Toyota จับมือพันธมิตรตั้งเป้าเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่โซลิดสเตทเต็มรูปแบบรุ่นแรกของโลกภายในปี 2027-2028 ชูจุดเด่นระยะทางไกลขึ้น ชาร์จไว และปลอดภัยกว่าเดิม

Toyota กำลังเดินหน้าสู่สิ่งที่อาจเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สุดในนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนในการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตต (All-Solid-State Battery) เป็นรายแรกของโลก ภายในปี 2027-2028

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

แบตเตอรี่โซลิดสเตตแตกต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน ซึ่งพึ่งพาอิเล็กโทรไลต์ชนิดของเหลว (Liquid Electrolyte) โดยแบตเตอรี่ชนิดใหม่นี้จะใช้อิเล็กโทรไลต์ชนิดแข็ง (Solid Electrolyte) แทน

ทำให้มีความปลอดภัยสูงกว่ามาก เนื่องจากไม่เสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาความร้อนลูกโซ่ (Thermal Runaway) ที่เป็นสาเหตุของการลุกไหม้ นอกจากนี้ยังมีขนาดกะทัดรัดกว่า มีความเสถียรสูง ให้กำลังขับที่มากกว่า และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นอีกด้วย

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Toyota และบริษัท Sumitomo Metal Mining ที่ได้ร่วมกันพัฒนา “วัสดุแคโทดที่มีความทนทานสูง” มาตั้งแต่ปี 2021

โดยใช้เทคโนโลยีการสังเคราะห์ผงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Sumitomo ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของแคโทดเมื่อผ่านการชาร์จซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลิตเชิงพาณิชย์มาโดยตลอด

แม้ Toyota จะตั้งเป้าเป็น “รายแรกของโลก” แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อื่น ๆ ต่างก็ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz ที่อ้างว่าได้ทดสอบรถยนต์ EQS ที่ติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตตวิ่งได้ไกลถึง 1,205 กิโลเมตร

ขณะที่ค่ายยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง CATL และ BYD ก็ตั้งเป้าจะนำแบตเตอรี่ชนิดนี้ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือราวปี 2027 ส่วน SAIC MG ก็ได้เปิดตัว MG4 โดยระบุว่าเป็น “รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่กึ่งโซลิดสเตต (Semi-Solid-State)” ไปแล้ว

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การเคลื่อนไหวของ Toyota ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติของญี่ปุ่นในการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากจีนและเกาหลีใต้

หาก Toyota ทำได้สำเร็จตามที่ประกาศไว้ ก็อาจทำให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี EV แซงหน้าคู่แข่งอย่าง Tesla, Lucid และ Hyundai พร้อมทั้งอาจกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกแบตเตอรี่รายสำคัญให้กับแบรนด์อื่นๆในอนาคต

ที่มา : electrekToyota
Source : Spring News

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปรับลดราคา NGV สำหรับรถทั่วไป และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ลง 14 สตางค์ต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมคงราคากลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม มีผล 16 ต.ค. – 15 พ.ย. 2568

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC)  รายงานว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ประกาศปรับลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ( NGV) ทั่วไป ลง 14 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม มีผลระหว่างวันที่ 16 ต.ค. -15 พ.ย. 2568 จากเดือนที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ 17.30 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยการปรับราคา NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไป ทาง ปตท.จะพิจารณาทบทวนราคาทุกๆ 1 เดือน

ขณะที่การปรับราคา NGV สำหรับรถโดยสารสาธารณะ ล่าสุด รอบวันที่ 16 ต.ค.- 15 พ.ย. 2568 ราคามีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

กลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (ไม่รวมรถ ขสมก.) ราคาคงเดิม อยู่ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ราคาปรับลง 14 สตางค์ต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไป อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม)

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ปตท. ช่วยลดราคาขายปลีก NGV สำหรับกลุ่มผู้ใช้ NGV ทั่วไปและกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่สาธารณะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 ถึง 8 ต.ค. 2568 รวมเป็นมูลค่า 18,398 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับราคา NGV ทั่วไป ของ ปตท.ในรอบปี 2568 มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

