เจาะนโยบายพลังงาน Quick Big Win 4เดือน วอนกติกาชัด ปชช.ได้ประโยชน์ ไม่ใช่เอกชน         

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน แสดงความเห็นต่อนโยบาย Quick Big Win ของพลังงาน ของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า โครงการด้าน ประกอบด้วย

1.โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการที่สร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงานประกอบด้วย

-โซล่าร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 300 ชุมชน 15,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ มีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่าย และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ โดยจะเปิดให้ชุมชนเสนอพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ดำเนินการต่อไป

โครงการนี้หากฟังดูแบบผิวเผินแล้วจะเป็นโครงการที่น่าสนใจว่าชุมชนมีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่าย และขายไฟฟ้าที่เหลือได้อีก แต่หลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนจะทำอย่างไร พื้นที่โครงการเป็นของชุมชน ราชการ หรือเอกชน ชุมชนที่มีอยู่เกือบทั้งหมดทั่วประเทศมีไฟฟ้าใช้แล้ว ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาและทำเป็นระบบโครงข่ายเล็กๆ (Small Grid) มีการซื้อขายในชุมชน ไฟฟ้าเหลือจึงขายใช่ไหม อัตราไฟฟ้าที่จะขายเข้าระบบของการไฟฟ้าควรเป็นเท่าไรที่เหมาะสม ไม่สร้างภาระค่าไฟให้แก่ชุมชนที่ไม่ได้ทำโครงการนี้ หากกำหนดหลักเกณฑ์ไม่ดีจะเป็นการให้โควต้าแก่เอกชนในการผลิตไฟฟ้าขายไฟให้กับการไฟฟ้า ประชาชนได้อะไร มิใช่เป็นโซลาร์ภาคประชาชน

-มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์ในครัวเรือน ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 90,000 ครัวเรือน

มาตรการนี้เป็นมาตรการเดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนที่แล้ว ซึ่งได้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านการพิจรณาของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกามีข้อท้วงติงและส่งกลับมายังคณะรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีร่าง พรบ. ฯ ใหม่ เนื่องจาก ระเบียบและกฏเกณท์ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็สามารถดำเนินการได้ และเร็วกว่ามี พรบ. ใหม่อีกด้วย

-โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เป้าหมาย 1,200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการลักษณะนี้ทางกระทรวงพลังงานเคยทำโครงการ โดยใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานดำเนินการแล้ว

-เร่งดำเนินโครงการการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์กำลังผลิตรวมกว่า 1,638 เมกะวัตต์

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

-Direct PPA จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ไฟโดยตรง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นไปยังกลุ่มดาต้าเซนต์เตอร์ (Data Center) เป็นหลัก

ในเรื่องนี้รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้อนุมัติหลักการนี้ไปแล้ว แต่ยังติดประเด็นสำคัญที่ยังต้องรอการพิจรณากำหนดหลักเกณท์ และอัตราค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ก่อนการซื้อขายจะเกิดขึ้นจริงได้

-พัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออกด้วยการพัฒนาระบบการผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี (EEC)

-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งการจดัสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงานขาดช่วงมา 2 ปี คือ ปี 2566 และ 2567 ซึ่งในขณะที่กำลังเปิดรับข้อเสนอโครงการ ปีงบประมาณ 2568 ในช่วงเดือนกันยายน แต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดสรรจนกระทั่งบัดนี้ ดังนั้น จึงควรเร่งรัดการจัดสรรเงินส่วนนี้ ซึ่งในปีหนึ่งฯ มีงบประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท งบประมาณส่วนนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

3.เดินหน้าพลังงานสะอาดความยั่งยืนระยะยาวรองรับ ผลักดันก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050 ในโครงการโซล่าร์ประชาชนจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 3.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ให้เสร็จภายใน 4 เดือน

