กฟผ. ชูโรงไฟฟ้า SMR สร้างสมดุลทั้งด้านความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม  ระบุจุดเด่น มีอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้ายาวนานกว่า 60 ปี  ใช้เชื้อเพลิงปริมาณน้อยและมีรอบการเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 2 ปี สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง มีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม ช่วยเติมเต็มช่องว่างของพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ขนาดกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ถูกออกแบบให้รวมอุปกรณ์หลักสำคัญไว้ภายในโมดูล (Module) ลดความซับซ้อนของระบบและลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุลง มีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม มีระบบถ่ายเทความร้อนด้วยหลักการทางธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งคนหรือไฟฟ้าสำรอง ซึ่งโมดูลถูกผลิตและประกอบสำเร็จมาจากโรงงานผู้ผลิต ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตของอุปกรณ์ได้ง่าย ขนย้ายสะดวก ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างเหลือเพียง 3-4 ปี ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างต่ำลงกว่าเดิม และอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้ายาวนานกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานด้วยการใช้เชื้อเพลิงปริมาณน้อยและมีรอบการเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 2 ปี ที่สำคัญสามารถผลิตไฟฟ้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ต่อเนื่อง ไม่สะดุดและไร้รอยต่อ ช่วยรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เติมเต็มช่องว่างของพลังงานหมุนเวียน ทำให้ระบบไฟฟ้าไทยสะอาด และมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตามการเดินหน้า SMR ในประเทศไทย ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในประเด็นความเข้าใจของสังคมไทยต่อพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมกัน โดยโรงไฟฟ้า SMR จะเป็น “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ทำให้ระบบไฟฟ้าไทย ทั้งมั่นคง สะอาด และมีราคาที่แข่งขันได้ Solution to Modern Realm ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการพลังงานในปัจจุบันกับความรับผิดชอบต่ออนาคต เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน

Source: Energy News Center

รถยนต์ไฟฟ้า” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในปี 2024 พบว่า 22% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก เป็นรถอีวี ซึ่งสูงกว่าปี 2023 อยู่ที่ 18% ขณะเดียวกันกลับมีรายงานจำนวนเพิ่มขึ้นที่พบว่า ผู้คนรู้สึกเมารถขณะขับรถไฟฟ้ามากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลแบบดั้งเดิม และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถาม

จากข้อมูลจากงานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นระบุว่า อาการเมารถที่มากขึ้นในรถยนต์ไฟฟ้าอาจเกิดจากการขาดประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทำให้สมองขาดความแม่นยำในการประเมินแรงขับเคลื่อน เพราะความคุ้นชินกับรถยนต์สันดาป จึงจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมการขับขี่

สำหรับคนที่ขับรถสันดาปมาตลอดชีวิต สมองจะคาดการณ์การเร่งความเร็วหลังจากเร่งเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว แต่ในการทางกลับกัน เมื่อมาขับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ส่งเสียงดังกล่าว

นอกจากความไม่คุ้นเคยโดยทั่วไปแล้ว งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะเฉพาะที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้ากับอาการเมารถ งานวิจัยในปี 2024 สรุปว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างความรุนแรงของอาการเมารถกับการสั่นสะเทือนของเบาะนั่งในรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่งานวิจัยในปี 2020 พบว่าการเครื่องยนต์ในรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเสียงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเมารถมากขึ้น

“หากเราคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า เราก็คุ้นเคยกับการทำความเข้าใจการเคลื่อนที่ของรถยนต์โดยอาศัยสัญญาณต่าง ๆ เช่น รอบเครื่องยนต์ แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ แรงบิด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกถือเป็นสภาพแวดล้อมการเคลื่อนไหวแบบใหม่สำหรับสมอง ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับตัว” วิลเลียม เอมอนด์ นักศึกษาปริญญาเอกผู้วิจัยอาการเมารถที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบลฟอร์-มงเบลียาร์อธิบาย

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการเบรกเพื่อสร้างพลังงาน (regenerative braking) ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมอเตอร์จะแปลงพลังงานจลน์ของรถยนต์ที่ชะลอความเร็วลงเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ส่งผลให้เกิดการลดความเร็วที่ความถี่ต่ำ 

หมายความว่ารถยนต์จะค่อย ๆ ลดความเร็วลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แทนที่จะชะลอความเร็วลงอย่างรวดเร็วหรือเป็นจังหวะสั้น ๆ ดังนั้นการลดความเร็วที่ความถี่ต่ำเช่นนี้จึงสัมพันธ์กับระดับอาการเมารถที่สูงขึ้น

การศึกษาในปี 2024 ชี้ให้เห็นว่าคุณสมบัตินี้เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นหลักของอาการเมารถในรถยนต์ไฟฟ้า ผู้เขียนรายงานการศึกษาระบุว่า “ผลการศึกษาของเรายืนยันว่าระดับการเบรกเพื่อสร้างพลังงานที่สูงขึ้นสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการเมารถได้”

