โลก” มืดลงมากกว่าเดิม เนื่องจากสะท้อนแสงอาทิตย์กลับเข้าสู่อวกาศน้อยลงกว่าแต่ก่อน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทีมวิจัยนำโดยนอร์แมน โลบ จากศูนย์วิจัยแลงลีย์ของนาซาในเมืองแฮมป์ตัน รัฐเวอร์จิเนีย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม CERES เป็นเวลานานถึง 24 ปี ค้นพบว่า ในช่วงระหว่างปี 2001-2024 โลกของเรามืดลงกว่าเดิมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และมืดไม่เท่ากันด้วย โดยซีกโลกเหนือกำลังมืดลงเร็วกว่าซีกโลกใต้

นักวิจัยพบการเคลื่อนตัวของซีกโลกประมาณ 0.34 วัตต์ต่อตารางเมตรในแต่ละทศวรรษ ฟังดูเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนแปลงฤดูกาลน้ำแข็งในทะเล หิมะปกคลุม ทุ่งเมฆ ลม และกระแสน้ำ ในลักษณะที่เสริมแรงการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์

ในอดีต โลกทั้งสองซีกโลกไม่ได้สมดุลกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทางใต้มีแนวโน้มที่จะได้รับพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าเล็กน้อย ขณะที่ทางเหนือมีแนวโน้มที่จะสูญเสียพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าเล็กน้อย

ตามปรกติแล้ว ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรจะพาความร้อนไปมาข้ามเส้นศูนย์สูตรและทำให้ความแตกต่างราบรื่นขึ้น แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบนี้ไม่สามารถรักษาความเร็วได้อย่างเต็มที่ ความเข้มของทางเหนือที่ลดลงทำให้ความสามารถของระบบในการชดเชยลดลง

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ โลกสะท้อนแสงได้ลดลง เนื่องจากส่วนพื้นผิวที่สว่าง เช่น น้ำแข็งทะเล หิมะ และยอดเมฆบางส่วน ที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศมีน้อยลง ถูกแทนที่ด้วย มหาสมุทรที่มืดกว่าหรือพื้นดินที่โล่งเตียน และพลังงานที่มากขึ้นจะเกาะอยู่รอบ ๆ

แน่นอนว่า ซีกโลกเหนือมีปริมาณหิมะปกคลุมในฤดูใบไม้ผลิ และน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในฤดูร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

การเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเข้มไม่เพียงแต่จะทำให้โลกดูดกลืนแสงได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้น้ำแข็งและหิมะฟื้นตัวได้ยากขึ้นในฤดูกาลถัดไป 

ชั้นบรรยากาศเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญเช่นกัน ไอน้ำและเมฆมีอิทธิพลต่อปริมาณแสงอาทิตย์ที่สะท้อนหรือกักเก็บ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดมาจากละอองลอย ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่กระจายแสงและทำให้เกิดหยดน้ำในเมฆ

หมอกควันอันตรายกับสุขภาพ ที่เคยล่องลอยอยู่ในเมืองทางซีกโลกเหนือกลับหายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกฎระเบียบคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้นในอเมริกาเหนือ ยุโรป และบางส่วนของเอเชียตะวันออก แต่การที่อนุภาคน้อยลงจะทำให้ซีกโลกเหนือสะท้อนแสงน้อยลงเล็กน้อย

ในทางตรงกันข้าม ทางตอนใต้กลับมีปริมาณละอองลอยเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ จากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ไฟป่าและภูเขาไฟระเบิด ดังนั้นซีกโลกใต้จึงสามารถสะท้อนแสงได้ดีเหมือนเดิม

เมื่อน้ำแข็งในทะเลละลายและระดับละอองลอยเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้เมฆก็เปลี่ยนไป ในปัจจุบันมีเมฆระดับต่ำน้อยลงมาก ยิ่งเกิดความแตกต่างในการสะท้อนแสงระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบพลังงานของโลก โดยซีกโลกเหนือดูดซับความร้อนมากกว่าที่สะท้อนออกมา

สรุปง่าย ๆ คือ โลกกำลังมืดลง โดยเฉพาะทางตอนเหนือ และจะค่อย ๆ มืดลงเรื่อย ๆ มาแบบเงียบ ๆ แบบไม่มีใครรู้ตัว  แต่ในแง่ของสภาพภูมิอากาศภัยเงียบเหล่านี้ก็อันตรายไม่แพ้กับภัยพิบัติอื่น ๆ 

การศึกษาชี้ให้เห็นว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่ออธิบายความแตกต่างในการสะท้อนแสงระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการสะท้อนแสงของโลกจะช่วยคาดการณ์รูปแบบสภาพอากาศในอนาคต และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้แม่นยำยิ่งขึ้น


