นับถอยหลัง ราคาแบตเตอรี่ EV จะลดลง 70% ใน 5 ปี ซึ่งจะผลักดันให้รถ EV มีราคาต่ำกว่ารถสันดาปใน 2-4 ปี และเปิดทางสู่ EV ราคาประหยัดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในอนาคต

Maarten Vinkhuyzen ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลัง “ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว” และคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

โดยคาดการณ์ว่า “ราคาแบตเตอรี่จะลดลงถึง 70% ในอีก 5 ปีข้างหน้า” ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการประเมินจากบริษัทวงในอย่าง CATL, BYD, Volkswagen Group รวมถึงสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)

การลดลงของต้นทุนแบตเตอรี่ครั้งใหญ่นี้ จะเป็นตัวเร่งให้ราคารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ต่ำกว่ารถยนต์สันดาป (ICE) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน “2-4 ปี” ในตลาดยุโรป ส่วนในจีนกำลังเกิดขึ้นแล้วสำหรับบางรุ่น

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

กลยุทธ์ “ตรึงราคา” ของค่ายยุโรป

ปัจจุบัน หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ราคารถ EV ในยุโรปยังคงสูงอยู่ นี่เป็นกลยุทธ์ของค่ายรถยนต์ยุโรปที่จงใจ “ตรึงราคาให้สูงไว้” เพื่อจำกัดยอดขาย และหันไปเร่งระบายรถยนต์สันดาป (ICE) ที่เป็นยอดขายในช่วงสุดท้ายก่อนที่เทคโนโลยีจะตกรุ่น

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

สถานการณ์นี้กลายเป็นผลดีต่อค่ายรถยนต์จากจีน ที่สามารถตั้งราคาในยุโรปใกล้เคียงกับเจ้าตลาด และทำกำไรได้สูงกว่าที่เคยคาดหวังไว้ในตลาดจีน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการภาษีของ EU ก็ตาม

ต้นทุนที่หายไป แบตเตอรี่อาจถูกลงหลักแสน

แบตเตอรี่ขนาด 100 kWh (สำหรับรถ CUV/SUV ขนาดกลาง) ปัจจุบันมีต้นทุนราว 15,000 ยูโร จะลดลงเหลือ ต่ำกว่า 5,000 ยูโร

แบตเตอรี่ขนาด 60 kWh (สำหรับรถ Subcompact) ต้นทุน 9,000 ยูโร จะลดลงเหลือเพียง 2,700 ยูโร

CREDIT : CATL
CREDIT : CATL

การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้รถ Subcompact EV ที่เคย “แพงเกินไป” กลายเป็นตัวเลือกที่ “คุ้มค่ากว่า” รถสันดาปในทันที

ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ถูกลงไม่ได้หมายถึงแค่ “รถราคาถูก” แต่ยังหมายถึง “ความหลากหลาย” และ “การใช้งานได้จริง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

รถซิตี้คาร์ ปัจจุบันรถขนาดเล็กมีแบตเตอรี่เพียง 20-30 kWh ซึ่งแทบใช้งานจริงจังไม่ได้นอกจากจ่ายตลาด แต่ในอนาคต รถเหล่านี้จะสามารถติดตั้งแบตเตอรี่ 50 kWh หรือ 65 kWh ได้ในราคาที่ถูกลง ทำให้มันกลายเป็นรถที่สามารถขับขี่ทางไกลทั่วยุโรปได้

รถ Subcompact ด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ถึง 90 kWh รถขนาดเล็กจะสามารถเป็นรถลากจูงคาราวานขนาดเล็กที่ใช้ไปท่องเที่ยวทางไกล ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุโรป

รถขนาดกลาง ค่ายรถยนต์สามารถใช้แบตเตอรี่ขนาด 120 kWh ได้โดยไม่ต้องเพิ่มราคาขาย ซึ่งจะช่วย “ขจัดความกังวลเรื่องการชาร์จ” (Charging Anxiety) ให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง

CREDIT : euronews
CREDIT : euronews

Vinkhuyzen สรุปว่า แม้ค่ายรถยุโรปจะพยายามตรึงราคาไว้ แต่กฎหมายต่อต้านการผูกขาดของ EU นั้นเข้มงวดมาก ขอเพียงมีผู้ผลิต “เพียงรายเดียว”

เช่น Volvo ที่ประกาศเลิกผลิต ICE ภายในปี 2030 หรือค่ายรถจากเวียดนาม อินเดีย ตุรกี และจีน ที่กล้าหั่นราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ค่ายอื่นๆ ก็จำเป็นต้องลดราคาตามลงมาอย่างไม่มีทางเลือก

ที่มา : cleantechnicacleantechnica
Source : Spring News

นับถอยหลังอีก 10 วัน จะถึง COP30 หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change – UNFCCC) ที่เมืองเบเล็ม (Belem) ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปีของข้อตกลงปารีส และเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในป่า “อเมซอน” ซึ่งเป็นป่าเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การเลือกพื้นที่จัดงานในเขตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ยังสะท้อนถึงความพยายามเชื่อมโยง “การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ” เข้ากับ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ” อย่างเป็นรูปธรรม เพราะในขณะที่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติ การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศกลับสามารถช่วยลดอุณหภูมิโลกและเสริมความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ตำแหน่งประธานการประชุม COP มีการหมุนเวียนกันเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ประเทศบราซิลจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพและประธานการประชุม ทั้งนี้ นายอังเดร อารันญา กอร์เรอา ดู ลาโก (André Aranha Corrêa do Lago) นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศของบราซิล ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานการประชุม COP30

จับตาการเจรจา จาก COP29 สู่ COP30

การประชุม COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล เดือนพฤศจิกายน 2025 กำลังถูกจับตามองว่า จะเป็น “จุดชี้ชะตา” ของทิศทางโลกร้อน หลังจากผลลัพธ์จาก COP29 ยังทิ้งโจทย์ใหญ่ให้ต้องเร่งแก้ในปีนี้

  • แผน NDCs ใหม่ ยังไม่ทะเยอทะยานพอ

แม้เส้นตายการยื่นแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDCs) จะครบเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2025 แต่กว่า 95% ของรัฐบาลทั่วโลกยังไม่ยื่น รวมถึงประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง จีน และ สหภาพยุโรป (EU)

บราซิลในฐานะเจ้าภาพ COP30 จึงเร่งให้ประเทศต่างๆ ส่งภายใน กันยายน 2025 เพื่อรวมในรายงานประเมินก่อนประชุม รายงานล่าสุด (ตุลาคม 2024) ชี้ว่า หากดำเนินตาม NDCs ที่มีอยู่จะลดการปล่อยได้เพียง 5.9% ภายในปี 2030 จากระดับปี 2019 ขณะที่ IPCC ระบุว่าโลกต้องลดถึง 43% เพื่อรักษาเป้าหมาย 1.5°C ช่องว่างยังห่างไกลอย่างยิ่ง

  • การเงินภูมิอากาศ ความท้าทายระดับล้านล้าน

ประเทศกำลังพัฒนายังต้องการเงินทุนเพื่อ ลดการปล่อย ปรับตัว และชดเชยความเสียหาย (Loss and Damage) ซึ่ง COP29 ได้ตกลงให้ประเทศพัฒนาแล้วระดมทุน 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2035 และระดมจากทุกภาคส่วนรวม 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

อาเซอร์ไบจานและบราซิลได้รับมอบหมายจัดทำแผน “Baku to Belém Roadmap” ซึ่งเผยแพร่ใน ตุลาคม 2025 เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนเป้าหมาย แม้ไม่ผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นสัญญาณสร้างแรงกระตุ้นใหม่ให้วงการการเงินสีเขียวทั่วโลก

  • การปรับตัวต่อภูมิอากาศ สู่การลงมือจริง

ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ตั้งเป้า “Global Goal on Adaptation (GGA)” แต่ยังไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ

COP28 ได้วางกรอบแนวทางแล้ว และ COP30 จะต้องกำหนด ตัวชี้วัดความก้าวหน้า (Indicators) อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ตั้ง เป้าหมายการเงินด้านการปรับตัวใหม่ แทนของเดิมที่หมดอายุปีนี้ บราซิลในฐานะประธานการประชุมยังผลักดันให้ทุกประเทศจัดทำ แผนการปรับตัวระดับชาติ (National Adaptation Plans: NAP) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นระยะยาว

  • การเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิล จุดเปลี่ยนของพลังงานโลก

COP28 เคยบรรลุข้อตกลงให้ทุกประเทศ “ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรมและเป็นลำดับขั้น” เพื่อบรรลุ Net Zero ปี 2050 พร้อมตั้งเป้าเพิ่มพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 2 เท่า ภายในปี 2030

บราซิลต้องการให้ COP30 สานต่อด้วย “Roadmap การเลิกใช้ฟอสซิลอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม” แต่ความแตกต่างด้านผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจพลังงานยังเป็นอุปสรรคสำคัญ และผลลัพธ์อาจขึ้นอยู่กับว่าประเทศต่างๆ จะรวมมาตรการพลังงานสะอาดไว้ใน NDCs ใหม่เพียงใด

  • ปัจจัยการเมืองโลก เงาทรัมป์สะเทือนโต๊ะเจรจา

ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มกระบวนการถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีส รวมถึงการลดกฎหมายสิ่งแวดล้อม ยกเลิก “Inflation Reduction Act” หนุนอุตสาหกรรมถ่านหิน และลดงบช่วยเหลือต่างประเทศ

การถอนตัวของประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกทำให้ แรงกดดันต่อประเทศอื่นลดลง และอาจส่งผลให้แผน NDCs ทั่วโลกไม่ทะเยอทะยาน

นอกจากนี้ การลดงบช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และยุโรปยังทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญข้อจำกัดด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีประเทศใดถอนตัวตามสหรัฐฯ จากข้อตกลงปารีส

นับถอยหลัง 10 วัน สู่ COP30 บราซิล จับตา 6 วาระใหญ่ 30 เป้าหมายฟื้นโลกจากวิกฤติ

6 วาระ 30 เป้าหมาย COP30

เสาหลักทั้ง 6 (Thematic Axes) ของวาระการดำเนินการ สะท้อนถึงความพยายามในการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว การเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพ โดยครอบคลุม 30 เป้าหมายหลักที่ขับเคลื่อนร่วมกันโดยภาครัฐ ภาคธุรกิจ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่ “เริ่มต้นและจบลงด้วยคน” ที่หมายรวมถึงผู้หญิง เยาวชน และกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ

วาระที่ 1. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และการขนส่ง

  • เพิ่มพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้มากขึ้น 2 เท่า
  • เร่งพัฒนาเทคโนโลยีปล่อยคาร์บอนต่ำและศูนย์การปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยได้ยาก
  • รับรองให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างทั่วถึง
  • เปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรม เป็นลำดับขั้น และเท่าเทียม

วาระที่ 2. การจัดการปกป้องผืนป่า มหาสมุทร และความหลากหลายทางชีวภาพ

  • การลงทุนเพื่อยุติและพลิกฟื้นการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่าไม้
  • การอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ ด้วยแนวทางที่ตอบโจทย์สภาพภูมิอากาศ
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ และการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย
  • การอนุรักษ์และฟื้นฟูมหาสมุทรและระบบนิเวศชายฝั่ง

วาระที่ 3. การปรับระบบเกษตรกรรมและอาหารสู่ความยั่งยืน

  • การฟื้นฟูที่ดินและการเกษตรอย่างยั่งยืน
  • การสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ และยั่งยืนมากขึ้น
  • การเข้าถึงอาหารและโภชนาการที่เพียงพออย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน

วาระที่ 4. การสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรน้ำ

  • การกำกับดูแลหลายระดับ (Multilevel governance)
  • การก่อสร้างและอาคารที่ยั่งยืนและทนทาน
  • การพัฒนาเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบขนส่งที่ยืดหยุ่น
  • การบริหารจัดการน้ำ
  • การจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

