ในยุคที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “ไฮโดรเจน” ได้กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ถูกจับตามองในฐานะเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การผลิตไฟฟ้า แต่คำถามสำคัญที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ ไฮโดรเจนที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันกว่า 95% ทั่วโลกนั้นมาจากไหน คำตอบคือมันมาจากกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า “Steam Methane Reforming” หรือ SMR

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปดำดิ่งสู่โลกของ Hydrogen SMR ตั้งแต่กระบวนการผลิตเชิงลึก ปฏิกิริยาเคมี ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงอนาคตของเทคโนโลยีนี้ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อโลกต้องการพลังงานที่สะอาดขึ้น นี่คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะทำให้คุณเข้าใจเบื้องหลังของพลังงานไฮโดรเจนอย่างถ่องแท้

Steam Methane Reforming (SMR) คืออะไร

Steam Methane Reforming หรือเรียกสั้นๆ ว่า SMR คือกระบวนการผลิตก๊าซไฮโดรเจนจากก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) หรือมีเทน (Methane) โดยการทำปฏิกิริยากับไอน้ำภายใต้ความร้อนและความดันสูง ปัจจุบัน SMR ถือเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานที่มีความเสถียรที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุดในการผลิตไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์

หลักการทำงานพื้นฐานของ SMR คือการนำสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (ส่วนใหญ่คือมีเทน CH₄) มาแยกพันธะเคมีออกโดยใช้ไอน้ำ (H₂O) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นก๊าซไฮโดรเจน (H₂) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ต้องอาศัยสภาวะแวดล้อมที่ควบคุมอย่างเคร่งครัด ทั้งอุณหภูมิที่สูงเกือบ 1,000 องศาเซลเซียส และตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะจำพวกนิกเกิล

แม้ว่าโลกกำลังพยายามผลักดัน “Green Hydrogen” ที่ผลิตจากน้ำและไฟฟ้าหมุนเวียน แต่ความเป็นจริงในปี 2024 และ 2025 คือโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนของ SMR ยังคงมีความได้เปรียบอย่างมหาศาล ทำให้ SMR ยังคงครองตำแหน่ง “ราชา” แห่งการผลิตไฮโดรเจนอยู่

เจาะลึกกระบวนการผลิต 4 ขั้นตอนสำคัญของ SMR

เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 99.999% สำหรับใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงหรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการ SMR จะต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและต่อเนื่องกัน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. การเตรียมสารป้อนและกำจัดกำมะถัน (Feedstock Desulfurization)

ขั้นตอนแรกสุดคือการเตรียมก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติที่ขุดขึ้นมามักจะมีสารปนเปื้อน โดยเฉพาะสารประกอบกำมะถัน (Sulfur) ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของกระบวนการนี้ หากมีกำมะถันหลุดรอดเข้าไป มันจะไปทำลายประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst Poisoning) ในขั้นตอนถัดไปจนเสียหายถาวร

ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติจะต้องผ่านหน่วย Desulfurization โดยการอัดก๊าซไฮโดรเจนเข้าไปเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนกำมะถันให้อยู่ในรูปของไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) แล้วจึงจับมันออกด้วยสารดูดซับสังกะสีออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่อุณหภูมิประมาณ 300 ถึง 400 องศาเซลเซียส

2. กระบวนการรีฟอร์มมิ่งด้วยไอน้ำ (Steam Reforming)

นี่คือหัวใจสำคัญของกระบวนการทั้งหมด ก๊าซมีเทนที่สะอาดแล้วจะถูกผสมกับไอน้ำและส่งเข้าสู่ “Reformer Furnace” ซึ่งเป็นเตาเผาขนาดใหญ่ ภายในเตานี้จะมีท่อจำนวนมากที่บรรจุตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิล (Nickel Catalyst)

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้เป็นแบบดูดความร้อน (Endothermic) อย่างรุนแรง ซึ่งหมายความว่าต้องมีการให้ความร้อนจากภายนอกตลอดเวลา อุณหภูมิภายในท่อจะสูงถึง 700 ถึง 1,000 องศาเซลเซียส และมีความดันประมาณ 3 ถึง 25 บาร์ สมการเคมีหลักที่เกิดขึ้นคือ

CH₄ + H₂O ⇌ CO + 3H₂

ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้คือก๊าซผสมที่เรียกว่า “Syngas” หรือก๊าซสังเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์