ที่มา: BBC Sky Night MagazineEarthThe Week
Source : กรุงเทพธุรกิจ

‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆของประเทศ ดังนั้นจึงมีการสำรวจ และหาแหล่งพลังงานใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นล่าสุด ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges” หัวข้อ “Green Energy Powering Sustainability พลังงานสะอาด พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ว่า หากไทยจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ปี 2050 จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งปรับตัวด้านพลังงานเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น

ดังนั้นเรื่องของพลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่ทางออกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อระบบธุรกิจ ระบบการค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเงื่อนไขใหม่ ๆ ทางการค้าโลก เช่น มาตรการเกี่ยวกับคาร์บอน หรือ CBAM ที่ยุโรปนำมาใช้ ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า หากไทยไม่ปรับตัว

เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับทิศทางโลกและคู่แข่งในภูมิภาคอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งปรับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 มาเป็นปี 2050 เช่นกัน เนื่องจากภาคพลังงานและการขนส่งเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนกว่า 60% จึงเป็นภาคส่วนสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างมีนัยยะ

สำหรับหลักการบริหารจัดการนโยบายพลังงานจะต้องสร้างความสมดุลของ “สามเหลี่ยม” 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านความมั่นคง 2. ด้านความยั่งยืน/พลังงานสะอาด และ 3. ด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคา เพราะหากมุ่งเน้นความมั่นคงหรือความยั่งยืนมากเกินไป จะส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสามารถในการแข่งขัน

เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

และที่สำคัญจะต้องให้ความสำคัญเรื่องประเด็นเรื่องประเด็นด้านความมั่นคง เนื่องจากสถานการณ์ที่ก๊าซในอ่าวไทย เริ่มลดลง ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” นั้นต้อง “ปิดไปก่อน” ดังนั้น การผลักดันให้เปิดสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในฝั่งอันดามันจะเป็นการจัดการความมั่นคงด้านพลังงานและจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ให้กับประเทศ เพราะรัฐบาลได้มีการศึกษาและพบว่า ฝั่งอันดามัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยเองมีศักยภาพ จึงมีการผลักดันและดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการเรียบร้อยแล้ว และจะประกาศเปิดแปลงสำรวจฝั่งอันดามันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักการบริหารจัดการนโยบายพลังงานที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่าง ความมั่นคง, ความยั่งยืน และ เศรษฐกิจ/ราคา โดยการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่นับเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

เปิดแผนพลังงานยุคใหม่ สำรวจอันดามันเพิ่ม เสริมมั่นคง-พลังงานสะอาด-ราคาเหมาะสม

สำหรับแผนงานอื่นๆ รัฐจะเร่งเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win ทั้ง 3 ด้าน ทั้ง โซลาร์เพื่อประชาชน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการวางแผนระยะยาว พร้อมคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท สร้างงานได้ถึง 29,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี โดยการดำเนินงานเหล่านี้ได้มีการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วและเข้าสู่โหมดของการปฏิบัติการ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

Source : Spring News

พาส่องอนาคต ‘ธุรกิจโซลาร์เซลล์’ ได้ไปต่อรับเทรนด์พลังงานสะอาดมาแรง เชื่อนวัตกรรมสูงขึ้น ต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่ายขึ้น

ท่ามกลางโลกที่เผชิญทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ราคาพลังงานผันผวน และการแข่งขันเทคโนโลยีที่ร้อนแรงกว่าที่เคย ประเทศต่างๆ รวมถึงไทยกำลังเร่งวิ่งเข้าสู่เส้นทาง “พลังงานสะอาด” แบบไม่มีใครอยากช้ากว่าใคร และหนึ่งในดาวเด่นที่ยังคงส่องแสงแรงไม่หยุด ก็คือ โซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งด้านประสิทธิภาพ ต้นทุนที่ถูกลง และศักยภาพในการเป็นพลังงานหลักของอนาคต

วันนี้โซลาร์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “ฐานพลังงานใหม่” ที่ทุกภาคส่วนต้องจับตา เพราะยิ่งโลกต้องการพลังงานสะอาดมากเท่าไร โซลาร์ก็ยิ่งก้าวขึ้นมาเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ทั้งสำหรับระบบพลังงานไทย และเศรษฐกิจโลกในภาพรวม โดยในปี2568 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้มีการแนะผู้ประกอบการหันมาทำธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs เพื่อรับมือค่าไฟในอนาคต และระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้น ส่งผลให้ตลาดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ยปีละ 22% หรือแตะระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2568

ทั้งนี้มองว่าไทยต้องพึ่งแหล่งพลังงานจากต่างชาติทดแทนกำลังการผลิตในประเทศที่ลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และเมียนมามีแนวโน้มลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าของไทยทั้งหมดมาจากหลายแหล่ง (Electricity Mix) ซึ่ง 56.2% มาจากก๊าซธรรมชาติ (ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทยและเมียนมา) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

