สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า ผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยของฟินแลนด์ เดนมาร์ก และอเมริกา ซึ่งเผยแพร่ร่วมกัน ผ่านวารสารวิทยาศาสตร์เนเจอร์ ไคลเมต เชนจ์ ( Nature Climate Change ) ระบุว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ภายใต้อุณหภูมิปัจจุบัน จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 27 เซนติเมตร หรือเกือบหนึ่งไม้บรรทัด

คณะนักวิจัยนำโดย ศ.อาลัน ฮับบาร์ด จากหน่วยวิจัยภูมิศาสตร์กายภาพ มหาวิทยาลัยโอลู ในฟินแลนด์ อธิบายว่า แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์เกิดความไม่สมดุล ตามสภาพอากาศของอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ โดยแผ่นน้ำแข็งอย่างน้อย 59,000 ตารางกิโลเมตรของทั้งหมดจะละลายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์ก

คณะนักวิจัยใช้การวัดสภาพอากาศของภูมิภาคอาร์กติก ระหว่างปี 2543-2562 รวมกับข้อมูลจากดาวเทียมและธรณีฟิสิกส์น้ำแข็ง ตรวจสอบความไม่สมดุลของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้อย่างแม่นยำ

“การศึกษานี้เป็นเรื่องใหม่มาก อาศัยการวัดจริงจากกรีนแลนด์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมกับทฤษฎีวิเคราะห์อันเป็นที่ยอมรับ” ศ.ฮับบาร์ด กล่าว พร้อมทั้งเสริมว่า คณะนักวิจัยสามารถตรวจสอบการมีส่วนเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกของกรีนแลนด์ที่น่าเชื่อถือได้

นอกจากนั้น ผลการศึกษาดังกล่าวยังเปิดเผยด้วยว่า หากทุกปีมีอากาศอุ่นเหมือนปี 2555, 2559 หรือ 2562 ซึ่งเป็นปีที่กรีนแลนด์เผชิญคลื่นอากาศร้อน การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกเกือบ 1 เมตร

“นั่นจะเป็นมหันตภัยใหญ่หลวงสำหรับภูมิภาคชายฝั่งที่ราบลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยเกิดน้ำหลากท่วม จากเฮอริเคนและคลื่นพายุซัดฝั่ง ( storm surge ) บ่อยครั้งแล้ว” ศ.ฮับบาร์ด กล่าวทิ้งท้าย.

Source : เดลินวส์ ออนไลน์

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ส่งบริษัทย่อย Gulf Energy USA ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น กับกลุ่ม J-POWER เพื่อซื้อหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ขนาดกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ในสัดส่วน 49% หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นจำนวนกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) คาดเข้าถือหุ้นอย่างเป็นทางการภายในเดือนธันวาคม 2565

โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ตั้งอยู่ในเขตวิลล์ รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีขนาดกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับโครงข่ายระหว่างเพนซิลเวเนีย-นิวเจอร์ซีย์-แมริแลนด์ (Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection: PJM) โดย PJM เป็นตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรี (Merchant Market) ที่มีความมั่นคงและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 13 รัฐ ได้แก่ เดลาแวร์ อิลลินอยส์ อินดิแอนา เคนทักกี แมริแลนด์ มิชิแกน นิวเจอร์ซีย์ นอร์ทแคโรไลนา โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย เทนเนสซี เวอร์จิเนีย เวสต์เวอร์จิเนีย และเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia) โครงการ Jackson มีสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติรายใหญ่และเชื่อมต่อกับท่อก๊าซหลักถึง 3 เส้น ทำให้สามารถจัดหาเชื้อเพลิงให้กับโครงการได้อย่างพอเพียงในระยะยาว

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF กล่าวว่า “การลงทุนในโครงการ Jackson ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ GULF ในการเข้าสู่ตลาดพลังงานของสหรัฐอเมริกา โดยโครงการนี้ถือหุ้นทั้งหมดโดย Jackson Partners ภายใต้กลุ่ม J-POWER ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมทั้งเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของบริษัทมานานกว่า 20 ปี และเป็นผู้ร่วมทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในกลุ่ม Gulf JP ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP โรงแรก ๆ ของบริษัท GULF เชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์ของเราในการพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยมายาวนาน จะสามารถนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญมาช่วยกันบริหารจัดการโครงการ Jackson ร่วมกับ J-Power ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ GULF จึงเล็งเห็นโอกาสที่จะเข้าไปพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอื่น ๆ รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนกับพันธมิตรต่าง ๆ รวมถึง J-Power ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย”

