เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) เจ้าของลิขสิทธิ์แบรนด์โนเกีย (Nokia) เปิดตัว Nokia X30 5G จากตระกูลซีรีส์ X ซึ่งเป็นมือถือระดับกลาง แต่มีแนวคิดรักษ์โลก มาพร้อมเทคโนโลยีกล้องแบบ PureView

นายภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกของสมาร์ทโฟนโนเกียในประเทศไทย ที่มาพร้อมกับสมาร์ทโฟนที่มีแนวคิดรักษ์โลก ผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิลเป็นหลักเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ตัวเครื่องตลอดจนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่พยายามใช้กระดาษรีไซเคิลทดแทนพลาสติกและสารที่เป็นเคมี โดยเน้นวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มาในชื่อ Nokia X30 5G

นายปริญญา พงษ์สิน ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ เอชเอ็มดี โกลบอล กล่าวว่า นอกจากตัวตนใหม่ของ Nokia X30 5G ที่เกิดจากแนวคิดรักษ์โลกของตัวเครื่องเกือบทั้งหมด ประกอบด้วยเฟรมอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ ฝาหลังตัวเครื่องจากพลาสติกรีไซเคิล 65 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงกล่องผลิตภัณฑ์เป็นกระดาษที่ FSC รับรอง 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกล่องกระดาษรีไซเคิล 94 เปอร์เซ็นต์ และลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการขนส่ง

ในด้านฟีเจอร์การทำงานของ Nokia X30 5G แม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางของซีรีส์ X แต่ก็มีฟีเจอร์การถ่ายภาพจากการใช้เทคโนโลยี PureView ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.9 รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS ผสานเลนส์อัลตราไวด์ ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 เก็บมุมกว้างถึง 123 องศา และกล้องเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4

ในเวลาเดียวกัน มีโหมดถ่ายภาพกลางคืน Night Mode 2.0 และ AI Portrait และแอปพลิเคชัน GoPro Quik App ติดตั้งไว้ในตัวเครื่อง ให้สามารถถ่ายภาพ ตัดต่อ หรือแก้ไขภาพได้เลย

Nokia X30 5G มีขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว FHD+ ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล รีเฟรชเรตที่ 90Hz มีคุณสมบัติป้องกันน้ำ-ฝุ่นมาตรฐาน IP67 และระบบเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือปลดล็อกใต้หน้าจอ (Under Display Fingerprint)

ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 695 5G แบตเตอรี่ความจุขนาด 4200 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W บนระบบปฏิบัติการ Android 12 การันตีอัปเดต OS ใหม่นาน 3 ปีเต็ม

Nokia X30 5G สมาร์ทโฟนโนเกียรักษ์โลกรุ่นแรกในไทย มาพร้อมตัวเครื่องสี Cloudy Blue ราคาเริ่มต้น 16,990 บาท เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย วันนี้เป็นต้นไป

Source : ไทยรัฐออนไลน์

นายณรงค์ไชย ปัญญไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction  Program : T-VER) กับ ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ คุณอานนท์ ฤทธิ์ธาร ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการ ผู้แทนจากบริษัท ซีพีพี จำกัด

สำหรับการลงนามความร่วมมือดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากการพัฒนาก๊าซไบโอมีเทนอัดจากน้ำเสียและของเสียโรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของบริษัท ซีพีพี โดยการกักเก็บก๊าซมีเทนจากการบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซ NGV ในสถานีบริการ NGV ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันได้ต่อยอดความร่วมมือเพื่อขอการรับรองคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER ทั้งนี้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศอย่างแข็งแรงและยั่งยืนตลอดไป

Source : Energy News Center

บริษัท คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด (Cleanergy ABP) โดย นายอภิเชษฐ นุ้ยตูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนามสัญญาพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด (Amata Facility Services) โดย นาย อัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ ในโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar rooftop) ให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

โดยนายอภิเชษฐ นุ้ยตูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด เปิดเผยว่า คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power) และบริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด (SCG Cleanergy) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโซลาร์ รูฟท็อป ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อเสริมศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพิ่มการกักเก็บพลังงานสะอาด ก้าวสู่เป้าหมายสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นายอัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า “อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส เป็นผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคแบบครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง มีสถานประกอบการมากกว่า 1,000 ราย ภายในพื้นที่มากกว่า 30,000 ไร่ อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จึงมองหาพันธมิตรที่มองเห็นภาพเดียวกัน มีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก ที่ตระหนักถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือกับ คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จึงตอบโจทย์ที่ชัดเจนทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : Energy News Center

