JustPow จัด ดีเบต “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” พรรคการเมืองมุ่งเน้นลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน พร้อมปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ โดยพรรคภูมิใจไทย ระบุค่าไฟฟ้าต้องต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย หนุนพลังงานสะอาด ขณะพรรคเพื่อไทยเน้นปรับโครงสร้างไฟฟ้าทั้งระบบ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์หนุนเปิดเสรีไฟฟ้า และพรรคประชาชน ตั้งเป้าทลายทุนผูกขาด ลดค่าไฟฟ้า 25 สตางค์ต่อหน่วย ภายใน 1 ปีแรก
วันที่ 16 ม.ค. 2569 JustPow ได้จัดเสวนา “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” โดยเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมชี้แจงนโยบายด้านพลังงาน จากโจทย์ของนักวิชาการ ได้แก่
- สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ควรลดภาระที่เกินจำเป็นของผู้บริโภคและเปลี่ยนแปลงไปสู่โครงสร้างพลังงานที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน
- การปลดระวางถ่านหิน
- สู่เป้าหมาย NDC 3.0 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 ในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม
- การกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกรณีโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย
- Direct PPA
- การเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน
- กำหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนภายในปี ค.ศ. 2035
- ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนให้มีสิทธิเข้าถึงการใช้และผลิตไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียน
- เพิ่มการแข่งขันและกระจายอำนาจระบบไฟฟ้าเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ทันการณ์ ยั่งยืนและเป็นธรรม
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนพลังงานทางเลือก ปัจจุบันค่าไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกประมาณ 2 บาทกว่า แต่ประชาชนใช้ไฟฟ้าราคา 3 บาทกว่า ซึ่งไทยมีพลังงานที่ดีแต่ยังส่งไม่ถึงมือผู้ใช้จริงๆ ทางพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายค่าไฟฟ้าต้องต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย แต่ไม่ใช้วิธีการอุดหนุนราคาด้วยงบประมาณ แต่จะเป็นการแก้ที่โครงสร้างและใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access (TPA) เป็นโครงการโซลาร์เซลล์ชุมชนขายตรงให้ประชาชนเพื่อจะได้ลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลงมาให้ต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย (เฉพาะ 200 ยูนิตแรก) ถือเป็นมิติแรกที่ผลักดันด้านการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง ( Direct PPA) ให้เสรีขึ้น โดยพลังงานสะอาดยิ่งเสรี ยิ่งสะท้อนบรรยากาศดึงดูดการลงทุนต่างชาติ
ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงสนับสนุนทั้งพลังงานสะอาด Direct PPA และ Net Metering (ระบบคำนวณค่าไฟฟ้าจากไฟฟ้าที่ผลิตได้เองมาหักลบกับไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้าโดยตรง) และบทบาทการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยุคใหม่ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้คุมระบบไฟฟ้าทั้งหมดเป็นฝ่ายอำนวยการผลิตมากกว่า คืออำนวยให้ผู้อื่นผลิต ส่วน กฟผ. ไปคุมด้านค่าธรรมเนียมต่างๆ
ส่วน Direct PPA จำเป็นต้องเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงของเอกชนเพื่อลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสในการแข่งขับกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยให้พลังงานสะอาดเติบโตได้ด้วยตนเองอีกด้วย สำหรับโซลาร์ภาคประชาชน ก็เห็นด้วยกับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์
“ถ้าอยากเห็นพลังงานสะอาดเป็นของประชาชนทุกคน ระบบราชการก็ไม่ควรเป็นอุปสรรค ภูมิใจไทยพร้อมรับฟังข้อเสนอต่างๆ พร้อมปรับ และพร้อมทำงานร่วมกับนักวิชาการทุกท่าน เพื่อให้พลังงานสะอาดไทยเกิดขึ้นจริง ตามนโยบายพรรคที่ว่า เราพูดแล้วเราทำจริง”