3. ปฏิกิริยาวอเตอร์แก๊สชิฟต์ (Water-Gas Shift Reaction – WGS)

แม้จะได้ไฮโดรเจนออกมาแล้วในขั้นตอนที่ 2 แต่เรายังสามารถรีดเค้นไฮโดรเจนออกมาได้อีกจากผลพลอยได้ที่เป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซ Syngas จะถูกส่งไปยังหน่วย Reactor ถัดไปเพื่อทำปฏิกิริยากับไอน้ำอีกครั้ง

ปฏิกิริยานี้เรียกว่า Water-Gas Shift ซึ่งเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic) สมการคือ

CO + H₂O ⇌ CO₂ + H₂

ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากเพราะมันเปลี่ยนก๊าซพิษอย่างคาร์บอนมอนอกไซด์ให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (ซึ่งจัดการได้ง่ายกว่าในภายหลัง) และที่สำคัญที่สุดคือได้ “ก๊าซไฮโดรเจนเพิ่มขึ้น” ฟรีๆ อีกหนึ่งส่วน

4. การทำให้บริสุทธิ์ (Purification – PSA)

ก๊าซที่ออกจากกระบวนการ WGS จะยังมีสิ่งเจือปนคือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนที่ยังไม่ทำปฏิกิริยา และน้ำ เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนที่บริสุทธิ์ที่สุด เทคโนโลยีที่นิยมใช้คือ Pressure Swing Adsorption (PSA)

PSA ทำงานโดยการใช้ตัวดูดซับของแข็งเพื่อจับก๊าซที่ไม่ต้องการไว้ภายใต้ความดันสูง และปล่อยก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ผ่านไป จากนั้นจะลดความดันลงเพื่อคายก๊าซเสียเหล่านั้นทิ้งไป ไฮโดรเจนที่ผ่านกระบวนการนี้จะมีความบริสุทธิ์สูงมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกอุตสาหกรรม

ไฮโดรเจนหลากสี ความแตกต่างระหว่าง Grey และ Blue Hydrogen

เมื่อพูดถึง SMR ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวงการพลังงานมีการแบ่งประเภทไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้ “สี” เป็นตัวกำหนด

Grey Hydrogen (ไฮโดรเจนสีเทา) นี่คือผลผลิตดั้งเดิมของ SMR หากเราทำตามขั้นตอนที่ 1 ถึง 4 ด้านบน แล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่เกิดขึ้นทิ้งสู่บรรยากาศ ไฮโดรเจนที่ได้จะเรียกว่า Grey Hydrogen ข้อเสียร้ายแรงคือ ในการผลิตไฮโดรเจน 1 กิโลกรัม จะมีการปล่อย CO₂ ออกมาประมาณ 9 ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน

Blue Hydrogen (ไฮโดรเจนสีฟ้า) เพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของ SMR เทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ หากโรงงาน SMR มีการติดตั้งหน่วยดักจับคาร์บอน เพื่อนำ CO₂ ที่เกิดขึ้นไปกักเก็บไว้ใต้ดินหรือนำไปใช้ประโยชน์ แทนที่จะปล่อยสู่บรรยากาศ ไฮโดรเจนที่ได้จะถูกอัพเกรดเป็น Blue Hydrogen ทันที

Blue Hydrogen ถือเป็น “ทางสายกลาง” ที่สำคัญมากในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะมันใช้เทคโนโลยี SMR ที่มีอยู่แล้ว แต่ลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ถึง 90%

เปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า (ข้อมูลปี 2024-2025)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไม SMR ถึงยังเป็นผู้นำตลาด เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบต้นทุนและคุณสมบัติของไฮโดรเจนแต่ละประเภท โดยอ้างอิงข้อมูลตลาดพลังงานโลกล่าสุด

ตารางเปรียบเทียบประเภทการผลิตไฮโดรเจน

หัวข้อเปรียบเทียบGrey Hydrogen (SMR ดั้งเดิม)Blue Hydrogen (SMR + CCS)Green Hydrogen (Electrolysis)
วัตถุดิบหลักก๊าซธรรมชาติ + ไอน้ำก๊าซธรรมชาติ + ไอน้ำน้ำ + ไฟฟ้าหมุนเวียน
เทคโนโลยีการผลิตSteam Methane ReformingSMR + Carbon CaptureElectrolysis (แยกน้ำด้วยไฟฟ้า)
ต้นทุนการผลิต (EUR/kg)1.5 — 3.11.75 — 4.13.0 — 7.5
การปล่อย CO2 (kgCO2/kgH2)9 — 111 — 20
ความพร้อมของเทคโนโลยีสูงมาก (Mature)ปานกลาง-สูง (เริ่มแพร่หลาย)ปานกลาง (กำลังขยายตัว)
ความท้าทายหลักค่าภาษีคาร์บอนและการปล่อยมลพิษต้นทุนการกักเก็บคาร์บอน (CCS)ราคาไฟฟ้าและต้นทุนเครื่องจักร

