ชัชชาติ เผยของฟรี กทม.คือ ‘แสงแดด’ ชี้เป้าคู่มือติดตั้งที่บ้าน – หวังก้าวสู่ ‘มหานครแห่งโซล่าร์’

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน “Bangkok Solar City: มหานครแห่งโซลาร์”

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่ และเป็นศูนย์กลางในด้านการคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์ การสื่อสาร การท่องเที่ยว มีปริมาณการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ที่นำไปสู่วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis)

“กรุงเทพฯ ก็มีของฟรี คือแสงแดด ซึ่งเรานำของฟรีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย ซึ่งการติดตั้ง อาจจะยุ่งยาก คู่มือเล่มนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนก้าวเข้าสู่มหานครแห่งโซล่าร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยให้เมืองได้ใช้พลังสะอาดอย่างยั่งยืน”

“ขอขอบคุณ GIZ ผู้เชี่ยวชาญ และทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำคู่มือ และให้การสนับสนุนกรุงเทพมหานครในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับ คู่มือฉบับนี้รวมถึงเว็บไซต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และผู้ที่สนใจที่จะติดตั้ง Solar Rooftop รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตที่จะสามารถให้คำแนะนำและแนวทางการติดตั้ง Solar Rooftop แบบครบวงจรแก่ประชาชนในพื้นที่ (One-stop Service) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทกรุงเทพมหานครฯ และนโยบายของกรุงเทพมหานคร (BMA Net Zero)

โดย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit-GIZ) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate or TGC – EMO เพื่อสนับสนุนกรุงเทพมหานคร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 – 2573 และแผนปฏิบัติการพลังงานของกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับนโยบายที่จะผลักดันให้กรุงเทพมหานครมุ่งสู่การเป็นมหานครโซลาร์เซลล์ (Bangkok Solar City)

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของโครงการ TGC EMC คือการประยุกต์ใช้แนวทาง Sector Coupling เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน โดยบูรณาการนวัตกรรมต่างๆ จากหลากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งพลังงาน การคมนาคม อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ในปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างเชื่อมโยงกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดระบบพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการโซลูชันพลังงานสะอาดเข้ากับภาคส่วนสำคัญต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายไฟฟ้า

“ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและโครงการ TGC EMC ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานและความมุ่งมั่นของโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การจัดทำนโยบายเชิงข้อเสนอ โครงการนำร่อง รวมถึงกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ”นายชัชชาติกล่าว

ทั้งนี้ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมเวทีเสวนา “Bangkok Solar City – การผลักดันเมืองพลังงานสะอาด มหานครแห่งโซลาร์” เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และการใช้งานเบื้องต้นของคู่มือการติดตั้งโซล่าร์บนหลังคาสำหรับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและอาคารขนาดเล็ก

ในการนี้ คุณอินซ่า อิลเก้น ผู้อำนวยการ องค์การความร่วมมือไทย – เยอรมัน (GIZ) ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai-German Cooperation on Energy, Mobility, and Climate: TGC-EMC) และคุณสเวตา มัดฑูริ คานนาน เลขานุการเอกฝ่ายวัฒนธรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ สถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมพิธี ณ ย่านมิตรทาวน์ ชั้น 3

Source : มติชนออนไลน์

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ร่วมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ร่วมกับนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน และชุมชนบ้านเมืองรวง ร่วมปลูกต้นไม้ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

GPSC ร่วมฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน  ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของ GPSC ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero Emissions ผ่านการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก โดย GPSC ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ส่งเสริมให้ชุมชนดูแลป่าอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาระบบวัดและประเมินการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีรายได้เสริมที่มั่นคง

GPSC ร่วมฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน  ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

โครงการฯ ดังกล่าว จึงสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ GPSC ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

GPSC ร่วมฟื้นฟูป่าชุมชนกักเก็บคาร์บอน  ชูโมเดลต้นแบบสู่ Net Zero และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

Source : Spring News

สถาบันฟิสิกส์ประยุกต์เซี่ยงไฮ้ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ประสบความสำเร็จในการแปลงเชื้อเพลิง “ทอเรียม” เป็น “ยูเรเนียม” ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ทดลองเกลือหลอมเหลว (TMSR) ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้เครื่องนี้เป็นเครื่องเดียวในโลกที่สามารถทำได้ 

สถาบันวิจัยระบุว่า การทดลองนี้เป็นเครื่องพิสูจน์เบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ทางเทคนิคในการใช้ทรัพยากรทอเรียมในระบบเครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลว และถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ และปูทางไปสู่การผลิตพลังงานนิวเคลียร์ที่แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด

หลี่ ชิงหนวน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และรองผู้อำนวยการสถาบันฟิสิกส์ประยุกต์เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “นับตั้งแต่บรรลุจุดวิกฤติครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 เครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลวทอเรียมได้ผลิตความร้อนอย่างต่อเนื่องผ่านปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน”

ทอเรียม” เป็นแร่ธาตุที่มีปริมาณมากและเข้าถึงได้มากกว่ายูเรเนียมมาก และมีศักยภาพด้านพลังงานมหาศาล คาดว่าแหล่งแร่กากโลหกรรมในมองโกเลียในเพียงแห่งเดียวมีธาตุนี้เพียงพอสำหรับการผลิตพลังงานให้กับจีนได้ทั้งหมดนานกว่า 1,000 ปี