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการดำเนินงานของบริษัทที่จะยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และต้นทุนต่ำในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เนื่องจากโครงการ Jackson เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined-Cycle Gas Turbine) ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีประสิทธิภาพสูงที่สุด และเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโครงการ Jackson ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทสามารถรับรู้ผลประกอบการได้ทันที

Source : Energy News Center

การใช้คลื่นทะเลมาสร้างกระแสไฟฟ้าเริ่มเป็นทางเลือกที่มีการพูดถึงมากขึ้น โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีเครื่องสร้างกระแสไฟฟ้าจากคลื่นใต้ทะเล (Ocean Swell) จากบริษัทสตาร์ตอัปในออสเตรเลีย และล่าสุด สตาร์ตอัปจากไซปรัส ประเทศเกาะที่ตั้งทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ได้เปิดเผยไอเดียในการสร้างกระแสไฟฟ้าจากคลื่นทะเลที่แหวกแนวกว่าใคร ด้วยการสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ให้คลื่นทะเลช่วยหมุนแกนแม่เหล็กสำหรับสร้างกระแสไฟฟ้า ซึ่งบริษัทเคลมว่ามีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

บริษัทดังกล่าวมีชื่อว่าซีเวฟ เอเนอร์จี้ ลิมิเต็ด หรือสเวล (Sea Wave Energy Limited: SWEL) ได้ดำเนินการทดลองและวิจัยเทคโนโลยีที่จะนำคลื่นทะเลมาใช้ในรูปแบบคลื่นกลที่ต่างจากบริษัทอื่น ๆ มานับ 10 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการทดสอบตัวต้นแบบ (Prototype) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใหม่ที่มีชื่อว่าเวฟไลน์ แม็กเน็ต (Waveline Magnet)

เวฟไลน์ แม็กเน็ต (Waveline Magnet) เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานคลื่นทะเลที่มีชิ้นส่วนเป็นแผ่นพลาสติกเล็ก ๆ เรียงต่อกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับแผ่นระนาด โดยมีแกนกลไกที่อยู่กึ่งกลางแผ่นลากยาวไปตามแผ่นดังกล่าว แผ่นคล้ายแผ่นระนาดนี้จะสามารถขยับตัวล้อไปกับคลื่นทะเล โดยแผ่นดังกล่าวยังเชื่อมต่อกับแท่งหล็กซึ่งทำหน้าที่ขยับตัวขึ้นลงในแนวเดียวกันกับการยกตัวของคลื่น เมื่อมีการยกตัว แท่งเหล็กจะทำให้สนามแม่เหล็กที่ปล่อยมาจากแม่เหล็กซึ่งติดตั้งในแกนกลไกมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมา และยังเป็นหลักการเดียวกันกับการใช้ไดนาโมให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าด้วยเช่นกัน 

ทางบริษัท สเวล (SWEL) มองว่าเวฟไลน์ แม็กเน็ต (Waveline Magnet) ผลิตจากพลาสติกแบบเดียวกันกับที่มีใช้ในปัจจุบัน รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็เป็นชิ้นส่วนที่มีใช้ทั่วไปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้น ต้นทุนการผลิตและบำรุงรักษาเวฟไลน์ แม็กเน็ต (Waveline Magnet) จะต่ำมาก และยิ่งหากปล่อยลอยในพื้นที่ทะเลที่เหมาะสม ก็จะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ถึง 100 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของบ้านเรือนกว่า 400,000 หลัง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตโดยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เวฟไลน์ แม็กเน็ต (Waveline Magnet) ยังเป็นเพียงต้นแบบที่ทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุม ในขณะที่การทดสอบจริงนั้นพึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในอ่าวลาร์นาคา (Larnaca Bay) ในไซปรัส และบริษัทยังไม่ได้กล่าวถึงแผนการผลิตและจัดจำหน่ายในขณะนี้

ที่มาข้อมูล Interesting Engineering

ที่มารูปภาพ Sea Wave Energy Ltd.

