ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) เผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โดยในปี 2564 อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 53% และจะลดสู่ระดับราว 34% ในปี 2568 รายได้ธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 มีทิศทางลดลง เพราะอุปสงค์ไบโอดีเซลคาดว่าจะหดตัว 14.0% จากนโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และความต้องการน้ำมันดีเซลที่จะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าราคาไบโอดีเซลจะเพิ่มขึ้นก็ตาม 

สำหรับปี 2569 รายได้ธุรกิจไบโอดีเซลอาจจะดีขึ้นเล็กน้อย จากอุปสงค์ไบโอดีเซลที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น 1.1% หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ในขณะที่ ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันปาล์มดิบ

อุตสาหกรรมไบโอดีเซล (B100) ในไทยขับเคลื่อนโดยนโยบายภาครัฐ ที่สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงไบโอดีเซลซึ่งผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบเป็นหลัก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้าและส่งเสริมเกษตรกรปาล์ม ทั้งนี้ ภาครัฐจะปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อพยุงราคาปาล์มในช่วงที่ผลผลิตปาล์มมีมาก นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลที่ขายในไทยทั้งหมดต้องมีไบโอดีเซลผสม ดังนั้น นโยบายภาครัฐจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไบโอดีเซลที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซลกำลังเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินนับตั้งแต่ปี 2564 ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) อยู่ที่ 53% และคาดว่าจะมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 34% ในปี 2568 

ทั้งนี้ กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศแทนที่น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 7% (B7) นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการไบโอดีเซลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีการวิจัยและพัฒนา ทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและขยายกำลังการผลิต 

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับตัว ด้วยการลดกำลังการผลิต (capacity) ลงราว 2.5% ในปี 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เผชิญอยู่ได้ โดยปัญหานี้ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กและกลางที่ประสบอุปสรรคในการแย่งชิงความต้องการที่จำกัดในตลาด นอกจากนี้ ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะผู้ผลิตไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดเชิงขนาด ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า

ในปี 2568 รายได้ธุรกิจไบโอดีเซลคาดว่าจะลดลง เพราะความต้องการไบโอดีเซลที่หดตัว แม้ราคาจะสูงขึ้น ในขณะที่ปี 2569 รายได้อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาไบโอดีเซลที่คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย

อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 14% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1.1 ในปี 2569 โดยอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ดังต่อไปนี้

1. สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ภาครัฐกำหนด 

สำหรับปี 2568 อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง เพราะแม้ว่าสัดส่วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงความต้องการไบโอดีเซลโดยรวมได้ ภาครัฐอาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก 5-7% (B5) มาเป็น 6.6-7% (B7) ในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขยายตัวหลังจากไตรมาสแรกปีนี้ และจะทยอยเพิ่มขึ้นทั้งปีจากปรากฏการณ์ลานีญา โดยในเดือนมีนาคม ผลผลิต CPO ขยายตัวกว่า 102% MoM ทว่านโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปีนี้

ในปี 2569 ความต้องการไบโอดีเซลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในช่วงปลายปี 2568 และยังได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปี 2568 ที่ความต้องการหดตัวลงมาก

2.ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 0.8% และ 1.3% ในปี 2568-2569 เพราะการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถโดยสารมีแนวโน้มหดตัว จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่จะลดลงจากฐานที่สูงในปี 2567 ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไทยอาจไม่สามารถปรับตัวต่ำลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2568-2569 เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงมีฐานะขาดดุลสูง ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และ 0.9% ในปี 2568 และ 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาไบโอดีเซล 

ในปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบไทยตึงตัวในระดับสูง โดยเฉลี่ยสต็อก CPO ในช่วงดังกล่าวหดตัว 39% YoY จึงพยุงราคาไบโอดีเซลให้สูงกว่าปี 2567 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงตามผลผลิตปาล์มที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาสแรกแล้วก็ตาม 

สำหรับปี 2569 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยคาดว่าจะขยายตัวตามราคาตลาดโลก โดย World Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกจะโต 2% ในปีหน้า  เพราะได้รับแรงหนุนจากอินโดนีเซียที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 35% (B35) ให้เป็น 40% (B40) ในปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 50% (B50) ในปี 2569 ทั้งนี้ อินโดนีเซียผลิตและใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก 

ความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2569 จะกระทบราคาและความต้องการไบโอดีเซล เพราะผู้ผลิตไบโอดีเซลจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาปาล์มอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรลดลง

กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแผนพลังงานไทยกดดันการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องในอนาคต อาทิ พ.ร.บ. Climate Change ที่ภาครัฐมีแผนจะบังคับใช้ภายในปี 2569 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลไฟฟ้ามากขึ้นในภาคก่อสร้างและการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ยังมุ่งเน้นเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

Source : BTimes

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าสิ่งที่ประชาชนรอฟังยังไม่มีความชัดเจน ทั้งเรื่องโครงการสำคัญอย่างการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน, โครงการ LNG Terminal 3, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ และการเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดกับผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA)

นายศุภโชติ กล่าวว่า ค่าไฟที่เราแบกรับทุกเดือนไม่ได้เกิดจากต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางแผนที่ล่าช้า เอื้อกลุ่มทุน และขาดความโปร่งใส จึงขอทวงถามรัฐบาลอีกครั้งว่าเมื่อไหร่จะจริงจังแก้ปัญหาค่าไฟแพงให้คนไทยอย่างจริงใจเสียที โดยเฉพาะใน 4 เรื่องสำคัญ

(1) การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รอบ 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีปัญหากระบวนการคัดเลือกเต็มไปด้วยข้อกังขา, ใช้อัตรา FiT เดิมจากปี 2565 ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์และลมลดลงทุกปี ล็อกโควตาให้ผู้เล่นเดิม ตัดโอกาสผู้ประกอบการรายใหม่ ทำสัญญายาว 25 ปี กลายเป็นภาระค่าไฟในระยะยาว จากมติ กพช. 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ให้มีการเจรจาปรับลดราคารับซื้อโครงการโซลาร์ภายใน 45 วัน แต่ยืนยันใช้ราคารับซื้อเดิมสำหรับโครงการพลังงานลม และให้เดินหน้าตามขั้นตอนต่อไปได้ทันที ข้อเสนอของตนคือควรยกเลิกการรับซื้อทั้งสองรอบ และหันมาผลักดัน Direct PPA ที่ไม่เป็นภาระกับผู้ใช้ไฟรายย่อย หรือหากไม่ยกเลิก ควรชะลอการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม รวมถึงใช้หลักเกณฑ์ที่สะท้อนต้นทุนจริง เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาใหม่ 


(2) โครงการโรงเก็บและแปรสภาพก๊าซ (LNG Terminal 3) ปัจจุบันไทยมี LNG Terminal แล้ว 2 แห่ง แต่ใช้งานจริงเพียง 60–70% การสร้าง Terminal 3 อิงบนสมมติฐานเก่า ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง เสี่ยงกลายเป็นต้นทุนค่าไฟที่ประชาชนต้องแบกรับ สถานะปัจจุบันของโครงการนี้ อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยยังไม่มีการทบทวนความจำเป็นอย่างโปร่งใส ข้อเสนอแนะของตนคือควรยกเลิกหรือชะลอโครงการ เพื่อป้องกันต้นทุนค่าไฟเกินจำเป็น และพิจารณายกเลิกมติ กพช. 2564/3 อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ต้นทุนของโครงการถูกผลักมาอยู่ในค่าไฟของประชาชน รวมถึงหันไปลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่มั่นคงและต้นทุนถูกกว่า 


(3) แผน PDP ฉบับใหม่ ความสำคัญของแผน PDP คือการเป็นแผนแม่บทพลังงานของประเทศ แต่ที่ผ่านมามีความล้าหลังและเอื้อกลุ่มทุน ไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กเข้ามามีส่วนร่วม 


ปัจจุบันรัฐบาลได้ยกเลิกร่าง PDP 2024 และเพิ่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง PDP ฉบับใหม่ คาดว่าจะได้ใช้ในปี 2026 ซึ่งข้อเสนอแนะของตนคือต้องทำให้แผน PDP ฉบับใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งพลังงานหมุนเวียน ต้นทุน และเทคโนโลยี เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชน นักวิชาการ และภาคธุรกิจ ไม่ใช่ร่างในห้องปิดอย่างที่ผ่านมา

