กฟผ. เตรียมเสนอขายพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน “EGAT’s SLB” รวม 2,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี คาดว่าจะเปิดจองซื้อในวันที่ 11-12 ก.ย. 68 และมีกำหนดออกพันธบัตรในวันที่ 15 ก.ย. 68

กฟผ. ขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนด้วยกลไกทางการเงิน เตรียมเสนอขาย พันธบัตร ส่งเสริมความยั่งยืน “EGAT’s SLB” รวม 2,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี 11-12 กันยายน 2568 เป็นรัฐวิสาหกิจของไทยที่ออก SLB เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการเงิน ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนควบคู่กับสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง โดยมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือกกพ. กำหนดกฎเกณฑ์ และราคาค่าไฟฟ้า ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิต จัดให้ได้มา และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าตามกฎหมายกำหนดและประเทศใกล้เคียง พร้อมทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการไฟฟ้าภายใต้กรอบพระราชบัญญัติ กฟผ.

กฟผ. ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เป็นองค์กรหลักเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อความสุขของคนไทย

ล่าสุด กฟผ. และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ร่วมเปิดงาน Roadshow การออกและเสนอขาย พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน ของกฟผ. (EGAT’s Sustainability-Linked Bond; EGAT’s SLB) อายุ 5 ปี แก่ผู้ลงทุนสถาบัน (ที่มิใช่บุคคลธรรมดา) เป็นพันธบัตรที่ผูกตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนเข้ากับเงื่อนไขทางการเงิน เพื่อให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์แก่นักลงทุนที่สนใจในพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน

กฟผ. นำร่องออกพันธบัตรยั่งยืน EGAT’s SLB วงเงิน 2 พันล้านบาท หนุนไทยสู่ Net Zero

การระดมทุนเพื่อความยั่งยืนของกฟผ.

กฟผ. ได้วางรากฐานการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนให้กับประเทศไทย หวังว่าก้าวย่างในครั้งนี้จะมีส่วนในการ “จุดประกาย” และสร้างความมั่นใจให้กับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ให้เห็นศักยภาพของกลไกทางการเงินในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจ สังคม และคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกฟผ. มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของประเทศ อีกทั้งกฟผ. ยังมีหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญที่มี การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากที่สุด จึงต้องมีการดำเนินการต่างๆ เพื่อเป็นกลไกสำคัญให้ประเทศบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

กฟผ. มีภารกิจสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.) ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 2.) ดูแลความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 3.) ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยทั้ง 3 ภารกิจนี้ ทางกฟผ. ต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล แม้อาจไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานสีเขียวได้ถึง 100% ในทันที เนื่องจากต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ด้านความมั่นคงทางไฟฟ้าที่เคยเกิดขึ้นตามตัวอย่างในต่างประเทศ การนำ พลังงานสีเขียว เข้ามาอย่างรวดเร็วโดยที่ระบบยังไม่พร้อมอาจมีความเสี่ยงและก่อให้เกิดความเสียหายได้

“กฟผ. ได้บริหารจัดการออกแบบระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นทางเลือกแทนพลังงานจากฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์และสมดุล เพื่อให้มั่นใจว่าความมั่นคงของไฟฟ้าและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาจะได้รับการดูแลอย่างดี เพราะราคาค่าไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนของทุกอุตสาหกรรมและต้นทุนของประเทศ”

กฟผ. นำร่องออกพันธบัตรยั่งยืน EGAT’s SLB วงเงิน 2 พันล้านบาท หนุนไทยสู่ Net Zero

จ่อเสนอขายกันยายน 2568 นี้ มูลค่า 2,000 ล้าน

ทั้งนี้ กฟผ. เตรียมออกและเสนอ ขายพันธบัตร ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ภายใต้โครงการออกพันธบัตร (Medium-Term Note Program: MTN) ปี 2568 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท

กฟผ. ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไฟฟ้าไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศภายในปี 2593 โดยกฟผ. ยึดหลักการเปลี่ยนผ่านฯ อย่างมั่นคงและสมดุล ที่ยังคงรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ด้าน สบน. ได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันการเงินเพื่อความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนปี 2563 พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนปี 2567 ของกระทรวงการคลัง เพื่อจูงใจให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจ นำกลไกทางการเงินมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศสู่ Carbon Neutrality และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กฟผ. นำร่องออกพันธบัตรยั่งยืน EGAT’s SLB วงเงิน 2 พันล้านบาท หนุนไทยสู่ Net Zero

