู่ Net Zero!  SLEEK EV จับมือไต้หวัน ดันไทยสู่ฮับ EV Motorcycle อาเซียน

คุณกันตินันท์ ตันวีนุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สลีค อีวี จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการระดมทุนครั้งนี้ต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันชั้นนำในรอบก่อนหน้า อาทิ ORZON Ventures และ กรุงศรี ฟินโนเวต (Krungsri Finnovate) ในรอบ Pre-Series A ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SLEEK EV ในฐานะแบรนด์ไทย–สิงคโปร์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก โดยปัจจุบัน SLEEK EV ครองตำแหน่ง Top 3 แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่า 10 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) มีเครือข่ายดีลเลอร์กว่า 80 แห่งทั่วประเทศ และเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารายแรกของไทยที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Full-Stack EV Company ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบระบบแบตเตอรี่เฉพาะของ SLEEK EV ไปจนถึงเครือข่ายสถานีชาร์จ S-Charge Network ที่กำลงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือกับ KYMCO Capital ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมุ่งพัฒนามาตรฐานหัวชาร์จ Type-6 Charging Standard สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเตรียมผลักดันให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศ (National Standard) ควบคู่กับการพัฒนา Swapping Network ระบบสลับแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดมาตรฐานสากล เพื่อวางรากฐานให้กลายเป็น Default Battery ของประเทศไทยในอนาคต คุณกันตินันท์ กล่าว

‘เสวี่ย เหวิน ติง’ Managing Partner ของ KYMCO Capital กล่าวว่า KYMCO Capital มุ่งสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยต่อยอดจากประสบการณ์ที่เราได้สร้างในไต้หวันและจีน การลงทุนใน SLEEK EV สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลระบบนิเวศของเราในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือนี้คือก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานเมืองผ่านการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยศักยภาพของ KYMCO ผสานกับโซลูชันของ SLEEK EV เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและภาครัฐให้ก้าวสู่พลังงานไฟฟ้า และมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หนุนไทยสู่ Net Zero!  SLEEK EV จับมือไต้หวัน ดันไทยสู่ฮับ EV Motorcycle อาเซียน

นอกจากนี้ SLEEK EV ยังมีแผนขยายเครือข่าย S-Charge Network ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้ครอบคลุมกว่า 150 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 และต่อยอดการขยายเครือข่ายในระยะถัดไปสู่กว่า 1,000 สาขา ภายในปี 2573 เพื่อสร้างมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่แข็งแรง ครอบคลุม และพร้อมรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Hub ของอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน อย่างแท้จริง

Source : Spring News

เมื่อเร็ว ๆ นี้  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมแถลงความสำเร็จการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลผสม (rPET และ rHDPE) เพื่อต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ยั่งยืนตามแนวคิด Circular Economy ที่ลงนามความร่วมมือไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยมี นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ขวา) และนายปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด (กลาง) ร่วมพิธี 

Source : Energy News Center

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียง ก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 นโยบายด้านพลังงาน กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักที่พรรคการเมืองต่างชูเป็นจุดขายสำคัญ อาทิ “ลดค่าไฟ-น้ำมัน” ไปจนถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการผลิตสูง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงนโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมืองต่างๆ โดยแสดงความกังวลต่อแนวทางการหาเสียงที่มุ่งเน้นการใช้คำว่า กดราคาพลังงาน เช่น การลดค่าไฟให้เหลือ 3 บาท – 3.50 บาทต่อหน่วย มาตรการเหล่านี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการอุดหนุนที่เกินขอบเขตจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาในระยะยาว

“ราคาพลังงานปัจจุบันใกล้เคียงกับต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่แล้ว โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากต่างประเทศ และบางส่วนจากอ่าวไทย ที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่ต่ำมากนัก การฝืนกดราคาให้ต่ำกว่าต้นทุนจะสร้างภาระหนักให้กับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มขึ้น และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่อาจได้รับชำเงินช้าลงไปอีก”

ขณะที่การใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่ปัจจุบัน ยังคงติดลบ และเป็นหนี้ทั้งเงินกู้ และหนี้สะสมอื่นๆ อยู่หลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ กฟผ. แม้จะเริ่มชำระหนี้ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีภาระหนี้อีกหลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน จึงอยากเตือนว่าการแบกภาระหนี้เหล่านี้ ท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายคืนผ่านโครงสร้างราคาหรือภาษี เปรียบเสมือนการนำเงินอนาคตมาใช้ และผลักภาระไปข้างหน้าเพียงชั่วคราว

“และมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ สู้รบในตะวันออกกลาง และยูเครน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีก ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่ต่ำอย่างที่พรรคการเมืองคาดการณ์ไว้”

ส่วนนโยบายการส่งเสริมพลังงานสะอาด ของหลายพรรคการเมืองเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะการอุดหนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟ และลดการปล่อยคาร์บอน แต่อยากเสนอว่ารัฐควรเสริมมาตรการในการรับซื้อไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ (Net Metering) ในราคาที่เป็นธรรม การขายไฟส่วนเกินคืนได้จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า และจูงใจให้มีการติดตั้งมากขึ้น

“รัฐต้องเร่งปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid มากขึ้น เพื่อรองรับการไหลเข้าของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”

นายพรายพล เน้นย้ำว่า ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือ ทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้เสร็จสิ้น และมีความชัดเจน เพื่อรองรับทิศทางพลังงานสะอาด และความต้องการใช้ไฟของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center รวมถึงการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) เพื่อลดอำนาจผูกขาด

พร้อมเสนอให้ปรับรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตภาคเอกชน (IPP) สำหรับสัญญาใหม่ในอนาคต โดยยกเลิกเงื่อนไข Take or Pay หรือการต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายเปลี่ยนเป็นระบบ Take and Pay คือ จ่ายเงินเฉพาะไฟฟ้าที่เรียกมาใช้จริงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะขณะนี้ไทยไม่ได้ขาดแคลนกำลังการผลิตไฟฟ้า จึงไม่จำเป็นต้องเอื้อประโยชน์ต่อผู้ลงทุนมากจนเกินไป ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างแท้จริง

นักวิชาการเตือนนโยบาย ‘หั่นค่าไฟ’ เสี่ยงโยน ‘หนี้รัฐ-การคลัง’ สะเทือน

นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากผลการวิเคราะห์นโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ การลดค่าครองชีพด้านไฟฟ้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจในระยะยาวหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างราคาอย่างแท้จริง

แม้มีแนวทางที่แตกต่างกันแต่มีจุดเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน อาทิ พรรคภูมิใจไทย เสนอลดค่าไฟเหลือ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้จริง และมีการคำนวณตัวเลขที่ชัดเจนในการอุดหนุนแบบถ้วนหน้าซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล และหากไม่มีการปรับต้นทุนเชื้อเพลิงจะกลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปให้ กฟผ. และ ปตท. ที่ต้องแบกรับภาระแทนไปก่อนเช่นเดิม

พรรคเพื่อไทย ประกาศลดค่าไฟให้ต่ำกว่า 3.7 บาทต่อหน่วย โดยจะไม่ใช้งบประมาณ จึงมีความสงสัยว่าจะดำเนินการอย่างไร หากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเรื่องการปรับโครงสร้างต้นทุนที่ชัดเจน การลดราคาลงย่อมเลี่ยงไม่พ้นการสร้างภาระให้รัฐวิสาหกิจเช่นกัน”

พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ใช้งบประมาณเช่นกัน โดยจะปรับรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และโครงสร้างตลาด แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงลึกในส่วนที่จะปรับปรุง ซึ่งประชาชนไม่ได้รับทราบแผนนโยบายทั้งหมดที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดครบถ้วนของโครงการ

สำหรับนโยบายมุ่งสู่พลังงานสะอาด ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่หลายพรรคประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง โดยพรรคเพื่อไทยตั้งงบส่งเสริมไว้ 1,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นเพียงตัวเร่งในจุดเล็กๆ เท่านั้น แต่การจะทำให้เกิดผลระดับประเทศต้องใช้เงินทุนมากกว่านั้นมาก ขณะที่พรรคประชาชนเสนอลงทุน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอต่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

“การเพิ่มพลังงานสะอาดต้องตามมาด้วยการลงทุนในระบบ Battery Storage และการปรับปรุงระบบสายส่ง (Smart Grid) ทั้งหมดคือ ต้นทุน หากบอกว่าไม่ใช้งบประมาณเลยจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก”

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ที่ชูเรื่องพลังงานขยะแม้จะดีต่อชุมชนแต่ก็มีต้นทุนเทคโนโลยี และการจัดการขยะที่สูงมากเช่นกัน แต่ข้อดีของพลังงานขยะชุมชนเป็นข้อดีของการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จากนโยบายพลังงานต่างๆ ของทุกพรรคการเมืองถือว่ามีประโยชน์ต่อประชาชน

