สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครอง ยกเลิกเงินกินเปล่า สาเหตุ ค่าไฟแพง ทำประชาชนแบกภาระปีละกว่า 34,000 ล้านบาท

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนประกาศ กกพ. ที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า การกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าหรือแอดเดอร์ จากไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากนโยบายของภาครัฐ (Policy Expense หรือ PE) ที่นำไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนที่ต้องจ่ายทุกเดือนในรูปแบบของค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่าย ค่าไฟแพง กว่าต้นทุนจริง โดยเป็นภาระรวมกว่า 34,000 ล้านบาทต่อปี โดยการฟ้องครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสภาผู้บริโภคในการผลักดัน “ความเป็นธรรมด้านพลังงาน” และทวงคืนโครงสร้างค่าไฟที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ผลิตเกินควร

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : บุญยืน ศิริธรรม

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การยื่นฟ้องในวันนี้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” หลังจากสภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ทั้งยังมีการปล่อยให้จัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่รัฐจ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ ค่าแอดเดอร์ (Adder) ต่อเนื่องจนเป็นภาระต่อผู้บริโภคทั้งประเทศ

หากยกเลิกค่าแอดเดอร์ จะช่วยลดความจำเป็นในการขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ได้ทันที และทำให้ค่าไฟฟ้าต่อครัวเรือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่าความตั้งใจในการฟ้องคือเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและให้ศาลตรวจสอบว่าการจัดเก็บเงินส่วนนี้ยังสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่

“ค่าแอดเดอร์ที่เรียกเก็บ 17 สตางค์ต่อหน่วย อาจดูไม่มาก แต่เมื่อนำไปรวมทั้งประเทศ กลายเป็นเงินปีละกว่า 34,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ใช่ต้นทุนจริง เราเรียกกันตรง ๆ ว่า ‘เงินกินเปล่า’ เราไม่อยากพึ่งศาลเป็นทางเลือกแรก แต่ในประเทศนี้ไม่มีที่พึ่งใดให้ผู้บริโภคไปได้มากกว่านี้แล้ว จึงต้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครอง เพื่อให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าไฟที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป” บุญยืน ระบุ

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าผลักดันการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม ควบคู่กับการเฝ้าระวังนโยบายพลังงานที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ประกอบการจนกระทบผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : รสนา โตสิตระกูล

ด้านรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ย้ำว่า จุดประสงค์หลักของการฟ้องในครั้งนี้คือการขอให้พิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าแอดเดอร์ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อต้องการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในยุคนั้น ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นชั่วคราว แต่กลับถูกต่ออายุโดยอัตโนมัติมาตลอดจนแทบเป็นนโยบายถาวร

รสนา ตั้งคำถามว่า ในปี 2550 ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์แพง รัฐจึงให้แรงจูงใจเพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย แต่ปัจจุบันต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ถูกลงมาก บางประเทศประมูลได้แค่ 1.3 สตางค์ต่อหน่วย แล้วเหตุใดคนไทยยังต้องซื้อไฟ 11 บาทต่อหน่วย

ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ ย้ำว่า ค่าใช้จ่ายภาครัฐ หรือค่า PE ไม่ควรถูกผลักภาระให้ประชาชนอีก เพราะภาคเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ไปนานถึง 18 ปีแล้ว แต่กลับไม่มีการทบทวน ทั้งที่ กกพ. เคยเสนอว่าการยกเลิกค่าแอดเดอร์สามารถลดค่าไฟได้ทันที 17 สตางค์ต่อหน่วย

“ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นกับทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ที่ผ่านมา ภาระทั้งหมดถูกโยนให้ประชาชน จึงถึงเวลาที่ศาลจะต้องตรวจสอบว่าเรายังจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทต่อปีหรือไม่ ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคคาดหวังว่าศาลจะมีคำสั่งก่อนรอบการปรับค่า Ft เดือนมกราคม 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญภาระค่าไฟที่สูงขึ้นอีก”

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า” : ส.รัตนมณี พลกล้า

ทางด้าน ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยถึงขั้นตอนทางกฎหมายว่า ขณะนี้ศาลได้ลงรับคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที 2526/2568 แล้ว และจะพิจารณาว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครองหรือไม่ ซึ่งโดยหลักการแล้ว สภาผู้บริโภคมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคโดยตรง โดยกระบวนการหลังจากนี้ ศาลจะใช้เวลาราว 1 – 2 เดือนเพื่อพิจารณารับฟ้อง จากนั้นศาลจะส่งสำเนาคำฟ้องให้หน่วยงานที่ถูกฟ้องเพื่อยื่นคำชี้แจงภายใน 30 วัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาคดีตามขั้นตอน

