เดินหน้าหนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด หัวเว่ย จับมือ เจจีเอส-เจมาร์ท โมบาย เปิดตัว “The Next Energy Hub” ส่งมอบโซลูชันพลังงานสะอาดอัจฉริยะ พร้อมประสบการณ์ใหม่ที่เข้าถึงง่าย

ครัวเรือนไทยกำลังต้องการเข้าถึงพลังงานสะอาดกันมากขึ้น เพื่อเป็นการประหยัดไฟ ลดค่าครองชีพ แต่ช่วงที่ก่อนหน้ามานี้จะเข้าถึงพลังงานยากไปนิดหนึ่ง แต่…ปัจจุบันเริ่มเข้าถึงง่ายมากขึ้น เมื่อมีเอกชนเดินหน้าสนับสนุนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เช่น หัวเว่ยผนึกความร่วมมือกับ บริษัท เจจีเอส ซินเนอร์จี พาวเวอร์ จำกัด (JGS) และ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด เปิดตัว “The Next Energy Hub” ศูนย์รวมโซลูชันโซลาร์รูฟท็อปยุคใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างสะดวก มั่นใจ และปลอดภัย ผ่านช่องทางการให้บริการของร้านเจมาร์ท โมบายกว่า 270 สาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของทั้งสามองค์กรในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน โดยเน้นการออกแบบประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการข้อมูลชัดเจน บริการที่เชื่อถือได้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การเลือกติดตั้งโซลูชันพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอีกต่อไป ลูอี้ หู รองประธานฝ่ายดิจิตอลพาวเวอร์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนอนาคตของพลังงานสะอาดในประเทศไทย ผ่านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนภาคครัวเรือนอย่างแท้จริง ความร่วมมือกับ JGS และเจมาร์ท โมบาย ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้โซลูชันพลังงานสะอาดของหัวเว่ยเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ที่มั่นใจและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการใช้งาน

หนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด! เปิดตัว “The Next Energy Hub”

ด้าน นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ กรรมการบริษัท เจจีเอส ซินเนอรจี พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าโซลูชันด้านพลังงานสะอาดไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยากหรือห่างไกลจากผู้บริโภค ความร่วมมือกับหัวเว่ยซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด ทำให้เราสามารถนำเสนอนวัตกรรมที่ทั้งทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อถือได้ ควบคู่ไปกับเครือข่ายร้านเจมาร์ท โมบายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างแท้จริงให้กับครัวเรือนไทย

หนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด! เปิดตัว “The Next Energy Hub”

  • หัวเว่ย ดิจิตอล พาวเวอร์ (ประเทศไทย) นำเสนอ FusionSolar for Residential โซลูชันด้านพลังงานสะอาดที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยออกแบบมาเพื่อมอบ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงานในระยะยาว พร้อมนวัตกรรมอัจฉริยะที่ช่วยให้การจัดการพลังงานในบ้านกลายเป็นเรื่องง่าย อาทิ เช่น:
  • อินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): หัวเว่ยเป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด
  • ระบบ AFCI อัจฉริยะ (Arc Fault Circuit Interrupter): ใช้ AI ตรวจจับและป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรในระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัย
  • Optimizer และระบบ Rapid Shutdown: ช่วยจัดการพลังงานจากแต่ละแผงโซลาร์เซลล์อย่างเป็นอิสระ พร้อมระบบปิดการทำงานอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยขั้นสูง
  • SmartGuard และ EMMA AI (Energy Management Assistant): ระบบอัจฉริยะที่สามารถสลับแหล่งจ่ายไฟระหว่างโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ในกรณีไฟดับ พร้อมวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับสถานีพยากรณ์อากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสำรองพลังงานในช่วงที่มีเมฆมากหรือฝนตก
  • แบตเตอรี่ LUNA S1: ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล อาทิ IEC62619, IEC63056 และ TÜV SÜD VDE พร้อมระบบป้องกันถึง 5 ชั้น ตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงระบบรวม ทั้งยังมีระบบระบายแรงดัน (Pressure Release) และระบบดับเพลิงในตัว (Fire Suppression System) เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว
หนุนครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด! เปิดตัว “The Next Energy Hub”