อาการเมารถเชื่อกันว่าเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างสัญญาณประสาทสัมผัสต่าง ๆ ที่สมองได้รับเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหูชั้นใน ซึ่งช่วยควบคุมการทรงตัว ดวงตา และร่างกายส่งข้อมูลที่ขัดแย้งกันไปยังสมอง

“ความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของตนเองที่ดีขึ้นช่วยให้เราคาดการณ์แรงของการเคลื่อนที่ได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออาการเมารถ แต่เมื่อแรงของการเคลื่อนที่ตามที่สมองประเมินหรือคาดการณ์ไว้แตกต่างจากที่ประสบจริง สมองจะตีความไม่สอดคล้องกันของระบบประสาทนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ขัดแย้งกัน หากความขัดแย้งนี้ยังคงอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย เช่น เมารถได้” เอมอนด์กล่าว

ความสามารถในการคาดการณ์การเคลื่อนที่ของยานพาหนะดูเหมือนจะเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์การเมารถ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ที่ขับรถมักไม่แสดงอาการ พวกเขารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการคาดการณ์การเคลื่อนที่และการเคลื่อนที่เจอจริง อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีความเกี่ยวข้องกับอาการเมารถที่รุนแรงกว่า เนื่องจากรถยนต์เหล่านี้ให้เบาะแสเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ที่กำลังจะมาถึงได้น้อยกว่า

“เมื่อค้นพบสภาพแวดล้อมการเคลื่อนที่ใหม่ สมองจำเป็นต้องปรับตัว เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ก่อนหน้าในบริบทเช่นนี้ นี่คือเหตุผลที่เกือบทุกคนจะรู้สึกคลื่นไส้ในสภาพแวดล้อมไร้น้ำหนัก” เอมอนด์กล่าว

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฉงชิ่งและสถาบันวิจัยวิศวกรรมยานยนต์จีน เชื่อมโยงการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ากับอาการกระสับกระส่ายและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยเตือนว่าความรู้สึกไม่สบายอาจบั่นทอนความพึงพอใจด้านสุขภาพและการเดินทาง

นักประสาทวิทยายังพบการเปลี่ยนแปลงภายในสมองอีกด้วย การศึกษาที่นำโดยมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้และผู้ผลิตรถยนต์ SAIC Motor พบว่าการทำงานของสมองกำลังได้รับการจัดระเบียบใหม่เพื่อรับมือกับความเครียดทางสรีรวิทยาและจิตใจที่เกิดจากอาการเมารถ

ขณะที่ จอห์น โกลดิง ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาประยุกต์จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ กล่าวว่าอาการเมารถส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง และประเด็นนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเมื่อมีการนำรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใช้

เนื่องจากจำนวนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยบางคนจึงกำลังศึกษาหาวิธีแก้ปัญหาอาการคลื่นไส้เฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาการเมารถในรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับสามารถรักษาได้ด้วยการใช้สัญญาณภาพ เช่น หน้าจอแบบอินเทอร์แอคทีฟและแสงไฟรอบข้าง หรือระบบสั่นเตือนที่เบาะรถยนต์เมื่อรถกำลังเลี้ยว เพื่อให้สมองของผู้โดยสารสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนที่ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเมารถเมื่อนั่งอยู่ด้านหลังรถแท็กซี่ไฟฟ้า

โกลดิงกล่าวว่า หากรู้ว่าตนเองมีอาการเมารถ ควรกินยาแก้เมารถ หรือใส่สายรัดข้อมือบรรเทาอาการ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดคือนั่งด้านหน้าเพื่อดูวิว ซึ่งจะช่วยให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ต่างจากการนั่งข้างหลังที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการขยับศีรษะมากเกินไป อย่าดูโทรศัพท์หรือเริ่มอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก 

อีกวิธีที่น่าสนใจ คือ ฟังเสียงความถี่ 100 เฮิรตซ์สักหนึ่งนาที งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนาโกย่าของญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่าการสั่นสะเทือนที่ความถี่นี้อาจช่วยได้โดยการกระตุ้นส่วนหนึ่งของหูชั้นในที่ตรวจจับแรงโน้มถ่วงและความเร่ง


ที่มา: Interesting EngineeringThe GuardianThe Guardian 2South China Morning Post
Source: กรุงเทพธุรกิจ

เปิดข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยล่าสุด เพชรบุรี-กาญจนบุรี ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยสุด กทม.–ชลบุรี แชมป์ปล่อยสูงสุด

ปัจจุบัน 76 จังหวัด ของประเทศไทยมีข้อมูล และแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว และในปีงบประมาณ 2568 ยังมีการขยายผลให้มีจังหวัดที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero เพิ่มอีก 15 จังหวัด ทำให้ขณะนี้ประเทศไทยมีจังหวัดที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero รวมแล้วถึง 32 จังหวัด โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับท้องถิ่นและจังหวัด เพื่อให้การลดก๊าซเรือนกระจก ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2566–2567 อบก. ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการ “การพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายของโครงการนี้คือให้แต่ละจังหวัดสามารถจัดทำ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนด แผนการลดก๊าซเรือนกระจก ของตนเองได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งบูรณาการการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่