วาระที่ 5. การส่งเสริมการพัฒนามนุษย์และสังคม

  • การส่งเสริมระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการขจัดความหิวโหยและความยากจน
  • การศึกษา การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การคุ้มครองวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรม และการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

วาระที่ 6. ประเด็นบูรณาการข้ามสาขา (Cross-Cutting Issues)

ปลดล็อกกลไกสนับสนุนและตัวเร่ง ได้แก่ ด้านการเงิน เทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถ การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน การบูรณาการสภาพภูมิอากาศเข้ากับการลงทุนและการประกันภัย

  • การเงินเพื่อการปรับตัว (Finance for adaptation)
  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่บูรณาการมิติด้านสภาพภูมิอากาศ
  • การประสานมาตรฐานของตลาดคาร์บอนและการบัญชีคาร์บอน
  • ความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการค้า
  • การลดการปล่อยก๊าซที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ (non-CO₂ gases)
  • การเสริมสร้างธรรมาภิบาล ขีดความสามารถของรัฐ และสถาบันสำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การวางแผน และการเตรียมพร้อม
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ และเทคโนโลยีดิจิทัล
  • นวัตกรรม ผู้ประกอบการด้านสภาพภูมิอากาศ และธุรกิจขนาดเล็กและจิ๋ว
  • เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และเทคโนโลยีชีวภาพ
  • ความถูกต้องของข้อมูลในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นับถอยหลัง 10 วัน สู่ COP30 บราซิล จับตา 6 วาระใหญ่ 30 เป้าหมายฟื้นโลกจากวิกฤติ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ที่ถูกปล่อยออกจากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแต่ในโลกเท่านั้น แต่รายงานล่าสุดพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำให้อากาศเย็นลง เบาบางลง ก่อให้เกิดลมแรงขึ้นในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ที่อยู่สูงขึ้นไป ซึ่งรบกวนการทำงานของดาวเทียมและคลื่นวิทยุ

ตามการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคิวชู แสดงให้เห็นว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิด “ปรากฏการณ์สปอร์ราดิก-อี” (sporadic-E หรือ Es) ชั้นไอออนโลหะหนาแน่นที่ก่อตัวในระดับความสูง 90–120 กิโลเมตร ซึ่งจะรบกวนสัญญาณคลื่นสั้น (HF) และคลื่นวิทยุย่านความถี่สูง (VHF) ที่ใช้ในระบบควบคุมการบิน การสื่อสารทางทะเล และการกระจายเสียง 

แม้ว่าเราจะรู้ว่าระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนที่พื้นผิวโลก แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปกำลังเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 100 กิโลเมตร ที่นั่นกำลังเย็นลง แต่ใช่ว่าการเย็นตัวนี้จะเป็นเรื่องดี เพราะมันลดความหนาแน่นของอากาศในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์และเร่งการหมุนเวียนของลม

“การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวงโคจรและอายุการใช้งานของดาวเทียมและเศษซากอวกาศ และยังรบกวนการสื่อสารทางวิทยุผ่านความผิดปกติของพลาสมาขนาดเล็กเฉพาะที่” ฮุยซิน หลิว หัวหน้าทีมวิจัยอธิบาย

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้น จะทำให้การแผ่รังสีอินฟราเรดที่มีประสิทธิภาพขึ้นสู่อวกาศมากกว่าเดิม เมื่อชั้นบรรยากาศเบื้องบนคายความร้อน ความหนาแน่นจะลดลงและลมมีกำลังแรงขึ้น

ปรากฏการณ์สปอร์ราดิก-อี ทำหน้าที่เหมือนกระจก พวกมันสามารถสะท้อนคลื่นวิทยุความถี่สูง (HF) และความถี่สูงมาก (VHF) ในรูปแบบที่ผิดแปลกออกไป ซึ่งบางครั้งทำให้สามารถเชื่อมต่อระยะไกลได้ บางครั้งปิดกั้นหรือกระเจิงสัญญาณ

