กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมเกษตรกรเพิ่มรายได้ ปลูกพืชพลังงานในพื้นที่ทำการเกษตร เพื่อสร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศ

วันนี้ (19 พ.ค.65) นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรรมการร่วมการสร้างความมั่นคงอย่างยั่นยืนให้แก่เกษตรกรด้วยการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากพืชพลังงาน เพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 1/2565 โดยมีนางดาเรศร์ กิตติโยภาส คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการร่วมฯ พร้อมด้วย นายธัญญา เนติธรรมกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน สภาอุตสาหกรรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1403 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Cloud Zoom Meeting

เกษตรฯ หนุนปลูกพื้นพลังงานในพื้นที่เกษตร

นายสมชวน กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) มีความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกในพื้นที่ทำการเกษตรที่ขาดศักยภาพ จึงวางแนวทางในการส่งเสริมการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรโดยการปลูกพืชพลังงานในพื้นที่ทำการเกษตรที่ยังขาดศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อสร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศ

เกษตรฯ หนุนปลูกพื้นพลังงานในพื้นที่เกษตร

นายสมชวน กล่าวต่อไปว่า จากแนวทางดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมลงนามความร่วมมือการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรด้วยการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนของพืชพลังงาน เพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564

โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรด้วยการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากพืชพลังงาน 2.เพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากภายใต้แนวทางตลาดนำการผลิต และ 3) เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ

ภายใต้ร่างความร่วมมือฯ ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรรมการร่วมการสร้างความมั่นคงอย่างยั่นยืนให้แก่เกษตรกรด้วยการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากพืชพลังงาน เพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก โดยมีอำนาจหน้าที่ อาทิ กำหนดแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากพืชพลังงาน การกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพ การจัดทำแนวทางส่งเสริม การพิจารณาแนวทางการจัดทำโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบและสามารถนำไปสู่การขยายผลในระยะต่อไป เป็นต้น

เกษตรฯ หนุนปลูกพื้นพลังงานในพื้นที่เกษตร

ในการนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมฯ  7 กิจกรรมได้แก่

  1. การพิจารณาระดับความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืชพลังงาน 
  2. โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน
  3. แผนส่งเสริมการปลูกแทนของการยางแห่งประเทศไทย
  4. การจัดการพื้นที่ไม่เหมาะสม ไม้เศรษฐกิจโตเร็ว
  5. แนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนไปผลิตพืชพลังงาน
เกษตรฯ หนุนปลูกพื้นพลังงานในพื้นที่เกษตร

6. ความเสี่ยงหรือความเป็นไปได้ที่อาจเกิดการผิดสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา และ
7. แนวทางการพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวมวล

อีกทั้งที่ประชุมยังร่วมกันพิจารณา และให้ความเห็นชอบ ร่างกรอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมฯ ทั้ง 7 กิจกรรรม ซึ่งจะเร่งขับเคลื่อนในแต่ละกิจกรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในการสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศต่อไป

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ครั้งแรกในไทย! สวทช. – เครือข่ายรถโดยสารไฟฟ้าไทย เปิดตัวและส่งมอบ ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ เตรียมต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมการผลิตและออกแบบการบริการในอนาคต

เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย กับ 4 ต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าคนไทยทำ ดัดแปลงจากรถเมล์ ขสมก. ที่ใช้แล้ว 20 ปี ภายหลังวิ่งบนเส้นทางให้บริการจริงของ ขสมก. นานกว่า 3 เดือน ทีมวิจัย สวทช. และภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไฟฟ้าไทย พร้อมส่งมอบต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้า ‘EV BUS’ ทั้ง 4 คัน ให้กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ ขสมก. กฟผ. กฟน. และ กฟภ.

นำไปทดลองขับใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการออกแบบรูปแบบการให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าในประเทศ เผยทั้ง 4 รุ่น ใช้วัสดุในประเทศช่วยประหยัดต้นทุนรถบัสนำเข้า 30 % หรือลดต้นทุนได้ 7 ล้านบาทต่อคัน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าไทย และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดแถลงข่าว “เปิดตัวและส่งมอบผลงานโครงการการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าภายใต้โครงการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้า จากรถโดยสารประจำทางใช้แล้ว ขสมก. (City transit E-buses)” หรือ EV BUS ครั้งแรกในไทย จำนวน 4 คัน

โดยมี ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รศ. ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ประธานคณะกรรมการพิจารณาและติดตามโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โครงการการพัฒนารถโดยสารประจำทางใช้แล้วฯ ร่วมแถลงข่าว พร้อมส่งมอบต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าให้แก่ 4 หน่วยงานประกอบด้วย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธาน กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีและน่าชื่นชม ที่โครงการฯ ดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการออกแบบ พัฒนา และผลิตรถโดยสารไฟฟ้า ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน สิ่งแวดล้อม และกฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงการฯ ประสบความสำเร็จกระทั่งได้เปิดตัวและส่งมอบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