ครั้งที่ 1 รอบวันที่ 16 ม.ค. – 15 ก.พ. 2568 คงราคา อยู่ที่ 17.90 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 2 รอบวันที่ 16 ก.พ. – 15 มี.ค. 2568 ปรับขึ้น 80 สตางค์ อยู่ที่ 18.70 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 3 รอบวันที่ 16 มี.ค. – 15 เม.ย. 2568 ปรับขึ้น 10 สตางค์ อยู่ที่ 18.80 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นราคาสูงสุดของปี 2568

ครั้งที่ 4 รอบวันที่ 16 เม.ย. – 15 พ.ค. 2568 ปรับลง 35 สตางค์ อยู่ที่ 18.45 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 5 รอบวันที่ 16 พ.ค. – 15 มิ.ย. 2568 ปรับขึ้น 10 สตางค์ อยู่ที่ 18. 55 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 6 รอบวันที่ 16 มิ.ย. – 15 ก.ค. 2568 ปรับลง 45 สตางค์ อยู่ที่ 18.10 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 7 รอบวันที่ 16 ก.ค. – 15 ส.ค. 2568 ปรับลง 74 สตางค์ อยู่ที่ 17.36 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 8 รอบวันที่ 16 ส.ค .– 15 ก.ย. 2568 ปรับลง 28 สตางค์ อยู่ที่ 17.08 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำสุดในรอบปี 2568

ครั้งที่ 9 รอบวันที่ 16 ก.ย. – 15 ต.ค.2568 ปรับขึ้น 22 สตางค์ อยู่ที่ 17.30 บาทต่อกิโลกรัม

ครั้งที่ 10 รอบวันที่ 16 ต.ค. – 15 พ.ย. 2568 ปรับลง 14 สตางค์ อยู่ที่ 17.16 บาทต่อกิโลกรัม

Source : Energy News Center

รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งยกเลิกโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่จ่ายไฟให้บ้านเรือนได้ 2 ล้านหลัง ซึ่งนับเป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อพลังงานหมุนเวียนของประเทศ

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งยกเลิกโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ “เอสเมอรัลดา 7” ในรัฐเนวาดา  หนึ่งในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายด้านพลังงานของทรัมป์ไม่ได้โจมตีไปยังพลังงานลมเท่านั้น แต่รวมถึงพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดด้วย

“เอสเมอรัลดา 7” เป็นโครงการซูเปอร์โปรเจกต์ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 185 ตารางไมล์ ประกอบด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการที่เสนอโดยบริษัทต่างๆ ได้แก่ NextEra Energy Resources, Leeward Renewable Energy, Arevia Power และ Invenergy โดยเครือข่ายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ทั้งหมดตั้งเป้าที่จะผลิตพลังงานได้ 6.2 กิกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับบ้านเกือบ 2 ล้านหลัง

สหรัฐฯ สั่งยกเลิกโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุด

ทรัมป์ไม่เอาพลังงานหมุนเวียน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พยายามยับยั้งหรือขัดขวางโครงการเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ในคำสั่งฝ่ายบริหารวันแรกของเขา ทรัมป์ได้สั่งระงับการอนุมัติพลังงานหมุนเวียนใหม่สำหรับที่ดินและน้ำที่รัฐบาลกลางเป็นเจ้าของ ต่อมาได้แต่งตั้งแคทลีน สแกมมา ประธานกลุ่มการค้าอุตสาหกรรมน้ำมัน Western Energy Alliance ในรัฐโคโลราโด ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานบริหารจัดการที่ดินสาธารณะ หรือ BLM ซึ่งรับผิดชอบการเปลี่ยนสถานะของ “เอสเมอรัลดา 7″ ว่าถูก ” ยกเลิก ” แล้ว 

ในเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ได้ออกคำสั่ง “หยุดยั้งโครงการพลังงานหมุนเวียน” โดยเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยทบทวนนโยบายที่มีผลกระทบต่อพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และมอบอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดั๊ก เบิร์กกัม ว่าโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่

เดือนต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะไม่อนุมัติโครงการพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม โดยเขาได้โพสต์บน Truth Social ระบุว่า “เราจะไม่อนุมัติให้พลังงานลมหรือเกษตรกรทำลายพลังงานแสงอาทิตย์” เขาโพสต์บน Truth Socialและ “ยุคแห่งความโง่เขลาในสหรัฐอเมริกาได้สิ้นสุดลงแล้ว!!!”