ทั้งนี้ โซลูชัน FusionSolar พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ที่ร้านเจมาร์ท ลูกค้าที่สนใจสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับโซลูชันพลังงานสะอาดของหัวเว่ยได้ที่ ร้านเจมาร์ท โมบาย ใกล้บ้านท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของพันธมิตรอย่างเป็นทางการที่ https://jgs-synergy.co.th/

Source : Spring News

บริษัทในเยอรมนี คืนชีพให้แบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานแล้ว และแบตเตอรี่ที่เหลือจากการผลิต ด้วยการนำเอามาเรียงซ้อนกันเป็นหน่วยขนาดเท่าตู้เย็น เพื่อทำหน้าที่เสมือน “พาวเวอร์แบงค์” เก็บพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมส่วนเกินจากการผลิตไฟฟ้า มาเก็บไว้สำหรับใช้งาน

ตู้เก็บแบตเตอรี่เพื่อใช้งานภายในบ้าน

ผลงานนี้เป็นของบริษัท โวลต์แฟง (Voltfang) ซึ่งได้เปิดโรงงานอุตสาหกรรมแห่งแรกในเมือง อาเคิน (Aachen) ใกล้ชายแดนเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ และเป็นโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมฟื้นฟูแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งเป้าเพื่อช่วยสนับสนุนยุโรปในการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

คืนชีพให้แบตเตอรี่ EV ที่ใช้แล้ว

ภายในไซต์งาน ช่างเทคนิคจะรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วมาทดสอบเพื่อประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ แบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในสภาพดีจะถูกนำไปปรับสภาพใหม่เพื่อ “ใช้งานอีกครั้ง” และนำไปติดตั้งในตู้ขนาดเท่าตู้เย็นขนาดใหญ่ ทนทานต่ออุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ถึง 50 องศาเซลเซียส 

บริษัทกล่าวว่าข้อดีของระบบกักเก็บพลังงานที่พัฒนาขึ้น ก็คือการ ช่วยเพิ่มสเถียรภาพให้กับการใช้พลังงานหมุนเวียน จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และการที่บริษัทใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ใช้แล้ว หรือแบตเตอรี่ที่เป็นส่วนเกินจากการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังเป็นการช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบหายากเพื่อทำแบตเตอรี่ก้อนใหม่

นอกจากนี้เมื่อเทียบกับการใช้งานแบตเตอรี่ก้อนใหม่ กับการใช้แบตเตอรี่เก่า ในการเก็บพลังงานไฟฟ้า บริษัทพบว่าแบตเตอรี่ใช้แล้วที่นำมาปรับสภาพเพื่อใช้งานต่อ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 ตัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรได้ด้วย

สำหรับบริษัท โวลต์แฟง (Voltfang) ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยตั้งเป้าพัฒนาความจุการกักเก็บไฟฟ้าของโรงงานแห่งนี้ไว้ที่ 250 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ต่อปี ภายในปี 2026 และจะเพิ่มกำลังการกักเก็บไฟฟ้าให้ได้ถึง 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี ให้เพียงพอสำหรับบ้าน 300 หลัง ภายในปี 2030

Source : TNN

กฟผ.วางกรอบการลงทุน 5 ปี (2568-2572) วงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รองรับช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน การปรับปรุงและการก่อสร้างสายส่ง

ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย ( กฟผ.) ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าภารกิจแห่งความยั่งยืนด้วยการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมขยายการเติบโตด้วยธุรกิจสีเขียว และสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2608

นางพัชรินทร์ รพีพรพงศ์ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในการดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน กฟผ.ได้วางแผนยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะ 5 ปี (2568-2572) ด้วยงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่สังคมคาร์บอนตํ่า

