ในปี 2026 นี้ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้เข้าสู่จุดที่น่าตื่นเต้นที่สุด ด้วยสงครามราคา (Price War) ที่ดุเดือด ทำให้รถไฟฟ้าที่มีสเปกดีและใช้งานได้จริง มีราคาปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่คนทำงานทั่วไปจับต้องได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่งบประมาณ 5 แสนบาทอาจจะได้เพียง Eco Car เครื่องยนต์สันดาปขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันคุณสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีความทันสมัยและประหยัดพลังงานได้แล้ว บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึก 6 รุ่นรถไฟฟ้า EV ราคาไม่เกิน 500,000 บาท ที่กำลังมาแรงที่สุด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

1. GEELY EX2 น้องใหม่สเปกแรง (เริ่มต้น 399,990 บาท)

Geely เป็นค่ายยักษ์ใหญ่จากจีนที่กระโดดลงมาเล่นตลาด City Car ในไทยด้วยรุ่น EX2 ซึ่งสร้างความฮือฮาด้วยราคาเปิดตัวที่ต่ำกว่า 4 แสนบาท แต่ได้รถที่มีขนาดและสมรรถนะเกินตัว โดยรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมืองโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถขับออกต่างจังหวัดระยะใกล้ได้สบายๆ

จุดเด่นที่น่าสนใจ GEELY EX2 โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูทะมัดทะแมง ผสมผสานความเป็นรถ SUV ขนาดเล็ก ยกสูงเล็กน้อยทำให้ลุยน้ำท่วมขังในเมืองได้ดีกว่ารถเก๋งทั่วไป ภายในเน้นความกว้างขวางและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และวัสดุที่ดูดีเกินราคา

หัวข้อรายละเอียด
ราคาเริ่มต้น399,990 บาท
แบตเตอรี่39.4 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC)395 กิโลเมตร
กำลังมอเตอร์85 kW (114 แรงม้า)
ระบบชาร์จ DCรองรับ

ความน่าใช้ ด้วยระยะทางวิ่งเกือบ 400 กม. ในราคาไม่ถึง 4 แสน ทำให้ EX2 กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการรถคันแรกที่ใช้งานได้ครอบคลุม

2. LUMIN น้องเล็กหน้าตาน่ารัก (เริ่มต้น 379,000 บาท)

Changan Lumin หรือที่หลายคนเรียกว่า “น้องง่วง” ด้วยดีไซน์ไฟหน้าเหมือนตาคนง่วงนอน เป็นรถ City EV ที่เน้นความคล่องตัวสูงสุด รูปทรงโค้งมนน่ารัก เหมาะกับนักศึกษาหรือวัยทำงานที่เน้นขับในเมือง หาที่จอดง่าย

จุดเด่นที่น่าสนใจ แม้จะเป็นรถขนาดเล็ก แต่ภายในห้องโดยสารของ Lumin กลับกว้างขวางกว่าที่คิด ด้วยการออกแบบทรงกล่อง (Boxy) ทำให้พื้นที่เหนือศีรษะโปร่งโล่ง รุ่นนี้มีการปรับราคาลงมาอย่างดุเดือดเพื่อสู้ศึกในปี 2026 ทำให้ราคาเริ่มต้นลงมาอยู่ที่ 3.79 แสนบาท ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้

ตารางข้อมูลจำเพาะ LUMIN

หัวข้อรายละเอียด
ราคาเริ่มต้น379,000 บาท
แบตเตอรี่27.99 – 28.08 kWh (โดยประมาณ)
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC)301 กิโลเมตร
กำลังมอเตอร์35 kW (48 แรงม้า)
ระบบชาร์จ DCรองรับ (ในรุ่นปรับปรุงปี 2025/26)

ความน่าใช้ เหมาะสำหรับคนโสดหรือคู่รักที่ใช้รถในเมืองเป็นหลัก ขับไปทำงาน ไปคาเฟ่ ด้วยขนาดตัวถังที่เล็กกะทัดรัดทำให้การมุดซอกซอยและการจอดรถเป็นเรื่องง่ายดาย

