คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน 282.98 เมกะวัตต์ จำนวน 34 โครงการ ที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ภายในเดือน ก.ค. 2565 นี้ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ต้องรอบอร์ด กกพ. พิจารณากำหนดพื้นที่และสายส่งไฟฟ้าให้ชัดเจนก่อนออกประกาศรับซื้อต่อไป  

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. คาดว่าจะเริ่มเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนได้ต้นเดือน ก.ค. 2565 นี้ หลังจาก กกพ. ได้รับฟังความเห็น “ร่างประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าขยะชุมชน พ.ศ….”เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยการเปิดรับซื้อไฟฟ้ารอบนี้จะรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ผ่านการพิจารณาจากกระทรวงมหาดไทยมาแล้วรวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์

โดยการซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวจะอยู่ในรูปแบบการสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) ประเภทสัญญาแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non- Firm) และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2568-2569 เบื้องต้นกำหนดให้ผู้เสนอขายไฟฟ้ามากกว่า 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นเสนอกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนปริมาณเสนอขายไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นเสนอกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ) โดยรายละเอียดจะอยู่ในประกาศการรับซื้อไฟฟ้าฯ ที่ กกพ.จะออกในเร็วๆนี้ต่อไป

ส่วนโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ที่ กพช. เห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565 จำนวน 100 เมกะวัตต์ ในราคา 6.08 บาทต่อหน่วย สำหรับกลุ่ม VSPP นั้น ปัจจุบัน กกพ.ยังอยู่ระหว่างรอรับมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการก่อน จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กกพ. เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าต่อไป อย่างไรก็ตามบอร์ดคงต้องพิจารณาร่วมกับการไฟฟ้าเกี่ยวกับความพร้อมของสายส่งไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าในบริเวณสายส่งจุดเดียวกันจนทำให้สายส่งเต็ม ดังนั้นจะต้องพิจารณาพื้นที่รับซื้อไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าให้สอดคล้องกันก่อน  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568 – 2569 โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป

สำหรับราคารับซื้อไฟฟ้าตาม Fit นั้น เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2564  กพช. มีมติเห็นชอบหลักการในการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 โดยหลักการในรูปแบบ FiT ปี 2565 สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ อยู่ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 5.08 บาทต่อหน่วย (FiT Premium 8 ปี 0.70 บาท/หน่วย) ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10-50 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 3.66 บาทต่อหน่วย และระยะเวลาการสนับสนุน 20 ปี  โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเข้าระบบจำนวน 400 เมกะวัตต์

Source : Energy News Center

การไฟฟ้านครหลวง ร่วมมือ ป.ป.ช. เปิดการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำร่องการลดใช้ไฟฟ้าลง 10%

หลอดไฟทุกดวง เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้น ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สว่างไสว ล้วนต้องผ่านการผลิตจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งอาจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาจนเกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลต่อทั้งโลกร้อน สุขภาพของเราทุกคนได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแผนการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด หนึ่งในการเดินหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาด ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ได้มีการนำร่องจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสำคัญของไทย

การไฟฟ้านครหลวง จับมือ ป.ป.ช.นำร่องสู่สังคมพลังงานสะอาด

อย่าง MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง ที่ได้ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ จัดพิธีการเปิดการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำร่องการลดใช้ไฟฟ้าลง 10%

ความร่วมมือครั้งนี้ MEA ได้เข้าทำการสำรวจ ออกแบบ และติดตั้งอุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ทั้ง 7 อาคาร หรือ Solar Rooftop ขนาด 798.00 กิโลวัตต์ ทำให้มีอัตราส่วนลดค่าไฟฟ้าในส่วนของระบบได้ถึง 15% คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 500,000 บาท โดยจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่ากับการปลูกต้นสักประมาณ 26,797 ต้น หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 268 ไร่

นอกจากการติดตั้งโซลาร์รูฟ บนหลังคาอาคารที่ใช้งานในปัจจุบันแล้ว ทางสำนักงาน ป.ป.ช.ได้วางแผนการใช้พลังงานสะอาดร่วมกับ MEA ที่จะร่วมออกแบบสร้างอาคารที่ใช้พลังงานสะอาดเพิ่มเติมอีกในอนาคต  อีกสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือ การใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกคน ล้วนทำให้เกิดคาร์บอนตลอดเวลา อย่างการขับรถใช้น้ำมันดีเซล 1 ลิตร สร้างคาร์บอนถึง 2.66 กิโลกรัม กระทั่งการต้มน้ำชงกาแฟ ก็ยังสร้างคาร์บอนราว 23 กรัม ดังนั้นหากไม่เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้ อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของเราในระยะยาวจนสายเกินแก้ ดังนั้น การร่วมมือกันของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะขยายผลต่อการสร้างพลังงานสะอาด ที่ขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนประเทศชาติ ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

Source : PPTV HD 36

สุพัฒนพงษ์ เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี 2050 เดินหน้าลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทสรุปทิศทางของประเทศไทยสู่ Green Energy & Economy” ภายในงานสัมมนา TEA FORUM 2022 “Mission Possible: Energy Transition to the Next 2050” ว่า