“นี่เป็นคดีสำคัญต่อสังคม เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างราคาไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกคน เราหวังว่าศาลปกครองจะให้ความเป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนได้อย่างแท้จริง” ส.รัตนมณี กล่าวทิ้งท้าย

Source : สภาองค์กรของผู้บริโภค

COP30 ที่บาเลง ประเทศบราซิล ได้เปิดตัว “แผนปฏิบัติการเบเลมด้านสุขภาพ” (Belém Health Action Plan) ซึ่งถือเป็นเอกสารการปรับตัวด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศฉบับแรกที่มุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนสุขภาพโดยเฉพาะ แผนดังกล่าวนี้ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถรับมือกับผลกระทบที่เป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง

สุขภาพคือวาระสำคัญของ COP30

ตามการระบุของประธาน COP30 แผนปฏิบัติการเบเลมได้วางตำแหน่งให้บราซิลอยู่แถวหน้าของการหารือระดับโลกด้านสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อนา โทนี (Ana Toni) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ COP30 กล่าวว่า ในบราซิลมีระบบสุขภาพถ้วนหน้า Sistema Único de Saúde (SUS) หรือ Unified Health System และการนำ SUS มาสู่แกนกลางของ COP เป็นการยกระดับสุขภาพให้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ

“เรามี 80 ประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศเข้าร่วมในแผนปฏิบัติการนี้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการก้าวไปสู่ขั้นตอนใหม่”

อเล็กซานเดร พาดิลฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของบราซิล เน้นย้ำว่าประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้มอบหมายภารกิจให้บราซิลทำให้ COP30 เป็นการประชุมแห่งการปฏิบัติและการยืนยันความเป็นจริง

“คำตอบของบราซิลนั้นชัดเจน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจากการไตร่ตรองไปสู่การดำเนินการร่วมกัน เมื่อต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัฐบาลและนโยบายสาธารณะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับตัวและเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

COP30 เปิดตัว “แผนสุขภาพ” ครั้งแรกของโลก ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ เกราะรับโลกร้อน

3 เสาหลักเพื่อระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่น

แผนปฏิบัติการเบเลมด้านสุขภาพมีโครงสร้างหลักรอบ 3 แนวทางการดำเนินการที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยมีหลักการสำคัญในการชี้นำคือความเท่าเทียมด้านสุขภาพ, ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ, และธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม

3 เสาหลักเหล่านี้ประกอบด้วย

  1. การเฝ้าระวังและการติดตาม (Surveillance and monitoring)
  2. นโยบาย, กลยุทธ์, และการเสริมสร้างขีดความสามารถที่อิงตามหลักฐาน (Evidence-based policies, strategies, and capacity strengthening)
  3. นวัตกรรม, การผลิต, และสุขภาพดิจิทัล (Innovation, production, and digital health)

การดำเนินงานจะได้รับการประสานงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อการดำเนินการปฏิรูปด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (ATACH) ภายใต้การดูแลขององค์การอนามัยโลก (WHO)

COP30 เปิดตัว “แผนสุขภาพ” ครั้งแรกของโลก ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ เกราะรับโลกร้อน

ความเร่งด่วนของการปรับตัว

ทีโดรส อัดฮานอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า วิกฤติสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตสุขภาพ” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขภาพของประเทศต่างๆ เขากล่าวในข้อความวิดีโอว่า แผนการของรัฐบาลบราซิลนี้คือ “หนทางข้างหน้า

จาร์บาส บาร์โบซา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยแพนอเมริกัน (PAHO) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 อุณหภูมิความร้อนเพิ่มขึ้น 20% และมีผู้เสียชีวิตถึง 550,000 คนในแต่ละปีเนื่องจากความร้อนจัด

“แผนปฏิบัติการเบเลมเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ทำหน้าที่เป็นแนวทาง ด้วยสิ่งนี้ เราสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ทอร์นาโด, ไซโคลน, และเหตุการณ์ที่คล้ายกันได้”