3. BYD Dolphin ปลาโลมามหาชน (เริ่มต้น 449,900 บาท)

นี่คือไฮไลท์สำคัญของปี 2026 การที่ BYD Dolphin (รุ่น Standard Range) ปรับราคาลงมาเหลือเพียง 449,900 บาท จากราคาเปิดตัวเดิมที่สูงกว่านี้มาก ถือเป็นการ “ทุบราคา” ล้างสต็อกหรือทำโปรโมชั่นที่สั่นสะเทือนวงการที่สุด เพราะ Dolphin เป็นรถ B-Segment ที่มีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ในลิสต์นี้

จุดเด่นที่น่าสนใจ BYD Dolphin มาพร้อมกับ e-Platform 3.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ BYD ทำให้การจัดวางแบตเตอรี่และมอเตอร์มีประสิทธิภาพสูง ช่วงล่างนุ่มนวลเกาะถนนดีกว่ารถเล็กทั่วไป และที่สำคัญคือได้ “Blade Battery” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยระดับโลก ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งสบาย สามารถใช้เป็นรถครอบครัวขนาดเล็กได้เลย

ตารางข้อมูลจำเพาะ BYD Dolphin Standard Range

หัวข้อรายละเอียด
ราคาเริ่มต้น449,900 บาท (ราคาโปรโมชั่น)
แบตเตอรี่44.9 kWh (Blade Battery)
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC)410 กิโลเมตร
กำลังมอเตอร์70 kW (94 แรงม้า)
ระบบชาร์จ DCรองรับ 60 kW

ความน่าใช้ หากคุณงบถึง 4.5 แสนบาท นี่คือตัวเลือกที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในแง่ของสมรรถนะ ขนาดตัวรถ และเทคโนโลยี คุณจะได้รถที่ขับทางไกลได้จริงจังและมีความปลอดภัยสูงในราคาเท่า Eco Car

4. AION UT ดีไซน์ล้ำสมัย (เริ่มต้น 469,900 บาท)

GAC AION ส่งรุ่น AION UT เข้ามาทำตลาดเพื่อสู้กับ Dolphin โดยตรง ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 469,900 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ดึงดูดใจมากสำหรับรถที่มีขนาดตัวถังใหญ่และดีไซน์ที่ดูพรีเมียมทันสมัย

จุดเด่นที่น่าสนใจ AION UT มีจุดเด่นที่งานออกแบบภายนอกและภายในที่ดูโมเดิร์นและหรูหรากว่ารถในระดับเดียวกัน พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมาก (Space Efficiency สูง) โดยเฉพาะพื้นที่วางขาด้านหลังที่นั่งสบาย ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกจัดเต็ม และระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ลื่นไหล

ตารางข้อมูลจำเพาะ AION UT

หัวข้อรายละเอียด
ราคาเริ่มต้น469,900 บาท
แบตเตอรี่ประมาณ 40-50 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC)400+ กิโลเมตร
กำลังมอเตอร์100 kW (136 แรงม้า)
ความเร็วสูงสุด150 กม./ชม.

ความน่าใช้ สำหรับคนที่ชอบความแรงและดีไซน์ที่แตกต่าง AION UT ให้มอเตอร์ที่มีกำลังสูงถึง 136 แรงม้า ซึ่งแรงกว่า Dolphin รุ่นเริ่มต้น ทำให้ขับสนุกและเร่งแซงได้มั่นใจกว่า ใครที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ในงบประหยัดต้องมองรุ่นนี้

5. Wuling Binguo สไตล์เรโทรคลาสสิก (เริ่มต้น 349,000 บาท)

Wuling Binguo (วู่หลิง บิงโก) เป็นรถที่ฉีกแนวด้วยดีไซน์แบบ Retro Classic ไฟหน้าทรงรี ตัวถังโค้งมน ให้ความรู้สึกเหมือนรถยุโรปคลาสสิกแต่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ราคาเริ่มต้นที่ปรับลงมาเหลือ 3.49 แสนบาท ทำให้เข้าถึงง่ายมาก

จุดเด่นที่น่าสนใจ นอกจากหน้าตาที่สวยงามแล้ว Binguo ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ลึกและกว้างกว่ารถเล็กทั่วไป (แบบ Deep Trunk) ทำให้ใส่ของได้เยอะจุใจ เหมาะกับสายช้อปปิ้ง ตัวรถมี 5 ประตู ใช้งานสะดวก การตกแต่งภายในเน้นความมินิมอลแต่ดูดี