ซึ่งจะดำเนินแผนงาน 4 แผนงาน ดังนี้

  • การจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด
  • การจัดทำแผนการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.)
  • การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการรายงานข้อมูลระดับจังหวัด

#กรุงเทพธุรกิจ รายงานเพิ่มเติม อ้างอิงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้ง 77 จังหวัด พบว่า 5 จังหวัดต่อไปนี้เป็นพื้นที่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเมืองอุตสาหกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจ

อันดับ 1 กทม. – มากกว่า 40 ล้านตัน CO₂e/ปี

ใช้ปีฐาน พ.ศ. 2556 (ภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด) พบว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y) โดย กรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 5.4 ล้านคน ซึ่งหากนับรวมประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยรวมแล้วกว่า 10 ล้านคน ยิ่งทำให้เกิดกิจกรรมการผลิตและการบริโภคที่ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยเฉพาะจากภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 80% ของการปล่อยทั้งหมด

อันดับ 2 ชลบุรี – มากกว่า 24 ล้านตัน CO₂e/ปี

จังหวัดศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในหัวใจหลักของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการกระจุกตัวของนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ส่งผลให้ชลบุรีมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 24 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

อันดับ 3 สระบุรี – มากกว่า 22 ล้านตัน CO₂e/ปี

สระบุรี เมือง “โรงปูน” ของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของไทย กระบวนการเผาหินปูนเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ต้องใช้พลังงานมหาศาลและยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากปฏิกิริยาเคมี ร่วมกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมาก ทำให้สระบุรีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

อันดับ 4 ระยอง – มากกว่า 18 ล้านตัน CO₂e/ปี

ระยองเมืองแห่งอาณาจักรปิโตรเคมีของประเทศไทย โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ และโรงงานเคมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงและปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ รวมแล้วมีปริมาณมากกว่า 18 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

อันดับ 5 สมุทรปราการ – มากกว่า 14 ล้านตัน CO₂e/ปี

เมืองอุตสาหกรรมหนักริมชายฝั่งที่มีความหลากหลายของอุตสาหกรรม ตั้งแต่เหล็กกล้า อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงโรงงานเคมีขนาดใหญ่ อีกทั้งยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้มีทั้งโรงงานและประชากรอาศัยอย่างหนาแน่น กิจกรรมด้านการขนส่ง การใช้พลังงานในอาคาร และการจราจร ล้วนส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก รวมแล้วมีปริมาณการปล่อยมากกว่า 14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂e/y)

เปิด 5 จังหวัด ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยสุด

ต่อมาพามาดูจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนจากผืนป่า และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งบางแห่งสามารถบรรลุ Net Zero ได้แล้ว ดังนี้

  • เพชรบุรี – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 16.4 ล้านตัน CO₂e

เพชรบุรีมีพื้นที่ป่าราว 64% ของพื้นที่จังหวัด โดยเฉพาะป่าแก่งกระจานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกทางธรรมชาติ “กลุ่มป่าแก่งกระจาน” ครอบคลุมกว่า 2.4 ล้านไร่ ทำหน้าที่เป็น “ปอดของประเทศ” โดยคาดการณ์ว่าสามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 16.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

\'เพชรบุรี\' ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยสุด กทม.–ชลบุรี แชมป์ปล่อยสูงสุด
  • กาญจนบุรี – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 5.86 ล้านตัน CO₂e

กาญจนบุรีมีพื้นที่ป่าราว 67% หรือประมาณ 5.8 ล้านไร่ ครอบคลุมผืนป่าตะวันตกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผืนป่าแห่งนี้สามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้ราว 5.86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

  • น่าน- กักเก็บคาร์บอนได้ราว 4.96 ล้านตัน CO₂e

แม้น่านเคยเผชิญปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดอย่างหนักในอดีต แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามฟื้นฟูป่าอย่างจริงจังจนพื้นที่ป่าปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 60% หรือประมาณ 4.2 ล้านไร่ ส่งผลให้น่านสามารถลดและดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

  • แม่ฮ่องสอน – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 4.92 ล้านตัน CO₂e

แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มี พื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทย คิดเป็น 85% หรือราว 7.3 ล้านไร่ แต่ป่ากว่า 40% อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม จากการบุกรุกเพื่อทำเกษตรและไฟป่าซ้ำซาก อย่างไรก็ดี หากสามารถฟื้นฟูป่าได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่ป่าของแม่ฮ่องสอนสามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนได้มากกว่า 4.92 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

  • เชียงใหม่ – กักเก็บคาร์บอนได้ราว 3.94 ล้านตัน CO₂e

เชียงใหม่มีพื้นที่ป่าประมาณ 60% ครอบคลุมทั้งป่าธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ เช่น ดอยอินทนนท์ และป่าชุมชนรอบพื้นที่เกษตร มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า 3.94 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e)

ที่มาข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจ , อบก.
Source : Spring News