หมายเหตุ ข้อมูลราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามภูมิภาคและราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก

จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้ Green Hydrogen จะสะอาดที่สุด แต่ต้นทุนยังคงสูงกว่า SMR (Grey) ถึง 2 หรือ 3 เท่าในบางพื้นที่ ทำให้ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาคอุตสาหกรรมยังคงเลือกใช้ SMR เป็นหลัก และกำลังขยับไปสู่ Blue Hydrogen เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ให้ต้นทุนพุ่งสูงจนเกินไป

ข้อดีและข้อจำกัดของ Hydrogen SMR

การจะเข้าใจเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมองให้รอบด้านทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

ข้อดีของ SMR

  • ประสิทธิภาพการผลิตสูง กระบวนการ SMR มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานสูงถึง 65% ถึง 75% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกระบวนการทางความร้อนอื่นๆ
  • โครงสร้างพื้นฐานพร้อม ทั่วโลกมีท่อส่งก๊าซธรรมชาติและโรงงานเคมีที่รองรับระบบนี้อยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด
  • Yield ของไฮโดรเจนสูง ด้วยอัตราส่วน H:C ในมีเทนที่สูง (CH₄) ทำให้ SMR สามารถผลิตไฮโดรเจนได้ปริมาณมากต่อหน่วยวัตถุดิบ
  • ต้นทุนต่ำ ปัจจุบันยังคงเป็นวิธีที่ผลิตไฮโดรเจนได้ในราคาถูกที่สุด ทำให้เป็นตัวเลือกเดียวที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ยและโรงกลั่นน้ำมัน

ข้อจำกัดของ SMR

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นข้อเสียที่ใหญ่ที่สุด หากไม่มีระบบ CCS การผลิตด้วย SMR จะสร้างมลพิษมหาศาล
  • การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ตราบใดที่ SMR ยังต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ ก็ยังถือว่าพึ่งพาทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป และมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคาก๊าซในตลาดโลก
  • ใช้พลังงานความร้อนสูง ปฏิกิริยา Reforming ต้องการความร้อนสูงมาก ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการต้มให้ได้ความร้อนนี้ก็มักมาจากการเผาก๊าซธรรมชาติอีกทอดหนึ่ง ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนซ้ำซ้อน

อนาคตของ SMR ในทศวรรษหน้า (2025-2035)

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อโลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด SMR จะหายไปหรือไม่ คำตอบจากการวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานโลกคือ “ไม่หาย แต่จะกลายพันธุ์”

ในระยะสั้นถึงระยะกลาง (5 ถึง 10 ปีข้างหน้า) SMR จะยังคงเป็นกระดูกสันหลังของการผลิตไฮโดรเจนโลก แต่รูปแบบจะเปลี่ยนจาก Grey ไปสู่ Blue Hydrogen มากขึ้น โรงงาน SMR ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกบังคับด้วยกฎหมายและกลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ให้ต้องติดตั้งระบบดักจับคาร์บอน (CCS) ควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า “Electrified SMR” หรือ “e-SMR” ซึ่งเป็นการใช้ไฟฟ้า (จากพลังงานหมุนเวียน) มาให้ความร้อนแก่เตาปฏิกรณ์แทนการเผาก๊าซธรรมชาติ วิธีนี้จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในขั้นตอนการให้ความร้อนลงได้ และเมื่อรวมกับระบบ CCS ก็จะทำให้ SMR สะอาดขึ้นจนเกือบเทียบเท่า Green Hydrogen ได้ในราคาที่แข่งขันได้

เทคโนโลยี SMR จึงไม่ใช่ผู้ร้ายที่จะถูกกำจัด แต่เป็น “สะพาน” ที่แข็งแรงที่สุดที่จะพาโลกข้ามจากยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ยุคไฮโดรเจนสีเขียวได้อย่างมั่นคง หากไม่มี SMR ที่ผลิตไฮโดรเจนราคาถูกได้ในปริมาณมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ไฮโดรเจนหรือโรงไฟฟ้าไฮโดรเจนก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะขาดเชื้อเพลิงที่คุ้มค่าในการเริ่มต้น