การจัดทำแผน PDP ได้ดำเนินการล่าช้ากว่า 2 ปีกว่าแล้ว และล่าสุดในปี 2568 ได้มีการจัดทำแผน PDP ซึ่งได้ผ่านการับฟังความคิดเห็นมาแล้ว แต่ยังมีข้อกล่าวหาว่า รับฟังความเห็นไม่ทั่วถึง และเมื่อรับข้อคิดเห็นไปแล้วก็ไม่ได้มีการปรับให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การจัดทำแผนที่ล่าช้ามากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้ต้องมีการปรับปรุงข้อมูลและสมมติฐานหลาย ๆ อย่างให้เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะจะต้องมีการปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ให้เสร็จก่อน แล้วถึงนำข้อมูลของทั้งสองแผนมาใส่ในแผน PDP ต่อไป เสร็จแล้วจะต้องเอาข้อมูลจากแผน PDP ไปจัดทำแผนพัฒนาก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โดยการปรับแผน PDP ครั้งนี้จะต้องมีการปรับครั้งใหญ่ โดยต้องปรับปรับแผน NET ZERO จากภายในปี 2065 ให้เร็วขึ้น เป็นปี 2050 สั้นลงถึง 15 ปี ดังนั้น จะเห็นได้ว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้นสั้นมาก แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายของกระทรวงพลังงาน ในช่วงรัฐบาลใหม่นี้

อีกโครงการหนึ่งที่เป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ 4 เดือนที่ทางรัฐมนตรีตั้งใจจะนับ 1 ให้ได้ เป็นโครงการพัฒนาและดักจับเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอ่าวไทย ศักยภาพกักเก็บกว่า 7,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นโครงการใหญ่ลงทุนหลักแสนล้านใช้เวลานาน 10 ปี ตอนนี้ไทยได้ร่วมกับญี่ปุ่น สำรวจพื้นที่กักเก็บใต้ทะเล แต่การเอาเรือไปสำรวจยังไม่ได้มีกฎเกณฑ์เข้ามารองรับ

นอกจากนโยบายพลังงาน 4 ด้านที่กล่าวมาแล้ว ยังมีงานที่สำคัญที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทพวงพลังงานจะต้องเร่งดำเนินงาน คือ การบริหารจัดการหนี้จากการตรึงราคาพลังงาน ประกอบด้วยหนี้จากการตรึงค่าไฟยังเหลืออยู่ประมาณ 81,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไว้ 66,000 ล้านบาท และหนี้ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงไว้ 15,000 ล้านบาท หนี้เหล่านี้ต้องพิจารณาทยอยคืนในค่าไฟฟ้างวดถัดไปในปีหน้า

อีกส่วนหนึ่งคือ การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้มากจนเกินไป โดยต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ตลอดจนการบริหารจัดการในทุกมิติของกองทุนน้ำมันฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้กู้ยืมมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันยังเหลือหนี้อยู่ 33,054 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้น ตามกรอบเวลาที่กู้แต่ละครั้ง

โดยในเดือนตุลาคมต้องจ่ายหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน หลังจากนั้นก็จะทยอยลดลง โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดในปี 2571 และหนี้ของกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ยังคงมีสถานะติดลบอยู่กว่า 17,838 ล้านบาท ถ้าหากราคาน้ำมันในตลาดโลก และปัจจัยต่างๆ ยังอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2568 คาดว่าฐานะกองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ภายในปลายปีนี้

นายวีระพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเรื่องเร่งด่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะต้องรีบดำเนินการจัดทัพในกระทรวงพลังงาน เพื่อให้งานเดินไปได้ ในลำดับแรกภายในเดือนตุลาคมนี้ คือ การแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.สกนช.) ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน (กบน.) ให้ความเห็นชอบ

รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ คณะกรรมการ 4 ใน 7 คนได้พ้นไปจากตำแหน่งไปนานกว่า 1 ปีแล้ว และสุดท้ายการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 4 ท่าน โดยเร็วเช่นกัน

Source : มติชนออนไลน์

กฟผ. ยกระดับสถานีชาร์จ “EleX by EGAT” ให้เป็นมากกว่าจุดเติมพลังงาน แต่ก้าวสู่การเป็น “Green Charging Station” สถานีชาร์จต้นแบบด้วยนวัตกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นจุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชนได้