อีกราว 43.8% มาจากพลังงานรูปแบบอื่นๆ (พลังงานหมุนเวียน และนำเข้าจากต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูกที่ผลิตจากอ่าวไทยกลับทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง และลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มลดลงเหลือต่ำกว่า 40% ในปี 2575 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 0.7% ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องจัดหา และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มเติมจากที่มีในสัญญาเพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานในประเทศทำให้อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

ttb analytics ประเมินมูลค่าตลาดโซลาร์รูฟท็อปในไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 22% นับตั้งแต่ปี 2565-2568 หรือแตะที่ระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท จากค่าแผงโซลาร์เซลล์ และค่าติดตั้งที่ปรับลดลงจนทำให้ระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นจากเดิมที่คืนทุนในเวลา 9-12 ปี เป็น 6-8 ปีในปัจจุบัน (ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน)

ขณะที่ปัจจุบันรัฐมีการส่งเสริมให้คนไทย และภาคธุรกิจหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์มากขึ้น อย่างเช่น ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเปิดเผยว่า รัฐได้ออกแบบมาตรการเพื่อวางรากฐานพลังงานที่ควรจะเป็นในอนาคต ซึ่งวางมาตรการ Quick Big Win แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

1.โซลาร์เพื่อประชาชน แบ่งเป็น โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เหลือจากแผน PDP ปี 2018 จะถูกเปลี่ยนจากการประมูลใหญ่เป็นการพัฒนาโครงการที่ภาคเอกชนต้องร่วมมือกับชุมชนขนาดโครงการไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อชุมชน (ในทางปฏิบัติคือ 2-3 เมกะวัตต์ต่อจุดเชื่อมต่อ) ซึ่งจะกระจายไปสู่หลาย 100 ชุมชน ซึ่งการไฟฟ้าจะรับซื้อในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี

โดยผลประโยชน์ชุมชนที่จะได้รับ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ 2.16 บาท กับค่าไฟฟ้าปกติ ซึ่งรัฐบาลมีข่าวดีว่าได้ลดลงเหลือ 3.88 บาท จะถูกนำไปเป็นส่วนลดค่าไฟให้กับชุมชนนั้นๆ ทั้งนี้ คาดว่าจะกระตุ้นการลงทุน 30,000 ล้านบาทต่อปี สร้างงาน 1,700 ตำแหน่ง และลดคาร์บอนได้เกือบ 1 ล้านตันต่อปี  

  • มาตรการลดหย่อนภาษีครัวเรือน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติให้ผู้ติดตั้งโซลาร์ในบ้าน สามารถนำค่าใช้จ่ายไม่เกิน 200,000 บาท ไปลดหย่อนภาษีได้ (มีผลจนถึง ธ.ค.2571) ที่ตั้งเป้า 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท และลดคาร์บอนได้กว่า 200,000 ตันต่อปี
  • โซลาร์สูบน้ำเพื่อเกษตร ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม เครื่องสูบ ในพื้นที่เกษตรที่มีแหล่งน้ำตลอดปี เพื่อให้เกษตรกรสามารถเดินท่อสาขาเชื่อมต่อรับน้ำได้
  • โซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) โครงการลงทุนโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใน 3 เขื่อน เป้าหมายกำลังผลิต 1,600 เมกะวัตต์ โดยหน่วยงานภาครัฐประหยัดเงินกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนต่ำเนื่องจากไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าพื้นที่ และอยู่ใกล้ระบบส่งไฟฟ้า
  • ระบบโซลาร์ในประปาหมู่บ้าน ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยนำระบบโซลาร์เข้าไปแทนที่ปั๊มน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าเดิม เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านมาตรการ 1) Direct PPA เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด และรองรับการลงทุนของ Data Center โดยมาตรการนี้อนุญาตให้ผู้ใช้งานโดยเฉพาะ Data Center สามารถเจรจาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ผลิตได้ โดย กฟผ.จะคิดเพียงค่าผ่านสาย รองรับ 2,000 เมกะวัตต์ กระตุ้นการลงทุน 60,000 ล้านบาท สร้างงาน 3,000 ตำแหน่ง และลดคาร์บอนได้ 1.6 ล้านตันต่อปี

  • การพัฒนาระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ EEC โดยเร่งการลงทุนสร้างสายส่ง และโครงข่ายระบบในเขต EEC เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะจาก Data Center สามารถเพิ่มความสามารถในการรองรับอีก 3,800 เมกะวัตต์ กระตุ้นการลงทุน (รวมถึง Data Center) ประมาณ 500,000-600,000 ล้านบาท

3.การวางแผนระยะยาว ผ่าน 1) การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ เนื่องจากแผนเดิม (ปี 2018) ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2050 จึงมีการเร่งรัดให้คณะกรรมการจัดทำแผนประชุมทุกสัปดาห์ เพื่อให้แผนใหม่ออกมาให้ได้ในช่วงต้นปี 2026. แผน PDP ใหม่นี้จะเป็น “คัมภีร์” ที่ชี้ทิศทางพลังงาน 15-20 ปีข้างหน้า และให้นักลงทุนเห็นทิศทางการใช้พลังงานสะอาดของประเทศ