บทสรุป

Steam Methane Reforming หรือ SMR ไม่ใช่แค่ศัพท์เทคนิคทางวิศวกรรมเคมี แต่คือฟันเฟืองชิ้นใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนของโลกในปัจจุบัน แม้จะมีข้อกังขาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยวิวัฒนาการสู่ Blue Hydrogen และการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ ทำให้ SMR ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป

สำหรับผู้ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หรือผู้สนใจด้านพลังงาน การจับตามองเทคโนโลยี SMR ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่โลกพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งความมั่นคงทางพลังงานไว้ข้างหลัง

โลกไม่ได้ต้องการแค่พลังงานที่สะอาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการพลังงานที่สะอาด “และ” เข้าถึงได้จริง ซึ่ง Hydrogen SMR ในรูปแบบใหม่คือนิยามของความสมดุลนั้น

แหล่งอ้างอิงข้อมูล IEA Global Hydrogen Review 2024, รายงานต้นทุนพลังงานจาก European Hydrogen Observatory และข้อมูลทางเทคนิคจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2025 ชู 58 ต้นแบบพลังงานไทย เปลี่ยนนวัตกรรมสู่พลังขับเคลื่อนประเทศ เดินหน้าเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งเป้า Net Zero ปี 2050

วันนี้ (16 มกราคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ในพิธีมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2025 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการยกย่องผลงานต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนของประเทศ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานที่สามารถใช้งานได้จริง และสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีนางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีแก่หน่วยงานที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามา การ์เด้น กรุงเทพฯ

นายอรรถพล กล่าวว่า ผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จของแต่ละองค์กรแต่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของระบบพลังงานไทยในภาพรวม ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพลังงานให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และสามารถต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่ากระทรวงพลังงานจะเดินหน้าสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2050

ด้านนางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า Thailand Energy Awards เป็นเวทีการประกวดด้านพลังงานที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ได้นำเสนอผลงานที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดในบริบทที่หลากหลาย เพื่อสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลได้จริงในวงกว้าง สำหรับการประกวด Thailand Energy Awards 2025 มีหน่วยงานจากทั่วประเทศส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 108 ผลงาน ผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจนได้ผลงานที่มีความโดดเด่นได้รับรางวัล ทั้งสิ้น 58 ผลงาน โดยสามารถสร้างผลประหยัดพลังงานให้กับประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 300,000 ตัน สะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาพลังงานสะอาดสามารถสร้าง “ผลตอบแทนต่อประเทศ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ผลงานจากเวที Thailand Energy Awards 2025 ยังต่อยอดสู่เวทีระดับภูมิภาค โดยสามารถคว้ารางวัล ASEAN Energy Awards 2025 ได้ถึง 23 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านพลังงานของไทย และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการจัดประกวด Thailand Energy Awards มีผลงานส่งเข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 4,559 ผลงาน และมีผลงานได้รับรางวัล จำนวน 1,310 ผลงาน สามารถสร้างผลประหยัดพลังงานรวมกว่า 12,800 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2.51 ล้านตัน นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

Source : Energy News Center

GULF เสริมความมั่นคงทางพลังงาน ผนึกกำลัง ENGIE บริษัทพลังงานชั้นนำจากฝรั่งเศส ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว 15 ปี

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงนามในสัญญาจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Sale and Purchase Agreement) กับ ENGIE S.A. (ENGIE) บริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกสัญชาติฝรั่งเศส นำโดย นายเจอโรม มัลก้า คณะกรรมการบริหาร เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพด้านการจัดหาพลังงานให้กับประเทศ โดยการลงนามสัญญาครั้งนี้ เป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว และจำหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าภายใต้กลุ่มบริษัท GULF เป็นระยะเวลา 15 ปี ในปริมาณไม่เกิน 0.8 ล้านตันต่อปี โดยมีกำหนดเริ่มส่งมอบอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2571 เป็นต้นไป

