บางกอกเคเบิ้ล หนุน “ไอออน เอนเนอร์ยี” เบอร์หนึ่งโซลาร์รูฟที่อยู่อาศัยเดินเครื่องเต็มสูบรับดีมานด์พลังงานสะอาดจากมาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดา ขยายตลาดโซลาร์ถึงหน้าบ้าน

บางกอกเคเบิ้ล เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ส่ง “ไอออน เอนเนอร์ยี่” ลุยตลาดโซลาร์รูฟสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป โชว์พอร์ตแกร่งเบอร์ 1 โซลาร์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ อาทิ แสนสิริ, ศุภาลัย, เอสซี แอสเสท และ เอพี (ไทยแลนด์) ในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายประเภททั่วประเทศ รวมกว่า 6,000 หลัง สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือ มาตรฐานคุณภาพ

และความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำตลาดโซลาร์สำหรับภาคที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมชูจุดแข็งบริการติดตั้งครบวงจร รับแรงหนุนมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาบ้านติดโซลาร์ สูงสุด 200,000 บาท ดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยลดค่าไฟและภาษีในคราวเดียว ตั้งเป้ากวาดยอดติดตั้งครึ่งปีหลังทะลุ 1,500 หลังคาเรือน

นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัดหรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายพอร์ตฟอลิโอธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดจากธุรกิจสายไฟฟ้าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว สู่การสร้างโซลูชันครบวงจรด้านพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ด้านพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและภูมิภาค ล่าสุด บริษัทเตรียมส่งบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ION Energy) บริษัทในเครือ เดินหน้ารุกตลาดโซลาร์รูฟสำหรับบ้านทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบ

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

เรามองว่าตลาดโซลาร์รูฟมีศักยภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐออกมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 200,000 บาทสำหรับบ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟ ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนมาตรการนี้ไว้ราว 20,200 ล้านบาท และตั้งเป้าให้มีครัวเรือนเข้าร่วมโครงการกว่า 90,000 หลังภายใน 2 ปี ION Energy มีจุดแข็งจากประสบการณ์ติดตั้งโซลาร์รูฟให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ การให้ ION Energy ลงมาเล่นตลาดบ้านทั่วไปเพิ่มเติม จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และช่วยส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท นายพงศภัค กล่าว

โดยที่ผ่านมา ION Energy ดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การลงทุนติดตั้งโซลาร์ฟรีผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Solar PPA) ให้แก่กลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม อาทิ โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน, โรงงานผลิตโก๋แก่ และบริษัทในเครือ ปตท.  2.การรับเหมาจัดหาและติดตั้งแผงโซลาร์แบบขายขาด (Solar EPC) สำหรับลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ เช่น โรงงานในกลุ่ม SCGP, สาขาธนาคารกสิกรไทย (KBank) และธนาคารออมสิน (GSB) ทั่วประเทศ รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และบ้านพักอาศัยทั่วไป โดยใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง อาทิ สายไฟของบางกอกเคเบิ้ล (BCC) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับระบบโซลาร์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

3.เทคโนโลยีด้านพลังงานอัจฉริยะ (Solar Tech) ผ่านแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานที่ออกแบบและพัฒนาโดย ION Energy เอง รองรับการเชื่อมต่อกับอินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตชั้นนำหลากหลายแบรนด์ และสามารถผสานการทำงานร่วมกับระบบของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น PLUS เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ไร้รอยต่อ (seamless experience) ให้แก่ผู้อยู่อาศัย พร้อมความสามารถในการติดตามและบริหารการใช้พลังงานของบ้านแต่ละหลังแบบเรียลไทม์ ปัจจุบัน ION Energy มียอดติดตั้งโซลาร์รูฟสะสมแล้วกว่า 80 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งภาคที่อยู่อาศัย ธุรกิจ และอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