Source : Spring News

Zeekr เผยโฉมภายในห้องโดยสารของ Zeekr 001 รุ่นปรับปรุงใหม่ แนวคิด “Starry Sky Concert Hall” อัปเกรดขุมพลัง 900V และเทคโนโลยีครั้งใหญ่

Zeekr แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำภายใต้เครือ Geely สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดเผยภาพภายในห้องโดยสารของ Zeekr 001 รุ่นปรับปรุงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

ชูการอัปเกรดครั้งสำคัญทั้งในด้านระบบขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม 900V ใหม่ล่าสุด และการออกแบบภายในที่หรูหราเหนือระดับภายใต้แนวคิด “Starry Sky Concert Hall” โดยมีกำหนดการเปิดตัวและเริ่มส่งมอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคมนี้

ขุมพลัง 900V แรงและชาร์จไวกว่าเดิม

Zeekr 001 ใหม่ทุกรุ่นจะมาพร้อมกับแพลตฟอร์ม 900V เป็นมาตรฐาน ซึ่งอัปเกรดจาก 800V ในรุ่นเดิม ทำให้มีประสิทธิภาพการชาร์จและสมรรถนะที่เหนือกว่า โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย

Zeekr 001 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) : มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 370 kW (489 แรงม้า) พร้อมแบตเตอรี่ CATL Qilin ขนาด 103 kWh วิ่งได้ไกลสุด 810 กม. (CLTC) รองรับการชาร์จเร็ว 6C ชาร์จจาก 10-80% ใน 10 นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.98 วินาที

Zeekr 001 รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) : เพิ่มมอเตอร์ด้านหน้าให้กำลังรวมสูงสุด 680 kW (912 แรงม้า) มีแบตเตอรี่ให้เลือก 2 แบบ คือ Golden Brick Battery ขนาด 95 kWh (วิ่งไกล 710 กม.) และ CATL Qilin ขนาด 103 kWh (วิ่งไกล 762 กม.)

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

ในรุ่นแบตเตอรี่ 95 kWh รองรับการชาร์จเร็วสูงถึง 12C ทำให้สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง “7 นาที” เท่านั้น และสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่เร็วที่สุดใน 2.83 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กม./ชม.

แม้จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ภายในและระบบขับเคลื่อน แต่ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์เดิมของ Zeekr 001 ตัวรถมีความยาว 4,977 มม., กว้าง 1,999 มม., และสูง 1,545 มม. ส่วนระยะฐานล้อ อยู่ที่ 3,005 มม. สามารถเลือกปรับแต่งสีของตัวถัง, โลโก้, สปอยเลอร์หลัง, กระจกมองข้าง, กันชน, ล้อ และคาลิปเปอร์เบรกได้ตามต้องการ

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

แนวคิด “Starry Sky Concert Hall” สุนทรียภาพแห่งการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารของ Zeekr 001 ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความหรูหราและล้ำสมัยยิ่งขึ้น วัสดุส่วนใหญ่ถูกหุ้มด้วยหนัง Nappa เกรดพรีเมียม และคอนโซลกลางหุ้มด้วยหนังกลับ เพิ่มความหรูและสปอร์ต จุดเด่นสำคัญคือการอัปเกรดเทคโนโลยีจอแสดงผลครั้งใหญ่ 

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

  • หน้าจอกลาง 3.5K ขนาด 16 นิ้ว : ขยายขนาดและความละเอียดจากรุ่นก่อนหน้า พร้อมฟังก์ชันหมุนได้ 30°
  • แผงหน้าปัดความละเอียดสูงขนาด 13.02 นิ้ว : แสดงข้อมูลการขับขี่คมชัด
  • จอควบคุมสำหรับผู้โดยสารตอนหลังขนาด 8 นิ้ว : เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร
  • จอแสดงผล AR-HUD ขนาด 39.3 นิ้ว : ฉายข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า
  • ชุดลำโพง 29 ตำแหน่ง : มอบประสบการณ์เสียงสมจริงรอบทิศทาง

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

เบาะนั่งของ Zeekr 001 ถูกออกแบบเพื่อความสบายสูงสุด เบาะคู่หน้ารองรับการนวดถึง 20 จุด ขณะที่เบาะหลังปรับเอนได้สูงสุด 125° มาพร้อมที่รองขาและที่พักเท้าที่สามารถยืดและปรับระดับได้

นอกจากนี้ ไฮไลท์ที่น่าสนใจคือหลังคาซันรูฟที่สามารถแสดงผลลายกลุ่มดาวต่างๆ ผ่านชุดไฟ 500 ยูนิตที่ฝังอยู่ในกระจก สร้างบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืน

CREDIT : Zeekr
CREDIT : Zeekr

Zeekr 001 ได้เริ่มเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดยลูกค้าที่วางเงินมัดจำ 2,000 หยวน จะได้รับส่วนลด 7,000 หยวนจากราคาจำหน่ายจริง

ที่มา : carnewschina
Source : Spring News

ในขณะที่โลกกำลังผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ภาคขนส่งหลายประเภทกลับยังต้องอาศัยเชื้อเพลิงเหลวที่มีความหนาแน่นสูงและสะดวกต่อการจัดเก็บและขนส่ง ทำให้ “e-Fuels” ถูกยกระดับให้เป็น “สะพานเชื่อม” ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Transitional Energy) เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนในระดับโลก

ล่าสุด “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เยือนศูนย์วิจัยเทคนิคกลาง เมืองโยโกฮาม่า ของ ENEOS Holdings ประเทศญี่ปุ่น เดินเกมเชิงรุก จับตาเทคโนโลยี e-Fuels พลังงานแห่งอนาคต เล็งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อหนุนกลยุทธ์ “Accelerating Bangchak 100x” Pivoting toward Energy Security and Sustainability” ที่ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้น 100% ภายในปี 2571

“ชัยวัฒน์” ได้ให้สัมภาษณ์เปิดเผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก โดยระบุว่าเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Field หรือ e-Fuel) อาจเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของการแก้ปัญหาโลกร้อน

“ในปัจจุบันมีประชากรรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านคัน โดย 95% ถึง 99% เป็นรถที่ยังคงใช้เชื้อเพลิงในสถานะของเหลว (น้ำมัน) หากโลกต้องเปลี่ยนรถทั้งหมด 1,500 ล้านคันนี้ไปเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่หรือไฮโดรเจน ซึ่งวันนี้มีการผลิตรถยนต์ได้เพียงปีละประมาณ 60-70 ล้านคัน จะต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการทดแทน”

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

เชื้อเพลิงใหม่ ใช้ได้โดยไม่ต้องดัดแปลงยานพาหนะ

e-Fuels ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม โดยกระบวนการผลิต e-Fuels เป็นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวที่ดักจับได้จากบรรยากาศโดยตรง (Direct Capture) และจากแหล่งอุตสาหกรรม มารวมกับไฮโดรเจนที่แยกมาจากน้ำ การผสมผสานนี้จะเกิดเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Syngas) จะได้ของเหลวที่เรียกว่า “น้ำมันดิบสังเคราะห์” ซึ่งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการกลั่น (Direct-Fischer) และปรับแต่งจนได้เชื้อเพลิงสำเร็จรูป เช่น e-Gasoline, e-Diesel, และ e-SAF

น้ำมันที่ได้ออกมาจะมีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำมันที่มาจากน้ำมันดิบใต้ดินทุกประการ โดย ENEOS ได้มีการทดลองนำน้ำมันสังเคราะห์นี้ ไปเติมในรถบัสเพื่อขนส่งสาธารณะแล้ว

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

“ชัยวัฒน์” ระบุว่า ข้อดีของกระบวนการผลิตนี้ทำให้เกิด Circular Economy เพราะเป็นการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ใหม่ จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่ม นอกจากนี้ คุณสมบัติของ e-Fuel ยังดีกว่าน้ำมันใต้ดินเพราะไม่มีส่วนประกอบของกำมะถัน

“แม้แต่ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ก็ยังยอมรับให้ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine หรือ ICE) ได้ต่อไป e-Fuels อาจเป็นทิศทางสุดท้ายที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถยนต์ทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบินและเรือเดินสมุทรที่ยังคงต้องใช้เชื้อเพลิงเหลว”

แนวโน้มของตลาดโลกก็สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน ปัจจุบันอุตสาหกรรม e-Fuels มีมูลค่าประมาณ 11,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2568) และคาดว่าจะขยายตัวแตะระดับเกือบ 88,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2575 ตามข้อมูลจาก Fortune Business Insights (2567)

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

อุปสรรคต้นทุนและกลยุทธ์การลงทุน

ปัจจุบัน ต้นทุนการผลิต e-Fuels ยังค่อนข้างแพงมาก อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า ของเชื้อเพลิงปกติ ส่วนที่แพงที่สุดคือค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตไฮโดรเจน

“ชัยวัฒน์” เสนอว่า แนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนแข่งขันได้คือการใช้ระบบไฟฟ้าแบบ Ancillary Service ซึ่งเป็นบริการเสริมเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เช่น การควบคุมความถี่และแรงดันไฟฟ้า มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง เช่น ออสเตรเลีย หรือบางช่วงของ แคลิฟอร์เนีย ที่มีแสงแดดจัดและลมแรง

หรือ Electricity Currency แนวคิดการใช้ไฟฟ้าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ทำหน้าที่เสมือนเงิน ช่วยส่งเสริมระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ เมื่อมีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นเกิน (over supply) อาจทำให้ราคาค่าไฟฟ้า ‘ติดลบ’ ได้ หากได้ไฟฟ้าฟรี (หรือติดลบ) มาใช้ในการแยกน้ำ จะทำให้ต้นทุนถูกลงและสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงทั่วไปได้

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

สำรองงบฯ พันล้าน ลงทุนในเทคโนโลยี

“ชัยวัฒน์” กล่าวด้วยว่า บางจากเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Accelerating Bangchak 100x: Pivoting toward Energy Security and Sustainability” ภายใต้ 4 แกนยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

  1. การตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทาย มุ่งผลักดันให้ EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้น 100% ภายในปี 2571 พร้อมเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน
  2. การขับเคลื่อนสู่ความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืน
  3. การยกระดับศักยภาพธุรกิจผ่านการปรับโครงสร้าง
  4. การสร้างคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี เพื่อเสริมความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว

“บางจากมีการลงทุนในเทคโนโลยีในลักษณะนี้ผ่านการใช้ CVC (Corporate Venture Capital) โดยสำรองเงินไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท เป้าหมายคือการหา ‘ทางลัด’ โดยเข้าไปร่วมลงทุนในเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยมาแล้วและพร้อมที่จะขยายขนาด การลงทุนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งหวังว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาด้วย”

นอกจาก e-Fuels แล้ว บางจากยังมุ่งเน้นเชื้อเพลิงเหลวต่อไป รวมถึง Biorefinery ที่ผลิตเอทานอลรุ่นที่สอง จากเศษไม้ กากไม้ เศษกระดาษ หรือหญ้า และฟางอ้อย ซึ่งไม่ใช่วัตถุดิบในห่วงโซ่อาหาร

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

ปรับโครงสร้างธุรกิจ เน้นเทรดดิ้ง และ Synergy

“ชัยวัฒน์” ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยเน้นที่การสร้าง Synergy และการรวมธุรกิจ ดังนี้

  • การรวมธุรกิจ: นำธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น การตลาด การกลั่น และ Biofuel มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
  • ธุรกิจเทรดดิ้ง: ถือเป็น engine ใหม่ของบริษัท โดยมีเป้าหมายที่จะเติบโตถึง 7-8 เท่า ธุรกิจเทรดดิ้งนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงธุรกิจทั้งหมดของกลุ่ม และช่วยให้บางจากสามารถทำธุรกิจที่ไม่ต้องจำกัดการขายในประเทศไทยเท่านั้น
  • ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: ซึ่งกำลังมีการพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้น และเป็นส่วนที่บางจากยังคงมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability)

“การรวมธุรกิจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Synergy ระหว่างหน่วยงาน และลดการทำงานแบบแยกส่วน หรือ Silo ที่มักเกิดขึ้นเมื่อแต่ละธุรกิจดำเนินงานอย่างอิสระ การรวมพลังกันช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับที่มีนัยสำคัญ” ชัยวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างยังถือเป็นการวางรากฐานสำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มบริษัทสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาที่ มูลค่าหุ้นไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัท แม้ยอดขายและสินทรัพย์จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นกลับทรงตัว การรวมธุรกิจจึงเป็นทั้ง “กลไกสร้างประสิทธิภาพ” และ “เครื่องมือปลดล็อกมูลค่าองค์กร” ไปพร้อมกัน

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

ส่องแนวทางพลังงานญี่ปุ่น ENEOS

ศูนย์วิจัยเทคนิคกลางของ ENEOS ได้จัดตั้งโรงงานสาธิตผลิต e-Fuels มาตั้งแต่ปี 2567 โรงงานสาธิตนี้มีกำลังผลิตเริ่มต้น 1 บาร์เรลต่อวัน และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่น New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ภายใต้กองทุน Green Innovation Fund โดยมีการนำผลงานไปจัดแสดงแล้วที่งาน Osaka Expo 2025