ไซมอน สตีลเลขาธิการบริหารของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สรุปว่า แผนสุขภาพเบเลมได้มอบรากฐานให้แก่เราแล้ว จากนี้ไป เราต้องการความพยายามที่ประสานงานกัน, มีการจัดระเบียบ, และมีเงินทุนสนับสนุนอย่างดีเพื่อนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติ

COP30 เปิดตัว “แผนสุขภาพ” ครั้งแรกของโลก ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ เกราะรับโลกร้อน

เงินทุนเริ่มต้น $300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ คณะทำงานพันธมิตรผู้ให้ทุนด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (Climate and Health Funders Coalition) ได้ประกาศการลงทุนเริ่มต้นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนความมุ่งมั่นระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายเครือข่ายผู้ให้ทุนกว่า 35 องค์กร เช่น Bloomberg, Gates Foundation, IKEA Foundation, Rockefeller, Wellcome, Temasek เป็นต้น

เงินทุนในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดการแก้ปัญหา, นวัตกรรม, นโยบาย, และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ

  • ความร้อนจัด (Extreme heat)
  • มลพิษทางอากาศ (Air pollution)
  • โรคติดเชื้อที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-sensitive infectious diseases)

การปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศฉบับแรกที่เน้นสุขภาพโดยเฉพาะ เพื่อสร้างระบบที่ยืดหยุ่น โดยมีพันธมิตรให้เงินทุนเริ่มต้น แผนนี้ถูกยกให้เป็นวาระสำคัญใน COP30 เพื่อเปลี่ยนจากการไตร่ตรองไปสู่การ ปฏิบัติการร่วมกันในการรับมือภัยพิบัติและความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

ที่มารูป: COP30 Brasil Amazônia
ที่มา : COP30
Source : กรุงเทพธุรกิจ

รายงานระบุว่า กลุ่มล็อบบี้ยิสต์เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เข้าร่วมการประชุม COP30 มีจำนวนมากกว่าคณะผู้แทนประเทศทั้งหมด หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือ

Kick Big Polluters Out กลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ มีรายงานว่า จากจำนวนผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติในปี 2568 หรือ COP30 นั้น มี 1 ใน 25 คนเป็นนักล็อบบี้ยิสต์ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมแล้วราว 1,600 คน ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเจรจา 

จำนวนของล็อบบี้ยิสต์ดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการเข้าครอบงำและความน่าเชื่อถือของการเจรจา เนื่องจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล นับว่ามีประวัติยาวนานในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อขวางการดำเนินการที่สำคัญเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ 

COP30 มีกลุ่มล็อบบี้ยิสต์หนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าร่วมมากกว่าตัวแทนประเทศ

การมีอยู่ของล็อบบี้ยิสต์สร้างปัญหาอย่างไร

มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนหลังจากพายุไต้ฝุ่นรุนแรงสองลูกสร้างความเสียหายในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญกับพายุรุนแรงถึง 21 ลูกในปีนี้เพียงปีเดียว ซึ่งภัยแล้งรุนแรงอาจบีบให้รัฐบาลต้องอพยพออกจากเมืองหลวง ขณะที่กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลมีจำนวนมากกว่าผู้แทนอย่างเป็นทางการจากฟิลิปปินส์เกือบ 50 ต่อ 1

ด้านจาเมกาจะต้องสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์และเวลาอีกหลายปีในการฟื้นตัวจากพายุเฮอริเคนเมลิสซา ซึ่งเป็นพายุประเภท 5 ที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากภาวะโลกร้อน แต่กลุ่มล็อบบี้เชื้อเพลิงฟอสซิลกลับมีจำนวนมากกว่าคณะผู้แทนของประเทศเกาะถึง 40 ต่อ 1

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้วThe Guardian เปิดเผยว่า 57% ของการผลิตน้ำมันและก๊าซทั้งหมดในปีที่แล้วมาจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล 90 แห่งที่ส่งนักล็อบบี้จำนวนมากไปยังการประชุมเรื่องสภาพอากาศของสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2021 ถึงปี 2024

อีวอนน์ ยาเนซ จาก Ecological Action กลุ่มสิ่งแวดล้อมไม่แสวงหาผลกำไรในเอกวาดอร์ กล่าวว่า เป็นเวลาหลายปีแล้วที่การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับบริษัทน้ำมันที่จะฟื้นฟูภาพลักษณ์ ดำเนินธุรกิจ และค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม โฆษกของ UNFCCC กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และเพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าใครบ้างที่เข้าร่วมการประชุม COP การดำเนินการนี้เกิดขึ้นภายใต้ปรึกษาหารือกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครคาดหวังว่าผูแทน COP คนใดคนหนึ่งจะสามารถแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ในชั่วข้ามคืน การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นต่อไปนั้นถือเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจว่าใครจะอยู่ในคณะผู้แทนของตน