ในยุคปัจจุบันที่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่เพียงมีส่วนร่วมในการขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับ EV ไปทั่วประเทศ แต่ยังยกระดับสถานีชาร์จ “EleX by EGAT” ให้เป็นมากกว่าจุดเติมพลังงาน แต่ก้าวสู่การเป็น “Green Charging Station” สถานีชาร์จต้นแบบด้วยนวัตกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนสถานีชาร์จทั่วประเทศแล้วถึง 303 แห่ง และมีแผนที่จะขยายให้ได้ถึง 312 แห่ง ภายในปี 2568 โดยในปีนี้ กฟผ. ได้ยกระดับสถานีต้นแบบที่สะท้อนแนวคิดนวัตกรรมสีเขียวคือ สถานีชาร์จ EleX by EGAT ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก Green Charging Station

สถานีชาร์จ EleX by EGAT ทับสะแก ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล และศูนย์การเรียนรู้ พลังงานสะอาด  สถานีแห่งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

โครงการนี้ ถูกริเริ่มและพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดใหม่ “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงสถานีชาร์จที่ไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นพื้นที่ที่ “จุดประกายความเข้าใจใหม่” เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมโดยสะท้อนพลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และชีวมวล ทำให้สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

สถานีแห่งนี้มีการใช้สีเรืองแสงบริเวณโครงสร้างของเสาทั้งสามต้น ซึ่งได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “เสาแห่งพลังงาน” (Energy Pillars) เพื่อสื่อถึงการรวบรวม พลังงานสะอาด ในพื้นที่และปลดปล่อยแสงออกมาเป็นสัญลักษณ์ของการส่งต่อพลังงานสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่สื่อความหมายด้านพลังงาน รวมทั้งการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมในรูปแบบเรียบง่าย

นอกจากนั้นสถานีชาร์จแห่งนี้ถูกก่อสร้างด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลากหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการเลือกวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ ในส่วนของหลังคา ใช้ Polycarbonate จากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล สีทับหน้า เลือกใช้สีโพลียูรีเทนที่มีค่า VOC (สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ซึ่งปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือการใช้พื้นคอนกรีต ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ EGAT AshNova ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน

โดยที่มาของ EGAT Ash Nova นั้นมาจากแนวคิดของกฟผ. ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด Circular Economy ที่มุ่งเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า วัสดุถูกพัฒนามาจาก “เถ้าลอย” (Fly Ash) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่มีการใช้ถ่านหินลิกไนต์ 12.7 ล้านตันต่อปี และก่อให้เกิดเถ้าลอยราว 1.7 ล้านตันต่อปี เถ้าลอยบางส่วนมีองค์ประกอบที่ไม่ผ่านเกณฑ์เชิงพาณิชย์และต้องนำไปฝังกลบ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและพื้นที่

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

กฟผ. จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) เพื่อวิจัยและพัฒนาเถ้าลอยที่ไม่ผ่านเกณฑ์นี้จนเกิดเป็น EGAT Ash Nova ที่มีคุณสมบัติเด่นในการเป็น “คอนกรีตทางเลือก” ที่ใช้เถ้าลอยทดแทนปูนซีเมนต์ได้สูงสุดถึง 100% ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตและวัสดุในงานก่อสร้างได้อย่างดีเยี่ยม สามารถรับแรงอัดสูงได้ถึง 325 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร รวมทั้งทนทานต่อกรดและด่างสูง และสามารถลดต้นทุนได้เนื่องจากมีราคาถูกกว่าการใช้ปูนซีเมนต์ทั่วไป ช่วยลดต้นทุนในการผลิตคอนกรีต

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

นอกจากนี้ นวัตกรรมนี้ยังมีประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญการใช้ EGAT Ash Nova เป็นการช่วยลดการใช้ซีเมนต์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตจากธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้ถึง 58% หรือลดลงกว่า 288 กิโลกรัมต่อการผลิตคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร

สถานีชาร์จ EleX by EGAT ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จึงถือเป็นต้นแบบของการออกแบบสถานีชาร์จที่ผสานแนวคิด พลังงานสะอาด การเรียนรู้ และยังสะท้อนบทบาทของกฟผ. ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV Infrastructure ของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งทำหน้าที่เป็นจุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี

สถานีชาร์จ EV EleX by EGAT ทับสะแก กฟผ. ชู Green Charging Station ต้นแบบความยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ ‘ไฮโดรเจน’ คือโอกาสของประเทศในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมบรรจุอยู่ในแผน PDP  ฉบับใหม่

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050 

กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

โดยในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือแผน PDP ฉบับร่าง มีเป้าหมายให้มีการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเริ่มต้นที่ 5% โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

Source : Energy News Center

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดจากการสะสมของ “ก๊าซเรือนกระจก” (Greenhouse Gases: GHGs) ในชั้นบรรยากาศ ที่หลักๆ ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน, ไนตรัสออกไซด์, ก๊าซฟลูออไรน์ และไอน้ำ อันมีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการผลิตทางอุตสาหกรรม

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น เกิดภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลระหว่างประเทศ 6 ชุดข้อมูล สิบปีที่ผ่านมาล้วนติดอันดับท็อปเท็น อุณหภูมิทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advances in Atmospheric Sciences ระบุว่า ภาวะโลกร้อนในปี 2024 มีบทบาทสำคัญในการที่อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การศึกษานี้ซึ่งนำโดย ศาสตราจารย์ หลี่จิง เฉิง จากสถาบันฟิสิกส์บรรยากาศ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ระบุว่า มหาสมุทรมีอุณหภูมิอุ่นที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกไว้ ไม่เพียงแต่ที่ผิวน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริเวณระดับความสูง 2,000 เมตรขึ้นไปด้วย งานวิจัยนี้ประกอบด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ 54 คน จาก 7 ประเทศ และ 31 สถาบัน

จีน-สหรัฐ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากสุดในโลก ไทยอันดับ 3 อาเซียน ต้นเหตุโลกร้อน

ทั่วโลกปล่อย GHGs สูง 53,200 ล้านตัน

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (SET) สรุปข้อมูลรายงาน GHG Emissions of All World Countries 2025 ของหน่วยงาน The Emissions Database for Global Atmospheric Research (EDGAR) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยร่วมแห่งสหภาพยุโรป (Joint Research Centre: JRC) และเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2025

ฐานข้อมูล EDGAR (Emissions Database for Global Atmospheric Research) รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งสถิติระดับโลก เช่น International Energy Agency (IEA)Food and Agriculture Organization (FAO)United Nations (UN) และ World Bank จากนั้นดำเนินการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศด้วยวิธีการแบบ bottom-up ตามแนวทางของ IPCC โดยใช้ข้อมูลกิจกรรมจริงจากแต่ละภาคส่วน (พลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการใช้ที่ดิน) และตรวจสอบผลด้วยข้อมูลพลังงานและการสังเกตจากดาวเทียม เพื่อให้ได้ภาพรวมการปล่อย GHG ของทุกประเทศประจำปี 2025 ที่มีความเที่ยงตรงและสามารถเทียบเคียงได้ในระดับสากล

ในปี 2024 ทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 53,200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂eq) ซึ่งถือเป็น ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นกว่า 665 ล้านตัน CO₂eq หรือราว 1.3% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตามข้อมูลจากฐานข้อมูล Emissions Database for Global Atmospheric Research (EDGAR)

ทั้งนี้ ประมาณ 74.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมาจาก คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil CO₂) โดยเฉพาะจาก ภาคพลังงาน ซึ่งยังคงเป็นแหล่งปล่อยหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของการปล่อยทั้งหมด

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015–2024) แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะชะลอตัวชั่วคราวในปี 2563 จากผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกลดลง แต่หลังจากนั้นการปล่อยกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2024 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1.05% ต่อปี ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

  • ปี 2015 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 48.45 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2016 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 48.66 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2017 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 49.48 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2018 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50.57 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2019 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50.83 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2020 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 48.96 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2021 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.19 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2022 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.75 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2023 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 52.54 ล้านตัน CO₂eq
  • ปี 2024 ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 53.21 ล้านตัน CO₂eq