ด้าน นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ตลาดโซลาร์รูฟในปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการรายใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงความสนใจของภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่อพลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานหมุนเวียน (CASE for SEA) ได้ประเมินว่า ศักยภาพของตลาดโซลาร์รูฟภาคครัวเรือนในประเทศไทยอาจสูงถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2037 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 360,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมหาศาล และเป็นจังหวะสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนทั้งในระดับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งโซลาร์รูฟ ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงาน ขนาดการติดตั้งที่เหมาะสม ความแตกต่างของอุปกรณ์ในท้องตลาด ไปจนถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ผู้ใช้จะได้รับ รวมถึงรายละเอียดของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น สิทธิ์การลดหย่อนภาษีที่จะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้ ด้วยประสบการณ์อันแข็งแกร่งของ ION Energy ในการติดตั้งโซลาร์รูฟให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะเบอร์หนึ่งด้านโซลาร์รูฟภาคที่อยู่อาศัย ที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำเลือกใช้ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี แอสเสท และเอพี (ไทยแลนด์) โดยมีผลงานติดตั้งแล้วมากกว่า 6,000 หลังคาเรือนทั่วประเทศ สะท้อนถึงมาตรฐานคุณภาพและความเชื่อมั่นจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ

เรามีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งทีมงานเทคนิคที่มีประสบการณ์สูง เทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการ ตลอดจนองค์ความรู้ด้านโซลาร์ที่เรามุ่งมั่นส่งต่อให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เราเชื่อว่ามาตรการจากภาครัฐที่ประกาศใช้ในปีนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของตลาดโซลาร์รูฟอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงบวกที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟได้มากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลบวกต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโดยรวม ทั้งในด้านการผลิต การติดตั้ง การจ้างงาน และบริการหลังการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน นายพีรกานต์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อรองรับดีมานด์ที่กำลังขยายตัว บริษัทเตรียมวางแผนการตลาดเชิงรุกควบคู่กับการให้บริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มติดตั้งโซลาร์รูฟเป็นครั้งแรก อาทิ การให้คำปรึกษาฟรีถึงหน้าบ้าน ฟรีสำรวจหน้างาน ฟรีประเมินการใช้ไฟ รวมถึงบริการหลังการขายที่รวดเร็วถึงหน้าบ้าน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มบ้านพักอาศัยให้ได้ถึง 20% ภายในปีนี้ และคาดว่าจะได้รับคำสั่งซื้อมากกว่า 1,500 หลังคาเรือนในช่วงครึ่งปีหลัง ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ionenergy.ai/

มาตรการลดภาษี! ดันตลาดโซลาร์เซลล์โต ดีมานด์พลังงานสะอาดทะลัก

ION Energy เชื่อมั่นว่า ความแข็งแกร่งของทีมงาน เทคโนโลยี และมาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ ประกอบกับการสนับสนุนสำคัญจากบางกอกเคเบิ้ล จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาดของไทยได้ในอนาคต

สำหรับ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว

Source : Spring News

กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบเหลือ -21,957 ล้านบาท มาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 20,834 ล้านบาท ขณะบัญชี LPG ยังติดลบอยู่ -42,791 ล้านบาท ด้านคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับเพิ่มเงินผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ เป็น 1.40 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกอ่อนตัวลง ลุ้น ธ.ค. 2568 กองทุนฯ พลิกเป็นบวกได้หากรายรับยังอยู่ระดับกว่า 6,000 ล้านบาทต่อเดือน    

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ประกาศสถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ย. 2568 ว่าเงินกองทุนฯ ยังคงติดลบ แต่ทยอยติดลบลดลงเหลือ -21,957 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -42,791 ล้านบาท และมาจากบัญชีน้ำมันที่มีรายรับเข้ามารวม 20,834 ล้านบาท

สำหรับเงินไหลเข้ารายวัน ปัจจุบันมีเงินไหลเข้ากองทุนฯ รวม 212.78 ล้านบาทต่อวัน  (ประมาณ 6,383 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 185.09 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 5,552 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากโรงแยกก๊าซ 27.69 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 830 ล้านบาทต่อเดือน)

