กบน. สั่งลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ครั้งที่ 4 เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน หลังประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ เป็นบวก 505 ล้านบาท

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.39 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซินทุกชนิดลง 0.40 – 0.50 บาท ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล อี 85 ลดลง 0.12 บาท เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินคงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน หลังเคยลดอัตราจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ในเดือนมกราคม 3 ครั้ง

กบน. สามารถบริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ ให้กลับมามีสถานะเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 505 ล้านบาท หลังเคยติดลบกว่าแสนล้านในปี 2565 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวน เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำขอของอิหร่านในการขอเปลี่ยนแปลงสถานที่เจรจาจากนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ไปยังประเทศโอมานและต้องการให้การเจรจาจัดขึ้นในรูปทวิภาคีเฉพาะกับสหรัฐฯ เท่านั้น แทนการมีชาติอาหรับและมุสลิมหลายประเทศเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ นอกจากนี้ อิหร่านต้องการจำกัดขอบเขตการเจรจาให้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น ซึ่งการประชุมกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.นี้ โดยนักวิเคราะห์ส่งสัญญาณว่า การเจรจาอาจล้มเหลวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก แต่การประชุมก็จะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ และคงต้องรอผลการเจรจาอีกครั้ง ดังนั้น กบน. จึงสั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนต่อไป

สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กองทุนน้ำมันฯ กลับมาเป็นบวกอยู่ที่ 505 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 39,046ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,541 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมัน จะทำให้รายรับลดลงประมาณวันละ 39.83 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 91.61 ล้านบาท

Source : Energy News Center

หลักสูตรการบริหารจัดการ การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ETC) รุ่นที่ 9
อบรมทุกวันพุธ เริ่ม 25 มีนาคม 2569 – 20 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4

รายละเอียดการอบรม ดังนี้
Module 1 Introduction/Renewable Energy
Module 2 Energy Transition Infrastructure/Energy Efficiency
Module 3 Low Carbon Design
Module 4 Carbon Reduction/Removal
ศึกษาดูงาน วันที่ 29 เมษายน 2569
Module 5 Carbon Neutrality / Carbon Credit
Supporting Module Sustainable Finance
Module 6 Digital Trading Platform

หลักสูตรนี้ผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม

ค่าลงทะเบียน 36,000 บาท
เลขที่บัญชี 421-054776-5 ชื่อบัญชี มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์
แจ้งชำระเงินได้ที่ account@cep.or.th
หมายเหตุ :

  1. ชำระเงินภายในวันที่ 24 มีนาคม 2569
  2. ราคานี้รวมของว่าง เครื่องดื่ม อาหารกลางวัน ตลอดการอบรม
    กิจกรรม Networking session กับ ETC Family ทุกครั้งหลังเลิกเรียน
    และ ETC Field Trip

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณมัณฑนา ทองใจ และ คุณศิริลักษณ์ โพธิ์ทอง
E-mail : etc@cep.or.th
โทร : 061 398 5285

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://cep.or.th/etc9/
ใบสมัคร : https://forms.gle/jmY5uJYmXTvK554w7

ดาวน์โหลดรายละเอียดหลักสูตรคลิ้กที่นี่

ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) คงจะหนาวๆ ร้อนๆ กับอัตราค่าบริการอัดประจุไฟฟ้ายานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ (Public EV Charger) ที่กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ไปศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้อยู่ปัจจุบันที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ยังไม่สะท้อนต้นทุนค่าซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยที่การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

ประกอบกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายแสนคัน ส่งผลให้ให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อปริมาณหน่วยการขายเพิ่มขึ้น ภาระส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกพิเศษกับต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าจริงของ กฟผ. ที่ขายให้กับกฟน. และกฟภ.ยิ่งขยายวงกว้างขึ้น เนื่องจากอัตราปัจจุบัน เป็นเพียงค่าพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ที่ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายหน่วยสูญเสียในระบบจำหน่าย และต้นทุนค่าบริหารจัดการโครงข่ายเพื่อความมั่นคง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทุกครั้งที่มีการอัดประจุ

 อีกทั้ง ภาระการอุดหนุนนี้ ยังเป็นภาระแฝง ที่นำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกรับ เนื่องจากเมื่อสถานีชาร์จ EV ซื้อไฟฟ้าในราคาที่ตํ่ากว่าต้นทุนจริง ส่วนต่างที่หายไปจะถูกนำไปรวมคำนวณในราคากลาง ซึ่งในอดีตที่จำนวนรถ EV ยังมีน้อย ภาระส่วนนี้อาจไม่ส่งผลกระทบชัดเจนนัก