หัวใจสำคัญของความก้าวหน้านี้ คือ กระบวนการที่เรียกว่าการแปลงทอเรียมภายในแกนกลางเป็นยูเรเนียม โดยจะเปลี่ยนทอเรียม-232 ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติให้กลายเป็นยูเรเนียม-233 ซึ่งเป็นไอโซโทปที่แตกตัวได้และสามารถคงปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ไว้ได้

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นผ่านลำดับปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แม่นยำ ทอเรียม-232 จะดูดซับนิวตรอนเพื่อเปลี่ยนเป็นทอเรียม-233 โดยจะสลายตัวเป็นโพรแทกทิเนียม-233 แล้วสลายตัวต่อไปจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญคือ กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในแกนเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการผลิตเชื้อเพลิงจากภายนอก

ทอเรียมจะถูกละลายในเกลือฟลูออไรด์จนกลายเป็นส่วนผสมหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็น นิวตรอนจากประจุเริ่มต้นขนาดเล็กของวัสดุแตกตัวได้ เช่น ยูเรเนียม-235 หรือพลูโทเนียม-239 ที่ถูกเสริมสมรรถนะ จะเป็นตัวเริ่มต้นปฏิกิริยาลูกโซ่

ตลอดการปฏิบัติงาน ทอเรียม-232 จะจับนิวตรอนอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนเป็นยูเรเนียม-233 โดยจะปลดปล่อยพลังงานผ่านปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน เพื่อสร้าง “วงจรเผาไหม้ขณะการเกิด” ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของเทคโนโลยีนี้

เครื่องปฏิกรณ์ TMSR ต่างจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบใช้น้ำอัดแรงดันทั่วไป ที่ต้องปิดเครื่องเป็นระยะเพื่อเปิดภาชนะรับแรงดันและเปลี่ยนแท่งเชื้อเพลิงแข็ง เพราะเชื้อเพลิงของ TMSR เป็นของเหลวที่ผสมกันเป็นเนื้อเดียว และละลายในเกลือหลอมเหลว ทำให้หมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงสามารถเติมเชื้อเพลิงได้ทันทีโดยไม่รบกวนการทำงาน

“การออกแบบนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมาก แต่ยังช่วยลดปริมาณกากกัมมันตรังสีที่มีช่วงชีวิตยาวนานได้มากนี่เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เกลือหลอมเหลวทอเรียมเหนือกว่า” หลี่กล่าว 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไปที่มักสร้างขึ้นใกล้ชายฝั่งเนื่องจากต้องการการระบายความร้อนจำนวนมาก ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในพื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ตอนในประเทศ แต่ปัญหานี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อระบบ TMSR ซึ่งใช้เกลือฟลูออไรด์หลอมเหลวอุณหภูมิสูงแทนน้ำเป็นทั้งตัวพาเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็น เนื่องจากเกลือเหล่านี้ถ่ายเทความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความดันบรรยากาศและอุณหภูมิที่สูงจัด โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเลย

เทคโนโลยีนี้จึงเปิดประตูสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ตอนใน หรือแม้แต่บนแพลตฟอร์มเคลื่อนที่ เช่น เรือขนาดใหญ่ ตามรายงาน

สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) เปิดตัวระบบพลังงานนิวเคลียร์ TMSR ในปี 2011 ในฐานะโครงการวิจัยเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายระดับชาติด้านพลังงานที่ยั่งยืนและการลดคาร์บอน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างอิสรภาพทางพลังงานด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความเป็นไปได้ทางการค้าและเชิงกลยุทธ์อันกว้างขวาง จากแร่ทอเรียมที่จีนมีสำรองอยู่เป็นจำนวนมาก

หลังจากการวิจัยและพัฒนามาเกือบ 15 ปี ทีมงานที่นำโดยซู หงเจี๋ย อดีตผู้อำนวยการสถาบันเซี่ยงไฮ้ เอาชนะความท้าทายอันใหญ่หลวง สร้างรากฐานทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งสำหรับห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงของจีน

ความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้จีนกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีเครื่องปฏิกรณ์เกลือหลอมเหลวที่ใช้เชื้อเพลิงทอเรียมที่ใช้งานได้จริง 

สำหรับในแง่ความปลอดภัยที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นักพัฒนากล่าวว่าเตาปฏิกรณ์ TMSR มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในตัว ระบบนี้ทำงานที่ความกดอากาศ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการระเบิดจากแรงดันสูง ซึ่งสร้างขึ้นใต้ดินพร้อมระบบป้องกันรังสีเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันเกลือหลอมเหลวที่มีความเสถียรทางเคมียังสามารถดักจับสารกัมมันตรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในกรณีที่เกิดการรั่วไหล (ซึ่งนักวิจัยยืนยันว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น) เกลือหลอมเหลวจะไหลเข้าสู่ถังระบายความปลอดภัยแบบพาสซีฟ ซึ่งจะแข็งตัวเมื่อเย็นตัวลงและกักเก็บการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับเทคโนโลยี TMSR กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศจีน มีสถาบันวิจัยเกือบ 100 แห่งร่วมมือกันในการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ วิทยาศาสตร์วัสดุ และความท้าทายสำคัญอื่น ๆ

