นุมัติแล้วมาตรการส่งเสริมประหยัดพลังงาน เปลี่ยนเรื่องจักรและอปุกรณ์ประหยัดพลังงาน หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า มีผลถึง 31 ธ.ค. 71 พร้อมสนับสนุนโซลาร์รูปท็อปตามบ้านเรือน ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200.000 บาท มีผลถึง 31 ธ.ค. 70 คาด 2 มาตรการ รัฐสูญรายได้ 2.7 หมื่นล้านบาท แต่ช่วยลดการนำเข้าก๊าซกว่าแสนล้านบาท

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 24 มิ.ย. 68 อนุมัติมาตรการการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี โดยสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนเครื่องจักรประหยัดพลังงาน และสนับสนุนให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์รูปท็อป ซึ่งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามมาตรการแรกถึง 31 ธ.ค. 71 และ มาตรการที่ 2 ถึง 31 ธ.ค. 70

มาตรการสนับสนุนดังกล่าว มาจากไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2608   (ค.ศ. 2065) ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26)

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จึงจัดทำแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษีซึ่งสรุปแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี คือ  กรมสรรพากรสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟผ.) โดยทุกหน่วยงานเห็นด้วย

แนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี 2 มาตรการ คือ

  • การส่งเสริมการลงทุนและการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการทางภาษี
  • การส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar rooftop) ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี

มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการทางภาษี มีเป้าหมายเป็นประชาชนทั่วไปและนิติบุคคล โดสามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย

ทั้งนี้ ต้องได้มาและใช้ประโยชน์ภายใน 31 ธ.ค. 71 ซึ่งกฎหมายจะมีผลบังคับใช้นับแต่วันประกาศจนถึง 31 ธ.ค. 71

ลดหย่อนภาษีเอสเอ็มอี

มาตรการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี กลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลธรรมดา สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท 

คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ 90,000 ราย โดมีผลบังคับใช้นับแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้จนถึง 31 ธ.ค. 70

โซลาร์รูปท็อป

ทั้งนี้ การดำเนินการทั้ง 2 มาตรการข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการสูญเสีย รายได้ของรัฐรวมทั้งสิ้นประมาณ 27,956.35 ล้านบาท

กระทรวงพลังงานคาดว่า การส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ ในภาคอุตสาหกรรมจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 254,063.22 ล้านบาท ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศประมาณ 30,268.16 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า Spot LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า 110,188.33 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 15.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในส่วนของการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar rooftop) ในภาคครัวเรือนจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 20,250 ล้านบาท ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ประมาณ 584 ล้านหน่วยต่อปีลดการนำเข้า Spot LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า 2,100 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2.65 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

นอกจากนี้ ยังจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

สำหรับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 มาตรการ ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ตาม มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้เงินได้พึงประเมิน คือ เงินได้ประเภท ต่อไปนี้

  • 40 (1) ได้แก่ เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส ฯลฯ
  • 40 (2) ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่ารับจ้าง
  • 40 (3) ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้ที่มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล
  • 40 (4) ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร เงินลดทุน เงินเพิ่มทุน ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น ฯลฯ
  • 40 (5) ได้แก่ (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน (ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน (ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว
  • 40 (6) ได้แก่ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น วิชาชีพกฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี
  • 40 (7) ได้แก่ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ
  • 40 (8) ได้แก่ เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์หรือเงินได้จากการอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในเงินได้ประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 เช่น ขายสินค้าออนไลน์

Source : ThaiPBS

วันที่ 24 กันยายน 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เรื่อง การเรียกเก็บเงินในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า (เพิ่มเติม) กรณีกระทำละเมิดการใช้ไฟฟ้าซ้ำหลายครั้ง

ตามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มีประกาศ เรื่อง การเรียกเก็บเงินในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นั้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขอกำหนดอัตราค่าเบี้ยปรับเพิ่มเติม สำหรับกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าหรือผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้ากระทำละเมิดการใช้ไฟฟ้าซ้ำหลายครั้ง ดังนี้

1. อัตราค่าเบี้ยปรับ

ปรับอ่วม! กฟภ. กำหนดอัตราค่าเบี้ยปรับใหม่ กรณีลักลอบใช้ไฟฟ้าซ้ำหลายครั้ง

1.3 กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าต่อไฟตรง

กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าต่อไฟตรงจากสายเมนโดยมิได้ติดตั้งมิเตอร์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะคำนวณขนาดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้กับการต่อไฟตรงรวม (แอมป์) แล้วนำมาเปรียบเทียบคิดค่าเบี้ยปรับเรียกเก็บตามขนาดของมิเตอร์ตามข้อ 1.1 หรือ 1.2 แล้วแต่กรณี