แต่เมื่อจำนวนรถเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนคันและสถานีชาร์จกระจายตัวไปทั่วประเทศ ภาระนี้จึงเริ่มส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของ 3 การไฟฟ้า และกลายเป็นคำถามถึงความเท่าเทียมสำหรับประชาชนที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องมาช่วยแบกรับต้นทุนค่าชาร์จไฟให้แก่กลุ่มผู้ใช้ EV

ผลของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้ ผลการศึกษาเบื้องต้นเห็นว่า อัตราที่ควรจะเป็นอาจต้องมีการขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 3.20-3.50 บาทต่อหน่วย และเมื่อรวมกับที่ผู้ประกอบการลงทุนตั้งสถานีชาร์จ ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าติดตั้งหม้อแปลง ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน ค่าเสื่อมราคาของเครื่องอัดประจุ เมื่อมีการปรับราคาขึ้นไป จะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าตู้ขยับจากเฉลี่ย 7.5-8.5 บาทต่อหน่วย ไปอยู่ที่ประมาณ 9.5-11 บาทต่อหน่วยได้

EV ระสํ่า! ค่าชาร์จไฟฟ้าจ่อขึ้นราคา 11 บาท/หน่วย ดันต้นทุนการวิ่งใกล้เคียงรถนํ้ามัน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายมีข้อกังวลว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้า จะส่งผลค่าบริการชาร์จไฟฟ้า จะพุ่งสูงจนใกล้เคียงกับต้นทุนนํ้ามันต่อกิโลเมตร และอาจเกิดภาวะชะงักงันในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) และแผนการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิตรถ EV (EV Hub) ของภูมิภาค

ข้อสรุปที่ภาคเอกชนต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขราคาใหม่ที่สะท้อนต้นทุนการไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องเป็น “แพ็กเกจมาตรการเยียวยา” เช่น การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับสถานีอัดประจุ หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบพลังงานสะอาดเสริม เพื่อประคองให้ราคาค่าชาร์จไฟฟ้าสาธารณะยังคงมีความสามารถในการแข่งขันและเป็นแรงจูงใจที่เพียงพอสำหรับภาคประชาชนต่อไป

ดังนั้น ยังพอมีเวลาที่จะวางแผน หรือสรุปผลการศึกษาต้นทุนใหม่ ก่อนที่จะนำเสนอ กพช.เห็นชอบ ในหลักการ หรือให้รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบ ว่าจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาอุดหนุนบางส่วนเพื่อประคองราคาในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ หากกพช.เห็นชอบในหลักการ จะต้องดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนที่จะประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ EV ใหม่ต่อไป

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ลึกเข้าไปในทิวเขาสลับซับซ้อนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่การเดินทางขนส่งก็ลำบาก นี่คือที่ตั้งของ “โรงพยาบาลพนม” สถานพยาบาลขนาด 40 เตียงที่ดูแลผู้คนกว่า 40,000 ชีวิต กินพื้นที่บริเวณรอยต่อสามจังหวัด พังงา-กระบี่-สุราษฎร์ธานี โดยอยู่ระหว่างการขยายศักยภาพเป็นขนาด 60 เตียงเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น
 
นับตั้งแต่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2528 โรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงสุขภาพของชุมชนมาอย่างไม่เคยหยุดพัก ปัจจุบันมีผู้รับบริการสูงถึง 90,000 รายต่อปี และยังรับหน้าที่เป็น “ธนาคารอุปกรณ์” ในการให้ยืมเตียงผู้ป่วย และผู้พิการ รถเข็น ถังออกซิเจน เบาะลม ให้กับประชาชนในพื้นที่
 
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดให้บริการหน่วยล้างไตในปลายปี รวมถึงมีแผนที่จะเพิ่มบริการ CT Scan ในอนาคต เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการเดินทางเข้าตัวเมืองจ.สุราษฎร์ธานี ทว่าเบื้องหลังการขยายศักยภาพเพื่อดูแลผู้คนให้ดีขึ้นนั้น โรงพยาบาลต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะ “ภาระค่าไฟฟ้า” ที่สูงถึงปีละประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาบริการทางการแพทย์
 
แต่วันนี้ แสงสว่างแห่งความหวังได้ถูกจุดขึ้นด้วยความตั้งใจของ “กลุ่มไทยออยล์” ที่ตัดสินใจนำ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ “Sustainable Energy for Healthcare & Education” เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ที่ไม่ใช่เพียงการส่งมอบพลังงาน แต่คือ การมอบอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน

“พลังงาน” ที่มี “หัวใจ”

ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลพนมเท่านั้นที่ได้รับแสงสว่างภายใต้โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์โดย กลุ่มไทยออยล์ เนื่องจากนี่เป็นโครงการที่ไทยออยล์ทำมาตั้งแต่ปี 2561 ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความต้องการนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Sustainable Energy for Healthcare & Education” เพื่อให้พลังงานเป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยี แต่เป็นพลังที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลที่จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของหน่วยงาน โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเพื่อออกแบบและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ พร้อมฝึกอบรมบุคลากรในพื้นที่ให้สามารถดูแลและใช้งานระบบได้อย่างยั่งยืนถือเป็นภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์หลักของไทยออยล์ที่ว่า “สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงาน และเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติของธุรกิจ แต่หมายรวมถึงการพัฒนาสังคมไปพร้อมกันโดยหากนับเฉพาะตั้งแต่ปี 2561-2567 ติดตั้งไปแล้ว 17 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 371 กิโลวัตต์และสำหรับปี 2568 นี้ 

นอกจาก “โรงพยาบาลพนม” แล้วยังได้มีการติดตั้งระบบพลังงานโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลตองคุ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่จันทะ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหม่องกั๊วะ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่กลองคี, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านนุโพ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านหม่องกั๊วะ รวมขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 122.10 กิโลวัตต์จากการติดตั้งทั้งหมด 7 แห่งในปี 2568 ในส่วนภาระค่าไฟฟ้าที่ลดลงไปได้นั้น หน่วยงานฯ สามารถนำเงินไปจัดสรรใช้จ่ายเพื่อต่อยอดพัฒนาบริการที่จำเป็นต่อชุมชนได้โดยตรง ทั้งยกระดับบริการทางการแพทย์ และการเรียนการสอน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ

แสงสว่าง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การตัดสินใจเลือก “โรงพยาบาลพนม” เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของโครงการในปี 2568 เนื่องจากเล็งเห็นถึงบทบาทและความสำคัญของโรงพยาบาลฯ ที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่ฝนตกชุกของภาคใต้ ที่ถือเป็นความท้าทายทางเทคนิคที่ทีมวิศวกรไทยออยล์ต้องเอาชนะ ด้วยความเชี่ยวชาญและความตั้งใจอย่างจริงจัง จึงได้มีการออกแบบเลือกใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยในระยะยาว ทั้งการเลือกแผงโซลาร์เซลล์ที่รองรับและกักเก็บพลังงานได้รวดเร็วในช่วงเวลาที่มีแสงแดดน้อย การเลือกใช้อินเวอร์เตอร์รุ่นประสิทธิภาพสูงเหมาะต่อสภาพพื้นที่ในราคาที่ไม่แตกต่างจากปกติ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มการติดตั้ง Power Optimizer เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้ได้สูงสุด พร้อมระบบรายงานความผิดปกติแบบอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันช่วยให้บำรุงรักษาได้ง่ายในพื้นที่ห่างไกล และติดตั้ง ระบบ Rapid Shutdown ที่สามารถหยุดการจ่ายไฟฟ้า DC ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเจ้าหน้าที่ทุกเทคโนโลยีที่คัดสรรมาอย่างดีนี้ คือการวางรากฐานพลังงานที่มั่นคง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การผลิตไฟฟ้า แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะสร้างหลักประกันให้แก่ทุกชีวิต

เปลี่ยน “พลังงาน” เป็น “โอกาส”

แม้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จากการดำเนินโครงการระหว่างปี 2561-2567 รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง สามารถสร้างผลประหยัดรวมได้ประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 346 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี แต่ “คุณค่าที่แท้จริง” ของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ แต่คือ การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

ที่สำคัญกว่านั้น เงินที่ประหยัดได้ไม่ได้หายไปไหน แต่ว่าถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสในการพัฒนาบริการสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับโรงพยาบาล การมีไฟฟ้าที่มั่นคงทำให้โรงพยาบาลพนมสามารถยกระดับการรักษาพยาบาล ขยายงานบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นอื่นๆ เช่น แผนสร้างห้อง CT Scan ในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขณะเดียวกันก็ยังสามารถนำเงินไปจัดซื้อครุภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องมือตรวจจอประสาทตา เพื่อตรวจภาวะเบาหวานขึ้นตาและอุปกรณ์สำหรับหน่วยล้างไต เพื่อให้บริการคนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงได้วางแผนขยายงานดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) งานทันตกรรม และงานอุบัติเหตุฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับสถานศึกษา เงินที่ประหยัดได้ถูกนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนจัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารกลางวันที่มีคุณภาพสำหรับนักเรียน รวมถึงการจัดซื้อเครื่องทำน้ำแข็ง ตู้เย็น และเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลโดยตรง

ไทยออยล์ และก้าวต่อไป ที่ไม่หยุดยั้งเพื่อสังคมไทย

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยออยล์ไม่ได้แค่ ติดตั้งระบบแล้วจากไป แต่มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยมือของชุมชน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ และจัดอบรมให้บุคลากรในพื้นที่ให้สามารถดูแลและใช้งานระบบได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง ถือเป็นการสร้างพลังแห่งการพึ่งพาตนเองในชุมชน เพื่อให้แสงสว่างแห่งพลังงานนี้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้หลักคิดที่กลุ่มไทยออยไล์เชื่อมั่นเสมอว่า “พลังงานทางเลือกคือรากฐานของความยั่งยืน”

ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ขับเคลื่อน โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ “Sustainable Energy for Healthcare & Education” ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความตั้งใจอันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ การใช้ความรู้ที่มี เพื่อสร้างโอกาสให้สังคม โดยไทยออยล์จะยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง และเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของ “พลังงาน” ว่าไม่เพียงแต่หมายถึงการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการจุดประกายความหวัง สร้างโอกาส และการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นักวิจัยกำลังหาทางรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุด เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดขึ้นจากปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว แล้วยังเป็นกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังได้เชื้อเพลิงและเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกลับมาใช้อีกด้วย

ล่าสุด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงานแห่งเกาหลี (KIER) พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาใน “ปฏิกิริยาการเปลี่ยนก๊าซน้ำย้อนกลับ” หรือ RWGS (Reverse Water-Gas Shift) ที่สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นส่วนประกอบของเชื้อเพลิงสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่าที่เคยเป็นมา 

ปฏิกิริยาการเปลี่ยนก๊าซน้ำย้อนกลับ (RWGS) เป็นปฏิกิริยาเคมีที่รวมคาร์บอนไดออกไซด์เข้ากับไฮโดรเจน เพื่อผลิตคาร์บอนมอนอกไซด์และน้ำ โดยคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ได้นี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยพื้นฐานสำคัญ สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-fuels) และเมทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สะอาดและยั่งยืนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ที่ยากจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฟฟ้า เช่น การบินและการขนส่งทางเรือระยะไกล

ปัญหาที่เผชิญมาอย่างยาวนานคือกระบวนการ RWGS แบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้ความร้อนสูงเกินกว่า 800 องศาเซลเซียส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อุณหภูมิที่สูงจัดนี้ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล แต่ยังทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากนิกเกิลจับตัวกันเป็นก้อน ส่งผลให้พื้นที่ผิวและประสิทธิภาพลดลง 

ดร.คี ยองกู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงานแห่งเกาหลี (KIER) ค้นพบแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากทองแดง-แมกนีเซียม-เหล็ก (Cu-Mg-Fe) ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่อุณหภูมิเพียง 400 องศาเซลเซียส ลดลงจากเดิมถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมหาศาล

นอกจากความประหยัดแล้ว ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดใหม่นี้ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ในกระบวนการผลิต โดยปรกติแล้วการทำงานในอุณหภูมิที่ต่ำลง มักจะทำให้เกิดก๊าซมีเทนแทนที่จะเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตลดลงและสิ้นเปลืองก๊าซไฮโดรเจนโดยใช่เหตุ แต่ทองแดงมีคุณสมบัติทางธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงการสร้างมีเทนที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่านิกเกิล ทำให้การผลิตมีความจำเพาะเจาะจงสูงขึ้น

นักวิจัยใช้โครงสร้างแบบไฮดรอกไซด์คู่ชั้น หรือ LDH (Layered Double Hydroxide) เป็นการจัดเรียงแผ่นโลหะบาง ๆ ที่มีโมเลกุลน้ำและประจุแทรกอยู่ระหว่างกลาง ในการออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยา โดยโครงสร้างนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนนั่งร้านที่ช่วยกระจายอนุภาคทองแดงให้สม่ำเสมอ และป้องกันการเกาะตัวกันของอนุภาคเมื่อได้รับความร้อน 

ขณะที่ การเสริมเหล็กและแมกนีเซียมเข้าไปยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อความร้อน ทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถทำงานต่อเนื่องได้อย่างเสถียรนานกว่า 100 ชั่วโมง