ที่สำคัญ ส่วนประกอบหลักทั้งหมดของเครื่องปฏิกรณ์นี้ผลิตในจีน 100% สร้างความเป็นอิสระของห่วงโซ่อุปทานและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ขณะนี้จีนกำลังสร้างเครื่องปฏิกรณ์สาธิตขนาด 100 เมกะวัตต์ในทะเลทรายโกบี โดยมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายในประมาณปี 2035 ตามกรอบเวลาอย่างเป็นทางการล่าสุด

ที่มา: Interesting EngineeringPeople’s Daily OnlineSouth China Morning PostXinhua
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คุณพิชัยจิราธิวัฒน์ ในนามรองประธานกรรมการ​หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพลังงาน ในฐานะกำกับดูแลสายงาน Sustainability หอการค้าไทย เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการหลักที่หอการค้าไทยให้ความสำคัญ โดยเน้นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสีย การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการมีส่วนร่วมในโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 

ทั้งนี้จึงร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดจันทบุรี โดยมี คุณอุกฤษฎ์วงษ์ทองสาลีประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรีและคณะ YEC จันทบุรี ผลักดันโครงการการพัฒนาเครือข่ายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยชุมชน (CCA)” และนำคณะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการ ตำบลหนองบัวอำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรี โดยได้รับเกียรติจากคุณมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเข้าร่วมงานอีกด้วย 

นอจากนี้ยังได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนสำคัญ อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3), เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่, บริษัท อัตถจริยา จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และ ชุมชนท้องถิ่น ผ่านกลไก Community Climate Action (CCA) เพื่อเสริมศักยภาพให้ชุมชนสามารถปรับตัวและจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งร่วมกันพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและป่าชายเลน ซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูง และต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

คุณพิชัยจิราธิวัฒน์ในนามรองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพลังงานในฐานะกำกับดูแลสายงาน Sustainability หอการค้าไทย  กล่าวว่า “หอการค้าไทยมุ่งเน้นการสนับสนุนการฟื้นฟูป่าบกและป่าชายเลน ซึ่งเป็นระบบนิเวศ Blue Carbon ที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เรายังเห็นโอกาสในการต่อยอดระบบนิเวศเหล่านี้สู่พลังงานยั่งยืน เช่น การใช้วัสดุเหลือใช้จากป่าชายเลนเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและอาหารของชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้ดูแลทรัพยากรและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

สำหรับการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดจันทบุรี โดยปัจจุบันสามารถพัฒนาพื้นที่ป่าปลูกเสริมได้แล้วถึง 1,500 ไร่ ซึ่งครอบคลุมทั้งพื้นที่ป่าชายเลนและป่าบก โดยมีการปลูกทั้งต้นโกงกางและไม้ยืนต้นไปแล้วมากกว่า 12,000 ต้น ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของความร่วมมือที่เกิดขึ้นและก้าวต่อไปของการสร้างจังหวัดจันทบุรีให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มเงินชดเชยราคา LPG ขึ้นอีกเป็น 1.8772 บาทต่อกิโลกรัม หลังราคา LPG โลกขยับขึ้นเป็น 599 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน มีผลตั้งแต่ 1 พ.ย. 2568 พร้อมปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับโรงแยกก๊าซฯ เกือบ 1 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภาพรวมบัญชี LPG ติดลบรวม -41,239 ล้านบาท แต่ยังมีเงินไหลเข้าประมาณ 933 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับราคาจำหน่ายปลีก LPG ยังคงตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นปี 2568

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ลงนามเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” โดยกำหนดเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 2.3804 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3.3468 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย

อย่างไรก็ตามให้ บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.7729 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 1.7393 บาทต่อกิโลกรัม
พร้อมกันนี้ได้ปรับเงินชดเชยราคา LPG เพิ่มขึ้นเป็น 1.8772 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 0.9108 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด โดยราคาขายปลีก LPG ยังคงเท่าเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึง 31 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้นต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

ส่วนเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ยังคงเท่าเดิมที่ 5.0371 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่ LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ 1.8772 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 0.9108 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ณ วันที่ 2 พ.ย. 2568 ภาพรวมติดลบอยู่ -41,239 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดกรอบวงเงินสำหรับอุดหนุนราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้าจาก LPG จำนวน 31.12 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 933 ล้านบาทต่อเดือน) ขณะที่ราคา LPG โลกล่าสุด (30 ต.ค. 2568) อยู่ในระดับประมาณ 599.83 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

สำหรับประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดนโยบายให้ กบน. บริหารกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้

  1. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากโรงแยกก๊าซฯ ,ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ มีราคาสูงกว่านำเข้า
  2. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงภายใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน
  3. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ในประเทศเปลี่ยนแปลงภายใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม และ
  4. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงขึ้นในระดับเกินกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนหรือชะลอการขาดแคลนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

Source : Energy News Center