รัฐวิสาหกิจแรกของไทยที่ออก SLB

“กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกที่ประกาศกรอบการระดมทุนส่งเสริมความยั่งยืนและออก SLB ซึ่งมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 ของประเทศ”

โดยผู้ลงทุนสถาบัน (ที่มิใช่บุคคลธรรมดา) ที่สนใจจองซื้อพันธบัตร EGAT’s SLB สามารถติดตามรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายได้ที่เว็บไซต์ กลต หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายพันธบัตร หมายเลขโทรศัพท์ 022-963-999 ซึ่งพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน คาดว่าจะเปิดจองซื้อในวันที่ 11-12 กันยายน 2568 และมีกำหนดออกพันธบัตรในวันที่ 15 กันยายน 2568

กฟผ. นำร่องออกพันธบัตรยั่งยืน EGAT’s SLB วงเงิน 2 พันล้านบาท หนุนไทยสู่ Net Zero

ความภาคภูมิใจในฐานะผู้บุกเบิก

หากย้อนกลับไปในปี 2515 (ก่อตั้ง 1 พฤษภาคม ปี 2512) สมัยนั้นยังไม่มีการออกพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ มีเพียงพันธบัตรรัฐบาล กฟผ. จึงใช้วิธีการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศ โดยออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนทั่วประเทศประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจนยอดจองเต็มภายใน 2 วัน ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนกฟผ. ทั้งองค์กร

โดย “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทรงจองพันธบัตรดังกล่าว 1 หุ้น มูลค่า 1,000 บาท ซึ่งภายหลังทรงให้ข้อมูลว่าเป็น “ขวัญถุง” ให้กับ กฟผ. สิ่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ชาวกฟผ. ที่มิอาจสามารถลืมเลือนได้ ดังนั้น เชื่อว่าพันธบัตร SLB นี้จะเป็นต้นแบบให้กับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ในการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนต่อไป

กฟผ. นำร่องออกพันธบัตรยั่งยืน EGAT’s SLB วงเงิน 2 พันล้านบาท หนุนไทยสู่ Net Zero

กฟผ. นำร่องออกพันธบัตรยั่งยืน EGAT’s SLB วงเงิน 2 พันล้านบาท หนุนไทยสู่ Net Zero

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คุณรู้หรือไม่ว่า? อาคารสูง-คอนกรีต ใน กทม. แหล่งสะสมความร้อนอันมหาศาล กลายเป็นภัยเงียบคนกรุงเทพฯ คร่าชีวิตคนนับพัน

ภาวะความร้อนในเมืองที่รุนแรงขึ้นกำลังกลายเป็นความท้าทายที่เร่งด่วนสำหรับกรุงเทพฯ จากข้อมูลของธนาคารโลก ที่ กรุงเทพธุรกิจ ได้รายงานว่า พื้นที่บางเขต เช่น เขตปทุมวัน บางรัก ราชเทวี และพญาไท เป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีอาคารสูงและพื้นผิวคอนกรีตหนาแน่นที่สะสมความร้อนและระบายออกช้า

ทั้งนี้เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island – UHI) เป็นปรากฏการณ์ที่พื้นที่ในเมืองร้อนกว่าชนบทอย่างมาก เนื่องจากมีอาคารสูง พื้นคอนกรีต ถนนยางมะตอย และกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การขับรถ ทำให้พื้นที่ในเมืองดูดซับความร้อนได้มากกว่า แม้จะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์เท่ากัน โดยเกาะความร้อนในเมือง สามารถดันให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น 10-15 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง ปัจจุบันเขตเมืองเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรครึ่งหนึ่งของโลก คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ภายในปี 2050

โดยพื้นที่ชนบทมักปกคลุมไปด้วยหญ้า พืชผล หรือป่าไม้ ซึ่งช่วยระบายความร้อน ได้ดีกว่าในเขตเมืองที่มีตึกคอนกรีตและถนนยางมะตอยจะดูดซับความร้อน ซึ่งจะมีพืชทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศตามธรรมชาติ โดยดึงน้ำจากพื้นดินผ่านราก แล้วปล่อยน้ำออกมาในรูปของไอน้ำสู่อากาศ ต่างจากพื้นผิวแข็งและมืดทึบ เช่น ทางเท้า ลานจอดรถ และถนน ที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้ จึงไม่สามารถให้ความเย็นเช่นนี้ได้