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ว่า บริษัทวินฟาสต์ ซึ่งเริ่มดำเนินกิจการเมื่อปี 2562 คือผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามในเครือวินกรุ๊ป (Vingroup) และขายรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วรวม 2,208 คัน นับตั้งแต่การเปิดตัวในช่วงปลายปีที่แล้ว

“เซ็นเซอร์ตรวจจับการชนด้านข้างของระบบถุงลมนิรภัย ซึ่งติดตั้งเข้าดับรถอีวีโมเดล วีเอฟ อี34 คาดว่า มีข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับตัวควบคุมถุงลมนิรภัย ทำให้อาจเกิดการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้องไปยังตัวควบคุมได้” วินฟาสต์ กล่าวในแถลงการณ์

อย่างไรก็ตาม วินฟาสต์ ระบุว่า ทางบริษัทไม่พบบันทึกการขัดข้อง หรือการร้องเรียนจากลูกค้า เกี่ยวกับความผิดพลาดของเซ็นเซอร์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ บริษัทวินฟาสต์ ซึ่งหยุดการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน เมื่อเดือน ส.ค. กำลังเตรียมพร้อมที่จะขยายเข้าสู่ตลาดสหรัฐ โดยหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์รุ่นเก่า และส่งมอบรถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) พลังงานไฟฟ้าชุดแรกทั้งหมด 5,000 คัน ในเดือน พ.ย.นี้

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีรายการสั่งจองรถยนต์ไฟฟ้าเกือบ 65,000 คันทั่วโลก และคาดว่าจะขายรถอีวีได้ 750,000 คันต่อปี ภายในปี 2569 โดยเริ่มจากรถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้ารุ่นวีเอฟ 8 และวีเอฟ 9.

Source : เดลินิวส์

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ว่า ร้านอาหาร “มาดาม แบรสเซอรี” ของมาร์กซ์ นำเสนอวัตถุดิบตามฤดูกาลและส่วนผสมในท้องถิ่น ทำให้ผู้มารับประทานอาหารได้เห็นทัศนียภาพอันงดงามของกรุงปารีส และบอกเป็นนัย ถึงวิธีที่อุตสาหกรรมร้านอาหารสามารถตกแต่งโต๊ะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้

ด้วยการใส่กระเทียมต้นเพื่อทำให้อาหารเรียกน้ำย่อยเสร็จสมบูรณ์ ในขณะที่ทีมของเขาเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการช่วงเย็น มาร์กซ์กล่าวว่า เมนูของเขาได้รับการออกแบบมา เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้เหลือน้อยที่สุด

“กระเทียมต้นในฤดูนี้ถูกปลูกห่างจากที่นี่ไม่ถึง 50 กม. พวกเราปรุงในน้ำของมันเอง และเราตกแต่งมันด้วยยอดอ่อนสมุนไพรที่ปลูกในสวนอินทรีย์ภายในถนนวงแหวนของกรุงปารีส และจัดส่งโดยจักรยาน” มาร์กซ์ กล่าว

เชฟเธียร์รี มาร์กซ์

“มันเรียบง่าย มันจำกัดผลกระทบจากคาร์บอน มันกินง่ายและประหยัด ซึ่งเราทำงานโดยให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด” เขากล่าวเพิ่มเติม

มาร์กซ์ ผู้ได้รับรางวัลดาวมิชลินเมื่อปี 2541 มีร้านอาหารหลายแห่ง และเป็นคนดังระดับประเทศ เนื่องจากการเข้าร่วมในรายการทำอาหารต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่เขาเปิดร้านในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ร้านอาหารทั้งร้านถูกออกแบบให้ประหยัดน้ำและพลังงาน

“พวกเราอยู่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานและวิกฤติสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับเรา เพียงเพราะพวกเราเปิดร้านอาหาร แม้การตระหนักในสิ่งเหล่านี้อาจจะมาช้าไปสำหรับอาชีพของพวกเรา แต่ในวันนี้ มีร้านอาหารเพียงไม่กี่แห่ง หรือเจ้าของโรงแรมแค่ไม่กี่คน ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นนี้” มาร์กซ์ กล่าวทิ้งท้าย.

Source : เดลินิวส์
เครดิตภาพ : REUTERS