นางสาวอารีพร ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่า การติดกระดุมเม็ดแรก คือ การเร่งผลักดันแผน PDP ให้ชัดเจน เพื่อเป็นสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจว่าไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ส่วนในระดับครัวเรือน รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างราคาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุน LNG ให้สะท้อนราคาที่แท้จริง และเป็นธรรม 

การลดนำเข้า LNG เป็นแนวทางที่ถูกแต่ต้องมีพลังงานอื่นมารองรับ ซึ่งหากเป็นพลังงานหมุนเวียน รัฐต้องยอมรับ และเตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีสำรองไฟเพื่อป้องกันปัญหาไฟตกไฟดับในอนาคตด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ความร่วมมือระหว่างพนัส แอสเซมบลีย์ กับแรพพิด มอเตอร์ส ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนธุรกิจแปลงสภาพยานยนต์เชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion)ครอบคลุมการดำเนินงานที่ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัย การบริหารพื้นที่การผลิตในเขตปลอดอากรเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปจนถึงการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี

การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐานสากล ระบบอัดประจุไฟฟ้าแบบ “Fast Charge” และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า โดยมุ่งตอบโจทย์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 30% ต่อปี เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทคนไทย 100% ที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ลดต้นทุนเชื้อเพลิง ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

พนัส วัฒนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พนัส แอสเซมบลีย์  เปิดเผยว่า บริษัทของเราได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ด้านยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงจากบพข. ทำให้มีทีมวิศวกรและนวัตกรรมที่พร้อมแล้ว เราได้พัฒนาชุด EV Conversion Kit แบบ Modular ซึ่งสามารถปรับใช้กับรถยี่ห้อต่างๆ ได้ โดยครอบคลุมรถกลุ่มเป้าหมายเชิงพาณิชย์ในประเทศกว่า 100,000 คัน ตอนนี้รถต้นแบบของเราผ่านการทดสอบสมรรถนะและพร้อมให้ทดลองขับแล้ว รวมถึงได้จำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึง 80% ต่อคัน
 
รริส อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแรพพิด มอเตอร์ส กล่าวว่า เราเชี่ยวชาญการแปลงรถกระบะเชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยยังคงสมรรถนะการบรรทุกเทียบเท่ารถดีเซลเดิม ในต้นทุนที่ต่ำกว่ารถใหม่ พร้อมช่วยผู้ประกอบการลดค่าเชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 30 ตันต่อคันต่อปี ผ่านแพลตฟอร์มบริการครบวงจร ทั้งระบบนัดหมายตรวจสภาพรถออนไลน์ และบริการสินเชื่อที่อนุมัติภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งเป้าให้เต็มประสิทธิภาพของกำลังการผลิตที่ 4,000 คันต่อปี ในระยะเริ่มแรก และมุ่งสร้างรายได้สะสมแตะ 2,300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี

เปิดแผน EV Conversion อัพตลาดยานยนต์ไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เพื่อลดอุปสรรคด้านเงินทุนและเร่งการตัดสินใจของลูกค้า ทั้งสองบริษัทได้ร่วมออกแบบโซลูชันการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่บริการสินเชื่อและสัญญาเช่าซื้อที่ยืดหยุ่น พร้อมเปิดกว้างต่อโอกาสการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในหลายรูปแบบสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ อาทิ

(1) การร่วมพัฒนาตลาดเพื่อสร้างโซลูชัน EV Conversion ราคาจับต้องได้ 

(2) การขยายเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขาย 

(3) การเป็นผู้ใช้งานนำร่องด้วยฟลีทของตนเอง 

(4) การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลและระบบการเงินครบวงจร

ผู้สนใจสามารถขอรับข้อมูลทางการด้านการเงินและแผนประมาณการรายได้ฉบับละเอียด (Detailed Financial Model) เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพ การเติบโต และโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งถือเป็นช่องทางเชิงรุกในการเข้าสู่ตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยโมเดลธุรกิจที่พร้อมดำเนินการแล้ว

เปิดแผน EV Conversion อัพตลาดยานยนต์ไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เปิดแผน EV Conversion อัพตลาดยานยนต์ไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กรุงศรี ออโต้ ชวน เช็ก 5 ข้อก่อน(เช่า)ซื้อ มอเตอร์ไซค์อีวี ต้องดูรูปแบบการใช้งาน-ระบบชาร์จที่เหมาะสม เช็กบริการหลังการขาย