ENGIE เป็นกลุ่มบริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์ยาวนานในการดำเนินธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรครอบคุลมธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกำลังการผลิตรวมมากกว่า 100 กิกะวัตต์ รวมถึงธุรกิจด้านการจัดหาและบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมโครงข่ายระบบส่งและจำหน่ายก๊าซ ตลอดจนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใน 30 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ENGIE ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

GULF จับมือ ENGIE ฝรั่งเศส ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว15 ปี

การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวภายใต้สัญญาดังกล่าวสอดคล้องกับแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระจายแหล่งที่มาของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว เพิ่มเสถียรภาพด้านราคาและปริมาณ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว ช่วยสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศโดยรวมต่อไป

Source : Spring News

JustPow จัด ดีเบต “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” พรรคการเมืองมุ่งเน้นลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน พร้อมปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ โดยพรรคภูมิใจไทย ระบุค่าไฟฟ้าต้องต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย หนุนพลังงานสะอาด ขณะพรรคเพื่อไทยเน้นปรับโครงสร้างไฟฟ้าทั้งระบบ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์หนุนเปิดเสรีไฟฟ้า และพรรคประชาชน ตั้งเป้าทลายทุนผูกขาด ลดค่าไฟฟ้า 25 สตางค์ต่อหน่วย ภายใน 1 ปีแรก

วันที่ 16 ม.ค. 2569 JustPow ได้จัดเสวนา “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” โดยเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมชี้แจงนโยบายด้านพลังงาน จากโจทย์ของนักวิชาการ ได้แก่

  1. สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ควรลดภาระที่เกินจำเป็นของผู้บริโภคและเปลี่ยนแปลงไปสู่โครงสร้างพลังงานที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน
  2. การปลดระวางถ่านหิน
  3. สู่เป้าหมาย NDC 3.0 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 ในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม 
  4. การกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกรณีโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย
  5. Direct PPA  
  6. การเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน
  7. กำหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนภายในปี ค.ศ. 2035
  8. ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนให้มีสิทธิเข้าถึงการใช้และผลิตไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียน
  9. เพิ่มการแข่งขันและกระจายอำนาจระบบไฟฟ้าเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ทันการณ์ ยั่งยืนและเป็นธรรม  

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนพลังงานทางเลือก ปัจจุบันค่าไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกประมาณ 2 บาทกว่า แต่ประชาชนใช้ไฟฟ้าราคา 3 บาทกว่า ซึ่งไทยมีพลังงานที่ดีแต่ยังส่งไม่ถึงมือผู้ใช้จริงๆ ทางพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายค่าไฟฟ้าต้องต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย แต่ไม่ใช้วิธีการอุดหนุนราคาด้วยงบประมาณ แต่จะเป็นการแก้ที่โครงสร้างและใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access (TPA) เป็นโครงการโซลาร์เซลล์ชุมชนขายตรงให้ประชาชนเพื่อจะได้ลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลงมาให้ต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย (เฉพาะ 200 ยูนิตแรก) ถือเป็นมิติแรกที่ผลักดันด้านการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง ( Direct PPA) ให้เสรีขึ้น โดยพลังงานสะอาดยิ่งเสรี ยิ่งสะท้อนบรรยากาศดึงดูดการลงทุนต่างชาติ 

ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงสนับสนุนทั้งพลังงานสะอาด Direct PPA และ Net Metering (ระบบคำนวณค่าไฟฟ้าจากไฟฟ้าที่ผลิตได้เองมาหักลบกับไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้าโดยตรง) และบทบาทการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยุคใหม่ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้คุมระบบไฟฟ้าทั้งหมดเป็นฝ่ายอำนวยการผลิตมากกว่า คืออำนวยให้ผู้อื่นผลิต ส่วน กฟผ. ไปคุมด้านค่าธรรมเนียมต่างๆ 

ส่วน Direct PPA จำเป็นต้องเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงของเอกชนเพื่อลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสในการแข่งขับกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยให้พลังงานสะอาดเติบโตได้ด้วยตนเองอีกด้วย สำหรับโซลาร์ภาคประชาชน ก็เห็นด้วยกับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 

“ถ้าอยากเห็นพลังงานสะอาดเป็นของประชาชนทุกคน ระบบราชการก็ไม่ควรเป็นอุปสรรค ภูมิใจไทยพร้อมรับฟังข้อเสนอต่างๆ พร้อมปรับ และพร้อมทำงานร่วมกับนักวิชาการทุกท่าน เพื่อให้พลังงานสะอาดไทยเกิดขึ้นจริง ตามนโยบายพรรคที่ว่า เราพูดแล้วเราทำจริง”