2. ค่าไฟฟ้าที่เสียหายตามการปรับปรุงซึ่งเกิดจากผลการกระทำละเมิดการใช้ไฟฟ้า

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าปรับปรุงตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นอีกส่วนหนึ่งด้วย

3. ค่าเสียหายอื่น ๆ

หากปรากฏค่าเสียหายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเบี้ยปรับและค่าไฟฟ้าที่เสียหายตามการปรับปรุง ซึ่งเกิดจากผลการกระทำละเมิดการใช้ไฟฟ้าในข้อ 1 และข้อ 2 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเรียกเก็บค่าเสียหายดังกล่าวอีกส่วนหนึ่งต่างหากด้วย

อนึ่ง หากมีข้อสงสัยประการใด โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในท้องที่ทุกแห่ง

ทั้งนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะถือปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าในเดือนธันวาคม และอาจมีการปรับเงินสูงถึง 4% ของยอดขายทั่วโลกที่บริษัทสำหรับสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

น้ำมันพืช” ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในสินค้ามากมาย ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์พลาสติก แต่น้ำมันส่วนใหญ่ก็มาจากการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และอันตรายต่อสังคมมาอย่างยาวนาน แนวโน้มดังกล่าวทำให้แบรนด์ต่าง ๆ มองหาผลิตภัณฑ์อื่นมาใช้ทดแทนน้ำมันพืชเหล่านี้

บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ SMEY กำลังพัฒนาน้ำมันมะพร้าว ปาล์ม และเชียที่ปลูกในห้องทดลองแห่งแรกของโลก โดยไม่ต้องตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว และยังช่วยลดเวลาการจัดหาสินค้าจาก 18-24 เดือนให้เหลือเพียงประมาณ 30 วัน ทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นทางเลือกที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้สำหรับผู้ผลิต

หมักแทนการเพาะปลูก

SMEY ใช้การหมักใน “ถังปฏิกรณ์ชีวภาพ” โดยในตอนนี้กำลังทดลองป้อนสายพันธุ์ยีสต์มากกว่า 1,000 สายพันธุ์เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อดูว่าสายพันธุ์ใดจะสร้างโปรไฟล์ไขมันที่แม่นยำตามที่ต้องการสำหรับการใช้งานที่กำหนด

“แนวทางของเราผสานการหมักและการเรียนรู้ของเครื่องเข้าไว้เป็นระบบเดียว เราทำงานกับยีสต์ที่มาจากธรรมชาติ ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โดยใช้เทคโนโลยีการหมักเพื่อผลิตน้ำมันที่มีโปรไฟล์ไขมันที่แม่นยำตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า” วิกเตอร์ ซาร์ทาคอฟ-คอร์ชอฟ ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ SMEY กล่าวกับ Euronews Green

เครื่องจะทำการแมปโปรไฟล์ไขมันตามธรรมชาติของแต่ละสายพันธุ์ จากนั้นจะนำไปการปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมที่สุดมาใช้ เพื่อขยายการผลิตโดยไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรม

บริษัทคาดการณ์ว่า หากประสบความสำเร็จจะช่วยลดการจัดหาน้ำมันจาก 18-24 เดือน เหลือเพียงประมาณ 30 วัน และเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และปรับให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภท 

มาร์ค มาโซเดียร์ ศาสตราจารย์ด้านการตลาดจาก ESSEC Business School กล่าวว่า “น้ำมันที่ผลิตในห้องปฏิบัติการเป็นก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับส่วนผสมที่ส่งผลกระทบสูง เช่น น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันพืชหายาก” 

ดังนั้น น้ำมันของบริษัทจึงเป็นทางออกสำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมที่เกิดจากการผลิตน้ำมันพืช ไร้กังวลเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียถิ่นที่อยู่ การใช้ปุ๋ยและน้ำ อีกทั้งน้ำมันเหล่านี้ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ย และไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานที่ผิดจริยธรรม และปราศจากการทารุณกรรมสัตว์

ซาร์ตาคอฟ-คอร์ชอฟกล่าวว่า เทคโนโลยีนี้สามารถจัดหาวัตถุดิบในท้องถิ่นและนำเสนอสูตรใหม่ ๆ ที่มีอายุการเก็บรักษาและความเสถียรที่ยาวนานขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างความยืดหยุ่นโดยไม่ทำร้ายธุรกิจที่มีอยู่เดิม พร้อมชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการผลิตน้ำมันเกรดเครื่องสำอางในยุโรปที่แบรนด์หรูนำเข้าในปัจจุบัน