  • เชื้อเพลิงแห่งอนาคต โดยแผนในอนาคตจะไม่เพียงพอหากอาศัยแค่โซลาร์เท่านั้น จึงต้องนำเทคโนโลยีพลังงานใหม่เข้ามา เช่น ไฮโดรเจน ได้รับการประกาศให้เป็นเชื้อเพลิงของประเทศไทยแล้ว (เดิมไม่อยู่ในรายการของกรมธุรกิจพลังงาน) ซึ่งจะนำไปสู่การออกข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การขนส่ง และความปลอดภัย เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเชื้อเพลิงสะอาดชนิดนี้
  • SMR คาดว่าจะต้องอยู่ในแผน PDP ฉบับใหม่ โดย SMR เป็นเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (200-300 เมกะวัตต์) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม เนื่องจากมีระบบหล่อเย็นในตัวเอง และสามารถ Shut down ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา พื้นที่ที่ต้องควบคุมพิเศษมีขนาดเล็กกว่ามาก (ประมาณ 1 ตร.กม. เทียบกับ 10-20 ตร.กม. ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่)
  • การดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (CCS – Carbon Capture Storage) ไทยมีศักยภาพในการจัดเก็บคาร์บอนในอ่าวไทย รัฐบาลกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นสำรวจโครงสร้างใต้ดินเพื่อยืนยันความเหมาะสม ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ หากจัดเก็บได้จริง จะเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาจมีลูกค้าระดับภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์แสดงความสนใจใช้บริการ  ดังนั้น หากดึงพันธมิตรเข้าร่วมลงทุน ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าสูงถึง 400,000-500,000 ล้านบาท

ทั้งหมด คือ แผนงานที่รัฐกำลังเร่งทำอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อกันว่าเทรนด์ของโซลาร์เซลล์จะมาแรงต่อไปในปี2569 และปีต่อๆไป โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในปี 2569 ความต้องการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยปริมาณไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขายให้ภาครัฐคาดว่าจะอยู่ที่ 24,303 GWh และภาคเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 4,249 GWh เพิ่มขึ้น 2.8% และ 8% ตามลำดับ

ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ผู้ประกอบการจำหน่ายมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ไฟฟ้าชีวมวลและแสงอาทิตย์ตามลำดับ มีสัดส่วนรวมกันเป็น 79% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาครัฐ และ 96% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาคเอกชน และในปี 2569 โรงไฟฟ้าชีวมวล คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากการขายให้ภาครัฐและเอกชน ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ความต้องการก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน สะท้อนถึงภาพรวมธุรกิจที่มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง

แม้ว่าธุรกิจโซลาร์เซลล์จะยังคงมาแรงต่อเนื่อง แต่…แน่นอนว่าการแข่งขันในตลาดจะมีความรุ่นแรงมากขึ้น ทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์จีน และแบรนด์จากชาติอื่นๆที่จะตบเท้าเข้ามาชิงเค้กในไทยมากขึ้น แต่หลายฝ่ายก็มองว่าจะส่งผลดีในเรื่องของการแข่งขันกันใช้นวัตกรรม เช่น แผงเล็กลง ต้นทุนต่ำลง ทันสมัยมากขึ้น วันนี้จะพามาส่องเทรนด์พลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตข้างหน้าจะเป็นดังนี้

1.เพอรอฟสไกต์ (Perovskite)ดาวรุ่งมาแรง

  • โซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกต์ ถูกคาดหมายว่าจะมาแทนซิลิคอนบางส่วน เพราะ
  • ผลิตง่าย ต้นทุนต่ำ
  • ประสิทธิภาพพุ่งเร็วแบบก้าวกระโดด
  • ใช้แสงน้อยก็ผลิตไฟได้ดี
  • สามารถทำเป็นฟิล์มบาง ติดบนพื้นผิวโค้งได้

2.โซลาร์เซลล์โปร่งแสง

  • โปร่งใสเหมือนกระจกปกติ
  • ส่งผ่านแสงบางส่วน แต่ดักพลังงานมาใช้
  • เหมาะกับอาคารเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่จำกัด

3.โซลาร์เซลล์แบบยืดหยุ่น ติดที่ไหนก็ได้

  • พับ งอ ติดบนผิวโค้ง
  • ติดบนผนัง แผ่นโลหะ รถยนต์ โดรน หรือแม้แต่เสื้อผ้า

4.โซลาร์บนรถยนต์ EV และอุปกรณ์พกพา

  • รถ EV อนาคตอาจเพิ่มระยะวิ่งจากแผงโซลาร์บนหลังคา–ฝากระโปรงได้หลายสิบกิโลเมตรต่อวัน
  • มือถือ นาฬิกา และ IoT อาจ “ไม่ต้องชาร์จไฟ” หากอยู่ในที่สว่างพอ