นายฉัตรินทร์ จันทร์หอม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายพลังงานเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เพราะช่วยขับเคลื่อนด้านการลดรายจ่าย ช่วยให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงผ่านการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ถ้าไม่มีไฟฟ้าสะอาดใช้อย่างเพียงพอ ไทยจะไม่เติบโตในเรื่องเหล่านี้ได้
ด้านการลดค่าไฟฟ้านั้น เห็นด้วยกับการยกเลิกค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ซึ่งแต่เดิมรัฐจูงใจให้เอกชนมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจึงให้ Adder เพื่อจูงใจ แต่ปัจจุบันราคาค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาดถูกกว่าฟอสซิลแล้วก็ควรยกเลิก Adder ไป
ส่วนค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติที่ยังแพงอยู่นั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะผลักดันให้ลดราคาหรือยกเลิกเก็บค่าผ่านท่อฯ เพื่อจะได้เอาเอาเงินส่วนนี้มาลดราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนไทย
ขณะที่ค่าสายส่งไฟฟ้า คนไทยจ่ายค่าสายส่งไฟฟ้าให้ กฟผ. (Transmission หรือ ระบบส่งกำลัง) และจ่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ในการจำหน่ายจ่ายไฟฟ้า (Distribution) อีกด้วย โดย 3 การไฟฟ้ารวมกันมีกำไรปีละ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ถือว่าเยอะมาก สำหรับองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ต้องมีการมาดูโครงสร้างค่าสายส่งกันใหม่ให้เกิดความเป็นธรรม เนื่องจากค่าเนื้อไฟฟ้าไม่แพง แต่ค่าสายส่งไฟฟ้าแพงมาก
ส่วนแผนระยะยาวเกี่ยวกับพลังงานสะอาดก็ต้องมี โดยเห็นด้วยกับสัดส่วนพลังงานสะอาด 70% ของพลังงานทั้งหมด โดย 3 การไฟฟ้าต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจาก Single Buyer (ผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย) แต่ในอนาคตหากจะให้มีการผลิตไฟฟ้าสะอาดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะใช้ระบบ Single Buyer ไม่ได้แล้ว ต้องเปิดเสรีให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่
ส่วน Direct PPA เริ่มต้นที่ 2,000 เมกะวัตต์ ที่พรรคเพื่อไทยริเริ่มขึ้นมานั้น เพื่อรองรับนักลงทุน Data Center เป็นโครงการนำรอง และในอนาคตนโยบายพรรคเพื่อไทยจะต้องขยายสัดส่วนให้มากขึ้นแน่นอน และต้องทำเรื่องสมาร์ทมิเตอร์เพื่อรองรับไฟฟ้าสะอาดด้วย
นายกรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มี 10 เรื่องหลักที่จะทำหากก้าวมาเป็นรัฐบาล โดย 1 ใน 10 เรื่องนั้น เกี่ยวโยงกับการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า คือเปิดให้โปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบการซื้อไฟฟ้าโดย กฟผ. ได้ จากปัจจุบันที่ไม่สามารถรับรู้ว่า กฟผ. ซื้อไฟฟ้าจากที่ไหนราคาเท่าไหร่ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตรวจสอบที่พึงมี
บทบาทของรัฐต้องเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้ชี้ทาง เปิดทาง และไม่ขวางทาง จากแต่เดิมคิดว่ารัฐจะต้องเป็นผู้ทำทุกอย่าง และในมุมมองของพลังงานในด้านเศรษฐศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ทั้งการให้ประชาชนมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ การมี TPA เป็นต้น ซึ่งการเปิดโควตาก็คือการคอรัปชั่น ดังนั้นควรมีระบบโควต้าในระบบไฟฟ้าให้น้อยที่สุด
นอกจากนี้เห็นว่า ค่าไฟฟ้าฐานควรจะปรับลดลงมาระดับ 3.50 บาทต่อหน่วยได้ โดยไม่ต้องใช้เงินภาษีประชาชน หรือ เงินจากหน่วยงานต่างๆ แต่มาจากการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งหมด อันดับแรกการใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า 60-70% ถือว่าสูงเกินไป ยิ่งก๊าซฯ ต้องนำเข้าและแพง ไม่ตอบโจทย์การลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย ดังนั้นเป้าหมายที่จะทำคือลดให้เหลือ 40% โดย 20% จะมาจากพลังงานหมุนเวียน และจะพึ่งการนำเข้าพลังงานน้ำจาก สปป.ลาว เพิ่มเติมและเปิดเสรีให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งระบบสายส่งจะต้องเข้าถึงได้ด้วยระบบ TPA และเกิดการซื้อขายไฟฟ้ากันโดยตรง ดังนั้นบทบาท กฟผ. ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายเดียวควรหมดไป
และโรงไฟฟ้าของบริษัท ราชบุรีฯ ที่กำลังจะหมดอายุและจะถูกปลด ถือเป็นการสิ้นเปลือง ดังนั้นพรรคมีแนวคิดที่จะต่ออายุโรงไฟฟ้าด้วยการลงทุน เพื่อจะมีกำลังผลิตในมือ กฟผ. รองรับโดยไม่มีค่ารับประกันการซื้อ เพื่อให้ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น และไม่เสี่ยงต่อเสถียรภาพไฟฟ้าและการจ่ายไฟฟ้า
“สิ่งที่เราต้องมีเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า ก็คือการเมืองที่สะอาด และนี่คือสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับทุนเทา การผูกขาดในหลายๆ อุตสาหกรรม เมื่อการเมืองสะอาดแนวโน้มโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายที่สมเหตุสมผล ทุกคนคิดได้ เห็นอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อประเทศชาติก็จะมีโอกาสมากขึ้น”
นายวรภพ วิริยะโรจน์ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนมี 3 กลุ่มนโยบายพลังงานคือ 1. ทลายทุนผูกขาด ลดค่าไฟ โดยให้มีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เริ่มเจรจาแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มี Adder และ Fit (การสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง) ซึ่งพรรคตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้า 25 สตางค์ต่อหน่วย ภายใน 1 ปีแรกให้ได้ โดยจะมีมติจาก กพช. ออกมาทันที ถือเป็นโอกาสในการแก้ไขสัญญาได้
โดยโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องสามารถกลายเป็นโรงไฟฟ้าสำรองในอนาคตได้ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนระบบ Adder, Fit สามารถเป็นไฟฟ้าที่ขายให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ เพราะมีความต้องการพลังงานสะอาด
และภายใน 4 ปี จะเริ่มเปิดการแข่งขันในธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ขายไฟฟ้าด้วย เมื่อมีการแข่งขันจะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ 50 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะนำร่องในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และ EEC
2.การสนับสนุนพลังงานสะอาด โดย 100 วันแรกที่จะสามารถดำเนินการได้อันดับแรกๆ คือ ปลดล็อค Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์แรก เพื่อให้กิจการนอกเหนือจาก Data Center สามารถเข้ามาใช้ไฟฟ้าได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อจูงใจให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่สามารถเข้ามาลงทุนในไทยได้ รวมทั้งการติดโซลาร์รูฟท็อป กรณีใช้ไฟฟ้าไม่หมดสามารถขายคืนได้
พร้อมทั้งจะอนุมัติ Net Billing (ระบบคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป) โดยเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าชุมชนที่รัฐบาลก่อนอนุมัติออกมา 1,500 เมกะวัตต์ ที่ผู้ลงทุนเป็นภาคเอกชน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Net Billing หรือการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากบนหลังคาของครัวเรือนโดยตรง จะอนุมัติเป็นอันดับต้นๆ
นอกจากนี้จะให้มีการผ่อนโซลาร์และเทคโนโลยีประหยัดค่าไฟฟ้าผ่านบิลค่าไฟฟ้าได้ อยากจะสนับสนุนให้ทุกคนทั้งรายเล็กและรายใหญ่สามารถเข้าถึงการประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าได้เลยไม่ต้องมีเงินก้อน
3.ขยับเป้าหมาย Net Zero จาก ค.ศ. 2065 เป็น 2050 ต้องมีการประกาศออกมาเพื่อจูงใจและดึงดูดการลงทุนให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านตั้ง Net Zero ไปที่ ค.ศ. 2050 หมดแล้ว อย่างไรก็ตามต้องมาพร้อมกับแผนพัฒนาพลังงานที่ยืนยันว่าจะไม่เพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิล จะมีการยกเลิกใช้ถ่านหินปี ค.ศ. 2040 ทั้งนี้เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศไทย จะมีการลงทุน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี กับโครงข่ายสมาร์ทกริด เพื่อยืนยันว่าจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศไทย พร้อมหนุนอุตสาหกรรมสีเขียวต่างๆ นอกจากนี้จะเริ่มบังคับอาคารภาครัฐให้มีการประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่ และทยอยสู่อาคารเอกชนต่อไป
Source : Energy News Center