Source : TNN Online

เอบีม คอนซัลติ้ง ชี้“จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า” ในคอนโดกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนและมีค่าใช้จ่ายสูงเฉลี่ย 10 บาท ต่อกิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ กฟน.กำหนด ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย)เปิดเผยผลสำรวจจำนวนจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าล่าสุดเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565  พบจำนวนจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ และค่าไฟฟ้าที่สูงเป็นอุปสรรคหลักในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่(BEV: Battery Electric Vehicles) สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรืออาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (BMR: Bangkok Metropolitan Region) 

โดยโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV มีประมาณ 3% ของ นอกจากนี้ ประมาณ 3 ใน 4 ของคอนโดมิเนียมที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีจุดชาร์จรองรับได้เพียง 1 หรือ 2 คันพร้อมกันเท่านั้น โดยรวมแล้ว โครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพื้นที่สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดได้เพียงประมาณ 400 คัน

ในปัจจุบัน คอนโดมิเนียมใช้รูปแบบการกำหนดราคาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย โดยการกำหนดราคาตามเวลา (64%) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือการชำระค่าไฟฟ้าตามปริมาณที่ใช้ไป (31%) มีเพียง 1% ที่ใช้รูปแบบการคิดราคาคงที่ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาหรือหน่วยไฟฟ้า และอีก 4% มีบริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

โดยส่วนใหญ่แล้ว การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในอาคารหรือคอนโดมิเนียมนั้นไม่ได้ถูกอย่างที่คิด มากกว่าครึ่งของโครงการคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคิดอัตราค่าไฟฟ้าตามหน่วยคือ 10 บาท ต่อ กิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของค่าไฟฟ้าสูงสุดที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำหนดที่ 4.7 บาท

ซึ่งทำให้ผู้บริโภคที่คิดจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อลดค่าน้ำมันจำเป็นต้องกลับไปทบทวนการตัดสินใจอีกครั้งเพราะการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในคอนโดส่วนใหญ่จำเป็นต้องเสียค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ถูกกว่าการเติมน้ำมันในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE: Internal Combustion Engine) ที่ประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฮบริด

การวิจัยพบว่า 90% ของคอนโดมิเนียมมีที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ ซึ่งมากเกินความจำเป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ณ ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยังรองรับการชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ได้ไม่เกิน 7 กิโลวัตต์ อีกทั้งราคาของที่ชาร์จขนาด 22 กิโลวัตต์ก็สูงกว่าราคาที่ชาร์จขนาด 7 กิโลวัตต์ ถึง 20%

ขณะนี้ รัฐบาลทั่วภูมิภาคเอเชียเริ่มมีการออกกฎระเบียบใหม่เพื่อรองรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเติบโต ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสิงค์โปร์ ได้กำหนด 8 พื้นที่นำร่องที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการเคหะ (HBD: Housing and Development Board) ที่รองรับประชากรในประเทศสิงค์โปร์ถึง 20% นั้น จะต้องมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 3-12 จุดต่ออาคารภายในปี พ.ศ.2568 หรือประมาณ 12,000 จุดโดยรวม โดยนโยบายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้กับพื้นที่ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการเคหะทั้งหมดในประเทศสิงค์โปร์ภายในปีพ.ศ.2573 นอกจากนี้รัฐบาลสิงค์โปร์ยังมีการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดถึง 50% สำหรับเครื่องชาร์จอัจฉริยะ (Smart Chargers) ทั้งหมด อีกทั้งสิงค์โปร์ยังมีแผนที่จะออกกฎหมายใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับ 15% ของที่จอดรถสำหรับติดตั้งจุดชาร์จ 7.4kW และอย่างน้อย 1% ของที่จอดรถจะต้องเป็นที่จอดรถที่มีที่ชาร์จ EV

ทางด้านประเทศจีน มีเมืองใหญ่หลายเมืองที่ได้ออกกฎหมายบังคับให้อาคารใหม่ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ในขณะที่ฮ่องกงกำลังสนับสนุนการพัฒนาอาคารปัจจุบันเพื่อการติดตั้งโครงสร้างที่รองรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้เงินทุนสูงถึง 4,000 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่จอดรถ สำหรับที่จอดรถทั้งหมด 140,000 แห่งภายในปีพ.ศ. 2571 โดยคิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจในปีพ.ศ.2564 โดย เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) เกี่ยวกับความสนใจของผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า พบว่าข้อกังวลหลักคือ เวลาในการชาร์จที่ยาวนาน (50%) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจุดชาร์จที่บ้าน (40%) และปัญหาที่พบในการติดตั้งจุดชาร์จที่บ้าน (20%)