5.โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) รุ่นประสิทธิภาพสูง

  • ลดความร้อนของแผง ทำให้ผลิตไฟได้มากขึ้น
  • ใช้พื้นที่เขื่อน อ่างเก็บน้ำ
  • ลดการระเหยของน้ำ

6.โซลาร์ระบบ AI และ Smart Grid

  • พยากรณ์แสงแดดเพื่อจูนประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการหมุนของแผงตามทิศดวงอาทิตย์
  • จัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอัตโนมัติ

7.วัสดุใหม่แก้ปัญหาของเก่า

  • ทนความร้อนสูงขึ้น (เหมาะกับภูมิอากาศเอเชีย)
  • ใช้สารพิษน้อยลง
  • อายุการใช้งานยาวขึ้น
  • รีไซเคิลง่ายกว่าเดิม

ท้ายที่สุด “โซลาร์เซลล์ไทยปี 2569” ยังคงเดินหน้าแบบไม่มีถอย แม้ต้องเผชิญสนามแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นทุกปี ทั้งผู้เล่นรายใหญ่–รายใหม่แห่เข้ามาแสวงโอกาส แต่การแข่งขันนี้กลับผลักวงการให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ต้นทุนที่เคยสูงลิ่วค่อยๆ ถูกกดลงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมรุ่นใหม่ ตั้งแผงบางลง ประสิทธิภาพดีขึ้น อายุการใช้งานยาวกว่าเดิม ไปจนถึงระบบอัจฉริยะที่ทำให้การติดตั้งและดูแลเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกบ้านและทุกธุรกิจ

เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา และคุ้มค่ากว่าที่เคย ไทยจึงยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นของรอบใหม่รอบที่พลังงานสะอาดไม่ใช่ “เทรนด์” อีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการแข่งขัน หากเป็นปีที่โซลาร์เซลล์กำลังก้าวสู่มาตรฐานใหม่: ให้พลังงานต้นทุนต่ำ เปิดโอกาสทางธุรกิจ และพาไทยขยับเข้าใกล้อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม

Source : Spring News

สหรัฐสร้าง “โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์” แห่งแรกในทะเลทรายโมฮาวี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ 75,000 คันออกจากท้องถนน

Pacific Steel Group เริ่มก่อสร้างโรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของสหรัฐในทะเลทรายโมฮาวี รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมที่อยู่ติดกับโรงงาน คาดว่าจะผลิตเหล็กเส้นได้ 450,000 ตันต่อปี เมื่อกำลังการผลิตเต็มกำลังในปี 2027

โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีการผลิตเหล็กของสหรัฐ เพราะโรงงานเหล็กแบบดั้งเดิมใช้ไฟฟ้าจากโรงงานถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากสู่บรรยากาศ แต่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 370,000 ตันต่อปี เท่ากับเอารถยนต์ออกจากถนน 75,000 คัน และช่วยประหยัดน้ำมันได้ 783,000 บาร์เรล

ภายในโรงงานขนาดประมาณ 440 ไร่ ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และกังหันลมประมาณ 160 ไร่ ซึ่งจะมอบพลังงานให้เตาเผาไฟฟ้าของโรงงานประมาณ 85% ของทั้งหมด ทำให้โรงงานยังต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง บริษัทจึงติดตั้งเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนเพื่อชดเชยการปล่อยมลพิษจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอีกด้วย

สหรัฐสร้าง ‘โรงเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์’ แห่งแรก อนาคตอุตสาหกรรมเหล็กไร้คาร์บอน

วิธีการนี้ช่วยไม่ให้ราคาไฟฟ้าสูงขึ้นเกินไป จนส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่น ขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยควบคุมต้นทุนพลังงานควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เอริค เบนสัน ซีอีโอของ Pacific Steel Group ระบุว่าบริษัทได้ใช้เวลา 5 ปีในการวางแผนโครงการนี้ โดยใช้เงินลงทุนมากกว่า 540 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งโครงการนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อภูมิภาคเซ็นทรัลวัลเลย์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เกิดการจ้างงานเกือบ 450 ตำแหน่งภายในห้าปี อีกทั้งบริษัทได้ร่วมมือกับวิทยาลัยในท้องถิ่น เพื่อฝึกอบรมพนักงานสำหรับอาชีพในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก

รัฐแคลิฟอร์เนียได้จัดสรรเครดิตภาษีมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ผ่านสำนักงานพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจของผู้ว่าการรัฐ ช่วยให้บริษัทสามารถจ้างพนักงานและซื้ออุปกรณ์การผลิตได้

โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คาดไม่ถึงอีก ปัจจุบันรัฐแคลิฟอร์เนียขนส่งเศษโลหะเกือบครึ่งล้านตันไปยังรัฐอื่นเพื่อนำไปรีไซเคิล การขนส่งนี้ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น แต่โรงงานแห่งใหม่นี้จะรีไซเคิลเศษโลหะเหล่านั้นในพื้นที่ โดยเก็บรักษาวัสดุเหล่านั้นไว้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดมลพิษจากการขนส่งได้อีก

