สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม โดยอ้างอิงงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาฉบับหนึ่งที่เผยแพร่ในวันก่อนหน้าว่า จำนวนประชากรวาฬสีเทาที่แหวกว่ายตามชายฝั่งแปซิฟิกของทวีปอเมริกาเหนือ ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้วเกือบ 40% เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนในปี 2016 อีกทั้งในปีนี้ ฝูงวาฬดังกล่าวยังออกลูกน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์

รายงานดังกล่าวจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (โนอา) ระบุว่าประชากรวาฬสีเทาในปี 2022 อยู่ที่ 16,650 ตัว ลดลงจากยอดในปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 27,000 ตัว ถึง 38% โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับการผันผวนของจำนวนวาฬสีเทาในภูมิภาคในอดีต แต่ก็เป็นการแจ้งเตือนให้มีการเฝ้าระวังเพิ่มเติมเช่นกัน

นักวิจัยคนหนึ่งที่ประจำอยู่ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การประมงทางทิศตะวันตกเฉีนงใต้ ของโนอา ชี้ว่า การลดลงของวาฬสีเทาปีล่าสุดน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ทำลายแหล่งอาหารของวาฬสีเทา จำพวกกุ้งฝอย และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ในมหาสมุทรอาร์กติก

นอกจากนี้ การลดจำนวนลงของวาฬสีเทาตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ที่ว่ายจากแถวเม็กซิโกผ่านอลาสกาเมื่อ 2 ปีก่อน ส่งผลให้หน่วยงานด้านประมงของโนอาประกาศให้ประชากรวาฬสีเทาของปี 2019 เป็น “สถานการณ์การตายที่ไม่ปกติ”

โดยในปี 2016-2019 วาฬสีเทาประมาณ 600 ตัวตายและถูกพัดขึ้นฝั่ง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการขาดสารอาหารเป็นหลัก หรือเหตุผลอื่นๆ อย่าง การชนกับเข้ากับเรือ หรือการถูกวาฬเพชฌฆาตล่า สอดคล้องกับอัตราการเกิดของลูกวาฬที่น้อยลง ซึ่งทางนักวิจัยจากโนอาประเมินว่าจำนวนลูกวาฬในปีนี้ ที่ถูกนับยอดล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านอยู่ที่ 217 ตัว ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 383 ตัว และเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเท่าที่โนอาเริ่มจดบันทึกมาตั้งแต่ปี 1994

Source : มติชนออนไลน์

โลกวันนี้หมุนไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงอยู่แทบทุกวินาที นั่นเป็นเหตุผลให้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำด้านนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ของไทย ไม่เคยหยุดคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้น และไม่ว่าอนาคตจะผันผวนไปในทิศทางใด… GC ก็มั่นใจว่าคุณจะใช้ชีวิตบนความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างมีความสุขเพราะทุกนวัตกรรมของ GC ถูกคิดให้ตอบทุกองศาการใช้ชีวิตทั้งในวันนี้และในอนาคตของคุณ

GC มีดีที่ผลิตภัณฑ์  มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง คาร์บอนต่ำ สอดรับ 5 เมกะเทรนด์

5 Megatrends shaping our Future  ประกอบด้วย

1. Climate Change & Energy Transition
คิดเพื่อแก้ไขภาวะโลกร้อน ลดก๊าซเรือนกระจก ครบทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตอบรับกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ด้วยการใช้เทคโนโลยีสะอาด และการลดการใช้ทรัพยากร

2. Demographic Shift
คิดและออกแบบให้เหมาะกับสัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนแปลง ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ที่คิด..ให้เหมาะกับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค

3. Health & Wellness
คิดเพื่อสุขภาพอนามัย สัมผัสที่ปลอดภัย มั่นใจกับการใช้ชีวิต ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ด้วยนวัตกรรมที่คิดเพื่อสุขอนามัย สัมผัสที่ปลอดภัย มั่นใจกับการใช้ชีวิต

4. Urbanization
คิดเพื่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และการเติบโตของสังคมอนาคนรองรับการขยายตัวของความเป็นเมืองด้วยนวัตกรรมที่คิด.. เพื่อความสะดวกสบายกับทุก Lifestyles และการเติบโตของสังคมในอนาคต

5. Disruptive Technology
คิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ทุกการเชื่อมต่อเทคโนโลยี เชื่อมต่อโลกดิจิทัลด้วยนวัตกรรมที่คิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกเทคโนโลยี

“Chemistry Shaping the future – GC Chemistry for Better Living”

“เราไม่คิดแค่วันนี้ แต่เราคิด..เพื่ออนาคต”