ในวันที่โลกเร่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่เพียงแต่รัฐบาลและผู้ผลิตยานยนต์ที่ต้องปรับตัว หากแต่ธนาคารกสิกรไทยก็ก้าวเข้ามาด้วยการสร้าง “วัตต์อัพ (WATT’S UP )” แพลตฟอร์มกลางที่ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือระบบนิเวศที่เชื่อม คน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน

“วัตต์อัพ (WATT’S UP )”  แอปพลิเคชันที่ให้บริการเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หลากหลายแบรนด์ ครอบคลุมทั้งการเช่าและซื้อ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็น คำตอบที่ไม่ใช่แค่เรื่องยานยนต์ แต่คือการออกแบบโมเดลใหม่ของชีวิตและสังคม ภายใต้ความตั้งใจที่จะลดต้นทุนของผู้ใช้ ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนของประเทศในแง่สิ่งแวดล้อม

ดำเนินงานโดย บริษัท เค เอนเนอร์จี พลัส จำกัด บริษัทในเครือ ธนาคารกสิกรไทย WATT’S UP จึงไม่ใช่เพียงโปรดักต์เชิงธุรกิจ แต่ถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งใน นวัตกรรมด้าน ESG ที่สะท้อนบทบาทใหม่ของธนาคาร ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

WATT’S UP ไวท์เลเบลแพลตฟอร์ม

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดูแลงานยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และ ESG กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสิ่งที่ธนาคารลงมือทำว่า WATT’S UP ถูกออกแบบให้เป็น “ไวท์เลเบลแพลตฟอร์ม” หรือระบบกลางที่ทุกค่ายสามารถเข้ามาใช้งานร่วมกันได้ ทั้งผู้ให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV bike rental) และไรเดอร์ที่ต้องการทดลองใช้รถพลังงานสะอาด ไม่จำกัดแค่ยี่ห้อเดียวหรือรูปแบบการเช่าแบบตายตัว แต่เปิดทางเลือกหลากหลาย ทั้งเช่ารายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน พร้อมเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่น

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดูแลงานยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และ ESG
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ดูแลงานยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และ ESG

ความพิเศษอยู่ตรงที่ WATT’S UP เป็นแอปพลิเคชันที่สั่งการตู้แบตเตอรี่ได้โดยตรง ให้ไรเดอร์สามารถ “สวอปแบตเตอรี่” ได้สะดวกแทนการรอชาร์จ จุดให้บริการครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล เฉลี่ยหนึ่งตู้ทุก 4 ตารางกิโลเมตร 

ปัจจุบัน WATT’S UP มีผู้ใช้งานเกือบ 10,000 ราย และมีเครือข่ายสถานีสวอปแบตเตอรี่กว่า 100 จุด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวข้าม ช่วงทดลอง (Pilot) มาสู่การสร้างระบบที่ขยายผลได้จริง

พาร์ทเนอร์-Multi-brand Ecosystem บทเรียนจาก ตู้เอทีเอ็ม

หนึ่งในความตั้งใจสำคัญของ WATT’S UP คือ การสร้างระบบที่ไม่ปิดกั้น ไม่ผูกขาด และไม่ทำให้ประเทศต้องแบกรับต้นทุนซ้ำซ้อน ดร.กรินทร์ อธิบายผ่านภาพเปรียบเทียบที่หลายคนคุ้นเคย

เรามุ่งหวังที่จะเป็นตัวกลางเชื่อม ทำให้ประเทศไม่ต้องมาเสียที่เรียกว่า dead cost ผู้ให้เช่าแต่ละยี่ห้อก็ต้องมาซื้อตู้ของตัวเอง จะเหมือนยุคหนึ่งที่เคยเห็นตู้เอทีเอ็ม แบงก์ใครแบงก์มัน คนละสี คนละตู้ ทั้งที่จริง ๆ ระบบคล้ายกัน ถ้าเราทำให้เป็น multi-brand ใช้ร่วมกันได้ ประโยชน์ก็จะเกิดกับทั้งประเทศ

การเปรียบเทียบนี้สะท้อนให้เห็นแกนหลักในเเนวคิดของกสิกรไทยชัดเจน นั่นคือ WATT’S UP ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคู่แข่งของใคร แต่เพื่อเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ผู้เล่นทั้งหมดในอุตสาหกรรมเดินหน้าไปด้วยกัน

เราไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เราก็ต้องหาพาร์ทเนอร์ ต้องโน้มน้าวให้พาร์ทเนอร์เข้าร่วม แต่จุดแข็งคือ เราไม่ใช่คู่แข่ง ไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือนำเข้าเอง แต่ต้องการเชื่อมให้ทุกอย่างเกิดได้เร็วขึ้น แล้วทําให้โลเคชันหนึ่งแชร์กันได้ทุกอย่าง