โดยผู้ใช้น้ำมันต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ล่าสุด (9 ก.ย. 2568) ดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 ถูกเรียกเก็บ 1.40 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม ถูกเรียกเก็บ 2.90 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังคงมีภาระหนี้สำคัญที่ได้กู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นก็จะทยอยลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 250 ล้านบาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

สำหรับก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และคาดว่าเงินกองทุนฯ น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ต้องขยับออกไปเป็นเดือน ธ.ค. 2568 นี้แทน เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ -21,957 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 11 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.07 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 67.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 11 ก.ย. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.85 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.62 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.67 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.65 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4.15 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.92 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-11 ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2.46 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)

Source : Energy News Center

รอยเตอร์ – เอกสารจากโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์ องค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของเวียดนามระบุว่า ประเทศเปิดกว้างการใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลขนาดเล็กสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่วางแผนไว้

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค กำลังพยายามเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ ที่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก

จากเอกสารดังกล่าวที่เผยแพร่ทางออนไลน์ โปลิตบูโรเรียกร้องให้มีการจัดทำ “แผนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ที่ยืดหยุ่น โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก” และยังสนับสนุนบริษัทเอกชนให้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

นับเป็นครั้งแรกที่เวียดนามประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะพิจารณาการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก ที่สามารถผลิต จัดส่ง และติดตั้งได้ในสถานที่จริง ทำให้มีราคาถูกลงกว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็กผลิตหรือได้รับการพัฒนาโดยหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ รัสเซีย และเกาหลีใต้ และในเดือนพ.ค. Petrovietnam บริษัทพลังงานชั้นนำของเวียดนาม ได้ลงนามข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์กับบริษัท Westinghouse Electric ในสหรัฐฯ

เดือนเม.ย. เวียดนามระบุว่าต้องการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเป็น 183-236 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากมากกว่า 80 กิกะวัตต์ในสิ้นปี 2566 โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มพลังงานนิวเคลียร์ในแผนพลังงานผสมผสาน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจะต้องลงทุน 136,300 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับมากกว่า 1 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเวียดนามในปี 2567

โปลิตบูโรระบุในเอกสารว่า ความคืบหน้าของโครงการพัฒนาพลังงานหลายโครงการยังคงล่าช้า ขณะที่กรอบกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมยังคงอ่อนแอ

“อุปทานพลังงานภายในประเทศยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า ที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามจากการขาดแคลนพลังงานในช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวเลข 2 หลัก” โปลิตบูโร ระบุ

เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 8.3%-8.5% สำหรับปี 2568 และเติบโต 2 หลักสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของทศวรรษ

เมื่อต้นปี เวียดนามได้ตัดสินใจที่จะกลับมาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง หลังระงับไปเกือบทศวรรษ โดยคาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่มีกำลังการผลิตรวมสูงสุดที่ 6.4 กิกะวัตต์ จะเปิดใช้งานได้ภายในปี 2578

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็กถูกติดตั้งใช้งานแล้วในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ รัสเซีย จีน อังกฤษ และแคนาดา

รัฐบาลเวียดนามกล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะเลือกบริษัทรัสเซียและญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ

โปลิตบูโรยังเรียกร้องให้ส่งเสริมการผลิตน้ำมันดิบและถ่านหิน และขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบสำหรับการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง.

Source : MGROnline

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญความท้าทายจากสงครามราคาและเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนที่เป็นฐานการผลิตหลักของโลก รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติในไทยมากกว่าผู้ประกอบการไทยโดยตรง

นายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) และรองกรรมการผู้จัดงาน สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางธุรกิจแผงโซล่าเซลล์ในช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง และยังได้รับการตอบรับที่ดีหรือไม่นั้น

นายชัพมนต์ กล่าวว่า ตลาดและอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะในภาคเอกชนที่มุ่งลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม และบรรษัทภิบาลของกิจการ (Environment, Social และ Governance : ESG) ส่งผลให้ความต้องการโซลาร์รูฟท็อปและโครงการลงทุนแบบ Private PPA รวมถึง Direct PPA ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน (Residential Solar Rooftop) ก็มีความต้องการติดตั้งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันได้มีการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น ทั้งในด้านราคาและเทคโนโลยี เพื่อให้ภาคประชาชนได้เข้าถึงง่ายขึ้น ถือเป็นข้อดีกับภาคประชาชนได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในราคาที่ถูกลงด้วย