และจากนั้นอาคารสูงและถนนแคบๆในเมือง ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์กลับไปกลับมาภายในเมืองจนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์หุบเขตเมือง” (Urban Canyon Effect) ปิดกั้นการไหลของลมตามธรรมชาติ ส่งผลให้อากาศที่อยู่ระหว่างอาคารร้อนขึ้นได้ ขณะที่มลพิษจากรถยนต์หรือการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจทำหน้าที่เป็นชั้นเรือนกระจกขนาดเล็กเหนือเมือง กักเก็บอากาศร้อนไว้

อย่างไรก็ตามเมืองใหญ่มักกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าเมืองเล็ก ศูนย์กลางของมหานครอย่างกรุงลอนดอนและกรุงปารีส มักมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ชนบทประมาณ 4 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน โดยปรากฏการณ์เกาะความร้อนนี้ทำให้อุณหภูมิโลกโดยรวมสูงขึ้น อย่างไรก็ดีในปี 2024 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ มีอุณหภูมิสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.55 องศาเซลเซียส เป็นผลมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล หากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ คาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะยังคงสูงขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

ในขณะเดียวกันเกาะความร้อนเหล่านี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากความต้องการเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน

สำหรับวิธีแก้ปัญหาเกาะความร้อนในเมืองที่ดีที่สุด คือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง โดยการเพิ่มต้นไม้ พุ่มไม้ และพืชพรรณสีเขียวอื่น ๆ ที่ทนแล้งในใจกลางเมือง รวมถึงน้ำพุและบ่อน้ำ สร้างหลังคาสีเขียวที่เป็นการปลูกต้นไม้บนหลังคา หรือใช้เทคโนโลยีหลังคาเย็น (Cool Roof) ที่ดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์มายังตัวอาคารได้น้อยลง อีกทั้งยังช่วยสะท้อนแสงแดดได้มากกว่าพื้นผิวทั่วไป จึงทำให้ความร้อนไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ขณะที่การทาหลังคาสีขาวสามารถสะท้อนแสงแดดได้ประมาณ 60-90% และช่วยให้บ้านเย็นขึ้น

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ DW, NASA, Reuters
Source : Spring News

ในยุคที่ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของก๊าซชีวภาพ ตั้งแต่หลักการผลิต จุดเด่น ไปจนถึงสถานการณ์ในประเทศไทย และการเปรียบเทียบกับพลังงานอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่าทำไมพลังงานชนิดนี้จึงเป็นมากกว่าแค่ทางเลือก แต่ยังเป็นอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเราทุกคน

ก๊าซชีวภาพ คืออะไร? ทำความเข้าใจในเชิงลึก

ก๊าซชีวภาพ คือกลุ่มก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ภายใต้สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน (Anaerobic Digestion) โดยมีจุลินทรีย์ชนิดพิเศษเป็นตัวการสำคัญในการย่อยสลาย ซึ่งองค์ประกอบหลักของก๊าซชีวภาพที่สำคัญที่สุดก็คือ ก๊าซมีเทน (CH4​) ซึ่งเป็นก๊าซที่ให้พลังงานความร้อนสูงและสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ โดยมีสัดส่วนประมาณ 50-70% อีกส่วนหนึ่งคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2​) ประมาณ 30-50% และก๊าซอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย

แหล่งวัตถุดิบที่นำมาผลิตก๊าซชีวภาพนั้นมีหลากหลายมาก ทั้งจากภาคการเกษตร เช่น มูลสัตว์ ฟางข้าว ซังข้าวโพด, ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น น้ำเสียจากโรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานปาล์มน้ำมัน, และของเสียจากชุมชน เช่น ขยะอินทรีย์และเศษอาหารต่างๆ นั่นทำให้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตได้จากของเหลือทิ้งที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่น

เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ

การผลิตก๊าซชีวภาพไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความเข้าใจทางเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุด โดยหลักการแล้วจะอาศัยระบบ บ่อหมักแบบปิด หรือ ถังปฏิกรณ์ (Digester) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างเต็มที่