นายฉัตรินทร์ จันทร์หอม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายพลังงานเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เพราะช่วยขับเคลื่อนด้านการลดรายจ่าย ช่วยให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงผ่านการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ถ้าไม่มีไฟฟ้าสะอาดใช้อย่างเพียงพอ ไทยจะไม่เติบโตในเรื่องเหล่านี้ได้ 

ด้านการลดค่าไฟฟ้านั้น เห็นด้วยกับการยกเลิกค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ซึ่งแต่เดิมรัฐจูงใจให้เอกชนมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจึงให้ Adder เพื่อจูงใจ แต่ปัจจุบันราคาค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาดถูกกว่าฟอสซิลแล้วก็ควรยกเลิก Adder ไป 

ส่วนค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติที่ยังแพงอยู่นั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะผลักดันให้ลดราคาหรือยกเลิกเก็บค่าผ่านท่อฯ เพื่อจะได้เอาเอาเงินส่วนนี้มาลดราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนไทย   

ขณะที่ค่าสายส่งไฟฟ้า คนไทยจ่ายค่าสายส่งไฟฟ้าให้ กฟผ. (Transmission หรือ ระบบส่งกำลัง) และจ่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ในการจำหน่ายจ่ายไฟฟ้า  (Distribution) อีกด้วย โดย 3 การไฟฟ้ารวมกันมีกำไรปีละ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ถือว่าเยอะมาก สำหรับองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ต้องมีการมาดูโครงสร้างค่าสายส่งกันใหม่ให้เกิดความเป็นธรรม เนื่องจากค่าเนื้อไฟฟ้าไม่แพง แต่ค่าสายส่งไฟฟ้าแพงมาก

ส่วนแผนระยะยาวเกี่ยวกับพลังงานสะอาดก็ต้องมี โดยเห็นด้วยกับสัดส่วนพลังงานสะอาด 70% ของพลังงานทั้งหมด โดย 3 การไฟฟ้าต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจาก Single Buyer (ผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย) แต่ในอนาคตหากจะให้มีการผลิตไฟฟ้าสะอาดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะใช้ระบบ Single Buyer ไม่ได้แล้ว ต้องเปิดเสรีให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ 

ส่วน Direct PPA เริ่มต้นที่ 2,000 เมกะวัตต์ ที่พรรคเพื่อไทยริเริ่มขึ้นมานั้น เพื่อรองรับนักลงทุน Data Center เป็นโครงการนำรอง และในอนาคตนโยบายพรรคเพื่อไทยจะต้องขยายสัดส่วนให้มากขึ้นแน่นอน และต้องทำเรื่องสมาร์ทมิเตอร์เพื่อรองรับไฟฟ้าสะอาดด้วย

 นายกรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มี 10 เรื่องหลักที่จะทำหากก้าวมาเป็นรัฐบาล โดย 1 ใน 10 เรื่องนั้น เกี่ยวโยงกับการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า คือเปิดให้โปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบการซื้อไฟฟ้าโดย กฟผ. ได้ จากปัจจุบันที่ไม่สามารถรับรู้ว่า กฟผ. ซื้อไฟฟ้าจากที่ไหนราคาเท่าไหร่ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตรวจสอบที่พึงมี 

บทบาทของรัฐต้องเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้ชี้ทาง เปิดทาง และไม่ขวางทาง จากแต่เดิมคิดว่ารัฐจะต้องเป็นผู้ทำทุกอย่าง และในมุมมองของพลังงานในด้านเศรษฐศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ทั้งการให้ประชาชนมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ การมี TPA เป็นต้น ซึ่งการเปิดโควตาก็คือการคอรัปชั่น ดังนั้นควรมีระบบโควต้าในระบบไฟฟ้าให้น้อยที่สุด

นอกจากนี้เห็นว่า ค่าไฟฟ้าฐานควรจะปรับลดลงมาระดับ 3.50 บาทต่อหน่วยได้ โดยไม่ต้องใช้เงินภาษีประชาชน หรือ เงินจากหน่วยงานต่างๆ แต่มาจากการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งหมด อันดับแรกการใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า 60-70% ถือว่าสูงเกินไป ยิ่งก๊าซฯ ต้องนำเข้าและแพง ไม่ตอบโจทย์การลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย ดังนั้นเป้าหมายที่จะทำคือลดให้เหลือ 40% โดย 20% จะมาจากพลังงานหมุนเวียน และจะพึ่งการนำเข้าพลังงานน้ำจาก สปป.ลาว เพิ่มเติมและเปิดเสรีให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งระบบสายส่งจะต้องเข้าถึงได้ด้วยระบบ TPA และเกิดการซื้อขายไฟฟ้ากันโดยตรง ดังนั้นบทบาท กฟผ. ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายเดียวควรหมดไป 

และโรงไฟฟ้าของบริษัท ราชบุรีฯ ที่กำลังจะหมดอายุและจะถูกปลด ถือเป็นการสิ้นเปลือง ดังนั้นพรรคมีแนวคิดที่จะต่ออายุโรงไฟฟ้าด้วยการลงทุน เพื่อจะมีกำลังผลิตในมือ กฟผ. รองรับโดยไม่มีค่ารับประกันการซื้อ เพื่อให้ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น และไม่เสี่ยงต่อเสถียรภาพไฟฟ้าและการจ่ายไฟฟ้า 

“สิ่งที่เราต้องมีเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า ก็คือการเมืองที่สะอาด และนี่คือสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับทุนเทา การผูกขาดในหลายๆ อุตสาหกรรม เมื่อการเมืองสะอาดแนวโน้มโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายที่สมเหตุสมผล ทุกคนคิดได้ เห็นอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อประเทศชาติก็จะมีโอกาสมากขึ้น”

นายวรภพ วิริยะโรจน์ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนมี 3 กลุ่มนโยบายพลังงานคือ 1. ทลายทุนผูกขาด ลดค่าไฟ โดยให้มีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เริ่มเจรจาแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มี Adder และ Fit (การสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง) ซึ่งพรรคตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้า 25 สตางค์ต่อหน่วย ภายใน 1 ปีแรกให้ได้ โดยจะมีมติจาก กพช. ออกมาทันที ถือเป็นโอกาสในการแก้ไขสัญญาได้ 

โดยโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องสามารถกลายเป็นโรงไฟฟ้าสำรองในอนาคตได้ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนระบบ Adder, Fit สามารถเป็นไฟฟ้าที่ขายให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ เพราะมีความต้องการพลังงานสะอาด 

และภายใน 4 ปี จะเริ่มเปิดการแข่งขันในธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ขายไฟฟ้าด้วย เมื่อมีการแข่งขันจะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ 50 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะนำร่องในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และ EEC 

2.การสนับสนุนพลังงานสะอาด โดย 100 วันแรกที่จะสามารถดำเนินการได้อันดับแรกๆ คือ ปลดล็อค Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์แรก เพื่อให้กิจการนอกเหนือจาก Data Center สามารถเข้ามาใช้ไฟฟ้าได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อจูงใจให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่สามารถเข้ามาลงทุนในไทยได้ รวมทั้งการติดโซลาร์รูฟท็อป กรณีใช้ไฟฟ้าไม่หมดสามารถขายคืนได้ 

พร้อมทั้งจะอนุมัติ Net Billing (ระบบคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป) โดยเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าชุมชนที่รัฐบาลก่อนอนุมัติออกมา 1,500 เมกะวัตต์ ที่ผู้ลงทุนเป็นภาคเอกชน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Net Billing หรือการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากบนหลังคาของครัวเรือนโดยตรง จะอนุมัติเป็นอันดับต้นๆ 

นอกจากนี้จะให้มีการผ่อนโซลาร์และเทคโนโลยีประหยัดค่าไฟฟ้าผ่านบิลค่าไฟฟ้าได้ อยากจะสนับสนุนให้ทุกคนทั้งรายเล็กและรายใหญ่สามารถเข้าถึงการประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าได้เลยไม่ต้องมีเงินก้อน 

3.ขยับเป้าหมาย Net Zero จาก ค.ศ. 2065 เป็น 2050 ต้องมีการประกาศออกมาเพื่อจูงใจและดึงดูดการลงทุนให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้  เพราะประเทศเพื่อนบ้านตั้ง Net Zero ไปที่ ค.ศ. 2050 หมดแล้ว อย่างไรก็ตามต้องมาพร้อมกับแผนพัฒนาพลังงานที่ยืนยันว่าจะไม่เพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิล จะมีการยกเลิกใช้ถ่านหินปี ค.ศ. 2040 ทั้งนี้เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศไทย จะมีการลงทุน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี กับโครงข่ายสมาร์ทกริด เพื่อยืนยันว่าจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศไทย พร้อมหนุนอุตสาหกรรมสีเขียวต่างๆ นอกจากนี้จะเริ่มบังคับอาคารภาครัฐให้มีการประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่ และทยอยสู่อาคารเอกชนต่อไป 

Source : Energy News Center

บริษัทพลังงานจากสหรัฐ “เมอร์ฟี ออยล์ คอร์ปอเรชัน” (Murphy Oil Corporation) เปิดเผยความคืบหน้าการประเมินแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งเวียดนาม “Hai Su Vang” ที่ค้นพบเมื่อปีที่แล้ว และได้มีการขุดเจาะหลุมประเมินผล Hai Su Vang-2X (HSV-2X) ซึ่งพบว่า มีปริมาณมากกว่าที่เคยประเมินเอาไว้เบื้องต้น และอาจเป็นการค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนในรอบกว่า 20 ปี

หลุมดังกล่าวตั้งอยู่ในบล็อก 15-2/17 ของแอ่งกู๋หลง (Cuu Long Basin) ห่างออกไปราว 65 กิโลเมตร จากชายฝั่งทางตอนใต้ของเวียดนาม โดยเริ่มมีการขุดเจาะตั้งแต่ต้นเดือนต.ค.2025 

เมอร์ฟี ระบุว่า ค่ากลางที่ปรับปรุงใหม่ของปริมาณทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ได้จากแหล่งกักเก็บหลักนั้น อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงที่เคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ที่ 170 – 430 ล้านบาร์เรล เทียบเท่ากับน้ำมัน (MMBOE) และค่าสูงสุดของช่วงใหม่นี้ก็เกิน 430 MMBOE ด้วย นอกจากนี้ ผลลัพธ์จากแหล่งกักเก็บตื้นยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มปริมาณทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในการประเมินก่อนหน้านี้

“แหล่งกักเก็บหลักมีอัตราการผลิตน้ำมัน 6,000 บาร์เรลต่อวันในระหว่างการทดสอบการไหลของหลุมสำรวจ ส่วนน้ำมันที่ได้จากหลุมนี้คือ น้ำมันคุณภาพสูง 37 องศา API สอดคล้องกับผลจากหลุมที่ค้นพบก่อนหน้า และการทดสอบเพิ่มเติมยังคงดำเนินต่อไป” บริษัทระบุ

สหรัฐพบน้ำมันใน 'เวียดนาม' อาจเป็นล็อตใหญ่สุดรอบ 20 ปีในอาเซียน

ด้านบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Wood Mackenzie ประเมินว่า Hai Su Vang อาจเป็นแหล่งน้ำมันขนาด “ใหญ่สุดอันดับ 3” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เป็นรองเพียงแหล่ง Banyu Urip ในอินโดนีเซีย และ Gumusut ในมาเลเซีย “และอาจเป็นโอกาสสำคัญให้เวียดนามพลิกฟื้นการผลิตน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่องมากว่าสองทศวรรษ”

ปัจจุบัน เวียดนามผลิตน้ำมันได้ลดลงมาก จากเดิมที่ประมาณ 365,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2005 ลงมาเหลือต่ำกว่า 120,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025 และเปลี่ยนสถานะจากผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิเป็นผู้นำเข้าสุทธิ ตั้งแต่ปี 2017 เพื่อรองรับกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี Wood Mackenzie ระบุว่า “ความล่าช้าด้านกฎระเบียบ และความโปร่งใสของข้อมูล” ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยความเร็วในการนำแหล่ง Hai Su Vang เข้าสู่การผลิตจริง จะเป็นบททดสอบสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายพลังงานของเวียดนามที่เริ่มปรับปรุงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ด้านบริษัทเมอร์ฟี ระบุว่า จะเดินหน้าขุดเจาะหลุมประเมินผลเพิ่มเติม ได้แก่ HSV-3X และ HSV-4X เพื่อเพิ่มความแม่นยำของประมาณการทรัพยากร พร้อมยืนยันกรอบงบลงทุนปี 2026 ที่ระดับ 1.1–1.3 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทถือสัดส่วนผลประโยชน์ในการดำเนินงาน 40% ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น และต่างชาติ


ที่มา: Nikkei Asia

Source : กรุงเทพธุรกิจ