Source : ทันข่าว Today

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า ผลการศึกษาในวารสารไซเอนซ์ ( Science ) ระบุว่า อัตราการเป็นกรดในมหาสมุทรอาร์กติกฝั่งตะวันตกนั้น เร็วกว่าในแอ่งมหาสมุทรอื่น ราว 3-4 เท่า โดยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์จากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้น้ำทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้น และแคลเซียมคาร์บอเนตอิ่มตัวน้อยลง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ทะเลกรด” ( ocean acidification )

ทั้งนี้ ทีมวิจัยนำโดยคณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยทะเลและขั้วโลกแห่งมหาวิทยาลัยจี๋เหม่ย ได้ทำการสังเคราะห์ข้อมูลคาร์บอเนตในมหาสมุทรจากการล่องเรือวิจัย 47 ครั้ง รอบมหาสมุทรอาร์กติกระหว่างปี 2537-2563 เพื่อตรวจสอบว่าวัฏจักรคาร์บอนของมหาสมุทรอาร์กติก ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร

ทีมวิจัยพบพื้นที่ส่วนใหญ่ของน้ำทะเลที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งนั้นได้สัมผัสกับบรรยากาศ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการหดตัวของน้ำแข็งทะเล โดยภาวะดังกล่าวกระตุ้นการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซค์ในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ความเป็นกรดของมหาสมุทร และความจุบัฟเฟอร์ ( buffer capacity ) ของมหาสมุทรลดต่ำลง

นอกจากนั้น ทีมวิจัยคาดการณ์ว่าค่าความเป็นกรด-ด่าง ( pH ) จะลดลงอีก ณ ระดับละติจูดที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นระดับที่ยังคงเผชิญการหดตัวของน้ำแข็งทะเล พร้อมเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อรักษาระบบนิเวศของอาร์กติก

“ความเป็นกรดของมหาสมุทรสามารถส่งผลร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล เช่น หอยกาบ หอยแมลงภู่ และหอยสังข์ ซึ่งเป็นอาหารหลักสำหรับปลาแซลมอนและปลาเฮอริงอาร์กติก” ศ. ฉีตี้ จากมหาวิทยาลัยจี๋เหม่ย และผู้นำในการเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าว.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

Source : เดลินิวส์

ปตท. จับมือ AET พัฒนาเรือขนส่งใช้เชื้อเพลิงกรีนแอมโมเนีย เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero Emission

นายดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือศึกษา พัฒนาและสร้างเรือขนส่ง Zero-Emission Aframax ร่วมกับ Mr. Rajalingam Subramaniam AET President & CEO and MISC Group COO (ขวา) เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ รวมถึงพัฒนา และสร้างเรือบรรทุกน้ำมันที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ขนาด Aframax (ขนาดประมาณ 120,000 เมตริกตัน) ชนิดเชื้อเพลิงคู่ (Dual Fuel) คือสามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งกรีนแอมโมเนียและน้ำมันเตากำมะถันต่ำ จํานวน 2 ลํา ซึ่งหากการศึกษามีความเป็นไปได้ เรือลำแรกจะมีกําหนดส่งมอบให้กับ ปตท. เพื่อดำเนินการเช่าเหมาลําในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และลำที่สองในไตรมาสที่ 1 ปี 2569

ความร่วมมือในครั้งนี้ ปตท. จะได้มีโอกาสเรียนรู้และนำเทคโนโลยีของการเดินเรือแบบใหม่มาใช้งาน ทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Green Ammonia Value Chain สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ออกระเบียบรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวมปริมาณรับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์ จากก๊าซชีวภาพ 335 เมกะวัตต์ ,ลม 1,500 เมกะวัตต์ ,แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับแบตเตอรี่ 1,000 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน 2,368 เมกะวัตต์ เตรียมเปิดรับซื้อจริงช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2565 ระบุจะรวบรวมเป็นไฟฟ้าสีเขียวเพื่อขายให้กับโรงงานที่ต้องการพร้อมออกใบรับรองให้ ในราคาพรีเมียม และนำกำไรที่ได้คืนเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ออกระเบียบรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสีเขียวอย่างเป็นทางการ คือ“ระเบียบการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565” ซึ่งกำหนดปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 5,203 เมกะวัตต์

โดยแบ่งเป็น ดังนี้ 1. ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) เปิดรับซื้อรวม 335 เมกะวัตต์ ทั้งนี้จะเริ่มเฉลี่ยการรับซื้อไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2569-2571 จำนวนปีละ 75 เมกะวัตต์, ปี 2572 จำนวน 70 เมกะวัตต์ และปี 2573 จำนวน 40 เมกะวัตต์