ตารางข้อมูลจำเพาะ Wuling Binguo

หัวข้อรายละเอียด
ราคาเริ่มต้น349,000 บาท (รุ่น AC / Lite)
แบตเตอรี่31.9 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC)333 กิโลเมตร
ความเร็วสูงสุด120 กม./ชม.
การชาร์จรุ่นเริ่มต้นอาจรองรับเฉพาะ AC (ต้องตรวจสอบรุ่นย่อย)

Export to Sheets

ความน่าใช้ จุดขายหลักคือ “ความสวย” และ “ราคา” หากคุณชอบรถที่ขับไปไหนก็มีคนมอง และใช้งานในเมืองเป็นหลักในระยะทางวันละไม่เกิน 40-50 กม. รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดีและประหยัดเงินในกระเป๋าได้มาก

6. Wuling Air EV จิ๋วแต่แจ๋ว (เริ่มต้น 339,000 บาท)

Wuling Air EV คือน้องเล็กที่สุดในลิสต์นี้ เป็น Micro Car 3 ประตูที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมืองที่รถติดอย่างกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ราคา 339,000 บาท คือราคาสำหรับรุ่น Long Range ที่มีการปรับลดลงมาเพื่อสู้ตลาด

จุดเด่นที่น่าสนใจ ขนาดตัวถังที่สั้นมากทำให้จอดรถได้ในที่ที่รถอื่นจอดไม่ได้ วงเลี้ยวแคบสุดๆ ขับง่ายเหมือนขับรถกอล์ฟแต่มีแอร์และวิ่งบนถนนใหญ่ได้จริง รุ่น Long Range ที่แนะนำนี้วิ่งได้ไกลถึง 300 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานหลายวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ภายในนั่งได้ 4 คน (แต่ด้านหลังเหมาะสำหรับเด็กหรือนั่งระยะสั้น)

ตารางข้อมูลจำเพาะ Wuling Air EV Long Range

หัวข้อรายละเอียด
ราคาเริ่มต้น339,000 บาท
แบตเตอรี่26.7 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC)300 กิโลเมตร
กำลังมอเตอร์30 kW (40 แรงม้า)
ระบบชาร์จรองรับ AC (ชาร์จไฟบ้าน)

ความน่าใช้ นี่คือรถคันที่ 2 หรือ 3 ของบ้านที่ดีมาก เหมาะสำหรับแม่บ้านขับไปส่งลูก ขับไปตลาด หรือวัยรุ่นขับไปมหาวิทยาลัยใกล้ๆ เน้นความประหยัดและความคล่องตัวเป็นที่ตั้ง

ตารางผ่อนรถไฟฟ้า EV ราคาไม่เกิน 5 แสนบาท (ฉบับปี 2026)

หมายเหตุ: การคำนวณนี้ใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยโดยประมาณ 2.59% – 2.99% (ขึ้นอยู่กับยอดดาวน์และจำนวนงวด) เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้น กรุณาตรวจสอบดอกเบี้ยและโปรโมชั่นจริงกับโชว์รูมอีกครั้ง

รุ่นรถ (Model)ราคา (บาท)เงินดาวน์ยอดดาวน์ (บาท)ผ่อน 48 งวดผ่อน 60 งวดผ่อน 72 งวดผ่อน 84 งวด
1. Wuling Air EV339,00015%50,8506,7005,5004,8004,300
(เริ่มต้น)25%84,7505,8004,8004,1003,700
2. Wuling Binguo349,00015%52,3506,9005,7004,9004,400
25%87,2506,0004,9004,2003,800
3. LUMIN379,00015%56,8507,5006,2005,4004,800
25%94,7506,5005,3004,6004,100
4. GEELY EX2399,99015%59,9997,9006,5005,7005,100
25%99,9986,9005,6004,9004,300
5. BYD Dolphin449,90015%67,4858,9007,3006,4005,700
25%112,4757,7006,3005,5004,900
6. AION UT469,90015%70,4859,3007,7006,7006,000
25%117,4758,1006,6005,7005,100

สรุปเปรียบเทียบ เลือกคันไหนดี?