Pacific Steel จะติดตั้งระบบควบคุมมลพิษขั้นสูงให้กับโรงงาน ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการใช้พลังงานหมุนเวียน โรงงานแห่งนี้จะมีโรงหลอมแบบปิดมิดชิด ระบบควบคุมไนโตรเจนออกไซด์ ระบบเก็บฝุ่น และอุปกรณ์นำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดมลพิษทางอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด

ในตอนนี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐต้องการเหล็กเส้นจำนวนมหาศาลสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โครงการที่อยู่อาศัย และการปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหว ดังนั้นการผลิตเหล็กเส้นด้วยพลังงานสะอาดได้ภายในรัฐช่วยลดทั้งต้นทุนการขนส่งและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยทั่วไปแล้ว การผลิตเหล็กจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดในโลก โรงงานเหล็กทั่วโลกมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด แนวทางของ Pacific Steel พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้แต่อุตสาหกรรมหนักก็สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีและการวางแผนที่เหมาะสม

ทะเลทรายโมฮาวีถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการผลิตพลังงานหมุนเวียน พื้นที่นี้ได้รับแสงแดดตลอดทั้งปีและลมแรง ทำให้แผงโซลาร์เซลล์และกังหันมีประสิทธิภาพสูง ทำเลที่ตั้งอันห่างไกลนี้ยังมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับทั้งโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง

โรงงานเหล็กพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้แสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความสำเร็จทางธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้ Pacific Steel เลือกใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่เพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่เพราะคุ้มค่าทางการเงิน ต้นทุนพลังงานที่ลดลง ราคาไฟฟ้าที่คงที่ และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่ลดลง ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน

ปัจจุบันรัฐแคลิฟอร์เนียมีการจ้างงานด้านพลังงานสะอาดมากกว่าครึ่งล้านคน มากกว่ารัฐเท็กซัสถึงสองเท่า และแคลิฟอร์เนียมีงานด้านพลังงานสะอาดมากกว่างานด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลถึงเจ็ดเท่า แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนเป็นแรงผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร

โครงการนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างที่จะเกิดขึ้นในภาคการผลิตของสหรัฐ ขณะที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่าง ๆ จะดำเนินรอยตาม Pacific Steel มากขึ้น อุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงโรงงานเคมี กำลังสำรวจแนวทางที่คล้ายคลึงกันเพื่อลดต้นทุนและการปล่อยมลพิษไปพร้อม ๆ กัน


ที่มา: Fast CompanyHappy Eco NewsInspenet

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุด แต่ทว่าเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบซิลิคอนที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุดในการพัฒนา ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ความแข็งเกร็งที่ไม่สามารถโค้งงอได้ และกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการวิจัยระดับโลกที่มีชื่อว่า PEARL ซึ่งกำลังจะเข้ามาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์พลังงานด้วยนวัตกรรม “Flexible Perovskite Solar Cells” ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการใช้วัสดุคาร์บอนมาเป็นตัวนำไฟฟ้าแทนโลหะ

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกรายละเอียดของโครงการ PEARL ตั้งแต่หลักการทำงาน ความก้าวหน้าล่าสุดในปี 2025 ไปจนถึงข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าทำไมนักวิจัยทั่วโลกถึงยกให้เทคโนโลยีนี้เป็นอนาคตของพลังงานที่จับต้องได้จริง

ทำความรู้จักกับโครงการ PEARL

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโครงการวิจัยของสหภาพยุโรป (CORDIS) ระบุว่า PEARL คือโครงการวิจัยขนาดใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรปในกรอบ Horizon Europe ซึ่งชื่อ PEARL นั้นย่อมาจากเป้าหมายหลักของโครงการคือการพัฒนาโซลาร์เซลล์ Perovskite ที่มีความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพสูง และมีความเสถียร โดยเปลี่ยนมาใช้วัสดุคาร์บอนที่มีต้นทุนต่ำในการนำกระแสไฟฟ้า

โครงการนี้เป็นการรวมตัวกันของพันธมิตรชั้นนำ 10 องค์กรทั่วยุโรป โดยมีผู้นำหลักอย่าง ศูนย์วิจัย TNO จากเนเธอร์แลนด์ ร่วมกับสถาบันวิจัย VTT จากฟินแลนด์ สถาบัน ICIQ จากสเปน และมหาวิทยาลัย Tor Vergata จากอิตาลี ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างระดมผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิเพื่อมาร่วมกันแก้ปัญหาคอขวดของเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ในปัจจุบัน

ภารกิจหลักที่ท้าทายขีดจำกัด

เป้าหมายของ PEARL นั้นมีความทะเยอทะยานและชัดเจน โดยเอกสารข้อเสนอโครงการได้ระบุเกณฑ์ความสำเร็จไว้ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่โครงการมุ่งหวังประกอบด้วย