นาย โจนาธาน วาร์กัส รุยซ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์ปัจจุบันดังกล่าวเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำหรับรัฐบาลไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เนื่องจากในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประชาชนมากกว่า 1 ใน 3 อาศัยอยู่ในอาคารและอพาร์ตเมนต์ ดังนั้นเพื่อเร่งความคืบหน้าในการเปลี่ยนให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานของจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวจำเป็นต้องรองรับให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค”

“เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนในอนาคต ประเทศไทยควรมีการเริ่มปรับใช้กฎระเบียบเพื่อกำหนดให้อาคารใหม่ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และดูแลให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตของการปรับใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะดำเนินต่อไปตามที่คาดไว้ การชาร์จที่บ้านมักจะเป็นวิธีการชาร์จทั่วไปสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถชาร์จรถยนต์ได้แบบไร้ข้อกังวล”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บริษัทสาธารณูปโภคพลังงานไฟฟ้าของอังกฤษ ‘National Grid ESO (Electricity System Operator)’ เตรียมแผนการสำหรับผู้บริโภคที่จะสามารถขอคืนค่าไฟฟ้าได้ ถ้าหากงดใช้ไฟฟ้าในบ้านในช่วงที่มีการใช้ไฟสูงสุดประจำวัน โดยสามารถขอคืนเป็นเงินได้โดยตรงหรือเก็บไว้เป็นเครดิตเพื่อหักออกจากค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่าย เมื่อยอดเงินในใบเสร็จรวมกันทั้งปีแล้วสูงกว่า 4,000 ปอนด์ (ราว 170,360 บาท)

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดยืนยันว่า ทาง National Grif ESO ได้วางแผนไว้แล้วและเตรียมที่เปิดตัวและพร้อมใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่เดือน ต.ค. หรือ พ.ย. ที่จะถึงนี้ โดยบริษัทเอกชนในเครือสามารถเลือกได้ว่าจะร่วมลงนามในแผนการนี้หรือไม่ หลังจากนั้นลูกค้าของแต่ละบริษัทก็จะมีสิทธิเลือกว่าต้องการเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเรื่องจำนวนเงินที่จะคืนให้ว่าจะสูงพอที่จะจูงใจให้ประชาชนเลิกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงพีคหรือไม่

มีความเป็นไปได้ว่า ประชาชนอาจได้รับเงินคืนสูงสุดประมาณ 6 ปอนด์ (ประมาณ 255 บาท) ต่อไฟฟ้าที่ประหยัดได้ 1 กิโลวัตต์ ต่อ ชม. ในระหว่างเวลา 17.00-20.00 น. ของแต่ละวัน

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ เครื่องล้างจาน เครื่องเล่นเกม และเครื่องอบผ้า ซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก

แผนการนี้เกิดขึ้นหลังจากอังกฤษมีความกังวลเรื่องวิกฤติพลังงานในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าจะไม่ได้พึ่งพาก๊าซจากรัสเซียในการผลิตพลังงานไฟฟ้าเหมือนประเทศในยุโรป 

มีรายงานข่าวว่า รัฐบาลได้มีการทดลองซ้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีที่เกิดไฟดับทั้งเมืองติดต่อกัน 4 วัน แม้จะยืนยันว่า เหตุการณ์ทำนองนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ลูกค้าบางส่วนของบริษัท Octopus Energy ได้ทดลองเข้าร่วมแผนการของ National Grid ESO ตั้งแต่ช่วงต้นปี พวกเขาได้รับภารกิจเป้าหมายในการงดใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นช่วง ๆ โดยรวมแล้วให้ได้เวลา 2 ชม. ในแต่ละวัน ซึ่งถ้าหากพวกเขาทำได้สำเร็จ ก็จะได้รับการยกเว้นค่าไฟในช่วงเวลา 2 ชม. นั้น

แหล่งข่าวจากวงในของทางการกล่าวว่า แผนการนี้เป็นเรื่องของการเฉลี่ยและจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทานของพลังงานในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้ไฟฟ้าสูงสุด เป็นเรื่องของการโน้มน้าวให้คนใช้งานเครื่องใช้ในเวลานอกช่วงพีค โดยได้รับเงินคืนเป็นแรงจูงใจ ไม่ใช่การบีบให้คนดับไฟ หรืองดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง 

แหล่งข่าว : mirror.co.uk

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

Source : DAILYNEWS