10 กลุ่มหรือประเทศที่ปล่อย GHGs สูงสุด ปี 2024

ประเทศต่างๆ มีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกัน ทั้งจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญของประชาคมโลกในการร่วมมือกันลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อชะลอภาวะโลกร้อนและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน จากฐานข้อมูลการวิจัยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกรายประเทศ พบว่า 10 กลุ่มหรือประเทศที่ปล่อยสูงสุดในปี 2024 ได้แก่

  • จีน 15,536 ล้านตัน CO2eq
  • สหรัฐอเมริกา 5,913 ล้านตัน CO2eq
  • อินเดีย 4,371 ล้านตัน CO2eq
  • สหภาพยุโรป (EU27) 3,165 ล้านตัน CO2eq
  • รัสเซีย 2,576 ล้านตัน CO2eq
  • อินโดนีเซีย 1,324 ล้านตัน CO2eq
  • บราซิล 1,299 ล้านตัน CO2eq
  • ญี่ปุ่น 1,063 ล้านตัน CO2eq
  • อิหร่าน 1,055 ล้านตัน CO2eq
  • ซาอุดิอาระเบีย 839 ล้านตัน CO2eq

รวม 37,141 ล้านตัน CO2eq (69.7% ของโลก)

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2024 กับปี 2023 พบว่า จีนยังคงเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก และทำสถิติใหม่สูงสุดที่ 15,536 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂eq) คิดเป็น 29.2% ของการปล่อยทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ในจำนวนนี้ 84.5% ของการปล่อยทั้งหมดเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยมี ภาคพลังงาน เป็นแหล่งปล่อยหลัก รองลงมาคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม และ กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ จีนยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในอันดับสองของโลกถึง กว่า 2 เท่า

สำหรับประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปี 2024 ได้แก่

  • อินเดีย เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 165 ล้านตัน CO₂eq
  • จีน เพิ่มขึ้น 124 ล้านตัน CO₂eq
  • รัสเซีย และ อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่ 63 ล้านตัน และ 62 ล้านตัน CO₂eq ตามลำดับ 

สหภาพยุโรป (EU27) ลดปล่อย GHGs ได้มากสุด

SET ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของ 10 ประเทศและกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลกในปี 2024 โดยเปรียบเทียบกับปี 1990 ซึ่งถูกใช้เป็นปีฐาน (baseline year) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) พบว่า

สหภาพยุโรป (EU27) เป็นภูมิภาคที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด โดยลดลงเกือบ 35% จากระดับในปี 1990 ขณะที่ รัสเซีย ลดลงราว 15.7% และ สหรัฐอเมริกา ลดลงเกือบ 5%

ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กลับมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จีน และ อินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปีฐาน ขณะที่ อินเดีย อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย มีการปล่อยเพิ่มขึ้นราว 2 เท่า และบราซิลเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเท่าตัว

อินโดนีเซียปล่อย GHGs มากที่สุดในอาเซียน

  • อันดับ 5 ของโลก: อินโดนีเซีย 1,323.78 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 17 ของโลก: เวียดนาม 584.26 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 21 ของโลก: ไทย 422.39 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 30 ของโลก: มาเลเซีย 332.17 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 34 ของโลก: ฟิลิปปินส์ 266.60 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 49 ของโลก: เมียนมา 117.79 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 65 ของโลก: สิงคโปร์ 76.09 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 82 ของโลก: กัมพูชา 49.83 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 92 ของโลก: ลาว 41.55 ล้านตัน CO₂eq
  • อันดับ 139 ของโลก: บรูไน 11.87 ล้านตัน CO₂eq

รวมอาเซียน: 3,226.32 ล้านตัน CO₂eq

ในปี 2024 กลุ่มประเทศอาเซียนปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 3,226 ล้านตัน CO₂eq เพิ่มขึ้น 146 ล้านตัน CO₂eq หรือราว 4.7% จากปี 2023 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.3% ส่งผลให้สัดส่วนการปล่อยก๊าซของอาเซียนต่อทั้งโลกขยับจาก 5.9% ในปี 2023 เป็น 6.1% ในปี 2024 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นของอินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

และหากดูรายประเทศ พบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดในอาเซียน และมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ปริมาณ 1,323.78 ล้านตัน CO₂eq หรือคิดเป็น 41% ของการปล่อยทั้งหมดในอาเซียน