2.พลังงานลม เปิดรับซื้อไฟฟ้ารวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดรับตั้งแต่ปี 2568-2573 จำนวนปีละ 250 เมกะวัตต์ 3.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เปิดรับซื้อรวม 1,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นการรับซื้อระหว่างปี 2567-2570 จำนวนปีละ 100 เมกะวัตต์ และปี 2571-2573 จำนวนปีละ 200 เมกะวัตต์

และ 4.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน รับซื้อไฟฟ้ารวม 2,368 เมกะวัตต์  โดยแบ่งการรับซื้อไฟฟ้าดังนี้ ปี 2567 รับซื้อ 190 เมกะวัตต์ , ปี 2568 รับซื้อ 290 เมกะวัตต์, ปี 2569 รับซื้อ 258 เมกะวัตต์, ปี 2570  รับซื้อ 440 เมกะวัตต์, ปี 2571 รับซื้อ 490 เมกะวัตต์, ปี 2572 รับซื้อ 310 เมกะวัตต์, ปี 2573 รับซื้อ 390 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม กกพ.จะเปิดให้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าได้ในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2565 ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกในเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2566 และกำหนดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ระหว่างปี 2567-2573 โดย กกพ.จะออกประกาศข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ซึ่งจะมีเงื่อนเวลาที่ชัดเจนต่อไป

ทั้งนี้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวทั้งหมด จะเปิดรับซื้อในคราวเดียว โดยผู้สนใจเสนอขายไฟฟ้าเข้าระบบในครั้งนี้จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะเลือกผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงใดและต้องการจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปีใด ตามปริมาณรับซื้อไฟฟ้าที่ กกพ.ประกาศไว้ดังกล่าว

นายคมกฤช กล่าวว่า การเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว จะรับซื้อในรูปแบบ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง( FiT) ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 และสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2565-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1)

นอกจากนี้ กกพ. จะรวบรวมปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรอบนี้ ที่เปิดรับซื้ออยู่ 5,203 เมกะวัตต์ มาจัดทำเป็นไฟฟ้าสีเขียว สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อไปเป็นส่วนประกอบยืนยันการผลิตสินค้าที่มาจากพลังงานสะอาด สำหรับการจำหน่ายสินค้าไปต่างประเทศที่มีกฎบังคับให้กระบวนการผลิตสินค้าต้องมีส่วนของพลังงานสะอาด เป็นต้น โดย กกพ. จะออกใบรับรองการใช้ไฟฟ้าพลังงานสีเขียวให้ด้วย  แต่ราคาจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นราคาพรีเมียม ซึ่งสูงกว่าราคาไฟฟ้าทั่วไปเล็กน้อย โดยกำไรที่ได้จากการขายไฟฟ้าดังกล่าวจะนำมาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนทั่วไป

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า สำหรับสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าแบบ  FiT จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่  1. สัญญาที่ไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า ( Non-Firm) สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย), พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่ปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ 

โดย มติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 กำหนดอัตรารับซื้อ FiT พลังงานหมุนเวียน สำหรับปี 2565-2573 ได้แก่ 1.) ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) อัตรา 2.0724 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี  2.)พลังงานลม อัตรา 3.1014 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี 3.) พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) แบบติดตั้งบนพื้นดิน 2.1679 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี  

และ 2. กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จะรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ในรูปแบบสัญญา Partial-Firm (แบ่งตามช่วงเวลาและปริมาณขายไฟฟ้า) ที่ปริมาณไฟฟ้าเสนอขายมากกว่า 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ อัตรา 2.8331 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสัญญา 25 ปี

สำหรับโครงการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี ) ให้ได้รับอัตรา FiT Premium 0.5 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุโครงการ

ส่วนสัญญา Partial-Firm คือ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดรูปแบบการผลิตและรับซื้อไฟฟ้า ดังนี้ 1.ช่วงเวลา 9.00-16.00 น. ผลิตไฟฟ้าส่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณ 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า  2.ช่วงเวลา 18.01-06.00 น. มีความพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปริมาณพลังงานเท่ากับ 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นเวลา 2 ชั่วโมง โดยที่การไฟฟ้ารับซื้อทั้งหมดและสามารถสั่งจ่ายกำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เกิน 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และ 3. ช่วงเวลา 06.01-09.00 น. และ 16.01-18.00 น. ผลิตไฟฟ้าสั่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณไม่เกิน 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

Source : Energy News Center