โซลาร์เซลล์ไทยโตไม่หยุด! สมาคม TPVA ท้าชนสงครามราคา-ภาษีสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุปกรณ์หลักของระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PV Module หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์/ Solar Inverter หรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า/PV Mounting หรือโครงสร้างรองรับแผง/PV-DC Cable) นั้น ส่วนใหญ่ในตลาดไทยยังคงมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศจีนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตหลักของโลก ทำให้สามารถเสนอราคาแข่งขันได้และมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย 

ผู้ประกอบการไทยเองก็มีการลงทุนด้านการผลิตอยู่บ้าง แต่ปริมาณกำลังการผลิตก็ยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการภายในประเทศทั้งหมด อีกทั้ง ต้นทุนการผลิตหากจะให้แข่งขันกับการนำเข้าจากจีน ยังถือว่าไม่คุ้มค่า เพราะด้วยดีมานด์กับซัพพลายยังไม่สอดคล้องกัน”

นายชัพมนต์ ตอบคำถามประเด็นสำคัญที่ขณะนี้ สหรัฐอเมริกา ได้จับตาประเทศไทยเป็นพิเศษในเรื่องของการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไปสหรัฐฯ โดยมองประเทศไทยเป็นทรานส์ชิปเมนต์ (Transshipment) หรือทางผ่านและจะขึ้นภาษี TPVA มองว่า การส่งออกแผง PV ไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตจากจีนที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการ Anti-Dumping ของสหรัฐฯ 

ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยจริงๆ แล้วมีค่อนข้างจำกัด อีกทั้ง ผู้ผลิตที่มีฐานอยู่ในไทยก็ได้ปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยหันไปขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีกำแพงภาษีกับสินค้าจีน รวมถึงบางรายได้ลงทุนสร้างฐานการผลิตเพิ่มเติมในสหรัฐเองด้วย

ส่วนการที่ บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการนำเข้า ส่งออก ผลิต ค้าส่งแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ โดยมีทุนจดทะเบียน 1,432 ล้านบาท ที่ปิดกิจการลงนั้น จากการสอบถามไปยังผู้บริหารของ Bangkok Solar Power หรือ BSP โดยได้รับการยืนยันว่า การปิดกิจการลงในครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านภาษีของสหรัฐ แต่เกิดจากการปรับรูปแบบการทำธุรกิจ 

ทั้งนี้ บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด หรือ BSC เป็น Entity ที่ใช้เป็นโรงงานผลิตแผง PV หรือแผงโซล่าร์เซลล์ ชนิด Thin Film Amorphous Silicon ที่เคยผลิตเมื่อนานมาแล้ว แต่ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ทาง BSC จึงได้ยกเลิกการผลิตลง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะตั้งแต่เกือบ 10 ปีที่แล้ว แต่ตัวบริษัทยังไม่ได้ปิดทันที และยังคงสภาพไว้เพื่อรองรับ liabilities And Warranty ต่างๆ ที่ค้างอยู่ และเพื่อ Support ลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้า แล้วเพิ่งมาดำเนินการปิดกิจการจริงๆ    

“การประกาศปิดกิจการครั้งนี้ จึงเริ่มเป็นข่าวและอยู่ในช่วงจังหวะของสถานการณ์นโยบายภาษีสหรัฐฯ จึงทำให้โดนเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านภาษี ซึ่ง Bangkok Solar Power หรือ BSP ถือเป็นอีก Entity นึงที่ดำเนินการด้าน EPC และ Developer ซึ่งยังคงดำเนินการอยู่และยังมีความมั่นคงทางการเงินสูงอยู่”