สำหรับแผนที่ไทยจะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน  ได้แก่ 

  • มีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด และการทำสัญญาซื้อพลังงานน้ำจากลาวเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการให้มีการใช้พลังงานสะอาดเป็นส่วนใหญ่ซึ่งผลิตได้ในประเทศเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าให้มีการใช้รถอีวีมากขึ้นตามนโยบาย 30@30 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากภาคการขนส่งราว 100 ล้านตันต่อปี 

ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการใช้อีวีได้รับการตอบรับอย่างดีจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท จะเป็นการสัดส่วนการผลิตรถอีวีในประเทศราว 10% ในอีก 2 ปีต่อจากนี้

  • การลดใช้พลังงานในภาคส่วนอื่นๆ อาทิ อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ให้มีความเข้มข้นการใช้พลังงานลดลง 40% ด้วยการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 

เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050

เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050

  • ส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อดักจับและดูดซับคาร์บอนที่เกิดจากภาคการผลิตและอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการทำ CSR ขององค์กรเอกชนเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากการมีคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเทคโนโลยีในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมให้กลับลงสู่บ่อก๊าซธรรมชาติที่ไทยมี ซึ่งคาดว่าจะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,700 ล้านตัน

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นทิศทางที่ปรากฏชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และกลายเป็นเมกะเทรนด์โลกที่ชัดเจนขึ้นเมื่อหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากสาเหตุสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

ซึ่งไทยเองได้ประกาศจุดยืนบนเวทีโลกในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อปลายปีที่ผ่าน ที่จะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 เป้าหมายที่ท้าทายยิ่งขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ปี 2075

“ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นแทนที่จะต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากทั่วโลก ไทยจึงต้องอาสาเป็นต้นแบบประเทศที่ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นการทางคาร์บอน”

ขณะเดียวกันแผนการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศที่กุมเศรษฐกิจโลกกว่า 75% ได้ทำความตกลงร่วมกันแล้วในการตั้งกติกาใหม่ให้การปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นข้อจำกัดทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 350 ล้านตันต่อปี 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สรรพสามิตยันลดภาษีรถอีวีเหลือ 2% มีผลในสัปดาห์นี้ คาดค่ายรถทยอยส่งมอบได้อีก 1,500 คัน แย้มรถยนต์ไฟฟ้าค่าย “ญี่ปุ่น-จีน” จ่อเข้าร่วมอีก 3-4 ราย ส่วนจักรยานยนต์ “ไทย-จีน” เตรียมเข้ามาตรการอีก 2-3 ค่าย ฟากสมาชิก ส.อ.ท.กลุ่มยานยนต์ร้องภาษีนำเข้าไม่เท่าเทียม จี้คลังปรับโครงสร้างอีกรอบ

นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต เปิดเผยว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่มีการลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 8% เหลือ 2% คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยน่าจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในวันที่ 8 มิ.ย. และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป

ซึ่งเชื่อว่าค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์จะทยอยเข้ามาเซ็นสัญญาเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้อีวีจากรัฐบาลมากขึ้น โดยในปี 2565 นี้ ประเมินไว้เบื้องต้นว่าจะมีทั้งค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นและจีนอีกอย่างน้อย 3-4 ค่าย และค่ายรถจักรยานยนต์จากไทยและจีนอีกอย่างน้อย 2-3 ค่าย มาเข้าร่วมมาตรการ

สำหรับค่ายรถยนต์ที่เปิดให้จองรถอีวีไปก่อนหน้านี้ ได้มีการทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าไปแล้วประมาณ 500 คัน และคาดว่าหลังจากโครงสร้างภาษีมีผลบังคับใช้ แต่ละค่ายรถจะทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าได้อีกประมาณ 1,500 คัน

ทั้งนี้ จากการที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ไปโรดโชว์ประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปรับแผนหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น จากเดิมในปี 2573 เป็นภายในปี 2569

“ปัจจุบันค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นที่เซ็นสัญญาเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว คือ โตโยต้า เราคาดว่าหลังจากนี้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นค่ายอื่น ๆ จะทยอยตามมา รวมทั้งค่ายรถยนต์ของจีน เช่น เนต้า และฉางอาน ซึ่งมีแผนที่จะว่าจ้าง ฟ็อกซ์คอนน์ ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอยื่นรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเข้ามาสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย”

นายณัฐกรกล่าวว่า การที่ค่ายรถยนต์มีการหยุดรับจองรถชั่วคราวมาเกือบ 2 เดือนนั้น เกิดจากปัญหาการขาดแคลนชิปซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถอีวี โดยบริษัทแม่ของแต่ละค่ายรถยนต์จำเป็นต้องกระจายรถยนต์ที่ผลิตแล้วส่งไปให้ลูกค้าในหลายประเทศ