ประเภทของระบบผลิตก๊าซชีวภาพ

ระบบบ่อหมักลักษณะเด่นการใช้งาน
แบบปิด (Fixed-dome)โครงสร้างคอนกรีตใต้ดิน ทนทาน ต้นทุนต่ำเหมาะสำหรับครัวเรือนและฟาร์มขนาดเล็ก
แบบถุงพลาสติก (Flexible Bag)ติดตั้งง่าย ต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่นเหมาะสำหรับฟาร์มขนาดเล็ก
ถังปฏิกรณ์แบบสูง (UASB)ประสิทธิภาพสูง ใช้พื้นที่น้อยนิยมใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ถังปฏิกรณ์แบบผสม (CSTR)ควบคุมอุณหภูมิได้ดี เพิ่มประสิทธิภาพใช้สำหรับวัตถุดิบที่มีความเข้มข้นสูง

ขั้นตอนการทำงาน

  1. การรวบรวมวัตถุดิบ: รวบรวมของเสียหรือมูลสัตว์มาเตรียมในถังพัก
  2. การย่อยสลายเบื้องต้น (Hydrolysis): จุลินทรีย์เริ่มย่อยสลายสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ให้เล็กลง
  3. การสร้างกรด (Acidogenesis): สารอินทรีย์ที่เล็กลงจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดอินทรีย์
  4. การสร้างกรดอะซิติก (Acetogenesis): กรดอินทรีย์จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะซิติก
  5. การสร้างก๊าซมีเทน (Methanogenesis): จุลินทรีย์ชนิดพิเศษจะเปลี่ยนกรดอะซิติกให้กลายเป็นก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

จุดเด่นและประโยชน์ของก๊าซชีวภาพ

ก๊าซชีวภาพมีจุดเด่นและประโยชน์ที่โดดเด่นหลายประการ ทำให้เป็นพลังงานทางเลือกที่น่าจับตามองในหลายมิติ

  • เป็นพลังงานหมุนเวียนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก๊าซชีวภาพผลิตจากของเสียที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในชั้นบรรยากาศ และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของของเสียตามธรรมชาติ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างภาวะเรือนกระจกสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า
  • ช่วยจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การนำของเสียมาผลิตก๊าซชีวภาพถือเป็นการจัดการของเสียที่ดีเยี่ยม ช่วยลดปริมาณขยะและมลพิษทางน้ำจากน้ำเสีย และยังช่วยลดกลิ่นเหม็นจากกองมูลสัตว์
  • สร้างรายได้และลดต้นทุน ผู้ประกอบการสามารถนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้มหรือน้ำมันเตา ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้เองหรือขายคืนให้กับภาครัฐได้อีกด้วย
  • ได้ผลพลอยได้ที่เป็นประโยชน์ หลังจากการผลิตก๊าซชีวภาพแล้ว ยังได้ กากตะกอน ที่สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงได้ ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมี

สถานการณ์ก๊าซชีวภาพในประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาก๊าซชีวภาพ เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีของเสียจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน แป้งมันสำปะหลัง และฟาร์มปศุสัตว์

ปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพมาใช้ในหลายรูปแบบ ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่มีน้ำเสียปริมาณมาก ซึ่งระบบก๊าซชีวภาพจะช่วยบำบัดน้ำเสียและนำก๊าซที่ได้มาใช้เป็นพลังงานในโรงงาน ทำให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากพืชพลังงานหรือของเสียจากฟาร์มปศุสัตว์เพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ

ตารางแสดงศักยภาพและสถานการณ์การผลิตก๊าซชีวภาพในประเทศไทย

แหล่งวัตถุดิบศักยภาพการผลิตก๊าซชีวภาพตัวอย่างการนำไปใช้
น้ำเสียจากโรงงานแป้งมันสำปะหลังสูงมากผลิตไฟฟ้า, เชื้อเพลิงในโรงงาน
น้ำเสียจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสูงมากผลิตไฟฟ้า, เชื้อเพลิงในโรงงาน
มูลสัตว์จากฟาร์มปศุสัตว์สูงผลิตไฟฟ้า, เชื้อเพลิงหุงต้มในครัวเรือน
ของเสียจากโรงงานเอทานอลสูงผลิตไฟฟ้า, เชื้อเพลิงในโรงงาน
ขยะอินทรีย์และเศษอาหารปานกลางผลิตไฟฟ้า, ปุ๋ยอินทรีย์