เนื่องจากชั้น Es สั่นไหวเข้าและออกตามลม น้ำขึ้นน้ำลง และสภาวะแม่เหล็กโลก พวกมันจึงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างอากาศกับพื้นดิน ช่องทางการเดินเรือ บริการฉุกเฉิน และการแพร่ภาพกระจายเสียง

หลิวและทีมของเธอใช้แบบจำลองบรรยากาศทั้งหมด พัฒนาแบบจำลองชั้นบรรยากาศเบื้องบนภายใต้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์สองระดับที่แตกต่างกัน คือระดับความเข้มข้นปกติที่ 315 ppm และ 667 ppm (ระดับ คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเฉลี่ยในปี 2024 อยู่ที่ 422.8 ppm) จากนั้นนักวิจัยได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงของการลู่เข้าของไอออนในแนวดิ่ง (VIC) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน Es

การจำลองแสดงให้เห็นว่า ที่ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น VIC จะเพิ่มขึ้นทั่วโลกที่ระดับความสูง 100-120 กิโลเมตร ขณะที่จุดร้อน Es เคลื่อนตัวลงประมาณ ถ กิโลเมตร และรูปแบบรายวันของจุดร้อนจะเปลี่ยนไป

การตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากความหนาแน่นของบรรยากาศที่ลดลงและการรบกวนจากลม

ด้วยแรงเฉือนที่มากขึ้นและน้ำขึ้นน้ำลงที่เปลี่ยนแปลงทำให้ไอออนถูกบีบอัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความหนาแน่นที่ลดลงช่วยให้ชั้นต่าง ๆ ก่อตัวขึ้นที่ระดับความสูงต่ำลง ซึ่งการชนและเคมีที่แตกต่างกัน

เมื่อความเย็นเปลี่ยนวัฏจักรลมรายวัน จะทำให้ Es เกิดในเวลากลางคืนที่ถี่ขึ้นและยาวนานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับความสูงที่โต้ตอบกับเส้นทางสัญญาณที่แตกต่างจากปัจจุบัน ซึ่งสามารถรบกวนการสื่อสารทางวิทยุ HF และ VHF ได้

“ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง Es มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น เกิดขึ้นที่ความสูงระดับต่ำกว่า และคงอยู่นานขึ้นในเวลากลางคืน” หลิวกล่าว

ภาคการบินยังคงใช้คลื่น HF เป็นสัญญาณสำรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรและเส้นทางขั้วโลก ขณะที่ภาคการขนส่ง กองเรือประมง และบริการชายฝั่งต่าง ๆ พึ่งพาคลื่น HF/VHF อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ทั้งนี้ Es ที่เสถียรกว่าไม่ได้จะทำให้สัญญาณขัดข้องโดยอัตโนมัติ แต่จะ เพิ่มโอกาสที่ทำให้สัญญาณจางหาย เกิดสัญญาณหลายเส้นทาง และระยะการข้ามสัญญาณที่ไม่คาดคิด 

ขณะเดียวกัน อากาศที่เบาบางลงในระดับความสูง 100–120 กิโลเมตร ช่วยลดแรงต้านของวัตถุที่ลอยเหนือชั้นบรรยากาศ ซึ่งดีต่อการรักษาดาวเทียมคิวบ์ให้ลอยขึ้นสูง แต่ไม่ดีต่อการกำจัดเศษซาก นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของลมและความหนาแน่นที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงพายุก็ยังคงสามารถสร้างแรงต้านได้อย่างฉับพลัน

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวงโคจรและอายุการใช้งานของดาวเทียมและเศษซากในอวกาศ และยังรบกวนการสื่อสารทางวิทยุผ่านความผิดปรกติของพลาสมาขนาดเล็กเฉพาะที่

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบแค่โลกเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายออกไปในอวกาศอีกด้วย จากผลการวิจัย อุตสาหกรรมโทรคมนาคมจำเป็นต้องพัฒนาวิสัยทัศน์ระยะยาวที่คำนึงถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการดำเนินงานในอนาคต

“การค้นพบเหล่านี้เป็นครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลต่อการเกิด Es อย่างไร ซึ่งเผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ เกี่ยวกับกระบวนการเชื่อมโยงข้ามสเกลระหว่างอากาศที่เป็นกลางและพลาสมาไอโอโนสเฟียร์” หลิวกล่าว