ในตอนนี้ SMEY ออกผลิตภัณฑ์ Noyl Silk ซึ่งเป็นเนยโอเลอิกสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และเครื่องสำอาง พร้อมมุ่งเป้าไปที่ตลาดน้ำมันหล่อลื่นและกลุ่มผลิตภัณฑ์โอรีโอเคมีคอลอีกด้วย ในระยะยาว SMEY มีแผนที่จะนำไปใช้ในอาหาร โดยมีผลิตภัณฑ์อย่าง Noyl Cocoa ซึ่งเป็นเนยโกโก้ที่เพาะปลูกทดแทน

บริษัทระบุว่ากำลังมุ่งเน้นทำตลาดที่อเมริกาเหนือและยุโรป และจะให้เช่าฐานข้อมูล NOY แก่บริษัทหมักอื่น ๆ ภายในเดือนตุลาคม 2025

อย่างไรก็ตาม SMEY และบริษัทอื่น ๆ ที่ผลิตน้ำมันทางเลือกจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องพิสูจน์ว่าส่วนผสมที่ใช้แทนนี้ให้ผลลัพธ์ที่เท่าเดิมหรือดีกว่าน้ำมันแบบเดิม และต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งจะใช้ระยะเวลาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการใช้งานและภูมิภาค

ซาร์ทาคอฟ-คอร์จอฟประเมินว่า สารทดแทนเนยโกโก้สำหรับใช้ในอาหารอาจจะต้องใช้เวลาในการอนุมัติในยุโรปประมาณสองปีครึ่ง ขณะที่การใช้น้ำมันปาล์มทดแทนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลตสเปรด อาจใช้เวลาประมาณสามปี

ทั้งนี้ ศ.มาโซเดียร์เตือนว่า การขยายขนาดและปัจจัยการผลิตมีความสำคัญเช่นกัน ในกระบวนการบางขั้นตอนใช้พลังงานมาก ซึ่งอาจลดความยั่งยืนได้ เว้นแต่จะใช้พลังงานหมุนเวียน และต้นทุนยังคงสูงกว่าน้ำมันทั่วไป แม้ว่าราคาจะลดลงก็ตาม

อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทต่าง ๆ อาจจะหันไปพึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น ๆ เช่น อ้อยหรือข้าวโพด แทน ขณะที่ผู้บริโภคก็ยังคงคาดหวังสินค้าจาก “ธรรมชาติ” มากกว่ามาจากห้องแล็บ และอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับอายุการใช้งาน

นอกจากนี้ น้ำมันผลิตในห้องปฏิบัติการไม่ได้ย่อยสลายได้ง่ายทั้งหมด เช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์และการขนส่งยังคงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แต่ไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า น้ำมันที่ผลิตในห้องปฏิบัติการอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรมที่เปราะบางได้มาก ด้วยการเพิ่มความหลากหลายในการผลิต รักษาเสถียรภาพของอุปทาน และส่งเสริมการทดแทน พร้อมเกิดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดหาวัตถุดิบ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ซึ่งหมายความว่าน้ำมันเหล่านี้จะเข้ามาเสริมแทนที่จะเข้ามาแทนที่น้ำมันทางการเกษตรอย่างสมบูรณ์ในระยะสั้น


ที่มา: Capital BriefEuro NewsInteresting Engineering
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคา LPG ต่ออีก 1 เดือน ระหว่าง 1-31 ต.ค. 2568 เพื่อรักษาระดับราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม บรรเทาค่าครองชีพประชาชน  

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.)เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เห็นชอบให้กำหนดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อคงราคาจำหน่ายก๊าซ LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ต่อไปอีก 1 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2568) ภายหลังสิ้นสุดมาตรการเดิมที่จะหมดอายุวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

โดยมติ กบน. ครั้งนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

สำหรับราคา LPG CARGO ช่วงวันที่ 1 -12 กันยายน 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 516.70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน คิดเป็นราคาขายก๊าซหุงต้ม (LPG) อยู่ที่ 428.75 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ขณะที่ราคา LPG  ในประเทศกำหนดราคาขายปลีกก๊าซ LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ดังนั้น ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กบน.สามารถเข้ามารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ตามแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ การประชุม กบน. ยังได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์ราคา LPG ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่ฤดูหนาว และมีแนวโน้มว่าราคา LPG จะปรับสูงขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าว และจะพิจารณามาตรการใหม่อีกครั้งหลังสิ้นสุดมาตรการดูแลราคาในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อป้องกันและดูแลด้านราคาไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

ปัจจุบัน ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 21 กันยายน 2568 ติดลบอยู่ที่ 19,161 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวก อยู่ที่ 23,265 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ อยู่ที่ 42,426 ล้านบาท

Source : Energy News Center

พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในฐานะพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถตอบโจทย์ในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงาน พลังงานไฮโดรเจนสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคการผลิตไฟฟ้า ในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะ มีแนวทางการใช้งานหลักๆ 5 ด้าน ดังนี้