มอเตอร์ไซค์ ถือเป็นยานพาหนะคู่ใจชีวิตประจำวันของคนไทย บนท้องถนนที่ทั้งติดขัดและเร่งรีบ โดยในปีที่ผ่านมา ความสนใจรถมอเตอร์ไซค์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากยอดขายรวมทั้งประเทศที่ 1,735,000 คัน เติบโต 2% จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน “กรุงศรี ออโต้” ได้เห็นเทรนด์ผู้ใช้รถจำนวนมากเริ่มหันมามองหา “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” มากขึ้น จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองของเหล่าไบเกอร์

อย่างไรก็ตาม “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน กรุงศรี ออโต้ ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 5 แนวทางการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนได้ครอบครองรถที่ “ใช่” ตรงใจทุกรูปแบบการใช้งาน   

ชวนเช็ก! 5ข้อก่อน เช่า-ซื้อ ‘มอเตอร์ไซค์อีวี’ ต้องดูรูปแบบการใช้งาน

  • เช็กรูปแบบการใช้งาน ผู้ใช้รถควรเริ่มจากการประเมินรูปแบบการเดินทางของตนเองเป็นหลัก เพราะหากเน้นใช้งานในเมือง ขี่ไปทำงาน หรือทำธุระ ด้วยระยะทางเฉลี่ยราว 20–50 กิโลเมตรต่อวัน การซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ประมาณ 60–70 กิโลเมตรต่อการชาร์จก็ถือว่าเพียงพอ ในขณะที่ถ้าเป็นกลุ่มไรเดอร์หรือผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอดวัน ควรมองหารุ่นที่สามารถขับขี่ได้อย่างน้อย 120–150 กิโลเมตรต่อการชาร์จ หรือรองรับระบบสลับแบตเพื่อลดเวลาหยุดชาร์จระหว่างวัน แต่หากเป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือเดินทางไกลเป็นครั้งคราว ควรเลือกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเดินทางระยะ 150 กิโลเมตรขึ้นไป พร้อมระบบชาร์จเร็ว เพื่อให้สามารถขี่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง
  • เช็กระบบชาร์จที่เหมาะสม ก่อนเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผู้ใช้รถควรพิจารณาว่าตัวรถรองรับระบบชาร์จแบบไหน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น ผู้ที่มีปลั๊กไฟที่บ้านหรือสามารถชาร์จข้ามคืนได้ มักเหมาะกับรถที่รองรับการชาร์จแบบปกติ (AC Charging) ขณะที่ผู้ที่อาศัยในคอนโด หรือไม่มีปลั๊กส่วนตัว อาจมองหารุ่นที่สามารถถอดแบตออกมาชาร์จได้ ส่วนการใช้งานที่อาจต้องการการชาร์จระหว่างวัน อาจเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จเร็ว (DC Fast Charging) เพื่อช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ
  • เช็กบริการหลังการขาย บริการหลังการขายถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยผู้ใช้รถควรตรวจสอบความพร้อมของแต่ละแบรนด์ในด้านนี้ ทั้งในเรื่องจำนวนและความครอบคลุมของศูนย์บริการ ระยะเวลาการซ่อม รวมถึงความพร้อมของอะไหล่สำรอง เนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ หากเกิดปัญหาและต้องรออะไหล่นาน อาจส่งผลต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยังควรเช็กช่องทางการติดต่อ และขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจน เช่น การแจ้งซ่อมผ่านแอปหรือคอลเซ็นเตอร์ และระยะเวลาการรับประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถเข้ารับบริการได้ง่าย ไม่มีสะดุด
ชวนเช็ก! 5ข้อก่อน เช่า-ซื้อ ‘มอเตอร์ไซค์อีวี’ ต้องดูรูปแบบการใช้งาน

  • เช็กความคุ้มครองประกันภัยให้ครอบคลุม ศึกษารายละเอียดความคุ้มครองประกันภัย
    ก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตั้งแต่ภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) จนถึงภาคสมัครใจ อย่าง “ประกันภัยสูญเสียทางการเงินสำหรับเช่าซื้อประเภทรถจักรยานยนต์” หรือ “ประกันรถจักรยานยนต์สูญหาย” ที่จะช่วยคุ้มครองทั้งกรณีการเกิดโจรกรรม เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และกรณีรถเสียหายจากอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิงได้ ช่วยให้ผู้ใช้รถอุ่นใจและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • เช็กสินเชื่อก่อนซื้อ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือการวางแผนด้านสินเชื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความสะดวกของแต่ละคน ผู้ซื้อควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินในระยะยาว ในยุคดิจิทัล
    การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ใช้แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ สามารถขอสินเชื่อดิจิทัลได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรู้ผลการอนุมัติเงินไวใน 30 นาที

Source : Spring News