ทีมนักวิจัยในโครงการพัฒนาเชื้อเพลิงสังเคราะห์ของ ENEOS Holdings ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการวิจัยที่มุ่งเน้นการสร้างพลังงานทางเลือกสะอาด โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลก

เป้าหมายสูงสุดของการวิจัยคือการทำให้เชื้อเพลิงสังเคราะห์มีราคาที่เทียบเท่ากับเชื้อเพลิงทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในตลาด แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ชัดเจนในการลดต้นทุนจากประมาณ 700 เยน ลงมาสู่ระดับที่แข่งขันได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงสถานการณ์เชื้อเพลิงของโลก อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัย บอกว่า การวิจัยจะสามารถช่วยลดต้นทุนลงมาให้เข้ากับราคาเชื้อเพลิงทั่วไปได้ในอนาคต

สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตนั้น ทางทีมวิจัยชี้ว่า แม้จะมีบริษัทเชื้อเพลิงอื่นๆ ทำการวิจัยในลักษณะเดียวกัน แต่สิ่งที่โดดเด่นของโครงการนี้คือเทคโนโลยี FT synthesis และ FT Upgrading ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลการผลิต

เมื่อถูกถามถึงการแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ทางทีมวิจัยเปิดเผยว่า ไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่เป็น ‘ตัวเลือกหนึ่ง’ ให้ผู้บริโภค ทีมวิจัยมองว่าไม่มีทางที่การใช้ไฟฟ้า 100% จะยั่งยืนหรือแพร่หลายได้ครอบคลุมไปทั้งหมด ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เสริมด้วย

บางจาก ปูทาง e-Fuels ต่อยอดพันธมิตรญี่ปุ่น ENEOS ปั้นเชื้อเพลิงดักจับคาร์บอน

เทรนด์ e-Fuels พุ่งแรงทั่วโลก

กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ ทำให้ “e-Fuels” ถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีดาวรุ่งที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ข้อมูลล่าสุดจาก International e-Fuels Observatory (ฉบับปี 2568) ระบุว่า ปัจจุบันมี โครงการ e-Fuels เกือบ 120 โครงการใน 28 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนำร่องจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

โดยคาดว่ากำลังการผลิตรวมทั่วโลกจะ แตะกว่า 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 สะท้อนการขยายตัวอย่างรวดเร็วภายใต้แรงสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการผลักดัน e-Fuels เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้

โครงการนำร่องสำคัญทั่วโลกที่จุดกระแส e-Fuels ให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น นอกจาก ENEOS ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอีกหลายโครงการ ได้แก่

  • Haru Oni Project – ชิลี: ความร่วมมือระหว่าง Porsche และ HIF Global ใช้พลังงานลมจากภูมิภาค Patagonia ผลิต e-Methanol และ e-Gasoline เริ่มเดินเครื่องในปี 2565 ด้วยกำลังผลิตราว 130,000 ลิตรต่อปี และเตรียมขยายสู่ระดับเชิงพาณิชย์ในเร็วๆ นี้
  • INERATEC ERA ONE – เยอรมนี: โรงงาน e-Fuels ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เปิดดำเนินการจริงที่แฟรงก์เฟิร์ตในเดือนมิถุนายน 2568 มีกำลังการผลิตสูงสุด 2,500 ตันต่อปี สำหรับเชื้อเพลิงสังเคราะห์ในภาคการบินและขนส่ง
  • Airbus e-SAF – ยุโรป: ความร่วมมือระหว่าง Airbus, TotalEnergies และ Neste ทดสอบ e-SAF (Sustainable Aviation Fuel) กับเครื่องบินรุ่น A350 และ A321neo ตั้งแต่ปี 2564 โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ — แสดงถึงศักยภาพของ e-Fuels ในการขับเคลื่อนการบินพาณิชย์คาร์บอนต่ำ
  • Norsk e-Fuel – นอร์เวย์: โรงงานที่เมือง Mosjøen ตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ด้วยกำลังผลิตระยะแรก 25 ล้านลิตรต่อปี เพื่อป้อนตลาดการบินยุโรป

Source : กรุงเทพธุรกิจ