(4) Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ปัจจุบันระบบไฟฟ้ายังผูกขาดกับรัฐและผู้เล่นรายใหญ่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารทางเทคนิค (Grid Code) และมีโครงการนำร่องเพียง 2,000 เมกะวัตต์ จำกัดเฉพาะ Data Center

ข้อเสนอของตน คือ ควรขยายปริมาณโครงการเกินกว่า 2,000 เมกะวัตต์และศึกษาความต้องการจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เปิดสิทธิ์ให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และลดอุปสรรคด้านกฎเกณฑ์ เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจทั่วไปเข้าถึงการซื้อขายไฟฟ้าได้จริง 


นายศุภโชติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาดและไม่โปร่งใส วันนี้ถือโอกาสทวงถามแทนพี่น้องคนไทย รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้ใช้ไฟฟ้าที่ยุติธรรม โปร่งใส และราคาที่ประชาชนทุกครัวเรือนเข้าถึงได้จริง

Source : https://thaitabloid.com/archives/236790

JAECOO 5 EV: รถไฟฟ้า 100% เขย่าตลาดไทย ชูจุดเด่นไลฟ์สไตล์ -คนรักสัตว์ ราคาเริ่มต้นที่ 549,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic

OMODA & JAECOO แบรนด์ยานยนต์ที่น่าจับตามอง สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “JAECOO 5 EV” รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด ที่มุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และยังออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางร่วมกับสัตว์เลี้ยงแสนรักโดยเฉพาะ โดยประกาศราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 629,000 บาท พร้อมส่งแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้า 1,000 รายแรก ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 549,000 บาท

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ 

บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนา JAECOO 5 EV ว่า “รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการผจญภัย ครอบครัวที่รักการท่องเที่ยว หรือคนรักสัตว์เลี้ยง เราใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ JAECOO 5 EV เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ทุกการเดินทางมีความหมาย”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านฟังก์ชันต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนาน เช่น ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ระบบความบันเทิงครบครัน และโหมดคาราโอเกะในรถ ที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางให้กลายเป็นปาร์ตี้ส่วนตัวได้ทันที

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาท
เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

 เจาะลึก 2 รุ่นย่อย: ดีไซน์และฟังก์ชันที่แตกต่าง 

JAECOO 5 EV นำเสนอทางเลือกให้ผู้บริโภค 2 รุ่นย่อย เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกัน

JAECOO 5 EV Long Range Max: รุ่นท็อปที่เน้นความพรีเมียมและสะดวกสบายสูงสุด มาพร้อมเบาะหนังสังเคราะห์, หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 13.2 นิ้ว, ไฟเรืองแสงในห้องโดยสารปรับได้ 64 สี, กล้องมองภาพรอบคัน 540°, หลังคากระจกพาโนรามาขนาด 1.45 ตร.ม. และประตูท้ายไฟฟ้า

JAECOO 5 EV Long Range Dynamic: รุ่นเริ่มต้นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยสไตล์สปอร์ตและทันสมัย ใช้เบาะผ้าดีไซน์พิเศษ พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว และกล้องมองภาพรอบคัน 360°

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาทเปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

ฟังก์ชันเด่นเพื่อทุกกิจกรรม: จากทริปแคมปิงถึงการเดินทางของน้องสี่ขา

หนึ่งในจุดขายที่สำคัญของ JAECOO 5 EV คือการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริงในทุกมิติ

สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง: ตัวรถเลือกใช้วัสดุหุ้มเบาะที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและทำความสะอาดง่าย พร้อมจุดยึด ISOFIX สำหรับติดตั้งที่นั่งของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เพิ่มความปลอดภัยและความสบายใจตลอดการเดินทาง
สำหรับสายผจญภัยและช็อปปิง: พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาดใหญ่ สามารถรองรับอุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้ง เช่น อุปกรณ์แคมปิง, เซิร์ฟบอร์ด หรือจักรยาน ได้อย่างสบาย