กฟผ. จัดงบลงทุน 5 ปี 2 แสนล้านรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน สู่พลังงานสะอาด

โดยเป็นการลงทุนของการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 61% และโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในสัดส่วน 39% ซึ่งครอบคลุมโครงการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนของระบบไฟฟ้าของประเทศ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1)

ทั้งนี้ มีรายงานว่า แผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ จะมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าทั้งจากเชื้อเพลิงหลักและพลังงานหมุนเวียน โดยมีโครงการสำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด กฟผ.แล้ว และที่อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีกำลังผลิตรวม 4,850 เมกะวัตต์

ประกอบด้วย:  อาทิ โครงการโรงไฟฟ้านํ้าพองทดแทน กำลังผลิตตามสัญญา 650 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2568 โครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 5) และ 1,400 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 6-7) โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ

 โครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1-2 : กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 1) และ 700 เมกะวัตต์ (ชุดที่ 2) โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2570 และ 2572 ตามลำดับ โครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (ส่วนเพิ่ม) กำลังผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571

โดยมีโครงการที่่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว 1 โครงการได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8-9 หรือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 15 รวมถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้าในเขื่อนต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการขออนุมัติจาก ครม. มีกำลังผลิตรวม 348 เมกะวัตต์ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล 1 กำลังผลิต 158 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ 1 กำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ 1 กำลังผลิต 50 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ยังไม่รวมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้าในเขื่อนต่าง ๆ ที่ผ่านความเห็นขอบจากบอร์ดกฟผ.แล้ว กำลังผลิตรวม 2,308 เมกะวัตต์ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังนํ้าท้ายเขื่อน ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เพิ่มเติม 4 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จระหว่างปี 2568-2569 ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง (นครราชสีมา) กำลังผลิต 1.50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เขื่อนลำปาว (กาฬสินธุ์) กำลังผลิต 2.50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เขื่อนห้วยแม่ท้อ (ตาก) กำลังผลิต 1.25 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และเขื่อนกระเสียว (สุพรรณบุรี) กำลังผลิต 1.50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

ขณะที่แผนการลงทุนในโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ได้วางแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าที่สำคัญไว้ 13 โครงการ ซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ (ปี 2568-2572) มีโครงการที่จะดำเนินงานแล้วเสร็จในปี 2568 ได้แก่ โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 ส่วนสถานีไฟฟ้าแรงสูง (RSP1) โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1 ส่วนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (RLP1) และ โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายเล็กระบบ Cogener ation (SPPC)

ส่วนการก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2569 ได้แก่ โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPPP) และแผนงานปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระยะที่ 1 (SPP1) ก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2570 ได้แก่ โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 2 (RTS2) โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบนเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPN) โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 (TS12)

สำหรับปี 2571 มีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 3 (GBA3) โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPE)  และโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIWS) และปี 2572 มีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบเคเบิ้ลใต้ทะเลไปยังบริเวณอำเภอเกาะสมุย (SPSS) และแผนงานปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงเพื่อรองรับการเชื่อมต่อตามข้อกำหนด (SICC)

ขณะที่ล่าสุด ครม.เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ กฟผ.ดำเนินโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัด น่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใน สปป.ลาว (โครงการ NPUP) ภายในวงเงิน 26,220 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2568 กฟผ.ได้จัดสรรงบลงทุนสำหรับโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในโครงการต่าง ๆ ไว้ราว 13,080.62 ล้านบาท

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ระบบพลังงานในโลกกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้น้อยที่สุด ผ่านการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนี้ แต่เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้สำเร็จและยั่งยืน ระบบพลังงานจำเป็นต้องมีเสาหลักที่แข็งแกร่ง 2 ด้าน นั่นก็คือ แบตเตอรี่และพลังงานโมเลกุลสีเขียว (Green Molecules) ซึ่งทั้งสองไม่ได้แข่งขันกัน แต่เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน

แบตเตอรี่ พลังสำรองที่ยืดหยุ่น

แบตเตอรี่มีบทบาทสำคัญในการทำให้พลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรมากขึ้น ด้วยความสามารถในการกักเก็บไฟฟ้าเมื่อมีการผลิตมากเกินความต้องการ (เช่น ตอนกลางวันที่มีแดดจัด หรือตอนกลางคืนที่มีลมแรง) และจ่ายไฟฟ้าออกมาในช่วงที่มีความต้องการสูง แบตเตอรี่จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง “ตลอด 24 ชั่วโมง” (Round the Clock หรือ RTC) ช่วยให้สามารถเข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างแท้จริง

การใช้งานแบตเตอรี่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้หลายประเทศหันมาลงทุนในด้านนี้ โดยเฉพาะในเอเชียอย่าง อินเดีย ที่มีการประมูลโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ในราคาที่แข่งขันได้มากเพียง 3.6 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง รวมถึง ซาอุดีอาระเบีย ที่กำลังพัฒนาโครงการ The Red Sea Global ซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 340 เมกะวัตต์ ควบคู่กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 1.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง ทำให้โรงงานผลิตน้ำจืดสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

พลังงานโมเลกุลสีเขียว พลังงานระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรม

ในขณะที่แบตเตอรี่เหมาะสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะสั้น พลังงานโมเลกุลสีเขียว เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว, แอมโมเนีย, เมทานอล และเชื้อเพลิงสังเคราะห์อื่น ๆ คือคำตอบสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะยาว และเป็นพลังงานทางเลือกสำหรับภาคส่วนที่ยากต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Hard-to-abate sectors) เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก, ซีเมนต์, การขนส่งทางเรือ และการบิน

พลังงานโมเลกุลสีเขียวสามารถใช้เป็นได้ทั้งเชื้อเพลิงและสารตั้งต้นในกระบวนการผลิต เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว สามารถใช้แทนไฮโดรเจนที่ได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตเหล็กและสารเคมี ส่วน เมทานอลและแอมโมเนียสีเขียว ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเชื้อเพลิงเครื่องบินและเรือเดินทะเล

โอกาสทองของประเทศตลาดเกิดใหม่ อินเดียและตะวันออกกลาง

ประเทศที่มีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์และลมที่อุดมสมบูรณ์อย่าง อินเดียและตะวันออกกลาง มีศักยภาพที่จะเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานโมเลกุลสีเขียวในราคาที่แข่งขันได้ การประมูลล่าสุดในอินเดียสำหรับแอมโมเนียสีเขียวได้ราคาต่ำลงเหลือ 591 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตัน และราคาไฮโดรเจนสีเขียวอยู่ที่ 3.75ดอลลาร์สหรัฐ ต่อกิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของภูมิภาคนี้ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกพลังงานสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุโรป เอเชียตะวันออก และอเมริกาเหนือ

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันพลังงานโมเลกุลสีเขียวให้เติบโตได้นั้น ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญคือ การขาดตลาดโลกที่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากตลาดน้ำมันหรือ LNG ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานรองรับอยู่แล้ว ดังนั้น การสร้างมาตรฐานร่วมกัน, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่งและสถานีบรรจุเชื้อเพลิง, และความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตต้นทุนต่ำในประเทศกำลังพัฒนาเข้ากับศูนย์กลางความต้องการในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ร่วมสร้างตลาดโลกให้เป็นจริง

การจะปลดล็อกศักยภาพของพลังงานโมเลกุลสีเขียวได้อย่างเต็มที่นั้น ทุกฝ่ายต้องก้าวจากการนำร่องไปสู่การขยายผลในวงกว้าง รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น การกำหนดราคาคาร์บอน หรือการบังคับใช้เชื้อเพลิงสีเขียวในภาคการบินและการเดินเรือ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการในตลาดช่วงแรก และเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานโลกให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