  • การสร้างประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงาน (Efficiency) ให้สูงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์
  • การลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำกว่า 0.30 ยูโรต่อวัตต์ (EUR/Wp)
  • การสร้างความเสถียรในการใช้งานระยะยาวที่เหนือกว่ามาตรฐาน IEC
  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตให้เหลือน้อยกว่า 0.01 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

หัวใจสำคัญของเทคโนโลยี: Perovskite และ วัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟ

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม PEARL ถึงเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามอง เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบหลักสองส่วนที่เปรียบเสมือนหัวใจและกระดูกสันหลังของเทคโนโลยีนี้

ภาพที่ 1: ภาพจำลองเซลล์ต้นแบบ Perovskite แบบยืดหยุ่นที่ใช้วัสดุคาร์บอนสีดำในการนำไฟฟ้า (ที่มา: จำลองจากงานวิจัยในโครงการ PEARL)

1 Perovskite วัสดุเปลี่ยนโลก Perovskite คือโครงสร้างผลึกที่มีการจัดเรียงตัวแบบพิเศษ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับแสงและเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม ข้อดีที่เหนือกว่าซิลิคอนคือ Perovskite สามารถผลิตได้ในรูปแบบของ “สารละลาย” หรือหมึกพิมพ์ ทำให้เราสามารถพิมพ์แผงโซลาร์เซลล์ลงบนวัสดุต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือแผ่นโลหะบาง ๆ ส่งผลให้แผงโซลาร์เซลล์มีน้ำหนักเบาและโค้งงอได้

2 วัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟ (Carbon Conductor) ทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ในแผงโซลาร์เซลล์ทุกชนิด จำเป็นต้องมีวัสดุที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ถนน” เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปใช้งานได้ งานวิจัยจากสถาบัน ICIQ และโครงการ PEARL ชี้ให้เห็นปัญหาของเทคโนโลยีเดิมที่มักใช้โลหะมีค่าอย่างทองคำ (Gold) หรือเงิน (Silver) มาสร้างถนนสายนี้ ซึ่งนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว โลหะเหล่านี้ยังมักจะทำปฏิกิริยาเคมีกับชั้น Perovskite ทำให้แผงเสื่อมสภาพเร็ว

โครงการ PEARL จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ “วัสดุคาร์บอน” มาทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสไฟแทน ซึ่งมีข้อดีมหาศาลดังนี้

  • ราคาถูกและหาได้ง่าย คาร์บอนมีต้นทุนต่ำกว่าทองคำและเงินอย่างเทียบกันไม่ได้ ช่วยลดต้นทุนรวมของแผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างมหาศาล
  • ความเสถียรสูง คาร์บอนมีความทนทานต่อปฏิกิริยาเคมี ไม่ไปทำลายชั้น Perovskite
  • กันความชื้น วัสดุคาร์บอนที่ใช้มักมีคุณสมบัติกันน้ำ ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความชื้นไม่ให้เข้าไปทำลายเซลล์ภายในได้อีกชั้นหนึ่ง

นวัตกรรมการผลิตแบบม้วนต่อม้วน (Roll-to-Roll Manufacturing)

อีกหนึ่งความโดดเด่นของโครงการ PEARL คือกระบวนการผลิต โดยทางศูนย์วิจัย TNO และ VTT ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบการผลิตขั้นสูง ได้นำเสนอกระบวนการที่เรียกว่า Roll-to-Roll (R2R)

ภาพที่ 2: ภาพจำลองกระบวนการผลิตแบบ Roll-to-Roll ในห้องคลีนรูม ที่กำลังพิมพ์ชั้นวัสดุคาร์บอนลงบนแผ่นพลาสติก (ที่มา: จำลองจากเทคโนโลยีของสถาบัน VTT/TNO)

ลองจินตนาการถึงโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่มีกระดาษม้วนใหญ่วิ่งผ่านลูกกลิ้งเพื่อพิมพ์ข้อความและรูปภาพด้วยความเร็วสูง กระบวนการผลิตของ PEARL ก็มีลักษณะคล้ายกัน โดยใช้วัสดุฐานรอง (Substrate) ที่เป็นพลาสติกยืดหยุ่นม้วนยาว วิ่งผ่านเครื่องเคลือบที่ทำหน้าที่ “พิมพ์” ชั้นของ Perovskite และวัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟลงไปอย่างต่อเนื่อง

วิธีการนี้ทำให้สามารถผลิตแผงโซลาร์เซลล์ได้ในปริมาณมากด้วยความรวดเร็ว (High Throughput) และใช้พลังงานในการผลิตต่ำกว่าแบบเดิมมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาของโซลาร์เซลล์ชนิดนี้ถูกลงจนทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและจุดเด่นของเทคโนโลยี PEARL ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่าง โซลาร์เซลล์ซิลิคอนทั่วไป โซลาร์เซลล์ Perovskite แบบดั้งเดิม และ โซลาร์เซลล์ Perovskite ที่ใช้วัสดุคาร์บอนนำไฟฟ้าของ PEARL