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น เราได้สรุปแนวทางการเลือกซื้อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ดังนี้

  1. สายคุ้มค่า จบครบในคันเดียว เลือก BYD Dolphin หรือ Geely EX2 เพราะได้รถขนาดใหญ่ ช่วงล่างดี และวิ่งไกล รองรับการเดินทางข้ามจังหวัดได้
  2. สายซิ่ง ชอบความแรง เลือก AION UT เพราะได้มอเตอร์แรงม้าสูง ขับสนุกที่สุดในกลุ่มราคานี้
  3. สายแฟชั่น เน้นสวย เลือก Wuling Binguo หรือ LUMIN ดีไซน์โดดเด่น ถ่ายรูปสวย ใช้งานในเมืองคล่องตัว
  4. สายประหยัด เน้นจอดง่าย เลือก Wuling Air EV ราคาถูกที่สุด หาที่จอดง่ายที่สุด ประหยัดค่าไฟที่สุด

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากปี 2026 เป็นปีที่มีการแข่งขันสูง ราคาที่แจ้งข้างต้นอาจเป็น “ราคาโปรโมชั่น” หรือ “ราคาหักส่วนลดภาครัฐ/ค่ายรถ” แล้ว ควรสอบถามโชว์รูมอีกครั้งถึงเงื่อนไขการรับประกัน (Warranty) และบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

การเลือกรถ EV ในยุคนี้ นอกจากดูที่ราคาป้ายแดงแล้ว อย่าลืมดูเรื่องเทคโนโลยีแบตเตอรี่และความพร้อมของศูนย์บริการด้วยครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกรถไฟฟ้าคันแรกในงบ 5 แสนบาทได้ง่ายขึ้นครับ

*หมายเหตุ : ราคาที่แสดงเป็นราคาประมาณการ หรือราคาโปรโมชั่นของรถแต่ละรุ่น ดังนั้นผู้ซื้อควรตรวจสอบราคาล่าสุดจากผู้แทนจำหน่ายอีกครั้ง

โครงการดวงอาทิตย์เทียม” หรือการพัฒนากระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุม เป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบปฏิกิริยาการกำเนิดพลังงานภายในใจกลางดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่อุดมสมบูรณ์ มีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีกากกัมมันตรังสีที่มีอายุยืนยาว นับเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาความต้องการพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จีนนับเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการฟิวชันนิวเคลียร์แบบควบคุมอย่างมาก ถึงขั้นบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เพื่อผลักดันให้พลังงานฟิวชันเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีสถาบันฟิสิกส์ตะวันตกเฉียงใต้ภายใต้บรรษัทนิวเคลียร์แห่งชาติจีน (CNNC) เป็นผู้นำในการวิจัย

หัวใจสำคัญของการทดลองนี้คืออุปกรณ์ที่เรียกว่า “โทคาแมค” (Tokamak) อุปกรณ์รูปทรงโดนัทที่ใช้สนามแม่เหล็กในการกักเก็บพลาสมาอุณหภูมิสูง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชัน โดยอุปกรณ์นี้เปรียบเสมือนลู่วิ่งแม่เหล็ก ที่ควบคุมพลาสมาไม่ให้สัมผัสกับผนังเตาปฏิกรณ์โดยตรง เพื่อรักษาอุณหภูมิและความดันที่จำเป็นต่อการรวมตัวของอะตอม

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของโทคาแมคขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะความหนาแน่นของพลาสมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราการผลิตพลังงานฟิวชัน

เมื่อดำเนินกระบวนการไปถึงจุดหนึ่ง จนไปถึงขีดจำกัดทางฟิสิกส์ของความหนาแน่นพลาสมา ที่เรียกว่า “ขีดจำกัดกรีนวาลด์” (Greenwald limit) หากความหนาแน่นของพลาสมาพุ่งสูงเกินขีดจำกัดนี้ พลาสมามักจะเกิดความไม่เสถียรและหลุดออกจากการกักกันของสนามแม่เหล็ก และจะปล่อยพลังงานมหาศาลเข้าทำลายผนังด้านในของอุปกรณ์ จนทำให้การทดลองต้องหยุดชะงักลง ปัญหานี้เป็นกำแพงที่ขัดขวางการบรรลุสภาวะการจุดระเบิดฟิวชัน (Ignition) มายาวนานหลายทศวรรษ