1. การผลิตไฟฟ้าโดยตรงผ่านเซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell)

เซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) คือ เทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฮโดรเจนให้กลายเป็นไฟฟ้าได้โดยตรง ผ่านปฏิกิริยาทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical Reaction) ระหว่างธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ พลังงานไฟฟ้า น้ำ และความร้อน ในกระบวนการนี้จะไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อดีที่สำคัญ คือ ให้ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสูง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานทั้งในระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัยหรืออาคารสำนักงาน ไปจนถึงระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าหลักได้ ในหลายประเทศมีการนำเซลส์เชื้อเพลิงมาติดตั้งในภาคครัวเรือน ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้าและลดการปล่อย CO₂ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันยังมีราคาที่สูงกว่าเทคโนโลยีอื่น เช่น โซล่าเซลส์และแบตเตอรี่

2. โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Combined Cycle Power Plant)

โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine Power Plant) มีหลักการทำงาน คือ การใช้พลังงานจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง (เช่น ก๊าซธรรมชาติ) ความร้อนที่ได้จะทำให้ใบพัดกังหันหมุนเพื่อขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้า โดยประโยชน์หลักของพลังงานไฮโดรเจนจะนำมาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติได้บางส่วน (หรือทั้งหมด) เพื่อผลิตไฟฟ้า

ตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท General Electric (GE) และ Siemens Energy กำลังทำการทดสอบกังหันก๊าซที่สามารถเผาไหม้ด้วยส่วนผสมไฮโดรเจนได้ถึง 30% และตั้งเป้าจะขยายสัดส่วนไฮโดรเจนให้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยคาร์บอนได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด

3. การผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อลดการปล่อย CO₂

แนวทาง Hydrogen Blending คือการผสมไฮโดรเจนในท่อส่งก๊าซธรรมชาติและใช้ร่วมในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ วิธีนี้ถือเป็น “ทางออกระยะสั้น” ที่มีความเป็นไปได้สูง เพราะไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งหมด

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ เป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในทันที เนื่องจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนจะปล่อยน้ำเป็นหลัก (H₂O) ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยไฮโดรคาร์บอนจากการเผาไหม้ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการประเมินผลกระทบต่ออุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ไฮโดรเจนเต็มรูปแบบในอนาคต

4. การแปรสภาพเป็นแอมโมเนียและนำไปผสมกับถ่านหิน

เพื่อแก้ปัญหาการเก็บและขนส่งไฮโดรเจนในรูปแบบก๊าซที่มีความหนาแน่นพลังงานต่ำและต้องใช้การอัดหรือทำให้เป็นของเหลว ในบางประเทศเลือกแปรสภาพเป็นแอมโมเนีย (NH₃) เพราะแอมโมเนียมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า และมีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่ใช้งานอยู่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศแรกๆ ที่พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าที่ผสมถ่านหินกับแอมโมเนีย โดยตั้งเป้าลดการปล่อย CO₂ ลง 20%–30% ดังนั้น การแปรสภาพเป็นแอมโมเนีย (NH₃) จากนั้นนำมาเผาร่วมกับถ่านหิน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่พึ่งพาการใช้ถ่านหินอย่างประเทศไทย

5. การเก็บพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบไฮโดรเจน (Hydrogen Storage for Power Generation)

เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลส์หรือพลังงานลมมักมีความไม่แน่นอนในการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการ การกักเก็บพลังงานส่วนเกินจึงมีความสำคัญ การเก็บพลังงานในรูปแบบไฮโดรเจน (Hydrogen Storage for Power Generation) ถือเป็นการใช้ไฮโดรเจนในฐานะตัวกลางการกักเก็บพลังงาน โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม มาผลิตไฮโดรเจนผ่านกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส โดยไฮโดรเจนที่ผลิตได้สามารถนำมาเก็บไว้ในรูปแบบก๊าซหรือของเหลว และนำกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง หลักการนี้คล้ายกับระบบ Battery Energy Storage System (BESS) เพียงแต่ใช้ไฮโดรเจนเป็นสื่อกลาง ซึ่งมีข้อดี คือ สามารถเก็บพลังงานได้ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน ซึ่งต่างจากระบบแบตเตอรี่ที่มักเหมาะกับการกักเก็บระยะสั้น

สำหรับแนวทางการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในภาคการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย หากอ้างอิงจากร่างแผน PDP2024 ได้เริ่มมีการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในท่อก๊าซธรรมชาติต้นทางฝั่งตะวันออก ในสัดส่วน 5% (ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า) ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสที่จะสร้างระบบไฟฟ้าที่ สะอาด มั่นคง และยั่งยืน พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

Source : Post Today