 สมรรถนะและมาตรฐานความปลอดภัย

JAECOO 5 EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสุด 461 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐานการทดสอบ) ด้านความปลอดภัย ตัวรถมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ถึง 19 ฟังก์ชัน และใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้ากำลังสูง (High-Strength Steel) ถึง 77% เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาทเปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

ราคาและข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัว
OMODA & JAECOO ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับ JAECOO 5 EV ดังนี้:

รุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic: ราคา 629,000 บาท
รุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max: ราคา 679,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษ: สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก ที่จองและรับรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 จะได้รับราคาพิเศษ

รุ่น Long Range Dynamic: เริ่มต้นที่ 549,000 บาท
รุ่น Long Range Max: เริ่มต้นที่ 599,000 บาท

โปรโมชันดังกล่าว ยังรวมถึงเครื่องชาร์จ Wall Charge พร้อมบริการติดตั้ง, ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.78%, การรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กม., การรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงฟรี นาน 5 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นกลยุทธ์ด้านราคาและการบริการที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน

เปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 - 599,000 บาทเปิดราคารถ JAECOO 5 EV : รถไฟฟ้า 100% เริ่มต้น 549,000 – 599,000 บาท

Source : Spring News

รายงานจากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ “จีน” ประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก ลดลง 1% โดยภาคส่วนพลังงานเป็นภาคส่วนที่มีอัตราการลดลงสูงที่สุด 

ลอรี มิลลีเวอร์ตา นักวิเคราะห์หลักของ CREA ระบุว่า จีนได้เพิ่มจำนวนกังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์ใหม่มากเป็นประวัติการณ์ จนสามารถผลิตไฟฟ้าจากสองแหล่งนี้ได้มากกว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอยู่ที่ 3.7% ทำให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้ถ่านหินน้อยลง จนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนนี้ลงประมาณ 3%

ในช่วงห้าเดือนแรกของปีนี้ กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งคาดว่าจะทำให้กำไรของฟาร์มพลังงานลมและฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง แม้ว่าการติดตั้งจะชะลอตัวลงหลังจากเริ่มดำเนินการแล้ว แต่พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นน่าจะเพียงพอที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคพลังงานไปจนถึงปีหน้า

ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการวัสดุก่อสร้าง โลหะ ปูนซีเมนต์ และเหล็กก็ลดลงเช่นกัน เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงซบเซา

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานที่แปลงถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเหลวและก๊าซสังเคราะห์ รวมถึงส่วนประกอบของพลาสติก การใช้ถ่านหินในภาคส่วนนี้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 20% ในช่วงหกเดือนแรกของปี 

กระบวนการทางเคมีที่ใช้ถ่านหินก่อให้เกิดมลพิษมากกว่ากระบวนการที่ใช้วัตถุดิบจากปิโตรเลียมแบบดั้งเดิม รายงานระบุว่าภาคส่วนนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 690 ล้านตันในปี 2024 มากกว่าที่โรงงานเคมีแบบดั้งเดิมจะปล่อยออกมาราว 410-440 ล้านตัน

ทางการจีน รายงานล่าสุดว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลงทุกปีตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และตั้งเป้าที่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ถึงจุดสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2060

หากจีนสามารถรักษาระดับไว้เช่นนี้ต่อไปได้ จีนอาจจะปล่อยก๊าซคาร์บอนของจีนอาจถึงจุดสูงสุดก่อนเป้าหมาย แต่จีนยังคงเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก และจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมาก เพื่อช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

ขณะเดียวกัน หากจีนต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ประกาศไว้ภายในปี 2060 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซจะต้องลงโดยเฉลี่ย 3% ในอีก 35 ปีข้างหน้า

การศึกษาดังกล่าวระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี จีนติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 212 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตทั้งหมดของสหรัฐที่ 178 กิกะวัตต์ ณ สิ้นปี 2567 พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้แซงหน้าพลังงานน้ำในจีน และมีแนวโน้มที่จะแซงหน้าพลังงานลมในปีนี้ และกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมประมาณ 51 กิกะวัตต์ในช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย.

เมื่อเดือนก.ค. 2025 รัฐบาลจีนเพิ่งเปิดตัวฟาร์มโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อสร้างเสร็จ โดยมีพื้นที่ 610 ตร.กม. ขนาดเท่ากับเมืองชิคาโกของสหรัฐ มีแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 7 ล้านแผง และสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอสำหรับ 5 ล้านครัวเรือน

เช่นเดียวกับฟาร์มโซลาร์เซลล์และฟาร์มพลังงานลมหลายแห่งของจีน ฟาร์มแห่งนี้สร้างขึ้นทางตะวันตกซึ่งมีประชากรเบาบาง แต่ความท้าทายสำคัญคือ จะส่งกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ไปยังฝั่งตะวันออก ที่มีประชากรหนาแน่น และเต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมอย่างไร

“การกระจายทรัพยากรพลังงานสีเขียวยังคงไม่สอดคล้องกับการกระจายอุตสาหกรรมในปัจจุบันของประเทศเราอย่างสิ้นเชิง” จางจินหมิง รองผู้ว่าการมณฑลชิงไห่ กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ AP

หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาคือ การสร้างสายส่งไฟฟ้าข้ามประเทศ โดยสายหนึ่งเชื่อมต่อชิงไห่กับมณฑลเหอหนาน และมีแผนจะสร้างอีกสองสาย รวมถึงสายหนึ่งเชื่อมต่อไปยังมณฑลกวางตุ้งทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่เกือบสุดมุมของประเทศ

มิลลีเวอร์ตากล่าวว่า ในปัจจุบัน จีนยังใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากโครงข่ายไฟฟ้าของจีนได้รับการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่คงที่และควบคุมได้ มากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผันผวนและคาดเดาได้ยาก

“นี่เป็นปัญหาที่ผู้กำหนดนโยบายตระหนักและกำลังพยายามจัดการ แต่มันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินครั้งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเครือข่ายส่งไฟฟ้าครั้งใหญ่ นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย” มิลลีเวอร์ตาสรุป

ขณะที่ หลี่ ซั่ว ผู้อำนวยการศูนย์กลางภูมิอากาศจีน ประจำสถาบันนโยบายสมาคมเอเชีย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อธิบายว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนของจีนที่คงที่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนในความพยายามต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญระดับโลก มอบแสงแห่งความหวังอันริบหรี่ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่มืดมน” เขายังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นว่าแต่ประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้อยู่

ทั้งนี้ หลี่เตือนว่าการพึ่งพาถ่านหินอย่างหนักของจีนยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความก้าวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศ และกล่าวว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น


ที่มา: AP NewsBloombergReuters
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ชำแหละร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เซลล์ ของรัฐบาล ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้โซลาร์อย่างแท้จริง ไม่ทำให้ประชาชนใช้ศักยภาพโซลาร์เซลล์ได้เต็มที่ สภาผู้บริโภคเสนอให้เพิ่มระบบ “เน็ตมิเตอร์ริง” และกำหนดเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่ชัดเจนลงในกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองได้เต็มประสิทธิภาพ

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ใคร ๆ ก็พูดถึงพลังงานสะอาดและเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) การที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าผลักดัน ร่าง “พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” จึงเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม การมุ่งหวังให้ประชาชนหันมาติดโซลาร์เซลล์อย่างจริงจังนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด… ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สิ่งที่เป็นอุปสรรคของเป้าหมายดังกล่าว ก็คือ “นโยบายของรัฐ” นั่นเอง 

สภาผู้บริโภคชวนทุกคนไปเจาะลึกเรื่องปัญหาของ พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กับ ผศ. ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ซึ่งจะมาตีแผ่ว่ากฎหมายฉบับนี้ “เกาไม่ถูกที่คัน” ได้อย่างไร

กติกาของรัฐ บังแดดประชาชน

ก่อนจะลงรายละเอียดเรื่องกฎหมาย อยากชวนทุกคนทำความเข้าใจให้เห็นภาพร่วมกันว่า ทำไม “โซลาร์เซลล์” ถึงยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย ทั้งที่ปัจจุบันต้นทุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดลงอย่างมาก