แต่ล่าสุด ทีมนักวิจัยสถาบันฟิสิกส์พลาสมาแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง และมหาวิทยาลัยเอ-มาร์กเซยในฝรั่งเศส ค้นพบวิธีการทลายขีดจำกัดความหนาแน่นของพลาสมาในการทดลองกับเครื่องโทคาแมกตัวนำยิ่งยวดขั้นสูงเชิงทดลอง (EAST) แสดงให้เห็นว่าพลาสมาสามารถคงความเสถียรได้ แม้จะมีความหนาแน่นสูงเกินกว่าที่เคยเชื่อกันว่าจะเป็นไปได้

นักวิจัยพัฒนาแบบจำลองทางทฤษฎีที่เรียกว่า “การจัดระเบียบตัวเองระหว่างพลาสมาและผนัง” (Plasma-wall self-organization หรือ PWSO) ทฤษฎีนี้อธิบายว่าการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลาสมาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพลาสมาและวัสดุที่ใช้ทำผนังเตาปฏิกรณ์ 

นักวิจัยพบว่า ความไม่เสถียรส่วนใหญ่เกิดจากรังสีของสิ่งเจือปนที่หลุดออกมาจากผนัง ซึ่งหากควบคุมจุดนี้ได้ก็จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้ ตามทฤษฎี PWSO ระบุว่าผนังทังสเตนสามารถรองรับสภาวะที่เรียกว่า “เขตปลอดขีดจำกัดความหนาแน่น” ได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อรักษาอุณหภูมิบริเวณเป้าหมายกักเก็บพลาสมาให้ต่ำลงเพื่อลดความเสียหายต่อวัสดุ

ทังสเตนช่วยให้การปล่อยอนุภาคสิ่งเจือปนเป็นไปในรูปแบบที่ทำนายผลได้ง่ายกว่า ผ่านกระบวนการกระทบทางกายภาพ (Physical sputtering) ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนจากผนังคาร์บอนแบบเดิมมาเป็นผนังโลหะทังสเตนทั้งหมดจึงสร้างความแตกต่างอย่างมาก

ในด้านเทคนิค ทีมวิจัยได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการสร้างพลาสมาตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น โดยการใช้ความดันก๊าซเริ่มต้นที่สูงและการเสริมพลังงานด้วย คลื่นอิเล็กตรอนไซโคลตรอน (ECRH) ในช่วงการเริ่มทำงานแบบโอห์มมิก (Ohmic start-up)

วิธีการนี้ช่วยลดระดับสิ่งเจือปนและรังสีที่เป็นอันตราย ทำให้พลาสมาสะอาดและมีความร้อนที่สมดุลมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือความสามารถในการควบคุมพลาสมาให้มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างราบรื่น โดยไม่เกิดการล่มสลายของระบบเหมือนในอดีต

จากการวัดผลการทดลอง พบว่าความหนาแน่นของพลาสมาสามารถพุ่งสูงถึง 1.3-1.65 เท่าของขีดจำกัดกรีนวาลด์เดิม ความสำเร็จนี้ถือเป็นการยืนยันในเชิงทดลองครั้งแรกของโลกเกี่ยวกับสภาวะเขตปลอดขีดจำกัดความหนาแน่นในเครื่องโทคาแมค 

การทลายกำแพงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจฟิสิกส์ของพลาสมาได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบเตาปฏิกรณ์ฟิวชันรุ่นต่อไปให้ผลิตพลังงานได้มหาศาลและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

นอกจากความสำเร็จของเครื่อง EAST แล้ว จีนยังมีเครื่อง Huanliu-3 (HL-3) ซึ่งเป็นดวงอาทิตย์เทียมรุ่นใหม่ที่สร้างสถิติที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน ในช่วงปีที่ผ่านมา HL-3 สามารถสร้างพลาสมาที่มีอุณหภูมิไอออนสูงถึง 117 ล้านองศาเซลเซียส และอุณหภูมิอิเล็กตรอนสูงถึง 160 ล้านองศาเซลเซียส 

ด้วยระดับความร้อนมหาศาลนี้ ทำให้จีนเข้าใกล้เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการจุดระเบิดปฏิกิริยาฟิวชันอย่างต่อเนื่องเข้าไปทุกขณะ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการผลิตพลังงานเชิงพาณิชย์

ในตอนนี้ จีนวางแผนงานที่ชัดเจนเพื่อเปลี่ยนงานวิจัยในห้องปฏิบัติการให้เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง โดยตั้งเป้าที่จะบรรลุการทดลองพลาสมาฟิวชันครั้งแรกในปี 2027 จากนั้นจะพัฒนาขีดความสามารถในการออกแบบเตาปฏิกรณ์ทดสอบทางวิศวกรรมในปี 2030 และก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2035 

หากแผนงานดำเนินไปตามเป้าหมาย พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากดวงอาทิตย์เทียมจะสามารถถูกจ่ายเข้าสู่ระบบพลังงานแห่งชาติของจีนได้ ในช่วงกลางศตวรรษนี้

การเดินทางไปสู่การสร้างพลังงานสะอาดที่ไร้ขีดจำกัดยังคงมีความท้าทายอีกมาก แต่ความสำเร็จในการทลายขีดจำกัดความหนาแน่นนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่สู่ยุคใหม่ของมนุษยชาติ ด้วยการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางทฤษฎี การออกแบบวัสดุขั้นสูง และความร่วมมือระดับนานาชาติ ความฝันที่จะนำพลังงานจากดวงอาทิตย์มาไว้บนพื้นโลกเพื่อขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนจึงเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ที่มา: CGTNChina DailyEarthScience Daily

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ภาครัฐนำโดย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งขับเคลื่อนมาตรฐานยูโร 6 จากรถยนต์เบนซินไปรถยนต์ดีเซล ยกระดับคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษและปัญหา PM2.5 ที่กระทบสุขภาพคนไทยอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งเครื่องยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์ สู่ ‘ยูโร 6’ อย่างจริงจัง จากเดิมที่เริ่มต้นกับรถยนต์เบนซิน สู่การขยายผลครอบคลุมรถยนต์ดีเซล ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษหลักในเมืองใหญ่ การขับเคลื่อนมาตรฐานยูโร 6 ไม่ใช่แค่การปรับสเปกรถหรือคุณภาพน้ำมัน แต่คือก้าวสำคัญของการจัดการอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวของประเทศไทย

ล่าสุด ‘สุรินทร์ วรกิจธำรง’ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM2.5 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จัดทำแผนดำเนินการยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่

ไทยลุยมาตรฐานยูโร 6 จากรถยนต์เบนซินสู่รถยนต์ดีเซล ยกระดับคุณภาพอากาศ

โดยการยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่ เริ่มจากการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 สำหรับรถยนต์ดีเซลใหม่ทุกขนาดและรถเบนซินใหม่ขนาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 และบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซินใหม่ขนาดเล็กตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 และกำหนดแผนการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซินใหม่ขนาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 รถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดเล็กตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2572 และรถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดใหญ่ภายในวันที่ 1 มกราคม 2575 ตามลำดับ ขณะนี้เข้าสู่แผนการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซินใหม่ขนาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา และมุ่งมั่นที่จะบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 รถยนต์ดีเซลใหม่ต่อไป

‘สุรินทร์’ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ใหม่สู่มาตรฐานยูโร 6 ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยียานยนต์ที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูงเข้ามาใช้ เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ มาตรฐานรถยนต์เบนซินใหม่และรถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดเล็กตามมาตรฐานยูโร 6 มุ่งเน้นควบคุมอัตราการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนจากรถยนต์ เพื่อนำไปสู่การลดก๊าซโอโซนและฝุ่นละอองทุติยภูมิที่มีก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น 

ไทยลุยมาตรฐานยูโร 6 จากรถยนต์เบนซินสู่รถยนต์ดีเซล ยกระดับคุณภาพอากาศ

สำหรับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดใหญ่ มาตรฐานยูโร ๖ จะช่วยลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนร้อยละ ๘๐ ฝุ่นละอองลดลงมากกว่าร้อยละ ๕๐ ส่งผลให้สามารถลดการระบายฝุ่นละอองโดยตรงจากปลายท่อไอเสียและฝุ่นละอองทุติยภูมิที่เกิดจากการรวมตัวของสารมลพิษในบรรยากาศ  

ทั้งนี้ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการดูแลรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ใหม่ การปรับปรุงมาตรฐานรถยนต์ใช้งาน การเข้มงวดตรวจสภาพ และการส่งเสริมความร่วมมือจากเจ้าของรถและภาคเอกชน เพื่อให้การลดมลพิษทางอากาศเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในระยะยาว

Source : Spring News

3 การไฟฟ้าเสนอปรับลดค่าพรีเมียม ของไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มาไฟฟ้า (UGT1) สำหรับปี 2569 ลง 37% เหลือ 0.0375 บาทต่อหน่วย โดยสำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความเห็นระหว่าง 7-19 ม.ค. 2569  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ. ) ได้เปิดรับฟังความเห็น “อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff แบบที่ 1 : UGT1) สำหรับการให้บริการในปี 2569” ผ่านทางเว็บไซต์ของ สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 7-19 ม.ค. 2569

สำหรับค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา หรือ UGT1 เกิดขึ้นจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เห็นชอบแนวทางการกำหนดค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว  (Utility Green Tariff : UGT) โดยเห็นชอบให้ UGT1 เป็นอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมในระบบไฟฟ้า และให้บริการใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ต้องการเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า 

โดย UGT1 จะมีค่าไฟฟ้าปกติ บวกกับอัตราค่าบริการส่วนเพิ่ม หรือ ค่าพรีเมียม (Premium)  ซึ่งค่าพรีเมียมแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ค่าใบรับรอง REC และค่าบริหารจัดการ โดยที่ผ่านมา (28 ก.พ. 2567) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เห็นชอบอัตราค่า UGT1 ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาให้บริการโดยคิดค่าพรีเมียมแรกเริ่ม 0.0594 บาทต่อหน่วย ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา 

อย่างไรก็ตามล่าสุด 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ได้เสนอปรับปรุงค่า UGT1 สำหรับการให้บริการในปี 2569 ซึ่ง กกพ. ได้พิจารณาโดยมีความเห็นของสำนักงาน กกพ. ประกอบแล้ว จึงนำมาเปิดรับฟังความเห็นเป็นการทั่วไป เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของ กกพ. ต่อไป 

สำหรับอัตราค่าบริการที่ 3 การไฟฟ้าเสนอ แบ่งเป็น 1. โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดที่นำมาออกใบรับรอง REC ตาม UGT1 ของปี 2569 รวมปริมาณ 1,135 เมกะวัตต์ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการ 

2. เสนอค่าโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในระบบที่รัฐมีกรรมสิทธิ์ (PREC) เท่ากับ 0.0286 บาทต่อหน่วย 

3. เสนอค่าบริหารจัดการของ กฟผ. เท่ากับ 0.0028 บาทต่อหน่วย 

4.เสนอค่าบริหารจัดการเฉลี่ยของ กฟน. และ PEA เท่ากับ 0.0061 บาทต่อหน่วย    

โดยรวมค่าบริหารจัดการของ 3 การไฟฟ้าสำหรับ UGT1 ในปี 2569 เท่ากับ 0.0089 บาทต่อหน่วย ลดลง 0.0005 บาทต่อหน่วย จากปี 2568 

ส่งผลให้ข้อเสนอค่าพรีเมียมสำหรับการให้บริการ UGT1 แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในปี 2569 เท่ากับ 0.0375 บาทต่อหน่วย ลดลง 0.0219 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 37% จากปี 2568 

อย่างไรก็ตามการเสนออัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว UGT1 สำหรับปี 2569 นี้ ได้เปิดรับฟังความเห็นระหว่าง 7-19 ม.ค. 2569 ผู้ที่สนใจสามารถแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกพ. 

Source : Energy News Center

ปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ทิศทางพลังงานโลกมีการปรับเปลี่ยนครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อไปให้ถึงเป้า Net Zero แต่เพราะแรงขับใหม่อย่าง AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และภูมิรัฐศาสตร์ด้านเทคโนโลยี กำลังทำให้โจทย์พลังงานไม่ใช่เรื่องผลิตไฟฟ้าให้พออีกต่อไป หากเป็นเรื่องผลิตให้สะอาดขึ้น พร้อมส่งให้ทันเวลา และยืดหยุ่นพอจะรับกับความผันผวนได้