ตัวเร่งปฏิกิริยาทั่วไปจะต้องเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารตัวกลางที่เรียกว่า “ฟอร์เมต” (formates) ก่อนที่จะกลายเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่นวัตกรรมใหม่นี้สามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ได้โดยตรงบนพื้นผิวของมันเอง กระบวนการทางตรงนี้ไม่เพียงแต่ลดปฏิกิริยาข้างเคียง แต่ยังช่วยรักษาประสิทธิภาพในระดับสูง แม้จะทำงานในสภาวะอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำก็ตาม

ตัวเร่งปฏิกิริยาสูตรผสม Cu-Mg-Fe สามารถผลิตคาร์บอนมอนอกไซด์ได้เร็วกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงมาตรฐานถึง 1.7 เท่า และมีผลผลิตรวมสูงกว่า 1.5 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น มันยังทำผลงานได้เหนือกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากโลหะมีค่าอย่างแพลทินัม โดยมีอัตราการสร้างคาร์บอนมอนอกไซด์เร็วกว่า 2.2 เท่า และให้ผลผลิตสูงกว่า 1.8 เท่า ทั้งที่มีต้นทุนต่ำกว่ามากเนื่องจากใช้โลหะที่หาได้ง่าย

ดร.คี ยองกู กล่าวว่า “เทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อุณหภูมิต่ำ เป็นความสำเร็จที่ก้าวล้ำ ช่วยให้สามารถผลิตคาร์บอนมอนอกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โลหะราคาถูกและหาได้ง่าย”

ยังมีการทดลองที่สร้างนวัตกรรมใหม่อีกชิ้น ซึ่งมาจากทีมวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกวางจู (GIST) ที่นำทีมโดย ศ.อี แจยอง ที่สามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็น “อัลลิลแอลกอฮอล์” (Allyl alcohol) สารเคมีมูลค่าสูงที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 3 อะตอมขึ้นไป (C3+) ด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงที่อุดมด้วยฟอสฟอรัสจนสามารถสร้างสถิติโลกใหม่ด้วยประสิทธิภาพฟาราเดย์ (Faraday efficiency) มากถึง 66.9% ซึ่งสูงกว่าเทคโนโลยีเดิมถึง 4 เท่า

ความสำเร็จของ GIST มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอัลลิลแอลกอฮอล์เป็นวัตถุดิบจำเป็นในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิตพลาสติก สารยึดติด ไปจนถึงน้ำหอม ดังนั้นการที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอมให้กลายเป็นโมเลกุลที่ซับซ้อนและมีมูลค่าทางการค้าสูงในสถานะของเหลวได้นั้น ช่วยลดปัญหาเรื่องการจัดเก็บและการขนส่งก๊าซที่ซับซ้อน ทำให้กระบวนการรีไซเคิลคาร์บอนมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เชื้อเพลิงสังเคราะห์หรือ e-fuels ที่ผลิตจากคาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจนสะอาด จึงเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบในการลดคาร์บอนโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของเครื่องยนต์เดิม ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมการบินและการขนส่งทางเรือ ที่ต้องการเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูง ประหยัดและยั่งยืนได้มากขึ้น เนื่องจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์การเดินทางระยะไกลเหล่านี้ได้ 

ในแง่ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอุณหภูมิต่ำของ KIER ยังช่วยให้โรงงานเดิมสามารถปรับปรุงอุปกรณ์ (Retrofit) เพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ที่รองรับความร้อนสูงทั้งหมด สิ่งนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนและเร่งระยะเวลาในการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและปิโตรเคมี สามารถเปลี่ยนความกดดันด้านการปล่อยมลพิษให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้

การรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับมาเป็นเชื้อเพลิงยังเป็นการสร้าง “วงจรคาร์บอนแบบปิด” (Closed carbon loop) ที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเชื้อเพลิงสังเคราะห์เหล่านี้ถูกเผาไหม้ คาร์บอนที่ปล่อยออกมาก็คือคาร์บอนที่ถูกดักจับมาจากอากาศตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่มีคาร์บอนจากฟอสซิลใหม่เพิ่มเข้าไปในชั้นบรรยากาศ

ทุกแกลลอนของเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ผลิตได้ จะเข้าไปแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กำลังเปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นโอกาสแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน การค้นพบตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และทำงานได้ในสภาวะที่เหมาะสม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้โลกก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ สู่การใช้พลังงานที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างแท้จริง


ที่มา: Happy Eco NewsScience DailyScitech DailySustainability Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