อวดโฉม ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ ฝีมือคนไทย เล็งต่อยอดผลิต

ซึ่งเป็นโครงการฯ ที่เป็นตัวอย่างของการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นรูปแบบหนึ่งตัวอย่างสำคัญในการผลักดันงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อผลักดันให้งานวิจัยและพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้าต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมระบบคมนาคมไทย ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่าในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปียานยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากประโยชน์ในการลดต้นทุนด้านพลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าลงทุนและน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

อวดโฉม ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ ฝีมือคนไทย เล็งต่อยอดผลิต

ดังนั้นต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรม จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือ (Consortium) ภาคีเครือข่ายพัฒนาอุตสาหกรรมรถโดยสารไฟฟ้าไทย ที่ดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย ประกอบไปด้วยสมาชิกจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันยานยนต์ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร กรมการขนส่งทางบก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) บริษัทเอกชนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

ทั้งนี้ สวทช. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โครงการการพัฒนารถโดยสารประจำทางใช้แล้ว ขสมก. เป็นรถโดยสารไฟฟ้าเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย ระหว่าง สวทช. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ ขสมก. 

อวดโฉม ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ ฝีมือคนไทย เล็งต่อยอดผลิต

ซึ่งภายใต้โครงการฯ ดังกล่าวใช้ความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าที่มีคุณภาพ สามารถใช้งานได้ดี มีมาตรฐานและต้นทุนต่ำ ซึ่งต้นแบบรถโดยสารไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่น ถูกพัฒนาจากรถโดยสารประจำทางใช้แล้วของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี ถูกแจ้งปลดระวางไปแล้ว นำมาปรับปรุงและพัฒนาเป็นรถโดยสารไฟฟ้า ให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ลดต้นทุนการนำเข้าหรือผลิตรถโดยสารไฟฟ้าใหม่ ด้วยมูลค่าสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนจากในประเทศมากกว่าร้อยละ 40 และมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตและนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้าใหม่มากกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 7 ล้านบาทต่อคัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบและผลิตรถโดยสารไฟฟ้าได้มีคุณภาพภายใต้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเชิงวิศวกรรมจากความเชี่ยวชาญของนักวิจัยของ สวทช.และพันธมิตร

อวดโฉม ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ ฝีมือคนไทย เล็งต่อยอดผลิต

สวทช. โดยทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้ร่วมให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาการใช้งานรถโดยสารไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับรถโดยสารไฟฟ้าต้นทุนต่ำ ออกแบบวิธีการประเมิน วิเคราะห์คุณลักษณะ ทดสอบประสิทธิภาพ สมรรถนะ รวมถึงพัฒนาสนามทดสอบน้ำท่วมขังร่วมกับ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี และรับการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์การใช้งาน และได้ประเมินประสิทธิภาพการให้บริการ ความเหมาะสมผ่านการทดลองให้บริการบนเส้นทางให้บริการจริงของ ขสมก. เป็นระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือกับ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้า จากรถโดยสารประจำทางใช้แล้ว ขสมก.” 

อวดโฉม ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ ฝีมือคนไทย เล็งต่อยอดผลิต

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้มีภาคเอกชนร่วมพัฒนารถโดยสารใช้แล้วของ ขสมก. เป็นรถโดยสารไฟฟ้า ก่อนส่งมอบให้กับหน่วยงานผู้สนับสนุน กฟน. กฟภ. กฟผ. และ ขสมก. นำไปใช้งานจริง ประกอบด้วย1. บริษัท โชคนำชัย-ไฮเทคเพลสซิ่ง จำกัด พัฒนารถโดยสารไฟฟ้า (CNC EV BUS) สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 40% ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตัวถังจากวัสดุน้ำหนักเบา ด้วยตัวถังอลูมิเนียม ลดน้ำหนักตัวถังเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ เพื่อส่งมอบให้กับ กฟน. 2. บริษัท พานทอง กลการ จำกัด พัฒนารถโดยสารไฟฟ้า (PTM EV BUS) สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 60% โดยมีความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายชุดแบตเตอรี่ลิเทียมไออนภายในประเทศเพื่อส่งมอบให้กับ กฟผ. 3. บริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พัฒนารถโดยสารไฟฟ้า (EVT EV BUS) สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 40% มีจุดเด่นที่ใช้ชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตชั้นนำจากต่างประเทศโดยตรง ทำให้มีความเชื่อมั่นในการใช้งานและรับประกัน เพื่อส่งมอบให้กับ กฟภ. และ 4. บริษัท สบายมอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด พัฒนา รถโดยสารไฟฟ้า (SMT EV BUS) ที่มีจุดเด่นในความเชี่ยวชาญด้านวิศกรรมการออกแบบระบบขับเคลื่อน จากประสบการณ์พัฒนารถโดยสารไฟฟ้าและทดสอบใช้งานบนสภาวะการขับขี่จริง บนระยะทางกว่า 25,000 กิโลเมตร เพื่อส่งมอบให้กับ ขสมก.