ขณะที่ไทยมียอดจองรถอีวีรวมอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นคันในปัจจุบัน ดังนั้นหากปัญหาการขาดแคลนชิปยืดเยื้อเป็นปีก็จะกระทบต่อแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การประกาศลดภาษีรถอีวีออกมาล่าช้า เนื่องจากต้องมีการทำกฎหมายลูกถึง 25 ฉบับ จึงต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสาระสำคัญเกี่ยวกับคำนิยามของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ที่จะเข้าข่ายได้รับการสนับสนุนมาตรการภาษี และเงินอุดหนุนจากรัฐ ประกอบกับที่ผ่านมาอยู่ในช่วงการเปลี่ยนอธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งจะต้องเป็นผู้ลงนามกฎหมาย จึงทำให้กระบวนพิจารณาชะลอออกไป

“กรณีค่ายรถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี และเกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบปัญหาเรื่องการค้างส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าหลายพันคัน เนื่องจากรอประกาศกฎหมายลดภาษีสรรพสามิตอยู่นั้น เชื่อว่าหลังจากประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้แล้ว ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายไปได้ โดยค่ายรถยนต์สามารถส่งมอบรถอีวีให้กับลูกค้า และจะได้รับการสนับสนุนด้านภาษีทันที” แหล่งข่าวกล่าว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิก ส.อ.ท.ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากประเทศจีนมีภาระภาษีเพียง 0% เพราะรับสิทธิจากข้อตกลงการเจรจาการค้าเอฟทีเอ จีน-อาเซียน ขณะที่หลายประเทศต้องเสียภาษี 40% ถือว่ามีความแตกต่างกันมาก

ดังนั้นจึงเตรียมที่จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อหารือการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังอีกครั้ง ทั้งนี้ มองว่าหากอัตราภาษียังคงเหลื่อมล้ำกันสูงมาก การจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนอาจจะไม่เกิดขึ้น

Source : ประชาชาติธุรกิจ

“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งให้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากอาเซียน 4 ประเทศ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นระยะเวลา 24 เดือน เผยแจ้งให้ผู้ส่งออกรับทราบแล้ว และขอให้ใช้โอกาสนี้เร่งส่งออก ย้ำแม้สุดท้ายจะมีการประกาศใช้มาตรการ AC จะไม่ถูกเก็บภาษีในช่วงที่ยกเว้น หรือถูกเก็บย้อนหลัง
         
นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามออกประกาศคำสั่งให้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศภูมิภาคอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นระยะเวลา 24 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.2565 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฯ ได้แจ้งให้ผู้ส่งออกทราบเกี่ยวกับประกาศคำสั่งยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าวแล้ว และขอให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทย ใช้โอกาสนี้ในการเร่งส่งออกสินค้าดังกล่าวต่อไป  
         
ทั้งนี้ แม้ว่าการนำเข้าสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จาก 4 ประเทศข้างต้น จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในช่วง 24 เดือน แต่การไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-Circumvention : AC) สำหรับสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำเข้าจากทั้ง 4 ประเทศข้างต้นยังคงดำเนินการต่อ โดยสหรัฐฯ ได้เปิดการไต่สวน AC ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2565 โดยกล่าวหาว่าสินค้าดังกล่าวที่ส่งออกจากทั้ง 4 ประเทศ เป็นสินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากจีนมาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาด (AD) และมาตรการอุดหนุน (CVD) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการสอบถามข้อมูลจากผู้ส่งออกไทย

โดยตามขั้นตอน สหรัฐฯ จะต้องประกาศผลการไต่สวนภายในเดือนมี.ค.2566 หากผลการไต่สวนพบว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการ AD/CVD จริง ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยจะถูกเก็บภาษี AC ในอัตรา 18.32–249.96% เช่นเดียวกับภาษี AD ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีน แต่ในช่วงที่มีการยกเว้นภาษีนำเข้าในช่วง 24 เดือนตามประกาศคำสั่ง จะยังไม่ถูกเก็บภาษี AC หรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง สำหรับการนำเข้าในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศไว้
         
นายพิทักษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามและให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตและผู้ส่งออกมาโดยตลอด โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีหนังสือทักท้วงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เมื่อเดือนมี.ค.2565 เพื่อคัดค้านการเปิดไต่สวนดังกล่าว และเน้นย้ำว่าการผลิตสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยเป็นการนำชิ้นส่วนมาผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้สินค้ามีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไปจากวัตถุดิบเดิม มิได้เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาเพื่อประกอบแล้วส่งออกไปยังสหรัฐฯ เท่านั้น จึงไม่เข้าเกณฑ์การหลบเลี่ยงมาตรการ AD/CVD ที่สหรัฐฯ ใช้บังคับกับสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์จากจีน และได้มอบให้กรมฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ โดยจัดประชุมหารือกับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักการและกระบวนการไต่สวน
         
ในปี 2564 ไทยส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 1,609.49 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 49.10% ของการส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด และในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.2565 ไทยส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 325.06 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 63.49% ของการส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด

Source : Commerce News Agency