Source : Spring News

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของไทย ประกาศความร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในโครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อขยายจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) สู่เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

ความร่วมมือนี้ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการนำร่องในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2568 โดย GC ร่วมกับภาคีเครือข่าย ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิลและพันธมิตรกว่า 22 แห่งในจังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียง สามารถรวบรวม UCO ได้ 7.09 ตัน นำไปผลิตเป็น SAF ได้ 1.75 ตัน สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนกว่า 215,000 บาท และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5,654.98 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การขยายความร่วมมือสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายจุดรับคืน UCO จากปัจจุบันที่มีอยู่ 56 แห่งทั่วประเทศ ให้ครอบคลุมและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสนับสนุนเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน” (ASEAN Low-Carbon Aviation Hub)

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า “กระทรวง มีนโยบายขับเคลื่อน “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)” โดยให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล การผนึกกำลังกับ GC ครั้งนี้สอดคล้องกับภารกิจสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดย อว. จะสนับสนุนการขยายจุดรวบรวม UCO ไปยังเครือข่ายมหาวิทยาลัย เบื้องต้นตั้งเป้านำร่องกว่า 20 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งจะประเมินตามความพร้อมของแต่ละสถาบันต่อไป นี่คือการสร้างต้นแบบการจัดการของเสียในสถาบันอุดมศึกษาที่จะขยายผลสู่สังคมวงกว้าง”

คุณณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า “GC เชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่และสถาบันการศึกษา ความร่วมมือกับกระทรวง อว. วันนี้ คือการนำศักยภาพของ GC ในการเปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่าง SAF มาผสานกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา เพื่อมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ระหว่างภาคอุตสาหกรรมภาคการศึกษาและชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเราไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กำลังสร้างวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป”

ภายใต้ความร่วมมือนี้ GC และ กระทรวง อว. จะร่วมกันส่งเสริมการจัดตั้งจุดรวบรวม UCO ในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อขยายพลังแห่งความยั่งยืนจากภาคอุตสาหกรรมสู่สถาบันการศึกษา และสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero และเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน

โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ของ GC ที่สามารถผลิตได้ทั้งSAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน

Source : Energy News Center

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัท NEOM Green Hydrogen Company หรือ NGHC โครงการไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในเมืองนีออม (NEOM) ของซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เนื่องจากหาคนซื้อเชื้อเพลิงจากต่างประเทศไม่ได้

NGHC ถูกคาดหวังว่าจะเป็นโครงการไฮโดรเจนสีเขียวที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ อีกทั้งได้รับการอนุมัติเงินทุนจากรัฐ และไม่ต้องเผชิญกับปัญหาความช้าล่าเหมือนกับโครงการอื่น ๆ อีกทั้งบริษัท Air Products & Chemicals Inc. ผู้ร่วมพัฒนาได้ตกลงที่จะซื้อผลผลิตทั้งหมดและขายต่อให้กับผู้ใช้ 

ตอนแรก NGHC ตั้งใจจะส่งออกไฮโดรเจนเป็น “แอมโมเนียสีเขียว” แต่กลับมีผู้ซื้อเพียงรายเดียวที่ตกลงซื้อไว้ จึงได้เปลี่ยนไปขายผู้บริโภคในท้องถิ่นแทน แต่ยังคงไม่สามารถหาลูกค้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของอุปทาน จนอาจต้องชะลอการพัฒนาโรงงานเต็มรูปแบบไว้ก่อน

หากในที่สุดโครงการนี้ต้องลดขนาดลง ก็จะเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่สำหรับเมืองนีออม มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย เพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ เพราะก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียลดค่าใช้จ่ายบางส่วนของเมืองนีออมลงแล้ว เนื่องจากการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงและระดับหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