ภาพที่ยกตัวอย่างนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงบทบาทของ WATT’S UP ในฐานะ Facilitator ของระบบนิเวศ ปัจจุบันผู้ให้บริการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารายใหญ่บางรายเลือกที่จะลงทุนสร้างตู้และแอปพลิเคชันของตนเอง ซึ่งแม้จะดูมีความยืดหยุ่นในแง่มุมของผู้ให้บริการ แต่ในหลายกรณีกลับไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะในทำเลที่มีปริมาณการใช้งานไม่หนาแน่น เช่น การตั้งตู้แบตเตอรี่ที่มีล็อกเกอร์ถึง 8 ช่อง อาจถูกใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ หากไม่มีเลยก็ถือว่าขาดความครอบคลุม แต่ถ้ามีก็ไม่คุ้มทุน

WATT’S UP จึงเข้ามาเติมเต็มในจุดนี้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการสามารถแบ่งปันโลเคชันร่วมกันได้ เช่น การแบ่งตู้หนึ่งตู้ให้ 4 ช่องเป็นของยี่ห้อหนึ่ง อีก 4 ช่องเป็นของอีกยี่ห้อหนึ่ง ทำให้ทุกฝ่าย “วิน-วิน” ทั้งผู้ให้บริการเอและผู้ให้บริการบี ต่างสามารถขยายการครอบคลุมของเครือข่ายได้ โดยไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อนหรือสูญเสียทำเลไปโดยเปล่าประโยชน์

แม้หลายผู้ให้บริการยังคงลังเล แต่บทบาทของกสิกรไทยในฐานะธนาคารกลับทำให้ระบบนี้น่าเชื่อถือมากขึ้น ดร.กรินทร์ ย้ำชัดว่า

เราบอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ผู้ประกอบการ ไม่ใช่ผู้ให้เช่ารถ ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เราเป็นเพียง facilitator ที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

Regulator & ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย

การสร้างแพลตฟอร์ม WATT’S UP ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือความร่วมมือกับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับบทบาทของ “Regulator” ที่กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.กรินทร์ เล่าว่า ความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัด แต่คือการสร้างความเข้าใจร่วมกัน

ต้องเรียกว่าความร่วมมือและการให้โอกาสครับ เราเป็นธนาคาร ฉะนั้นมี regulator ที่ดูแลอยู่ก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนแรกแผนประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยแน่นอน เเละเป็นสิ่งที่ธนาคารควรเข้ามาไหม แต่พอเล่าถึงประโยชน์ต่าง ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ค่อย ๆ เห็นประโยชน์ว่า ถ้าเข้ามาทำให้ทั้งระบบดีขึ้น นาคารแห่งประเทศไทยก็จะค่อย ๆ ปลด หรือค่อย ๆ อนุมัติให้ทำอะไรได้กว้างมากขึ้น”

Social & Environmental Impact ความสำเร็จที่วัดได้จากการเปลี่ยนแปลง

ดร.กรินทร์ เล่าว่า ได้พูดคุยกับไรเดอร์คนหนึ่งซึ่งเคยใช้รถมอเตอร์ไซค์สันดาป ต้นทุนเริ่มต้นต่อวันราว 400 บาท กว่าจะทำงาน 12–16 ชั่วโมงถึงจะเหลือเงินติดมือกลับบ้านเพียง 100–200 บาท แต่พอเปลี่ยนมาเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่าน WATT’S UP ต้นทุนเหลือเพียงวันละร้อยกว่าบาท รวมทุกค่าใช้จ่าย ทั้งค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง วันไหนหยุดก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

เขาบอกว่าทุกวันนี้เลิกงานเร็วขึ้น จากเดิมกลับบ้าน 3-4 ทุ่ม ตอนนี้ 6 โมงเย็นก็กลับไปกินข้าวกับลูกได้แล้ว ตอนแรกคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็นหลัก แต่พอเจอจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นี่คือประโยชน์ที่เรามองว่าคุ้มค่า แม้รายได้ทางการเงินจะยังไม่ครอบคลุม แต่สิ่งที่สังคมได้ชัดเจนมาก

เช่นเดียวกันกับ ด้านสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ก็เริ่มเป็นรูปธรรมเช่นกัน เมื่อคำนวณการใช้งานจริง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 1 คัน สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 700–1,000 กิโลกรัมต่อปี เมื่อสเกลถึงหลักหมื่นคัน ผลที่เกิดขึ้นจะทวีคูณและสะสมจนกลายเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทางสู่ Net Zero

ดร.กรินทร์สรุปว่า  ESG ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่เกิดขึ้นได้จริง และเกิด Social Impact ที่ชัดเจนด้วย

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือต้องเทิร์นสิ่งนี้ให้กลายเป็นธุรกิจ ไม่ใช่ CSR ชั่วคราว ธนาคารไม่ได้หวังผลกำไรมหาศาล แต่หวังว่าวันหนึ่ง WATT’S UP จะเติบโตได้ และพิสูจน์ว่า ESG สามารถกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง เเละอยากทําให้ภาคธุรกิจ เห็นว่าโลกค่อยๆเปลี่ยน สิ่งแวดล้อม สังคม เทิร์นเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เมื่อพฤติกรรมผู้ใช้ คือหัวใจสำคัญ

การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากน้ำมันเป็นไฟฟ้า แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้โดยตรง ดร.กรินทร์ อธิบายว่า WATT’S UP ต้องเจอกับโจทย์ใหญ่ในการทำให้ผู้บริโภค”กล้าเปลี่ยน”