อวดโฉม ‘4 ต้นแบบ EV BUS’ ฝีมือคนไทย เล็งต่อยอดผลิต

โดยทั้ง ขสมก. กฟผ. กฟน.และ กฟภ. ในฐานะผู้สนับสนุนการพัฒนาจะนำรถโดยสารไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่นไปทดลองขับใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการออกแบบรูปแบบการให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าในประเทศ ที่สำคัญทำงานร่วมกับของหน่วยงานต่างๆ แบบจตุภาคี ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำตามแนวนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่สามารถผลิตรถโดยสารไฟฟ้าใช้เองในประเทศ ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับคนไทย

ทั้งนี้ภายในงานแถลงข่าวคณะผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน ได้ชมและนั่งทดสอบรถโดยสารไฟฟ้าทั้ง 4 รุ่น ระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถโดยสารไฟฟ้า สามารถวิ่งทดสอบได้อย่างราบรื่น ไม่ก่อมลพิษทั้งทางเสียง และทางอากาศ ภายในกว้างขวางมีสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยต่อผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล

Source : ฐานเศรษฐกิจ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้าย เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวรวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ส่งผลให้การใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะการใช้ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นปรับตัวลดลงร้อยละ 0.8 จากการใช้ LNG ที่ลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ครั้งที่แล้ว (ธันวาคม 2564) ครั้งนี้ได้มีการปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจลงเนื่องจากภาวการณ์ขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญลดลงและราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย – ยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

การคาดการณ์ความต้องการพลังงานขั้นต้น ปี 2565 อยู่ที่ระดับ 2.034 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปี 2564 ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับนโยบายเปิดประเทศของไทยและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทั้งนี้คาดการณ์ว่าการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ยกเว้นก๊าซธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลก ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน โดยการใช้น้ำมัน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมเข้าสู่ภาวะปกติ ในขณะที่ การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 9.5 เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จึงมีการใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลในการผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทน การใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลได้มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเหลือศูนย์จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2565 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามในส่วนของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ได้มีมาตรการตรึงราคาขายปลีกอยู่ที่ 15.59 บาท/กิโลกรัม (เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 ถึง 15 มิถุนายน 2565) รวมถึงมีมาตรการ “เอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกัน” คงราคาขายปลีกก๊าซ NGV สำหรับรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ 13.62 บาท/กิโลกรัม สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 จากการใช้ถ่านหินนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 ตามปริมาณน้ำฝนและ น้ำในเขื่อนที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งการนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว

พร้อมกันนี้ นายวัฒนพงษ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ยังได้รายงานผลการดำเนินงานเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV ชาติ) ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 30@30 คือ การตั้งเป้าผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดังนั้น ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป (ICE) พร้อมทั้งกระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) ในพื้นที่สาธารณะให้เพียงพอกับยานยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าจำนวน 944 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2565) สำหรับยอดจำนวนจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าถึงเดือนเมษายน ปี 2565 สะสมรวมทั้งสิ้น 5,614 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติมได้แก่ (1) มาตรการสนับสนุนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ในเรื่องอัตราค่าไฟฟ้า Low Priority สำหรับผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่อเนื่อง ซึ่งที่ประชุมบอร์ด EV ชาติ เห็นชอบการขยายอัตราค่าไฟฟ้าถึงปี พ.ศ. 2568 รวมถึงด้านสิทธิและประโยชน์สำหรับกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า และได้มอบหมาย BOI พิจารณา ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการจัดทำ Platform กลาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมาตรการและวิธีการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด คอนโดมิเนียม (2) มาตรการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนและการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ที่ประชุมมอบหมายให้ BOI และกรมสรรพสามิตพิจารณา

“โดยในขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติมได้แก่ มาตรการสนับสนุนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนและการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

news 020665 01
news 020665 02
news 020665 03
news 020665 04

Source : กระทรวงพลังงาน

บิ๊กธุรกิจโดดชิงเค้ก “ตลาดโซลาร์” เอกชนแห่ติดหนีค่าไฟแพง ประหยัดสูงสุด 30% พ่วงสิทธิประโยชน์ขายคาร์บอนเครดิตสู้โลกร้อน “กัลฟ์” ผนึกพันธมิตรตั้งบริษัทร่วมทุน SCG-CRC ฝั่ง ปตท. OR-GPSC ไม่น้อยหน้า ด้าน CPF ผนึกกันกุล ติดบนหลังคา 40 โรงงาน เลขาฯ กกพ.ชี้เทรนด์โรงงาน-บ้านติดโซลาร์พร้อมเปิดเงื่่อนไขรับซื้อไฟคืน 0.50 บาท-โซลาร์ประชาชน 2.20 บาทจูงใจหวังลดการนำเข้าก๊าซ LNG ของโรงไฟฟ้า

หลังจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP 26 ที่จัดขึ้นที่กลาสโกว์ สหราชอาณาจักร สิ้นสุดลง นำมาสู่ข้อผูกพันที่ไทยให้คำมั่นว่าจะมุ่งลดปัญหาสภาพอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 อุตสาหกรรมในประเทศไทยจึงเห็นว่าจำเป็นจะต้องหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ตามที่ให้สัตยาบันกับประชาคมโลกไว้

ประกอบกับแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกทั้งหลาย ต้องลดการปล่อยคาร์บอนตามข้อเรียกร้องของประเทศผู้นำเข้า และที่สำคัญคือ ปัญหาราคาพลังงานฟอสซิลขณะนี้ปรับสูงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองเรื่องนี้เป็นแรงกดดัน ทำให้ตลาดของพลังงานหมุนเวียนเติบโตขยายตัวขึ้นอย่างมาก

และล่าสุดไทยกำลังจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติที่ได้ประชาพิจารณ์ปีก่อนเสร็จสิ้นกำลังจะออกในอีก 1-2 เดือนนี้จะมุ่งไปทางนั้น และแผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ อนุมัติแผนการผลิตซีโอดีไฟฟ้าโซลาร์เข้าสู่ระบบปี 2567 อีกหลายเมกะวัตต์

ยักษ์ธุรกิจลุยธุรกิจโซลาร์

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในวงการพลังงาน โดยผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของประเทศได้รุกสู่ธุรกิจโซลาร์กันขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ GULF ร่วมกับบริษัท เอสซีจี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ตั้งบริษัท เอสจี โซลาร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป

นอกจากนี้ GULF ยังให้บริษัทในเครือ “กัลฟ์ รีนิวเอเบิล” ร่วมกับ GUNKUL ลงนามความร่วมมือในการจัดทำโครงการพลังงานหมุนเวียนและจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และยังได้ร่วมกับ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ CRC จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ บริษัท กรีนเจ็น เอ็นเนอร์จี จำกัด ทุนจดทะเบียน 90 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บมจ.ปตท. ซึ่งมีบริษัท GPSC ก็ได้ดำเนินโครงการ The Solar Orchestra ร่วมกับ EXIM Bank และบริษัท นีโอ เอ็นเนอร์จี ให้บริการวางระบบโซลาร์ครบวงจร รวมไปถึงจัดการด้านสินเชื่อให้กับลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรม 100% EECi และ VISTECH ทำสมาร์ทเอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นแซนด์บอกซ์ มีเอ็นเนอร์ยี่ แมเนจเมนต์ Peer to Peer เทรดดิ้ง พร้อมที่จะขยายออกไป ตามเป้าหมาย ปตท. NET ZERO Ambition เพื่อลดคาร์บอนให้ได้ 10% ในปี 2025 และเพิ่มเป็น 35% ในปี 2030

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จากัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า มีแผนขยายสู่ธุรกิจด้านพลังงานสะอาดด้วยการมุ่งเน้นพัฒนาในส่วนของโซลาร์รูฟ เพราะจะได้ประโยชน์ 2 เรื่อง คือ ได้พลังงานสะอาด กับการประหยัดต้นทุน โดยปัจจุบันใช้ 2 ลักษณะ คือ ลงทุนในสถานีบริการน้ำมัน หรือคาเฟ่ อเมซอน ในโครงสร้างที่สามารถลงโซลาร์รูฟได้ ผลของการติดตั้งไปแล้วทำให้ประหยัดค่าไฟได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับที่ไม่ได้ติดโซลาร์รูฟ

ขณะเดียวกันก็มีการให้บริการรับติดตั้งและเดินระบบโซลาร์รูฟเพื่อให้ธุรกิจพลังงานสะอาดเกิดขึ้นในไทย โดยฐานลูกค้าที่มีก็คือ ดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่ายน้ำมัน PTT Station ที่มีอยู่ประมาณ 2,000 ราย และยังมีกลุ่มลูกค้าอีกตลาดหนึ่งคือ ลูกค้าตลาดพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือมหาวิทยาลัย “เราเริ่มเข้าไปให้บริการแล้ว”