โครงการไฮโดรเจนสีเขียวนี้ เป็นการร่วมทุนที่เท่าเทียมกันระหว่าง NEOM, Air Products และ Acwa Power Co. บริษัทพลังงานหมุนเวียนของซาอุดีอาระเบียที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ NGHC ระบุว่า โรงงานแห่งนี้มีแผนที่จะเปิดตัวในปี 2026 สามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้มากถึง 600 ตันต่อวัน อาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5 ล้านตันต่อปี และมีแผนที่จะใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 4 กิกะวัตต์

Air Products กล่าวว่าโรงงานแห่งนี้กำลังดำเนินไปด้วยดี และคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ได้เมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสร้างเสร็จภายในกลางปี ​​2026 และคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายในปี 2027

NGHC เป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการด้านไฮโดรเจนสีเขียวที่ตั้งใจจะดำเนินการอย่างเต็มกำลัง แม้ว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 8,400 ล้านดอลลาร์เมื่อบรรลุข้อตกลงทางการเงินเมื่อสองปีก่อน

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา NGHC เพิ่งเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มเติม เพื่อเติมเต็มตำแหน่งปฏิบัติการที่สำคัญ โดยระบุว่าการเปิดรับสมัครครั้งนี้ถือเป็น ช่วงสำคัญในการพัฒนาบริษัท

Air Products ลงนามข้อตกลงเมื่อปีที่แล้วเพื่อขายเชื้อเพลิง 70,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตที่ผลิตได้ให้กับ TotalEnergies SE ระหว่างปี 2030 -2045

อันที่จริง Air Products สามารถหาลูกค้าจากในยุโรปที่มีศักยภาพได้ แต่ทางบริษัทได้เลือกที่จะชะลอการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ไปแล้ว เอดูอาร์โด้ เมเนเซส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่กล่าวในการสนทนากับนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม

“ในระยะสั้น เราเน้นที่การก่อสร้างให้เสร็จสิ้นและจำหน่ายแอมโมเนียสะอาดในซาอุดีอาระเบีย และเราจะชะลอการลงทุนในยุโรปจนกว่าจะมีกรอบกฎระเบียบเฉพาะที่ชัดเจน สำหรับแต่ละประเทศและเรามีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนต่อลูกค้า” เมเนเซสกล่าว

ไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตขึ้นโดยใช้พลังงานหมุนเวียนในการแยกโมเลกุลของน้ำ เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่สามารถลดการปล่อยมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตเหล็ก การขนส่ง และแม้แต่การให้ความร้อนภายในบ้าน

แต่ต้นทุนการผลิตกลับสูงลิ่ว ไม่คุ้มทุนจนทำให้ผู้พัฒนาหลายรายต้องยกเลิกแผนดังกล่าว เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้พัฒนาจึงสร้างโครงการที่นีออมในระดับเล็กก่อน โดยกระจายการลงทุนเฉพาะหลังจากที่ลงนามในข้อตกลงรับซื้อแล้วเท่านั้น แหล่งข่าวคนหนึ่งกล่าว

อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นจะเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากหลายส่วนของโครงการได้ดำเนินการสร้างไปแล้ว อีกทั้งความต้องการในพื้นที่ยังไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน โครงการเมืองนีออมก็ยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 

นอกจาก NGHC แล้ว ซาอุดีอาระเบียตั้งใจก่อตั้งบริษัทใหม่ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ตามคำบอกเล่าของผู้ที่ทราบแผนดังกล่าว

ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ไฮโดรเจนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากซาอุดีอาระเบียตั้งใจที่จะให้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานสำคัญของโลก 

เมื่อต้นปีนี้ Acwa ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท SEFE ของเยอรมนี เพื่อจัดหาเชื้อเพลิง 200,000 ตันต่อปีภายในปี 2030 นอกจากนี้ Acwa ยังได้ร่วมมือกับ Baker Hughes Co. เพื่อส่งเสริมการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวอีกด้วย ยังไม่ชัดเจนว่าการพัฒนาดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับ NGHC หรือไม่

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียได้ลดแผนการผลิตแอมโมเนียสีน้ำเงิน ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ โดยจะดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการนี้ เนื่องจากความต้องการในระดับนานาชาติลดลง ในการประชุมนักลงทุนเมื่อเดือนมีนาคม อามิน นาสเซอร์ ซีอีโอของ Saudi Aramco กล่าวว่าบริษัทจะไม่เริ่มก่อสร้างโครงการใด ๆ หากไม่มีข้อตกลงการรับซื้อ


ที่มา: AlarabiyaBloombergSaudi Energy Consulting
Source : กรุงเทพธุรกิจ