อย่างไรก็ตาม โดย Bangkok Solar Power หรือ BSP เป็นบริษัทลูกของ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) หนึ่งในผู้ผลิตสายไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งปัจจุบัน นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด ของ BCC ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ผลิตสายไฟฟ้าไทย (Trade Association of Thai Cable Manufacturers หรือ ATCM) อีกด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ลาวเปิดตัวโครงการพลังงานลมแห่งแรกในชื่อ “Monsoon Wind Power Project” ขนาด 600 เมกะวัตต์ นับเป็นฟาร์มพลังงานลมบนบกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดนแห่งแรกของเอเชีย

โครงการนี้ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) แล้ว อีกทั้งฟาร์มกังหันลมแห่งใหม่นี้พร้อมที่จะเป็นต้นแบบของความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านพลังงานสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฟาร์มกังหันลมนี้มีมูลค่า 950 ล้านดอลลาร์ มีกังหันลมทั้งหมด 133 ตัว ครอบคลุมพื้นที่สองเมืองทางภาคใต้ ได้แก่ เมืองละมาม แขวงเซกอง และเมืองสานไชย แขวงอัตตะปือ ตั้งอยู่บนสันเขาสูงระหว่าง 1,100-1,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยกังหันลมแต่ละตัวผลิตไฟฟ้าได้ 4.51 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับครัวเรือนประมาณ 3,000-4,000 ครัวเรือน

ไฟฟ้าที่ผลิตได้ถูกส่งผ่านสถานีย่อยขนาด 115 กิโลโวลต์ 4 แห่ง ยกระดับเป็น 500 กิโลโวลต์ และส่งไปตามสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระยะทาง 27 กิโลเมตร ไปยังชายแดนลาว-เวียดนาม จากนั้นส่งต่อไปยังสถานีย่อยถั่นหมี่ของ EVN ในเวียดนาม

‘ลาว’ เปิดตัว ‘ฟาร์มกังหันลม’ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขายไฟฟ้าให้ ‘เวียดนาม’

โครงการที่ใช้เวลานานนับทศวรรษ

ลาวลงนามข้อตกลงกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศในปี 2554 เพื่อศึกษาศักยภาพพลังงานลมขนาดใหญ่ จนพบว่าแขวงเซกองและแขวงอัตตะปือเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการพัฒนา ต่อมาในเดือนกันยายน 2562 รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติโครงการพลังงานลม พร้อมระบุว่าโครงการนี้สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าในเวียดนามได้อย่างปลอดภัย

การก่อสร้างเริ่มต้นในเดือนเมษายน 2566 กังหันลมตัวแรกได้รับการติดตั้งในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน และภายในเดือนพฤษภาคม 2568 กังหันลมทั้งหมด 133 ตัวก็ได้รับการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว

ในเดือนกรกฎาคม โรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งนี้ได้ดำเนินการผลิตอยู่ที่ 300 เมกะวัตต์ ประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ตามคำกล่าวของนายขันติ สีละวงษา รองผู้ว่าราชการแขวงเซกอง

ตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 32.5 ล้านตัน หรือประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการกำจัดรถยนต์ 7 ล้านคันต่อปี หรือการปลูกต้นไม้ 59 ล้านต้น นับเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีบริษัทจากประเทศไทย สิงคโปร์ และลาว มีส่วนร่วมในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการนี้ รวมถึง BCPG บริษัทในเครือพลังงานหมุนเวียนของโรงกลั่นน้ำมันบางจากของไทย และมี Mitsubishi Corp. บริษัทการค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นร่วมลงทุน

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่ส่งมอบพลังงานหมุนเวียนในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถร่วมมือกัน เพื่ออนาคตที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นได้อย่างไร” ณัฐ หุตานุวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอนซูน วินด์ พาวเวอร์ กล่าว

แหล่งเงินทุนประกอบด้วยธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency) และบริษัท ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (Sumitomo Mitsui Banking Corp.) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น

‘ลาว’ เปิดตัว ‘ฟาร์มกังหันลม’ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขายไฟฟ้าให้ ‘เวียดนาม’


ที่มา: BloombergLaotian TimesNikkei
Source : กรุงเทพธุรกิจ