หลังคา โรงงาน CPF ได้ถึง 40 MW

ในฝั่งของโรงงานผู้ใช้ไฟฟ้า ดร.สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL กล่าวว่า บริษัทได้มีโอกาสเข้าร่วมไปติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาโรงงานของเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ภายใต้โครงการ CPF Solar Rooftop เป็นความร่วมมือในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีมูลค่าโครงการประมาณ 1,400 ล้านบาท

โดย “กันกุล” เป็นผู้ลงทุนและดูแลระบบตลอดอายุสัญญาระยะเวลา 15 ปี มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 120,000 แผ่น บนหลังคาของโรงงาน CPF จำนวน 34 แห่ง ขนาดกำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์ (MW) สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ถึง 53 ล้านหน่วยต่อปี นับได้ว่าเป็นโครงการ Solar Rooftop ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เช่นเดียวกับ นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร บมจ.เบทาโกร กล่าวว่า เบทาโกรได้ลงทุนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในปริมาณประมาณ 42 MW สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในสัดส่วนคิดเป็น 5% ของความต้องการใช้ไฟของบริษัท ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์การสร้างความยั่งยืน (sustainability)

เอกชนติดโซลาร์ใกล้ 1,000 MW

ด้านนายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ภาคเอกชนในส่วนของโรงงานและภาคธุรกิจ หรือ IPS เกิดความตื่นตัวมีการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟบนหลังโรงงานอย่างมาก จนถึงปัจจุบันมี IPS และโซลาร์ประชาชนรวม 994.87 MW จำนวนราย 7.469 แห่ง ซึ่งคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยเฉพาะโรงงานใช้ไฟมากในช่วงกลางวันจะสามารถประหยัดค่าไฟประมาณ 3-4 บาท/หน่วย

“เดิมรัฐบาลยังไม่ได้ซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตในช่วงที่โรงงานหยุด แต่จากการที่ราคาก๊าซ LNG ปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ทาง กกพ.จึงได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าคืนจากทั้งผู้ที่มีสัญญาขายไฟ แต่ให้ราคาประมาณ 0.50 บาท/หน่วย หรือต่ำกว่าโซลาร์ประชาชนที่ให้ราคา 2.20 บาท/หน่วย เนื่องจากระบบโซลาร์ของโรงงานส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จนหมด จะเหลือไฟฟ้าส่วนเกินที่จะขายคืนกลับมาก็มักจะเป็นในช่วงออฟพีก ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย เมื่อรัฐรับซื้อมาจึงต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการ” นายคมกฤชกล่าว

ส่วนโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่มีเป้าหมายจะรับซื้อไฟฟ้าคืน 2.20 บาท/หน่วยนั้น ตั้งแต่ปี 2562-2564 มีติดตั้งไปแล้วรวม 1,642 ราย ปริมาณ 9,078.5 kWp ในอนาคต กกพ.มีแผนที่จะพิจารณาเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินมากขึ้น

“ระบบรับซื้อคืน ถ้าจะให้เป็นธรรม เราจะไม่ใช้คำว่า ‘เน็ตวิทเตอริ่ง’ คุณคืนตอนไหน คุณก็ได้ค่าไฟตอนนั้น ถ้าขายคืนออฟพีกก็ได้ในราคาถูก แต่ถ้าคืนในช่วงพีกก็ได้ค่าไฟที่แพง สามารถให้ได้ 2.50-3.00 บาท แต่ติดตรงที่ว่าช่วงเวลานั้นโรงงานเขาไม่มีไฟส่วนเกินมาขาย แต่เขาจะเหลือไฟขายเฉพาะช่วงเวลาออฟพีกที่โรงงานหยุดใช้ไฟ”

ส่วนความกังวลที่ว่า หากมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้นจะกระทบต่อรายได้ผู้ผลิตไฟฟ้าหลักนั้น นายคมกฤชเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อรายได้ของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่อนาคตผู้ผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะการไฟฟ้าต้องมองถึงโอกาสปรับมุมมองเกี่ยวกับบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อขาย มาเป็นผู้ให้บริการสายส่งมากกว่า

จับตาค่า Ft สิ้นปีพุ่ง 40 สต.