เปรียบเทียบต้นทุนและราคาพลังงานทางเลือก

การพิจารณาพลังงานทางเลือกต่างๆ ไม่เพียงแค่ดูที่ข้อดีด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงมิติทางเศรษฐศาสตร์ด้วย ทั้งในส่วนของ ต้นทุนการผลิต และ ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของพลังงาน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เราได้รวบรวมข้อมูลและจัดทำตารางเปรียบเทียบดังนี้

ตารางเปรียบเทียบต้นทุนและราคาพลังงานทางเลือก

คุณลักษณะก๊าซชีวภาพ (Biogas)พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)พลังงานลม (Wind Energy)
ต้นทุนการผลิตโดยหลักมาจากการลงทุนในระบบบ่อหมักและอุปกรณ์ ซึ่งต้นทุนจะแตกต่างกันไปตามขนาดและเทคโนโลยี แต่ต้นทุนด้านวัตถุดิบไม่สูงนักต้นทุนหลักอยู่ที่การลงทุนในแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์แปลงไฟ และแบตเตอรี่ ซึ่งราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 0.91 – 2.06 บาท/หน่วยต้นทุนหลักมาจากการลงทุนในกังหันลมขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูง ต้นทุนการผลิตหน้าโรงไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 6.81 บาท/หน่วย
ราคาขายสำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักนำไปใช้เองเพื่อลดต้นทุน ไม่ได้มีราคาซื้อขายที่ชัดเจนทั่วไป แต่หากขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้าฯ จะมีราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 3.18 – 3.41 บาท/หน่วยผู้ที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาสามารถขายส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าฯ ได้ในราคาที่กำหนดโดยภาครัฐ ซึ่งราคารับซื้อจะแตกต่างกันไปตามปีและโครงการการขายไฟฟ้าจากการผลิตด้วยพลังงานลมจะถูกกำหนดราคารับซื้อโดยภาครัฐ ซึ่งราคาจะจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุน โดยปัจจุบันมีราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 3.10 บาท/หน่วย
ความต่อเนื่องของพลังงานผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศขึ้นอยู่กับแสงอาทิตย์ ไม่สามารถผลิตได้ในเวลากลางคืนหรือมีเมฆมากขึ้นอยู่กับความเร็วลม จึงต้องติดตั้งในพื้นที่ที่มีลมพัดสม่ำเสมอและแรงพอสมควร
การจัดการของเสียช่วยบำบัดของเสียและลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการของเสียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการของเสีย

จากตารางจะเห็นได้ว่าก๊าซชีวภาพมีจุดเด่นในเรื่องความต่อเนื่องของการผลิตและยังช่วยจัดการปัญหาของเสียไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ยังไม่สามารถทำได้ ทำให้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานทางเลือกที่มีความครบถ้วนและตอบโจทย์ปัญหาในหลายมิติในเชิงเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

กรณีศึกษาความสำเร็จของก๊าซชีวภาพในประเทศไทย

การยกตัวอย่างกรณีศึกษาจะช่วยให้เห็นภาพการนำก๊าซชีวภาพไปใช้จริงได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

  • ฟาร์มปศุสัตว์ที่ลดต้นทุนพลังงาน: ตัวอย่างเช่น ฟาร์มสุกรขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ติดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อบำบัดมูลสุกรที่เคยเป็นปัญหาด้านกลิ่นและมลพิษทางน้ำ โดยก๊าซที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้ม ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 80% และยังได้ปุ๋ยอินทรีย์สำหรับใช้ในแปลงเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์อีกด้วย
  • โรงงานอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน: โรงงานแป้งมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมาได้นำเทคโนโลยี UASB มาใช้บำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต ซึ่งสามารถเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นก๊าซชีวภาพได้ในปริมาณมหาศาล โดยก๊าซที่ได้ถูกนำไปปั่นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงาน ทำให้สามารถลดการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้มากถึง 70% และยังสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินอีกด้วย

ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคตของก๊าซชีวภาพ

เพื่อให้บทความมีความเป็นกลางและครอบคลุม ควรกล่าวถึงความท้าทายและโอกาสในอนาคตด้วย

ความท้าทาย

  • ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูง: แม้จะมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย แต่การลงทุนในระบบขนาดใหญ่ก็ยังต้องใช้เงินทุนสูง ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจเข้าถึงได้ยาก
  • ความรู้และทักษะ: การบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบก๊าซชีวภาพให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างต่อเนื่องยังต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้าน
  • การจัดการของเสียและกากตะกอน: แม้กากตะกอนจะเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ แต่การจัดการและจำหน่ายในปริมาณมากก็ยังเป็นความท้าทาย

แนวโน้มในอนาคต

  • การผลิตก๊าซชีวภาพอัด (CBG): การนำก๊าซชีวภาพมาเพิ่มความบริสุทธิ์เพื่อผลิตเป็น Compressed Biogas (CBG) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูงในอนาคต
  • การส่งเสริมจากภาครัฐ: นโยบายการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการก๊าซชีวภาพมากขึ้น
  • การพัฒนาเทคโนโลยี: การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้นทุนถูกลง จะทำให้พลังงานชนิดนี้เข้าถึงง่ายและเป็นที่นิยมมากขึ้น

การพัฒนาก๊าซชีวภาพจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตพลังงาน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นการบูรณาการการจัดการของเสีย การผลิตพลังงาน และการเกษตรเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และเป็นพลังงานที่เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาและใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

กระทรวงพลังงาน เตรียมแต่งตั้ง “คณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่” เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากภาคประชาชนและพลังงานหมุนเวียน ยืนยันแผน PDP 2025 แล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ พร้อมชูความสำคัญการใช้พลังงานสะอาดเป็นลำดับแรก

เมื่อต้นปี กระทรวงพลังงาน เปิดแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ภายใต้หัวข้อ ”New Chapter เปิดศักราชใหม่พลังงานไทย ท่ามกลางข้อสงสัยในหลายด้านต่อนโยบายพลังงานของประเทศ ทั้งเรื่องการผูกขาด และกลไกราคา อีกทั้งกระทรวงพลังงานก็ยังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

เมื่อ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมแต่งตั้ง “คณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่” เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการใช้พลังงานของประชาชนในอนาคต โดยเฉพาะจากภาคประชาชนและพลังงานหมุนเวียน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดทำแผน PDP ที่มีความโปร่งใส เป็นอิสระ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะข้อมูลจากการเปิดรับฟังความเห็นต่อร่างแผน PDP 2024 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มีข้อเสนอแนะสำคัญหลายประเด็น เช่น สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสม ความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า การเติบโตของเศรษฐกิจและความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ตลอดจนความเร่งด่วนในการบรรจุเทคโนโลยีพลังงานใหม่อย่าง SMR เข้าสู่ระบบ

“แผน PDP ชุดใหม่นี้ จะสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของการเข้าถึงพลังงานสะอาด ราคาที่เป็นธรรม และโอกาสในการผลิตไฟฟ้าในชุมชน ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน”

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยังได้ชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ถึงแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชนและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยยืนยันว่า แผน PDP ชุดใหม่นี้จะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดเป็นลำดับแรก พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน และสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการผลักดันโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทในการผลิตพลังงานได้จริง และกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และจะถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับระบบพลังงานไทย

“รัฐบาลมุ่งมั่นชัดเจนในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และแก้ปัญหาค่าไฟแพงอย่างจริงจัง ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส เพื่อให้การปฏิรูปพลังงานครั้งนี้สำเร็จ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยทุกคน” นางสาวศศิกานต์กล่าว

Source : iBusiness.co

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เผย ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq และมีเข้าร่วม T-VER จำนวน 547 โครงการ

มาถึงตอนนี้แล้วต้องบอกได้คำเดียวว่า…ประเทศไทยกำลังเดินลดการปล่อยก๊าซฯเรือนกระจก อย่างหนักหน่วงเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และต้องยอมรับว่าฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องการลดปล่อยก๊าซฯเรือนกระจก ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้บริการทางวิชาการ และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด/กักเก็บ และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก (GHG Certify Body)

อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ล่าสุดได้มีการจัดงานแถลงผลการดำเนินงาน และทิศทางในอนาคตของ TGO ภายใต้ กิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปี 2568 “TGO ONE NIGHT UNDERSTAND” เพื่อแถลงผลการดำเนินงาน ในปี 2568 ทิศทางนโยบายและภารกิจในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ TGO และ ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ TGO และคณะผู้บริหารของ อบก. เข้าร่วม

อัปเดต! ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq

ทั้งนี้ TGO มีผลการดำเนินงาน และทิศทางการดำเนินงาน ดังนี้

การติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการของประเทศ TGO ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สส. สนพ. สนข. คพ. กรอ. และ สศก.) ดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับมาตรการ/นโยบายของประเทศ เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาวิธีการคำนวณ

และกระบวนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) สำหรับมาตรการที่มีศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม โดยดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจาก 5 สาขา ประกอบด้วย สาขาพลังงาน สาขาคมนาคมขนส่ง สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ สาขาการจัดการของเสีย และสาขาเกษตร โดยใช้ข้อมูลผลการดำเนินงานปี พ.ศ. 2566 ในเบื้องต้น พบว่า ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 73.6125 MtCO2eq

อัปเดต! ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq

ส่วนการการยกระดับมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยปัจจุบันโครงการ T-VER มีมาตรฐาน 2 ระดับ คือ “โครงการ Standard T-VER” และ “โครงการ Premium T-VER” ซึ่งโครงการ Standard T-VER มีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 547 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 14,244,207 tCO2eq/year มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เท่ากับ 22,219,913 tCO2eq  สำหรับโครงการ Premium T-VER มีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 4 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 19,517 tCO2eq/year

นอกจากนี้ TGO ได้ส่ง Premium T-VER ไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เพื่อพิจารณาให้คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจากโครงการ Premium T-VER เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบินภายใต้มาตรการ CORSIA ได้

โดยโครงการคาร์บอนเครดิตที่มีความโดดเด่น ได้แก่ โครงการคาร์บอนเครดิตธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออก) เป็นโครงการ T-VER ภายใต้การดำเนินงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีขอบเขตการดำเนินงานในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก โดยกลุ่มโครงการย่อยที่ 1 ภายใต้แผนงานฯ (โครงการฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER แล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 มีเกษตรกรสมาชิกธนาคารต้นไม้ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 61 ราย คิดเป็นพื้นที่ 587.32 ไร่ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 302 tCO2eq/year

นอกจากนี้ ธกส. มีการขยายผลการดำเนินงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER แบบแผนงาน เพิ่มอีก 8 โครงการ รวมทั้งหมด 9 โครงการ มีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมกว่า 584 ราย พื้นที่รวมทั้งหมด 7,012.89 ไร่ ในพื้นที่ 12 จังหวัด มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 2,930 tCO2eq/year และโครงการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า และความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER

อัปเดต! ไทย ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ได้แล้ว 73.6125 MtCO2eq

ซึ่งมีกรมป่าไม้เป็นเจ้าของโครงการ และผู้พัฒนาโครงการ โดยมี TGO ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และงบประมาณในการพัฒนาโครงการ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558 มีพื้นที่ป่าชุมชนเข้าร่วมโครงการเท่ากับ 1,397 ไร่ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 743 tCO2eq/year มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้การรับรอง เท่ากับ 5,259 tCO2eq โดยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสร้างเงินรายได้เข้าสู่ป่าชุมชนกว่า 7.099 ล้านบาท ปัจจุบันมีโครงการป่าชุมชนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER แล้วทั้งหมด 51 โครงการ โดยมีป่าชุมชนเข้าร่วมกว่า 245 ป่าชุมชน คิดเป็นพื้นที่ป่าชุมชน 245,980.29 ไร่ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ เท่ากับ 139,276 tCO2eq/year

สำหรับในปีงบประมาณ 2568 (ข้อมูล 1 ต.ค. 67 – 30 มิ.ย. 68) TGO ส่งเสริมให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว ในปริมาณ 275,856 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 28,936,744 บาท นอกจากนี้ TGO ได้การจัดทำ “รายงานผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทยปี 2568 (The 2025 Thailand’s Voluntary Carbon Market Outlook)” ซึ่งทำการสำรวจพฤติกรรมของผู้เล่นและผู้ที่สนใจในตลาดคาร์บอนของประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 263 ราย ครอบคลุมองค์กร 254 แห่ง ซึ่งประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากผลการสำรวจ คือ ผู้ซื้อส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อคาร์บอนเครดิตเพราะต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร แต่มีปริมาณที่ต้องการซื้อและชดเชยอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง

ทั้งนี้ 78% ชดเชยต่ำกว่า 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งนี้ มากกว่า 50% เน้นการซื้อแบบวางแผนล่วงหน้า โดยช่องทางการซื้อคาร์บอนเครดิตที่ดำเนินการอยู่คือผ่านรูปแบบ OTC และนิยมคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน T-VER เป็นหลัก และ มากกว่า 50% ยินดีซื้อคาร์บอนเครดิตในช่วงราคา 50 – 200 บาท/tCO2eq เนื่องจากเป็นราคาที่คุ้มค่าในการลงทุน และสอดคล้องกับราคาตลาดในไทยและต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีพฤติกรรมรอดูสถานการณ์ (Wait and See) จากการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจที่ชัดเจนหรือเพียงพอในการเข้าซื้อคาร์บอนเครดิตอย่างต่อเนื่องทั้งจากมิติของแรงผลักดันทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือแรงจูงใจจากภาคการเงินและการลงทุนทำให้ความต้องการขยายตัวอย่างจำกัด

สำหรับการสนับสนุนผู้ส่งออกไทย..เตรียมความพร้อมรับมือมาตรการ CBAM โดย TGO ได้พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม “CBAM-CFP Platform” ขึ้นสำหรับใช้เป็นระบบคำนวณค่า Embedded Emissions ของสินค้า เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับมาตรการ CBAM โดยการเตรียมพร้อมของข้อมูล และมีความเข้าใจในการรายงานค่า Embedded Emissions ไปยังสหภาพยุโรป โดยแพลตฟอร์มได้รับการออกแบบให้การใช้งานได้ง่าย มีความถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ CBAM โดยจะมีการเปิดใช้งานปลายปี พ.ศ. 2568

ส่วนการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีการติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มี อปท. จำนวน 334 แห่ง ที่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด ส่งเสริมให้แต่ละจังหวัดจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัดนั้น ๆ ในปีงบประมาณ 2566-2567 TGO ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนสิ่งแวดล้อม สผ. ร่วมมือกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) 76 จังหวัด ในการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดจนเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 76 จังหวัด พร้อมทั้งยังได้ขยายผลให้จังหวัดมีการตั้งเป้าหมาย Net Zero GHG Emission ซึ่งในปัจจุบันมีจังหวัดที่มีเป้าหมายดังกล่าวแล้วทั้งหมด 32 จังหวัด

ในอนาคต TGO มีแนวคิดที่จะพัฒนานวัตกรรมระบบการรับรอง ชุมชนและเมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ โดยชุมชนและเมืองที่ได้รับการรับรองจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เมืองและชุมชนเหล่านั้นได้เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การยกระดับมาตรฐานการอบรมสู่สากล TGO โดย สถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(TGO Climate Action Academy: CAA) ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 สำหรับการให้บริการฝึกอบรมด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมทั้งการฝึกอบรมในสถานที่และออนไลน์ และ CAA ยังผ่านการตรวจประเมินรักษาระบบมาตรฐาน (Surveillance) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันถึงคุณภาพการให้บริการและความมุ่งมั่นในการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 (จนถึงไตรมาส 3) CAA ได้จัดการอบรมแล้ว 5 หลักสูตร กว่า 20 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมอบรมสะสม 1,677 คน มีระดับความพึงพอใจเฉลี่ย 91.81%

การสร้างเครือข่ายวิทยากรและหน่วยฝึกอบรมภายนอก CAA ได้ประกาศ “ขึ้นทำเนียบวิทยากรในหลักสูตรฝึกอบรมตามกลไก อบก.” และประกาศ “มาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมที่ อบก. ให้การยอมรับและการเป็นหน่วยฝึกอบรมภายนอกตามกลไก อบก.” เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ ได้มีส่วนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และรองรับความต้องการในการเข้ารับการฝึกอบรมกับ TGO ที่มีเป็นจำนวนมาก และรองรับกฎหมายรายงานที่จะเกิดขึ้น

Source : Spring News