ด้านแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอาเซียน พบว่า บรูไน และเมียนมา เป็นเพียงสองประเทศในอาเซียนที่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ โดยลดลง 1.6% และ 0.4% ตามลำดับ ส่วนประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ เวียดนาม เพิ่มขึ้นถึง 7.6% รองลงมาคือ สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 5.1% และ อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 5.0% จากปีก่อนหน้า

ไทยอันดับ 3 อาเซียน อันดับ 21 ของโลก

จากฐานข้อมูลพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 12 ล้านตัน CO₂eq หรือ 2.9% จากปี 2023

ก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ที่ไทยปล่อยประมาณ 67.2% เป็น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) รองลงมาคือ มีเทน (CH₄) 19.2% ก๊าซฟลูออโรคาร์บอน 9.3% และ ไนตรัสออกไซด์ (N₂O) 4.3% โดยก๊าซเรือนกระจกของไทยในปี 2567 จำแนกตามกิจกรรมเป็นดังนี้

  • การผลิตไฟฟ้า 90.23 ล้านตัน CO2eq
  • การขนส่ง 84.66 ล้านตัน CO2eq
  • กระบวนการผลิต 71.10 ล้านตัน CO2eq
  • การเกษตร 59.05 ล้านตัน CO2eq
  • อุตสาหกรรม 50.87 ล้านตัน CO2eq
  • การกำจัดของเสีย 27.58 ล้านตัน CO2eq
  • การจัดการเชื้อเพลิง 23.59 ล้านตัน CO2eq
  • ที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ 15.31 ล้านตัน CO2eq

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจาก ฐานข้อมูล EDGAR กับการปล่อย CO₂ จากการใช้พลังงาน ที่จัดทำโดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 245.7 ล้านตัน CO₂ เพิ่มขึ้น 1.0% จากปี 2023 สอดคล้องกับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น 1.1%

โดยในภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนภาคการขนส่ง และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ (ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และกิจกรรมอื่นๆ) ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นเท่ากันที่ 0.5% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ลดลง 4.5%

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผู้บริโภคอาจถูกหลอก นักวิเคราะห์ในยุโรปได้ทดสอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปกว่า 800,000 คัน ผลพบว่า ปล่อยมลพิษมากพอๆกับรถสันดาปใช้น้ำมัน แม้โฆษณาว่าเป็นรถรักษ์โลก

จริงอยู่ว่า ที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า ถูกโฆษณาว่า เป็นรถที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่ารถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ด้วยคำที่ว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผนวกเข้ากับฟังก์ชันที่ดูเข้ากันกับยุคสมัยใหม่ จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเป็นที่นิยม และมีจำนวนบนถนนไม่น้อยไปกว่ารถยนต์สันดาป

แต่อีกประเภทหนึ่งของรถยนต์ ที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน อย่าง รถยนต์ไฮบริด (HEV) ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารถยนต์ทั้งสองแบบ แต่สิ่งที่เรารู้น้อยกว่าคือ รถยนต์ไฮบริดมีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน กับฟังก์ชันรถที่สามารถสามารถใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน 

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจก่อมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมัน

ซึ่งรถยนต์ไฮบริด (HEV) โดยทั่วไป จะเป็นรถที่ไม่สามารถชาร์จไฟตามตู้ชาร์จได้ แต่จะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่สามารถเก็บพลังงานมาจากการเบรก เพื่อเสริมแรงขับแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ยามฉุกเฉิน 

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริดที่เราจะมาเน้นกันในบทความนี้คือ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานได้จากทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้าที่มาจากการชาร์จไฟในบ้านหรือสถานีชาร์จได้เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจก่อมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมัน

รายงานจาก The Guardian เผยว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งของยุโรปได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลรถยนต์ยุโรปกว่า 800,000 คันเป็นรถที่จดทะเบียนระหว่างปี 2021-2023 โดยมีการวัดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถยนต์ 