สำหรับแนวโน้มการพิจารณา ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในงวดต่อไป คือ งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 คาดว่าค่า Ft จะเพิ่มขึ้นประมาณ 40 สตางค์/หน่วย ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานแบบขั้นบันไดที่วางไว้เดิม แต่ก็ต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้านอีกครั้ง

“สถานการณ์ราคาก๊าซตอนที่เราประเมินค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2565 ตอนนั้นกำลังอยู่ระหว่างการส่งมอบแหล่งก๊าซเอราวัณในอ่าวไทย ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนของปริมาณก๊าซที่จะได้รับ แต่ตอนนี้มันผ่านช่วงเวลาของการส่งมอบแหล่งก๊าซมาแล้ว แม้ว่าการผลิตในแหล่งเอราวัณจะยังลดลงต่ำกว่าเดิม เราก็ต้องนำเข้าก๊าซ LNG เข้ามาเพิ่มในสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งผลทำให้ราคาค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นตามราคา LNG ในช่วงมกราคม-มีนาคม 2565 ราคา LNG แพงมากอยู่ประมาณ 30-40 เหรียญสหรัฐ/ล้าน BTU โรงไฟฟ้าจึงมีการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแทน LNG แต่พอถึงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ ราคา LNG ถูกลงมาแล้ว เหลือเพียง 20-23 เหรียญ/ล้าน BTU ก็กลับมาใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักเหมือนเดิม” นายคมกฤชกล่าว

ส.อ.ท.ขอปลดล็อกขายไฟ รง.

นายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการ บริษัท นีโอ คลีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด ผู้ให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (EPC) และบริการลงทุนและจำหน่ายไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PPA) กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดการให้บริการผลิตติดตั้งแผงโซลาร์ครบวงจรได้รับความนิยมมากขึ้น จากกลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรม “มีอัตราเติบโตเป็น exponancial แน่นอน”

จากปัจจัยการประเมินแนวโน้มค่าไฟฟ้าภายในประเทศว่า ค่าไฟฟ้าจะทยอยปรับราคาขึ้นจาก 1 บาท ปีที่แล้วจนถึงปี 2566 จะปรับขึ้นไปถึง 5 บาท ดังนั้นการติดตั้งแผงโซลาร์จะสามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับโรงงานได้ 5-10% โดยเฉลี่ย แต่อาจจะประหยัดได้มากกว่านั้น หากโรงงานที่ติดเป็นโรงงานที่มีการเดินเครื่องผลิต 6-7 วัน/สัปดาห์ ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันก็จะประหยัดได้สูงสุด 30%

ยกตัวอย่างเช่น โรงงานที่มีการใช้ไฟฟ้า 800,000 บาทต่อเดือน เมื่อติดตั้งแผงโซลาร์ขนาด 1 MW ต้นทุนติดตั้งอยู่ระหว่าง 24-25 ล้านบาท (รวมการออกแบบติดตั้ง-การขออนุญาตแล้ว) จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 500,000 บาท แต่ระบบนี้ยังไม่รวมค่าระบบกักเก็บพลังงาน หรือ energy storage ซึ่งปัจจุบันระดับราคาต้นทุนยังสูง คิดเป็นต้นทุนค่าไฟ 6-7 บาท/หน่วย

แต่เชื่อมั่นว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ระบบกักเก็บพลังงาน ESS จะมาแน่นอน ส่งผลให้การติดตั้งโซลาร์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า

“หาก กกพ.ยอมปลดล็อกการขายไฟเข้าสู่ระบบ เช่นเดียวกับโซลาร์ประชาชน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องมาตลอด ก็จะช่วยกระตุ้นให้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เติบโตมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้ผลิตไฟฟ้าลงได้อย่างมาก และในอนาคตประเทศไทยควรวางแผนบริหารจัดการปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ จากปัจจุบันที่ยังไม่มีระบบกักเก็บ ทำให้ไฟที่ผลิตได้จากโซลาร์เหลือทิ้ง 15%” นายอาทิตย์กล่าว

Source : ประชาชาติธุรกิจ

การเกิดขึ้นของโควิด-19 ก่อนหน้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต (Supply Chains) ไปแล้วระดับหนึ่ง แต่การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนได้เข้ามาขยายปัญหานี้ให้ใหญ่ขึ้นเพราะได้นำมาซึ่งทั้งวิกฤตพลังงานและวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยปัจจัยดังกล่าวทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลพวงของระดับราคาสินค้าและน้ำมันที่พาเหรดกันทยอยขึ้นราคา

ล่าสุดทำเอาผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึงกับต้องออกมาเตือนถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะยุ่งเหยิง หลัง 30 ประเทศมีการจำกัดการส่งออกอาหารแล้ว ซึ่งนั่นถือเป็นปรากฏการณ์กักตุนสินค้าเกษตรที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตราคาอาหารเมื่อปี 2550-2551

สำหรับไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเราจึงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ด้วยรัฐได้ใช้กลไกให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนดีเซลและมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตมาช่วยต่อเนื่องจึงทำให้ดีเซลขณะนี้ยังอยู่ที่เพียง 32.94 บาท/ลิตร โดยล่าสุดกองทุนน้ำมันฯ ควักจ่ายดูแลเฉพาะน้ำมันฯ สูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับการอุดหนุนราคาแอลพีจีก็ทะลุไปแล้ว 8.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภายใน มิ.ย.นี้เพดานดีเซลจะต้องขยับไปสู่ระดับ 34.94 บาท/ลิตรเพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องของกองทุนฯ ตามมติ ครม.เมื่อ 22 มี.ค. 65 ที่ให้ลดการอุดหนุนเหลือกึ่งหนึ่ง

ส่วนการขาดแคลนอาหาร นับว่าคนไทยมีความโชคดีเพราะไทยมีภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่เข้มแข็งจนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอยู่อันดับที่ 13 ของโลก ภาวะที่สินค้าจะหายไปจากชั้นจำหน่ายสินค้าแบบดื้อๆ เหมือนสหรัฐฯ และยุโรปจึงยังไม่ค่อยพบเห็น มีเพียงแต่ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กระนั้น จากปัญหาปุ๋ย อาหารสัตว์ที่ราคาแพงยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิด

แนะรัฐเร่งดูแลความมั่นคงพลังงาน-อาหาร

นายธรรศ ทังสมบัติ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนหากจำกัดวงอยู่เช่นปัจจุบันโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าอาหารจะมีมากขึ้นแม้ว่าระดับราคาสินค้าจะมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นจากต้นทุนทั้งราคาน้ำมัน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ที่แพงก็ตาม แต่หากยืดเยื้อและขยายวงไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ และที่สุดนำไปสู่สงครามใหญ่บริบทจะเปลี่ยนไปทันที และสิ่งสำคัญมากกว่าการส่งออกที่ไทยต้องเตรียมพร้อมไว้คือ ความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและอาหารที่จะเพียงพอดูแลคนในประเทศ

“หลายประเทศเขามีการคิดที่จะดูแลคนในประเทศ โดยการจำกัดการส่งออก และมีการสำรองอาหารกันไว้บ้างแล้ว แต่ไทยเองผมยังไม่เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี Action Plan ใดๆ ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ว่าหากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้นมาคนไทยจะมีอาหารเพียงพอในภาพรวม และหากถามว่าพอไหมคงต้องถามรัฐเพราะจะรู้ปริมาณการผลิตของแต่ละฤดูเก็บเกี่ยว และสต๊อกสินค้าแต่ละชนิด ว่าถึงจุดที่ต้องจำกัดการส่งออกหรือยัง รวมไปถึงคาดการณ์ในฤดูการผลิตถัดไปเป็นอย่างไรในการเตรียมรับมือ” นายธรรศกล่าว

ทั้งนี้ โลกไม่เหมือนอดีตเพราะมีการแบ่งขั้วชัดเจน คือฟากที่สนับสนุนเงินดอลลาร์ และฟากหนึ่งที่ไม่สนับสนุน ดังนั้นการส่งออกของไทยที่ได้เงินในรูปเหรียญดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ต้องจ่ายค่าพลังงานและอื่นๆ ที่สูงตามไปด้วยหรืออาจจะแพงกว่า การส่งออกเพิ่มก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นทำอย่างไรที่รัฐจะบริหารจัดการที่จะทำให้สินค้าอาหาร และพลังงานไม่แพงเกินไป ซึ่งส่วนของน้ำมันนั้นเข้าใจว่าไทยต้องนำเข้าเป็นหลักจึงควรมองหาและส่งเสริมพลังงานทางเลือกในการช่วยเหลือในการดูแลห่วงโซ่การผลิต เช่น การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มประมงพื้นถิ่น เป็นต้น

นายธรรศกล่าวสรุปว่า อนาคตไม่มีใครมองเห็นว่าสงครามจะดีหรือแย่ไปกว่านี้แต่ยืดเยื้อแน่นอนเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองหรือเศรษฐกิจพอเพียงคือความมั่นคงระยะยาว เพราะคุณก็รู้หรือเคยได้ยินว่า “เงินทองนั้นเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

ส.อ.ท.ชี้สงครามไทยมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะจบลงและจำเป็นต้องติดตามใกล้ชิดว่าจะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งตะวันออกกลาง และเอเชีย แปซิฟิกหรือไม่ ซึ่งจากความตึงเครียดที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้มีการมองว่าสงครามจะยืดเยื้อไปถึงปีหน้า ขณะที่สงครามส่งผลกระทบทำให้ระดับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นและต่อเนื่องมายังวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะ 10 กว่าประเทศที่ระงับส่งออกเพื่อไว้บริโภคภายในประเทศจึงทำให้ปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นในไตรมาส 3-4