ข้อมูลเชิงลึกข้ามสเกลนี้มีความสำคัญ เชื่อมโยงนโยบายการปล่อยมลพิษเข้ากับหลักฟิสิกส์ของการตรวจสอบวิทยุของนักบิน นอกจากนี้ยังขยายขอบเขตของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่กำแพงกันคลื่นและแผนความร้อน ไปจนถึงการวางแผนสเปกตรัม การเลือกเสาอากาศ และกลยุทธ์การสิ้นสุดอายุการใช้งานของดาวเทียม

เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ไอโอโนสเฟียร์จะไม่หยุดนิ่ง ระบบสื่อสารที่พึ่งพามันก็จะไม่หยุดนิ่งเช่นกัน

ที่มา: EarthPhysTechnology Networks
Source : กรุงเทพธุรกิจ

หากเปรียบประเทศไทยเป็นเหมือนรถยนต์ที่วิ่งอยู่ร่วมกับประเทศอื่น ๆ บนถนนสายหลัก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งหมายถึงภาวะสมดุลระหว่างปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมากับปริมาณที่ถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ จะเห็นว่าไทยเรากำลังเหยียบคันเร่งเพื่อวิ่งให้เร็วเท่ากับประเทศพัฒนาหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งตั้งเป้าว่าจะไปให้ถึงจุดหมายได้ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยหลายโครงการที่จะมีส่วนช่วยให้ไทยไปได้เร็วขึ้นนั้น อยู่ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ด้านพลังงานของรัฐบาล ที่มีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นหลักในการขับเคลื่อนให้มีความชัดเจนภายในระยะเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา

โดยภายใต้นโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 โดยเห็นภาพชัดว่าล้วนเป็นโครงการที่มุ่งเป้าปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Decarbonization เพราะประเมินกันว่าหากโครงการทั้งหมดสำเร็จตามแผนจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี ซึ่งโครงการที่สำคัญได้แก่

1) โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ประเมินว่าช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฯ ได้กว่า 0.80 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี

2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร กำหนดเป้าหมายติดตั้ง 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่ 7 แสนไร่ มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 0.06 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี

3) การเร่งรัดมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ โดยผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 2 แสนบาทต่อครัวเรือน มีเป้าหมายผู้เข้าร่วม 9 หมื่นครัวเรือน คาดว่าลดคาร์บอนฯ ได้ 0.28 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี

4) โครงการโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีศักยภาพกำลังผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเขื่อนภูมิพล 778 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ 770 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ 90 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฯ ได้ 0.82 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่ถือเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอน ฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี

ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดในส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์และโครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยในส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน นั้น กพช.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปพิจารณาแนวทางและหลักเกณฑ์เพื่อออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าแล้ว  ในขณะที่ โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ของ กฟผ.นั้น เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายอรรถพล ก็ลงพื้นที่เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เขื่อนที่จะมีการดำเนินการตามนโยบาย แล้วด้วยเช่นกัน

เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

โฟกัสลงไปที่โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ซึ่งนับว่าเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ Decarbonization อย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับหลักการ 3 ด้าน หรือ Energy Trilemma ของกระทรวงพลังงาน คือ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) เป็นพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Energy Economy ) เพราะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุน และ เป็นพลังงานที่คาร์บอนต่ำ เพื่อให้ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายการปรับลดคาร์บอนในระดับโลก (Environmental Sustainability) โดยมีโครงการตัวอย่างที่ กฟผ. ดำเนินการสำเร็จไปแล้วก่อนหน้า คือ ที่เขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี และ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

คุณชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ในส่วนของโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ที่เขื่อนอุบลรัตน์ นั้น คุณชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการได้อธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำนั้น ตอบโจทย์เรื่อง Decarbonization ได้อย่างไร

โดยระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่วางบนทุ่นลอยน้ำ ที่เขื่อนอุบลรัตน์ มีกำลังการผลิตรวม 24 เมกะวัตต์ ซึ่งทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ พร้อมด้วยระบบ Battery Energy Storage System  โดยทุกการผลิตไฟฟ้าจากระบบ 1 หน่วย หมายถึงการไปทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้า 1 หน่วยเช่นเดียวกัน เมื่อเก็บข้อมูลการผลิตไฟฟ้าตลอดทั้งปี พบว่าผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 35 ล้านหน่วยต่อปี สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 48,000 ตันต่อปี

คุณชาญณรงค์อธิบายถึงระบบการผลิตไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกันแบบไฮบริด ซึ่งผสมผสานระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์ในช่วงเวลาที่มีแสงแดด จะจ่ายกระแสไฟฟ้าแทนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในช่วงเวลากลางวันที่มีแสงแดด หรือถูกนำมาเก็บไว้ในระบบแบตเตอรี่ เมื่อยังไม่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยไฟฟ้าที่กักเก็บไว้จะเข้ามาเสริมความมั่นคงในช่วงที่ท้องฟ้าครึ้ม มีเมฆบดบัง จนแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มที่ หรือช่วงเวลากลางคืนที่เปลี่ยนระบบการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์มาเดินเครื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ให้มีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด ก็จะมีไฟฟ้าจากระบบแบตเตอรี่เข้ามาช่วยเสริมเป็นพลังงานสำรอง ช่วยสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสามระบบในเขื่อนอุบลรัตน์ที่ทำงานผสมผสานกันเมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อหน่วยผลิตไฟฟ้าแล้วยังต่ำกว่าต้นทุนไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดที่เขื่อนอุบลรัตน์ ทาง กฟผ. ไม่ได้ลงทุนระบบสายส่งเพิ่มเติม

อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ (Inverter)

โรงไฟฟ้า เขื่อนอุบลรัตน์

ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System -BESS) ที่เขื่อนอุบลรัตน์

โดยแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้ 24 เมกะวัตต์ที่เขื่อนอุบลรัตน์นั้นใช้พื้นที่ผิวน้ำไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด การติดตั้งแผงมีความลาดเอียงเพื่อให้แสงแดดสามารถลอดผ่านลงถึงผิวน้ำได้จึงไม่กระทบกับระบบนิเวศใต้น้ำ รวมทั้งแผงโซลาร์เซลล์และทุ่นลอยน้ำยังเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ทาง กฟผ. มีการประเมินศักยภาพของเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 250,000 ไร่ เอาไว้แล้วว่าหากภาครัฐมีนโยบายในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนทุ่นลอยน้ำเพิ่มเติม เฉพาะในส่วนของเขื่อนอุบลรัตน์สามารถที่จะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งได้ถึงประมาณ 580 เมกะวัตต์

ในภาพรวมของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้มีการบรรจุโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเอาไว้รวม 16 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,725เมกะวัตต์ ในพื้นที่เขื่อน 9 แห่ง ของ กฟผ. ซึ่งน่าติดตามต่อว่าการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ที่ กพช. มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 สั่งเดินหน้าแล้ว โดยตั้งคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบาย (กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน

โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำทั้งหมดจะถูกยกมาใส่ไว้ในแผนหรือไม่ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ประกาศ Net Zero 2050 ไปแล้วลงมือทำจริง กับเรื่อง Decarbonization

Source : Energy News Center

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050 

กระทรวงพลังงาน จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

\'อรรถพล\' ชี้ \'ไฮโดรเจน\' คือโอกาสของประเทศในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ปี 2050

สำหรับศักยภาพของไฮโดรเจนนั้น ประเทศไทยมีโอกาสสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการการใช้พลังงานจำนวนมาก นอกจากนั้น แผนพลังงานชาติฉบับร่างได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมไฮโดรเจน โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเริ่มต้น 5% ในการผลิตไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้

กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

ทั้งนี้ ‘ไฮโดรเจน‘ เป็นทั้งพลังงานทางเลือก และเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวในอาเซียน และการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นายอรรถพล กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