ที่มา : ACWA Power
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ B100 คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือ น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารแล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลมีการเผาไหม้ที่สะอาดและมีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วน 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศ

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) ต้องเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและความต้องการที่ลดลง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามดูเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ว่าทิศทางธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568  รวมถึงความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไร

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ธุรกิจไบโอดีเซลไทยปี 2568 กำลังการผลิตส่วนล้น ความต้องการหด กดดันรายได้ลด” ออกมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ของไบโอดีเซลในปี 2568 จะลดลงสู่ระดับราว 34% เทียบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 53% ในปี 2564 สาเหตุที่กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศแทนที่น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 7% (B7) นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการไบโอดีเซลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีการวิจัยและพัฒนา ทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและขยายกำลังการผลิต 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับตัว ด้วยการลดกำลังการผลิตลงราว 2.5% ในปี 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เผชิญอยู่ได้ โดยปัญหานี้ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กและกลางที่ประสบอุปสรรคในการแย่งชิงความต้องการที่จำกัดในตลาด นอกจากนี้ ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะผู้ผลิตไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดเชิงขนาด ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 มีทิศทางลดลง เพราะความต้องการไบโอดีเซลที่หดตัว แม้ราคาจะสูงขึ้น ในขณะที่ปี 2569 รายได้อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาไบโอดีเซลที่คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 14% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1.1% ในปี 2569 ซึ่งอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ

1. สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งสำหรับปี 2568 อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง เพราะแม้ว่าสัดส่วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงความต้องการไบโอดีเซลโดยรวมได้ และภาครัฐอาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก 5-7% (B5) มาเป็น 6.6-7% (B7) ในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขยายตัวหลังจากไตรมาสแรกปีนี้ และจะทยอยเพิ่มขึ้นทั้งปีจากปรากฏการณ์ลานีญา โดยในเดือนมีนาคม ผลผลิต CPO ขยายตัวกว่า 102% MoM ทว่านโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปีนี้ ส่วนในปี 2569 ความต้องการไบโอดีเซลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในช่วงปลายปี 2568 และยังได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปี 2568 ที่ความต้องการหดตัวลงมาก

2. ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 0.8% และ 1.3% ในปี 2568-2569 เพราะการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถโดยสารมีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่จะลดลงจากฐานที่สูงในปี 2567 ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไทยอาจไม่สามารถปรับตัวต่ำลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2568-2569 เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงมีฐานะขาดดุลสูง 

ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และ 0.9% ในปี 2568 และ 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาไบโอดีเซล

ในปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบไทยตึงตัวในระดับสูง โดยเฉลี่ยสต็อก CPO ในช่วงดังกล่าวหดตัว 39% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงพยุงราคาไบโอดีเซลให้สูงกว่าปี 2567 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงตามผลผลิตปาล์มที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาสแรกแล้วก็ตาม 

สำหรับปี 2569 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยคาดว่าจะขยายตัวตามราคาตลาดโลก โดย World Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกจะโต 2% ในปีหน้า เพราะได้รับแรงหนุนจากอินโดนีเซียที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 35% (B35) ให้เป็น 40% (B40) ในปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 50% (B50) ในปี 2569 ทั้งนี้ อินโดนีเซียผลิตและใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก 

ความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว

  • พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2569 จะกระทบราคาและความต้องการไบโอดีเซล เพราะผู้ผลิตไบโอดีเซลจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาปาล์มอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรลดลง
  • กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแผนพลังงานไทยกดดันการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องในอนาคต อาทิ พ.ร.บ. Climate Change ที่ภาครัฐมีแผนจะบังคับใช้ภายในปี 2569 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลไฟฟ้ามากขึ้นในภาคก่อสร้างและการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ยังมุ่งเน้นเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อีกด้วย

Source : Energy News Center