หนึ่งในอุปสรรคแรก ๆ คือ เรื่อง การเงินและกระแสเงินสด (Cash flow) เดิมทีระบบเช่ารถมอเตอร์ไซค์กำหนดให้ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าเป็นแพ็กเกจ 7 วัน หรือ 14 วัน แต่ในความจริง คนจำนวนไม่น้อยไม่มีเงินก้อนพอจะจ่ายล่วงหน้า WATT’S UP จึงปรับระบบใหม่ ให้สามารถเช่าแบบรายวันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ต้องเดือดร้อนเรื่องเงินสดในมือ หรือถึงขั้นไปกู้ยืมมาใช้

อีกด้านคือ หลายคนยังลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ EV เพราะความคุ้นชินกับรถสันดาป บางส่วนไม่มั่นใจในระบบไฟฟ้า ขณะที่ราคาของแบตเตอรี่ก็ยังถูกมองว่าสูง อีกทั้งรถสันดาปยังมีข้อได้เปรียบในสายตาผู้ใช้บางกลุ่มว่า เมื่อผ่อนเสร็จแล้วยังสามารถขายต่อเป็นรถมือสองได้ ต่างจาก EV ที่ยังเป็นเรื่องใหม่ รวมทำให้ตั้งคำถามว่า “การเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะคุ้มจริงหรือไม่” 

ขณะเดียวกัน บางคนก็ยังกังวลว่าตู้สลับแบตเตอรี่ครอบคลุมเพียงพอหรือยัง หรือแอปพลิเคชันใช้งานสะดวกพอที่จะตอบโจทย์ชีวิตประจำวันหรือไม่

หัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้จึงอยู่ที่ โมเดลการใช้จ่าย รถสันดาปต้องผ่อนคงที่ต่อเดือน ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็ยังมีค่าผ่อนและค่าซ่อมบำรุง ในขณะที่รถไฟฟ้าภายใต้ WATT’S UP เปิดทางเลือกใหม่ด้วยแนวคิด “Pay-per-use” ใช้เมื่อไหร่ ค่อยจ่ายเมื่อนั้น วันไหนหยุดก็ไม่ต้องเสียเงิน

ดร.กรินทร์ ย้ำว่าคนจำนวนไม่น้อยยังไม่ตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการใช้รถสันดาป เช่น ดอกเบี้ยผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ ที่ดูเหมือนน้อยเพียง 1–2% ต่อเดือน แต่เมื่อคิดเป็นรายปีแบบทบต้นแล้วจริง ๆ สูงถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลายเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” และบั่นทอนรายได้ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนอย่างตรงไปตรงมา การขับรถจักรยานยนต์สันดาปอยู่ที่ราว 300–400 บาทต่อวัน แต่ถ้าเป็นการเช่ารถไฟฟ้าผ่าน WATT’S UP ต้นทุนจะเหลือเพียง ร้อยกว่าบาทต่อวัน รวมค่าบำรุงรักษาและพลังงานแล้วทั้งหมด 

การขยายตลาดและพันธมิตร จากเมืองมหาวิทยาลัยสู่เมืองท่องเที่ยว

หลังจากเปิดตัว WATT’S UP ในฐานะแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโลกของยานยนต์ไฟฟ้า ดร.กรินทร์ เล่าว่าก้าวสำคัญต่อมาคือการทดสอบการใช้งานจริงในพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้ใช้ที่แตกต่างกันไป เชียงใหม่ เป็นเมืองแรกของ การทดลอง (Pilot Project) เพราะเห็นศักยภาพสองด้านในเวลาเดียวกัน ทั้งในฐานะ “เมืองมหาวิทยาลัย” ที่มีนักศึกษาเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดรับเทคโนโลยี และในฐานะ “เมืองท่องเที่ยว” ที่มีผู้คนเดินทางหมุนเวียนตลอดทั้งปี

การเลือกเชียงใหม่ไม่ใช่เพียงเพื่อทดสอบระบบ แต่เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมจริงของผู้ใช้ ทั้งกลุ่มที่อยากเช่าใช้ระยะสั้นเพียง 7–14 วัน และกลุ่มนักศึกษา คนท้องถิ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หากการทดลองประสบความสำเร็จ

ดร.กรินทร์ย้ำว่า WATT’S UP พร้อมจะขยายต่อไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง “ภูเก็ต” และ “พัทยา”เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้นชินกับการเช่ารถจักรยานยนต์ แต่การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะช่วยลดเสียง ลดคาร์บอน และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ยั่งยืน

สิ่งที่ WATT’S UP ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การทำให้ประสบการณ์เช่าใช้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการกระบวนการซับซ้อน ไม่ต้องเสียเวลายืนยันตัวตนหลายขั้นตอน หรือเดินทางไปสาขาธนาคารเพื่อเปิดการใช้งาน