ผลพบว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จริงในปี 2023 สูงกว่าผลทดสอบมาตรฐานถึง 4.9 เท่า (เพิ่มขึ้นจาก 3.5 เท่า ในปี 2021) และในทางกลับกัน ยังพบว่าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จริงเพียง ร้อยละ 19 น้อยกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล เพราะก่อนหน้านั้น ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการณ์คาดการณ์ว่า ปลั๊กอินไฮบริดจะช่วยลดมลพิษได้มากถึงร้อยละ 75

ความต่างระหว่างมลพิษที่ปล่อยจริงกับค่ามลพิษที่ประเมินจากห้องปฏิบัติการณ์ cr. Transport Environment
ความต่างระหว่างมลพิษที่ปล่อยจริงกับค่ามลพิษที่ประเมินจากห้องปฏิบัติการณ์ cr. Transport Environment

ดังนั้น นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดปล่อยมลพิษเกือบเท่ากับรถยนต์ใช้น้ำมัน แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ปล่อยคาร์บอนพอ ๆ กัน ใช้ไฟฟ้าร่วมด้วยได้ ก็น่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ไม่ใช่หรือ?

งานวิจัยก็ได้ให้สาเหตุไว้ โดยระบุว่า เป็นเพราะ 3 ปัจจัยนี้

  1. การประเมินการใช้โหมดไฟฟ้าสูงเกินจริง (Utility Factor) : ช่องว่างนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้ขับขี่ใช้งานโหมดไฟฟ้า (Electric Mode) ในชีวิตประจำวัน น้อยกว่าที่ประเมินไว้ในการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งข้อมูลจริงที่ปรากฎคือ มีคนใช้โหมดนี้เพียงร้อยละ 27 ของระยะทางรวม แต่ในห้องทดลองประเมินไว้ที่ ร้อยละ 84
  2. เครื่องยนต์สันดาปยังคงทำงาน แม้เปลี่ยนไปใช้โหมดไฟฟ้า : ในขณะที่เราเลือกขับขี่ด้วยโหมวดไฟฟ้า การทดสอบใหม่พบว่ายังมีค่ามลพิษปล่อยออกมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยวิเคราะห์ว่า เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าอาจมีกำลังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนลำพัง ทำให้เครื่องยนต์สันดาปต้องเผาเชื้อเพลิงช่วยในระยะทางเกือบ 1 ใน 3 ของการขับขี่ในโหมดไฟฟ้า
  3. ผู้ผลิตหลีกเลี่ยงจ่ายค่าปรับ : การประเมินการปล่อยมลพิษต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 4 กลุ่มของยุโรปสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่รวมกันมากกว่า 5,000 ล้านยูโรได้ ในช่วงระหว่างปี 2021-2023 และนั่นก็ทำให้ผู้ใช้รถปลั๊กอินไฮบริดมีค่าใช้จ่ายรายปีราว 500 ยูโรแบบไม่รู้ตัว

นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจจะรวมถึงมาตรการการส่งออกรถยนต์ที่เข้มงวดมากขึ้นด้วยหรือไม่ ที่นโยบายสิ่งแวดล้อมกำหนดว่ารถยนต์ต้องมีอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด จึงจะส่งออกได้ นั่นจึงทำให้ผู้ผลิตเริ่มลักไก่ ประเมินการปล่อยมลพิษต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อให้ผ่านมาตรฐานการส่งออก

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจก่อมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมัน
โคลิน วอล์กเกอร์

นักวิเคราะห์ด้านการขนส่ง กล่าวว่า ผู้บริโภคถูกหลอกให้เชื่อว่าการซื้อ PHEV ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดเงินในกระเป๋าจากการเติมน้ำมัน แต่ในความเป็นจริง PHEV แทบไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ใช้น้ำมันเลย ในแง่ของการใช้เชื้อเพลิง การปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นมา เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปเรียกร้องให้สหภาพยุโรปผ่อนคลายเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และคาดว่าในอนาคตรถยนต์สันดาปจะถูกแบนอย่างจริงจังภายในปี 2035 นั่นจึงทำให้การออกมาเรียกร้องมีนัยบางอย่างที่น่าสงสัย จนนำไปสู่การทดสอบในครั้งนี้

Source : Spring News