ธนาคารโลกมองวิกฤตอาหารจะยืดเยื้อถึงปีหน้า จุดนี้ไทยเราอาจเจอทั้งความเสี่ยงและโอกาส เพราะทั้งน้ำมันที่แพงขึ้นย่อมกระทบให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มต่อเนื่อง และสิ่งที่ต้องเผชิญตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่สูง แต่โอกาสของไทยคือการส่งออกสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้เรามีคำสั่งซื้อมาจากทางยุโรปมาค่อนข้างมาก แต่เราต้องบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอ” นายเกรียงไกรกล่าว

ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารและส่งออกอันดับต้นๆ ของโลกจะไม่เผชิญวิกฤตขาดแคลนอาหารเช่นประเทศอื่นๆ แต่นั่นหมายถึงไทยเองต้องบริหารจัดการวัตถุดิบได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญของสินค้าอาหารไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย อาหารสัตว์ ยาฆ่าแมลง ล้วนเป็นสิ่งที่ไทยยังต้องพึ่งพิงนำเข้าหากขาดแคลนก็จะกระทบต่อผลผลิตที่ลดลงได้ทันที
ดังนั้นจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมาทดแทนโดยมองหาการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว รวมไปถึงการปรับสูตรการผลิตใหม่ที่เน้นพึ่งพาห่วงโซ่การผลิต (ซัปพลายเชน) ในประเทศให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อความมั่นคงระยะยาว โดยภาครัฐจำเป็นต้องหามาตรการส่งเสริมให้ผู้ผลิตขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยได้รับโอกาสในห่วงโซ่การผลิตให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเกินไปแม้ว่าจะเป็นผลบวกกับรายได้การส่งออกรูปเงินบาทที่จะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยวก็ตาม แต่ภาพรวมจะไม่เป็นผลดีต่อการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าของไทยที่จะมีราคาสูงขึ้น ไทยจึงต้องบริหารค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยปี 2565 นอกเหนือจากส่งออกที่เป็นกลไกหลักแล้วหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดการท่องเที่ยวรับต่างชาติแบบเต็มรูปแล้วจะทำให้ภาคท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างน้อยมาไทยราว 6-8 ล้านคน

ไทยต้องไม่ทิ้งจุดแข็ง “ครัวของโลก”

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) และในฐานะผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะไม่เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารเพราะเป็นประเทศที่มีภาคเกษตร ฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกที่ติดอันดับโลกแต่ก็ต้องไม่ตั้งอยู่บนความประมาทเพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังยืดเยื้อและยังไม่แน่นอนว่าจะไปในทิศทางใดแน่ ดังนั้นไทยต้องเช็กสต๊อกสินค้าเพื่อป้องกันกรณีหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถจำกัดโควตาการส่งออกได้

“ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับราคาวัตถุดิบต่างๆ สูง ย่อมทำให้ราคาสินค้าจะแพง กลุ่มอาหารก็เช่นกันราคาจะแพงขึ้นแน่นอนจึงไม่เกิดวิกฤตขาดแคลน แต่ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้นก็เป็นอีกเรื่องนะ แต่เราก็ไม่ควรทำตัวประมาทเพราะหากเราปล่อยภาคเกษตรให้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ต่อไปประเทศเพื่อนบ้านจะได้เปรียบในแง่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าโดยเฉพาะค่าแรง ที่สุดเราอาจจะเป็นผู้นำเข้าแทนก็ได้” นายธนิตกล่าว

ทั้งนี้ ไทยถือว่าเดินมาถูกทาง นั่นคือ การส่งเสริมให้ไทยเป็นครัวโลก จึงอย่าทิ้งจุดแข็งนี้แล้วมัวแต่ไปมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของไทย จนลืมไปว่าไทยเป็นเมืองเกษตรมานานแล้วและควรจะต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม วิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วเขายังไม่เคยละทิ้งภาคเกษตรแต่อย่างใดและทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งได้แต่ไทยกลับละเลยสิ่งเหล่านี้

สำหรับพลังงานที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤตของโลกและของไทยเนื่องจากราคาได้ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าเป็นหลักจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อและบานปลายไทยจะเผชิญปัญหานี้หนักเพิ่มขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือของภาครัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะราคาพลังงานและสินค้าที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้หลายคนคาดว่าจะก้าวแตะไปสู่ระดับ 5% จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง

สรุป ความเห็นจากมุมมองบางส่วนของภาคเอกชนต่างก็ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามยังคงยืดเยื้อและมีเค้าลางที่อาจก้าวไปสู่การขยายพื้นที่การสู้รบเพิ่มได้ตลอดเวลา ดังนั้น วิกฤตราคาพลังงาน วิกฤตอาหาร ทั่วโลกเผชิญแม้ไทยอาจกระทบไม่เต็มที่เพราะอยู่ในฐานะครัวโลก…แต่ก็ไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาทท่ามกลางระบบโลกที่เปลี่ยนไป

Source : MGROnline