ผศ.ประสาท เล่าว่า หากย้อนหลังไป 10 ปีก่อน ปัญหาหลักที่ทำให้คนไม่นิยมติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพราะต้นทุนในการติดตั้งมีราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยแพงกว่าการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าที่มาตามสายส่ง แต่ในปัจจุบันต้นทุนอุปกรณ์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งชุดได้ลดลงถึงกว่า 60-70%  ถ้าเจ้าของบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์ได้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมดทุกหน่วย ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1.0-1.10 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้าที่มาจากสายส่งเมื่อรวมภาษีแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 4.20-4.50 บาทต่อหน่วย ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อราคาอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ลดลงไปกว่า 60-70% และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเองก็ถูกแสนถูก แล้วทำไมบ้านเราถึงยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนประเทศอื่น ๆ

คำตอบก็คือ นโยบายของภาครัฐเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคประชาชน โดยปัญหาสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน นั่นคือข้อกำหนดของรัฐที่ “ห้ามไฟฟ้าที่ครัวเรือนผลิตได้มากในตอนกลางวันไหลย้อนกลับสู่สายส่ง แล้วสามารถดึงกลับมาใช้ในตอนกลางคืนได้” จึงเป็นสิ่งที่ ผศ.ประสาทกล่าวเปรียบเทียบว่า “กติกาของรัฐ บังแดดประชาชน”

กติกาข้อนี้ทำให้เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ที่ต้องออกไปทำงานตอนกลางวัน มีโอกาสใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองจากแสงแดดได้เพียงประมาณ 28% ซึ่งเมื่อนำไปคำนวณต้นทุนแล้ว ทำให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาหน่วยละประมาณ 3.60 บาท และมีระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานถึง 16 – 17 ปี

นี่คือหัวใจของปัญหาที่แท้จริง ดังนั้นต่อให้รัฐบาลทำให้กระบวนการติดตั้งสะดวก รวดเร็วแค่ไหนก็ตาม หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิดแรงจูงใจหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เปรียบเหมือนกับการ “เกาไม่ถูกที่คัน” นั่นเอง

พ.ร.บ. ส่งเสริมโซลาร์ฯ… เสียเวลาเปล่า?

สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. …” ที่รัฐบาลมีมติรับหลักการไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผศ. ประสาทให้ความเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ออกมาด้วยเหตุผลหลักคือ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สะดวกและรวดเร็วขึ้น และลดขั้นตอนที่ซับซ้อนเพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาครัวเรือน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การลดภาระค่าใช้จ่าย การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยแตะเพียง “กระบวนการติดตั้งให้สะดวกขึ้น” โดยไม่ได้แก้ไขกติกาที่ภาครัฐกำหนดไว้

“แม้รัฐบาลจะอ้างถึงประโยชน์ของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่การมุ่งแก้ไขเพียงกระบวนการติดตั้งโดยไม่แตะต้องเรื่องการนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ก็เหมือนเป็นการเสียเวลาเปล่า และทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่สามารถบรรลุผลได้จริง” ผศ.ประสาทระบุ

สำหรับแนวทางการปรับปรุงแก้ไข อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ มีข้อเสนอ 2 เรื่อง คือ หนึ่ง ต้องมีการปรับแก้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว โดยกำหนดให้ใช้ระบบเน็ตมิเตอร์ริง (Net Metering) หรือระบบการหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า โดยระบบนี้จะทำให้ไฟฟ้าที่ประชาชนผลิตได้เกินในตอนกลางวัน แล้วนำส่วนที่เหลือไม่ได้ใช้ จ่ายกลับเข้าไปที่การไฟฟ้า เปรียบเสมือนการ “ฝากไฟฟ้า” เพื่อดึงไฟฟ้ากลับมาไว้ใช้ในเวลากลางคืนได้ทันที ทำให้ประชาชนสามารถใช้ไฟฟ้าในจำนวนหน่วยที่ตนเองผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจ่ายค่าไฟช่วงกลางคืนที่ไม่มีแสงแดดอย่างเช่นปัจจุบัน ระบบดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าที่ตัวเองสร้างได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวรัฐบาลอาจเริ่มใช้กับกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยหรือเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเดียวในขั้นแรก พร้อมยืนยันว่า “สำหรับประชาชนทั่วไปผมว่าเพิ่มการส่งเสริมการใช้แบตเตอรี่เข้าไปในในระบบโซลาร์รูฟท็อป เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และช่วยทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง”