ต้องหาวิธีให้สามารถเช่าได้ง่าย คืนเมื่อไหร่ก็ได้ ใช้กี่วันก็ได้ และระบบการจ่ายเงินต้องสะดวกเชื่อมโยงกับช่องทางที่สะดวกเเละคุ้นเคย 

ความสะดวกเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มโอกาสการใช้งาน แต่ยังช่วยให้เมืองท่องเที่ยวเกิดเศรษฐกิจเสริม (Tourism Economy) ที่มีคุณภาพขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้มากกว่า 1–2 สถานที่ต่อวัน เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมลพิษทางอากาศและเสียง

ขยายพันธมิตร (Partnership Ecosystem)

นอกจากการขยายพื้นที่ WATT’S UP ยังขยายในเชิงพันธมิตรด้วย จากเดิมที่เริ่มต้นเพียงหนึ่งราย ปัจจุบันมีราว 4 รายที่เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบกลางเเละกลายเป็น “ฟลูพาร์ทเนอร์” เเละขยายเพิ่มขึ้นได้

ดร.กรินทร์มองไปข้างหน้าว่า พาร์ทเนอร์ในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตโดยตรง แต่รวมถึง “ดีลเลอร์ท้องถิ่น” ที่รู้จักตลาดรถจักรยานยนต์ในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง สิ่งนี้จะทำให้ WATT’S UP แข็งแรงขึ้น และขยายครอบคลุมทั้งระดับประเทศได้เร็วกว่าเดิม

ในบางจังหวัด ดีลเลอร์ใหญ่ที่เคยให้เช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว ก็สามารถปรับมาเป็นผู้ให้เช่า EV ได้เช่นกัน รถยี่ห้อเดียวกัน แต่มีผู้ให้บริการเช่าหลายรายในแต่ละพื้นที่

Fleet Transition ก้าวต่อไปสู่ลูกค้าองค์กร

ก้าวต่อไปของ WATT’S UP ไม่ได้หยุดแค่ผู้ใช้รายบุคคลหรือไรเดอร์ แต่ยังมุ่งไปสู่การช่วยธุรกิจที่มี “ฟลีทมอเตอร์ไซค์” ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero อยู่แล้ว

ดร.กรินทร์ อธิบายว่า WATT’S UP เริ่มคุยกับลูกค้าประเภทองค์กรที่มีรถใช้งานหลายสิบคันขึ้นไป เช่น บริษัทที่มีทีมแมสเซนเจอร์หรือทีมเดลิเวอรีจำนวนมาก เพื่อออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มทีละล็อต เช่น 10 คัน หรือ 30 คัน

ข้อได้เปรียบคือ การเปลี่ยนจากการ “ซื้อ” มาเป็น “เช่าใช้” ไม่ได้กระทบกระแสเงินสดของบริษัท เพราะค่าเช่าอาจใกล้เคียงกับค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงเดิม ขณะเดียวกัน รถสันดาปเก่าก็ยังสามารถขายต่อเพื่อนำเงินสดกลับมาเสริมสภาพคล่องได้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ขององค์กรเป็นไปได้จริง และตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุนและเป้าหมายสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ทุกบริษัทที่ต้องการมุ่งสู่ Net Zero จะต้องกลับมาทบทวนการปล่อยคาร์บอนในทุกสโคป ทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 การเปลี่ยนฟลีทรถจักรยานยนต์มาเป็นไฟฟ้าคือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จับต้องได้ทันที

WATT’S UP สู่ Top of Mind

ในภาพใหญ่ WATT’S UP ไม่ได้ต้องการเป็นแค่ผู้ให้บริการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่กำลังสร้างการจดจำในฐานะ แบรนด์ที่เป็นคำตอบแรกเมื่อคนคิดถึง EV

ถ้าใครคิดถึงรถมอเตอร์ไซค์ EV ชื่อคือ WATT’S UP ดร.กรินทร์อธิบายที่มาของชื่อซึ่งเล่นคำจาก “watt” หรือหน่วยวัดพลังงานไฟฟ้า และเสียงพ้องกับคำทักทายภาษาอังกฤษ “What’s up” เพื่อสื่อสารให้จดจำง่ายทั้งกับผู้ใช้ไทยและต่างชาติ

เป้าหมายในอนาคตคือ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็น ผู้ใช้งานประจำ (heavy user), คนที่ต้องการลองใช้ระยะสั้น, หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาไทยเพียง 7–14 วัน WATT’S UP ต้องการเป็นแบรนด์แรกที่ถูกนึกถึง เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งการเดินทางที่ต้นทุนถูกลง และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน” กลายเป็นหนึ่งในวิธีที่หลายประเทศใช้ป้องกันไม่ให้ “ก๊าซเรือนกระจก” ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์กลับพบว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ดินมีน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก และอาจรั่วไหลกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้อีก หลังจากถูกปล่อยลงใต้ดินแล้ว

รายงานจากนักวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนและทีมวิจัยนานาชาติ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่าปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว ความล้มเหลวทางวิศวกรรม หรือข้อพิพาทเรื่องอาณาเขต จะทำให้สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย ได้น้อยกว่า 1,500 กิกะตัน ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการก่อนหน้าที่คำนวณไว้ 40,000 กิกะตัน 