ในขณะที่หลายประเทศกำลังผลักดันพลังงานหมุนเวียนเป็นฐานหลัก ข้อมูลจาก International Energy Agency คาดการณ์ว่าพลังงานหมุนเวียนจะขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลกแทนถ่านหินได้ภายในปี 2026 และการเติบโตนี้เกิดจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกระดูกสันหลังของกำลังผลิตใหม่ในหลายระบบไฟฟ้าทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น และหลาย ๆ ประเทศเริ่มเข้าสู่จุดพีกของการผลักดันนโยบายพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะแนวหน้าอย่างจีน ที่วันนี้ต้องปรับนโยบายจากการรับประกันราคา มาเป็นการประมูลแข่งขัน เนื่องจากมีผู้เล่นในระบบมากขึ้น ส่งผลให้การติดตั้งรายปีชะลอลง

บทเรียนตรงนี้บอกเราว่า ต่อให้เทคโนโลยีถูกลงแค่ไหน นโยบายและกติกาในการกำกับดูแลตลาดยังเป็นตัวกำหนดจังหวะการลงทุนอยู่ดี และประเทศที่ตั้งใจจะเดินไปสู่พลังงานสะอาดต้องออกแบบนโยบายให้ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้

มองเทรนด์พลังงานสะอาดปี 2569 โจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการ

ในขณะเดียวกันทิศทางพลังงานหมุนเวียนในปีหน้ายังต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าเพื่อ AI เพราะความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกถูกประเมินว่ากำลังเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลให้อุปสงค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีเป้ายุทธศาสตร์การเป็นดาต้าเซนเตอร์จึงต้องมีการเร่งจัดหาระบบพลังงานไฟฟ้าสะอาดเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

เมื่อหันกลับมาที่ประเทศไทย วันนี้เอาจต้องตั้งคำถามกันว่า จะวางรากฐานให้ประเทศ ให้สามารถใช้โอกาสจากกระแสโลกได้อย่างไร และจะป้องกันความเสี่ยงจากกติกาใหม่ได้แค่ไหน โจทย์วันนี้ของรัฐบาลใหม่อาจอยู่ที่ว่าจะลงทุนกับระบบกริดให้ประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน เพราะนี่คือคอขวดที่ทำให้หมุนเวียนโตช้าโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกันการนำเอา AI ในการพยากรณ์และบริหารโหลดไฟฟ้า ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรพิจารณามากขึ้น เพื่อให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นไฟฟ้าที่จ่ายได้มั่นคง ไม่ใช่ไฟฟ้าที่ต้องลุ้นกับสภาพอากาศอย่างเดียว

อีกโจทย์สำคัญคือการออกแบบนโยบายอุตสาหกรรมและการเงินสีเขียวให้สอดคล้องกับทิศทางโลก ประเทศไทยพูดถึงการยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการเร่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธฺเป็นศูนย์(Net Zero) ไปแล้ว แต่การทำให้เกิดจริงต้องพึ่งเครื่องมือการเงิน มาตรฐานข้อมูล และแรงจูงใจที่ตรงจุด ตั้งแต่การทำ taxonomy ให้ใช้ได้จริง การสร้างระบบ MRV และการบัญชีคาร์บอนระดับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงเงินทุนสำหรับโซลาร์บนหลังคา โซลาร์ระดับอุตสาหกรรม และแหล่งกักเก็บพลังงาน

สุดท้าย รัฐบาลใหม่ควรเห็นว่าเทรนด์พลังงานปี 2569 ไม่ได้เป็นเรื่องเทคนิคเพียวๆ แต่เป็นเรื่อง ความสามารถของรัฐในการจัดระบบ วันนี้โลกกำลังวิ่งไปสู่ระบบไฟฟ้าที่สะอาดขึ้น ฉลาดขึ้น และยืดหยุ่นขึ้น ประเทศไทยจึงต้องวางรากฐานทั้งระบบกริด ระเบียบกติกาที่เอื้อให้เกิดการแข่งขัน เครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานข้อมูลคาร์บอนให้พร้อม หากทำได้ จะไม่เพียงตามเทรนด์โลกทัน แต่ยังใช้พลังงานสะอาดเป็นฐานใหม่ของความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจสีเขียว และความมั่นคงทางพลังงานที่ทนต่อความผันผวนได้จริง ไม่ใช่แค่ในปี 2569 แต่ต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

Source : ฐานเศรษฐกิจ