ส่วนประเด็นที่สองที่รัฐบาลควรเพิ่มเติมใน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว คือ การระบุเป้าหมายในการขับเคลื่อนเรื่องพลังงานสะอาด ทั้งจากโซลาร์เซลล์รวมถึงพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ไว้ใน ร่าง พ.ร.บ. ด้วย เพื่อเป็นเหมือนตัวชี้วัดให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายบริหารด้วย

มาตรการส่งเสริม โซลาร์เซลล์ ในต่างประเทศ

เมื่อถามถึงมาตรการของประเทศอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ผศ.ประสาท ให้ข้อมูลว่า ในต่างประเทศมีการสนับสนุนและออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้โซลาร์เซลล์ในหลายรูปแบบ เช่น การออกกฎหมาย การให้เงินอุดหนุน การออกนโยบายด้านภาษี เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง อาทิ

สหรัฐอเมริกา: ออกกฎหมายที่ชื่อว่า “Inflation Reduction Act” เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ โดยมีการให้เครดิตภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัยที่เรียกว่า “Residential Clean Energy Credit” 30% ของค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ไปจนถึงปี 2575

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่าในช่วง 7 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 – เดือนเมษายน 2567 ในสหรัฐฯ มีผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่โดยใช้ระบบ เน็ตมิเตอร์ริงรวม 232  เมกะวัตต์ หรือมากกว่า 40,000 ระบบ

ออสเตรเลีย: รัฐบาลมีโครงการ Cheaper Home Batteries สำหรับเจ้าของบ้านและธุรกิจขนาดเล็ก โดยตั้งเป้าว่าจะส่งเสริมให้มีการติดตั้งแบตเตอรี่จำนวน 1 ล้านระบบ ภายในปี 2573 ซึ่งในเดือนแรกของโครงการ มีการติดตั้งแบตเตอรี่เกือบ 20,000 ระบบ ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนที่ติดตั้งในประเทศออสเตรเลียในปี 2024 ทั้งปี

ปากีสถาน: ประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้ระบบเน็ตมิเตอร์ริง ซึ่งช่วยให้ส่วนแบ่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 25% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2025

เวียดนาม: มีแผนพัฒนาพลังงานที่เรียกว่า Power Development Plan VIII (PDP8) ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นโดยกำหนดเป้าหมายใหญ่ให้ 50% ของอาคารสำนักงานและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้ภายในปี 2030 โดยมีการออกนโยบายที่หลากหลาย เช่น รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากผู้ผลิตรายย่อยในราคาที่กำหนด การยกเว้นภาษีและการให้เงินทุนสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

เยอรมนี: มีมาตรการสนับสนุนที่หลากหลาย เช่น เงินอุดหนุนโดยตรง ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีรายได้สำหรับระบบแบตเตอรี่ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์และแบตเตอรี่ นอกจากนี้ เยอรมนียังมีกฎหมายที่ชื่อว่า EEG2023 ซึ่งระบุเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 80% ภายในปี 2030

กลับมาที่ประเทศไทย ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ความสามารถในการพึ่งตนเองด้านพลังงานของประเทศไทยได้ลดลง 4-5 เท่า แม้ทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถนำแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าใช้ได้ในราคาถูก แต่นโยบายของรัฐกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้อย่างมัประสิทธิภาพ

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน ซึ่ง ผศ.ประสาทเปรียบเทียบเหมือนเป็นการ “ผ่าตัดใหญ่” เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อปลดล็อกศักยภาพของพลังงานหมนุเวียนอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นคือการอนุญาตให้มีระบบเน็ตมิเตอร์ริงเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าที่ผลิตเองได้อย่างเต็มที่ หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยแนวทางเดิม ความก้าวหน้าเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนคงจะอยู่ไกลเกินจะคว้า แต่สภาผู้บริโภคจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป เพื่อกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่าง “ถูกที่คัน” อย่างแท้จริง

Source: สภาองค์กรผู้บริโภค