จากค่ามัธยฐานของสถานการณ์ที่วิเคราะห์โดย คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ระบุว่า หากจะต้องการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสก่อนยุคอุตสาหกรรม ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสปี 2015 จะต้องกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

แต่ปริมาณการกักเก็บทั้งหมดที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย กลับสูงกว่าขีดจำกัดความปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์กำหนดไว้อย่างมาก ขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำเทคโนโลยีไปใช้

โจเอรี โรเกลจ์ หนึ่งในผู้เขียนผลการศึกษาและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันแกรนแธมของอิมพีเรียล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนหลักของรายงานพิเศษของ IPCC กล่าวว่า การกักเก็บคาร์บอนไม่ควรถูกใช้เป็นวิธีหลักในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ควรไปเป็นวิธีเสริม เพราะเป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากพอ

“ผู้กำหนดนโยบายควรวางแผนใช้การกักเก็บคาร์บอนเพื่อจำกัดผลกระทบของภาวะโลกร้อน ไม่ควรปล่อยใช้ไปอย่างสูญเปล่าไปกับการชดเชยมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถหลีกเลี่ยงได้จากการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลหรือเครื่องยนต์สันดาปที่ล้าสมัย” โรเกลจ์กล่าวเสริม

ขณะที่แมทธิว กิดเดน นักวิจัยอาวุโสจาก IIASA และมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า “ด้วยแนวโน้มปัจจุบันที่บ่งชี้ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ในศตวรรษนี้ การใช้แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถทำให้อุณหภูมิกลับมาอยู่ที่ 2 องศาเซลเซียส ได้”

แผนสภาพภูมิอากาศระดับชาติ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน 25 ปี ของแต่ละประเทศ ต่างมีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศและกักเก็บไว้ใต้ดิน ในระดับที่แตกต่างกันไป ซึ่งรวมไปถึงกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าทดแทนหรือการปรับปรุงสุขภาพดิน แต่วิธีการเหล่านี้กักเก็บก๊าซคาร์บอนได้น้อยกว่า

บริษัทเทคโนโลยีผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon เป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนในโครงการกำจัดคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี ด้วยการดูดหรือดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศ เมื่อมีการเผาไหม้ชีวมวลหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลม้เพื่อผลิตไฟฟ้า หรือจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม

เนื่องจากโครงการเหล่านี้มักจำเป็นต้องกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน ทำให้เกิดความท้าทายในด้านการกักเก็บ จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งต้นทุน วิศวกรรม ความพร้อมของพื้นที่ดินที่มีเสถียรภาพทางธรณีวิทยา และผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ เช่น มลพิษของน้ำใต้ดินจากกรดคาร์บอนิก

ทอม เคตเทิลตี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือต่างตระหนักและมีความโปร่งใสเกี่ยวกับข้อจำกัดเหล่านี้อยู่แล้ว ผลการวิจัยของ Nature ยังคงระบุว่ามีทรัพยากรสำรองที่สามารถนำมาใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อีกหลายทศวรรษ

โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกกักเก็บไว้ใต้ดินในแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือในชั้นหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุด เช่น รัสเซีย สหรัฐ จีน บราซิล ซาอุดีอาระเบีย และออสเตรเลีย ต่างมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซที่ปลอดภัย จึงควรต้องดำเนินการฝังคาร์บอนไว้ใต้ดินมากที่สุด

สิทธารถ โจชิ นักวิจัยจาก IIASA ผู้ร่วมเขียนบทความกล่าวว่า “ประเทศที่เคยมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในอดีต มักมีพื้นที่กักเก็บที่ใช้งานได้จริงมากที่สุด และต้องแสดงความเป็นผู้นำในการใช้ทรัพยากรนี้อย่างมีความรับผิดชอบ เพราะนี่ไม่แค่เรื่องการหาที่กักเก็บคาร์บอน แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมระดับนานาชาติ และส่งต่อโลกที่ดีให้คนรุ่นหลัง”

เพื่อลดการรั่วไหลให้น้อยที่สุด เอกสารฉบับนี้แนะนำให้ฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงไปใต้ดินลึก 1-2.5 กิโลเมตร หรือที่ความลึกไม่เกิน 300 เมตร และในพื้นที่ที่มีกิจกรรมแผ่นดินไหวต่ำ ห่างจากแหล่งน้ำ พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่พิพาท

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ในแต่ละปีมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 600,000 ตันถูกกักเก็บไว้ใต้ดินเท่านั้น ตามรายงานที่นำโดย Smith School of Enterprise and the Environment ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด

ขณะที่ เบน คาลเดคอตต์ ผู้อำนวยการ Oxford Sustainable Finance Group กล่าวว่า การประเมินความจุในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของวิจัยนี้ ก็ยังคงสูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เพราะเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมีต้นทุนที่สูงมาก ไม่ใช่ทุกบริษัทจะยินดีจ่าย


ที่มา: CBCFinancial TimesScience Focus
Source : กรุงเทพธุรกิจ