หัวข้อเปรียบเทียบโซลาร์เซลล์ซิลิคอน (Silicon)Perovskite ดั้งเดิม (Standard)Perovskite คาร์บอน (PEARL Project)
วัสดุนำไฟฟ้าเงิน / อลูมิเนียมทองคำ / เงินคาร์บอน (Carbon)
ความยืดหยุ่นแข็ง เปราะ หักง่ายยืดหยุ่นได้ (ขึ้นอยู่กับฐานรอง)ยืดหยุ่นสูง โค้งงอได้
กระบวนการผลิตอุณหภูมิสูง / สุญญากาศSpin Coating (เหมาะกับแล็บ)Roll-to-Roll (อุตสาหกรรม)
ต้นทุนการผลิตปานกลาง – สูงสูง (เนื่องจากใช้ทอง/เงิน)ต่ำมาก
ความเสถียรสูงมาก (25 ปี+)ต่ำ (เสื่อมสภาพจากความชื้น)สูงขึ้น (คาร์บอนช่วยกันความชื้น)
น้ำหนักหนัก (ต้องมีกระจก)เบาเบามาก
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมใช้พลังงานผลิตสูงกังวลเรื่องสารตะกั่ว/ตัวทำละลายต่ำ (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า)

ความคืบหน้าล่าสุดและก้าวสำคัญในปี 2024-2025

จากการติดตามรายงานความคืบหน้าของโครงการ PEARL พบว่าในปี 2024 ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงสูตรเคมีของ Perovskite และชั้นนำพาประจุ (Transport Layers) ให้เข้ากันได้ดีกับวัสดุคาร์บอน โดยทางสถาบัน ICIQ ได้เผยแพร่งานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการปรับแต่งพื้นผิวระดับโมเลกุล (Surface Engineering) สามารถลดแรงต้านทานระหว่างชั้นวัสดุ ทำให้การไหลของกระแสไฟฟ้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซลล์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) สูงแตะระดับ 20-21 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเซลล์แบบยืดหยุ่น ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญ เพราะโดยปกติแล้ววัสดุคาร์บอนมักจะมีปัญหาเรื่องการนำไฟฟ้าที่ด้อยกว่าโลหะเล็กน้อย แต่ PEARL สามารถพัฒนาจนเอาชนะข้อจำกัดนี้ได้

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ทดสอบความทนทานตามมาตรฐาน ISOS protocols พบว่าเซลล์ยังคงทำงานได้ดีแม้ผ่านการทดสอบในสภาวะเร่งความเสื่อม (Damp-heat conditions) นานกว่า 1,000 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้พร้อมแล้วที่จะก้าวออกจากห้องแล็บไปสู่โลกความเป็นจริง

การประยุกต์ใช้งานในโลกอนาคต

ด้วยคุณสมบัติที่ เบา บาง และ โค้งงอได้ ของโซลาร์เซลล์จากโครงการ PEARL ทำให้ขอบเขตการใช้งานของมันกว้างไกลกว่าแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมอย่างมาก

1 อาคารประหยัดพลังงานยุคใหม่ (BIPV) Saule Technologies หนึ่งในพันธมิตรภาคเอกชนของโครงการ ได้นำเสนอแนวคิดการนำแผ่น Perovskite ไปติดตั้งบนระแนงกันแดด (Sun Breakers) หรือกระจกหน้าต่างตึกสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยบังแดด แต่ยังผลิตไฟฟ้าให้กับอาคารได้โดยตรง

2 ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่ง หลังคารถยนต์ไฟฟ้า ตัวถังรถบรรทุก หรือแม้แต่ปีกเครื่องบินโดรน สามารถติดตั้งแผ่น Flexible Perovskite เพื่อช่วยชาร์จไฟเพิ่มระยะทางการวิ่งได้ โดยไม่เพิ่มน้ำหนักให้กับยานพาหนะมากจนเกินไป

3 อุปกรณ์พกพาและ Internet of Things (IoT) อุปกรณ์เซนเซอร์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่ต้องติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล สามารถใช้พลังงานจากแสงสว่างภายในอาคาร (Indoor Light) ผ่านแผง Perovskite ซึ่งมีความไวต่อแสงสูงกว่าซิลิคอน ทำให้สามารถทำงานได้แม้ในที่แสงน้อย

บทสรุป

โครงการ PEARL คือบทพิสูจน์ที่สำคัญว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกำลังก้าวไปอีกขั้น การผสมผสานระหว่างวัสดุอัจฉริยะอย่าง Perovskite ความแข็งแกร่งทนทานของวัสดุคาร์บอนนำกระแสไฟ และกระบวนการผลิตที่รวดเร็วแบบ Roll-to-Roll กำลังจะทลายกำแพงข้อจำกัดเดิม ๆ ของโซลาร์เซลล์ลงอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรามีพลังงานราคาถูกใช้ แต่ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโลกได้อย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป