ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ พลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ แต่ทว่าเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบซิลิคอน (Silicon) ที่เราใช้กันมานานหลายสิบปีนั้น กำลังเดินทางมาถึง “ทางตัน” ในเรื่องของประสิทธิภาพที่เริ่มจะไม่สามารถพัฒนาให้สูงขึ้นไปกว่านี้ได้ง่ายๆ แล้วโลกจะทำอย่างไรต่อไป คำตอบอาจจะอยู่ที่วัสดุชนิดใหม่ที่ชื่อว่า “Perovskite” (เพอรอฟสกี้)

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Perovskite Solar Cell (PSC) แบบเจาะลึก ตั้งแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ไปจนถึงสถานการณ์ล่าสุดในปี 2026 ที่เทคโนโลยีนี้กำลังเริ่มปฏิวัติวงการพลังงาน

Perovskite คืออะไร

เมื่อพูดถึง Perovskite หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นชื่อของแร่ธาตุชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ในทางวิทยาศาสตร์วัสดุศาสตร์แล้ว Perovskite หมายถึง “โครงสร้างผลึก” รูปแบบหนึ่งที่มีสูตรทางเคมีเป็น ABX3 ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการดูดซับแสงและเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม

ชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lev Perovski นักแร่วิทยาชาวรัสเซีย แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นในวงการโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องราวในอดีต แต่เป็นคุณสมบัติในปัจจุบัน วัสดุกลุ่มนี้สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ในห้องแล็บ โดยการผสมสารเคมีที่เป็นของเหลว (Solution Process) ซึ่งต่างจากซิลิคอนที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการหลอมละลาย

จุดเด่นที่สุดที่ทำให้ทั่วโลกตื่นเต้นคือ “อัตราการก้าวกระโดดของประสิทธิภาพ” หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 โซลาร์เซลล์แบบเพอรอฟสกี้มีประสิทธิภาพในการแปลงแสงเป็นไฟฟ้าเพียงแค่ 3.8% เท่านั้น แต่ภายในเวลาไม่ถึง 15 ปี นักวิทยาศาสตร์สามารถดันประสิทธิภาพขึ้นมาแตะระดับ 26% ในแบบเซลล์เดี่ยว และทะลุ 34% ในแบบเซลล์ซ้อน (Tandem) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

Perovskite กับ Silicon แบบไหนดีกว่ากัน

แม้ว่าซิลิคอนจะครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ Perovskite มีจุดเด่นหลายอย่างที่ซิลิคอนทำไม่ได้ ดังนี้

2.1 การปรับจูนค่าช่องว่างแถบพลังงาน (Tunable Bandgap)

นี่คือหัวใจสำคัญ วัสดุเพอรอฟสกี้สามารถ “ปรับแต่ง” ส่วนผสมทางเคมีเพื่อกำหนดได้ว่ามันจะดูดซับแสงช่วงคลื่นไหนได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแสงสีแดง แสงสีน้ำเงิน หรือแสงอินฟราเรด ซึ่งต่างจากซิลิคอนที่มีค่าคงที่ ทำให้เพอรอฟสกี้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมาก

2.2 กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานต่ำ

การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ซิลิคอนต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 1,400 องศาเซลเซียสเพื่อทำให้ทรายบริสุทธิ์กลายเป็นผลึกซิลิคอน แต่เพอรอฟสกี้สามารถขึ้นรูปได้ที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่ามาก (ประมาณ 100 ถึง 150 องศาเซลเซียส) และสามารถใช้วิธีการพิมพ์ (Printing) ลงบนวัสดุต่างๆ ได้คล้ายกับการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มถูกกว่ามากในอนาคต

2.3 น้ำหนักเบาและยืดหยุ่น (Flexibility)

เนื่องจากชั้นของเพอรอฟสกี้ที่ใช้ดูดซับแสงนั้นบางมาก (ระดับไมโครเมตร) ทำให้สามารถเคลือบลงบนพลาสติก หรือวัสดุที่มีความโค้งงอได้ นี่เปิดประตูสู่นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น โซลาร์เซลล์ที่ติดบนกระเป๋าเป้ ติดบนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีผิวโค้ง หรือแม้แต่เสื้อผ้า

เปรียบเทียบ : Silicon vs Perovskite vs Tandem

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูข้อมูลเปรียบเทียบเทคโนโลยีหลักๆ ในปัจจุบัน (อ้างอิงข้อมูลสถานะเทคโนโลยีปี 2025-2026)

หัวข้อCrystalline Silicon (แบบดั้งเดิม)Perovskite (Single Junction)Perovskite-Silicon Tandem (แบบลูกผสม)
วัสดุหลักซิลิคอน (Silicon)สารประกอบเพอรอฟสกี้ซิลิคอน + เพอรอฟสกี้
ประสิทธิภาพสูงสุด (Lab Record)ประมาณ 26.8%ประมาณ 26.9%> 34.8% (สถิติปี 2025)
อายุการใช้งาน25 ถึง 30 ปี (พิสูจน์แล้ว)ยังอยู่ในช่วงพัฒนา (เป้าหมาย 20 ปี)คาดหวัง 25 ปี+
ต้นทุนการผลิตปานกลาง (ลดลงมากแล้ว)ต่ำ (เมื่อผลิตจำนวนมาก)สูงในช่วงแรก แต่จะลดลง
ลักษณะทางกายภาพแข็ง, หนา, หนักบาง, ยืดหยุ่นได้, โปร่งแสงได้แข็ง (เพราะมีฐานเป็นซิลิคอน)
จุดอ่อนหลักประสิทธิภาพใกล้ถึงขีดจำกัดสูงสุดตามทฤษฎีความเสถียรต่ำเมื่อเจอความชื้นความซับซ้อนในการผลิต

Tandem Solar Cell รวมข้อดีข้อเสียมาไว้ด้วยกัน

หากคุณติดตามข่าววงการพลังงาน คุณจะได้ยินคำว่า “Tandem Solar Cell” บ่อยขึ้นเรื่อยๆ นี่คือกลยุทธ์ “รวมกันเราอยู่” ที่นำข้อดีของทั้งสองโลกมารวมกัน

หลักการทำงานของ Tandem Cell แทนที่จะเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์นำ Perovskite มาเคลือบซ้อนทับลงบน Silicon

  • ชั้นบน (Perovskite) ทำหน้าที่ดูดซับแสงย่านพลังงานสูง (แสงสีน้ำเงินและเขียว)
  • ชั้นล่าง (Silicon) ทำหน้าที่เก็บตกแสงย่านพลังงานต่ำ (แสงสีแดงและอินฟราเรด) ที่หลุดรอดจากชั้นบนลงมา

ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพที่ทำลายกำแพงทางทฤษฎีของซิลิคอน (Shockley-Queisser limit) ไปอย่างสิ้นเชิง ในปี 2025 บริษัท Longi ของจีนได้ประกาศสถิติโลกใหม่ด้วยประสิทธิภาพ 34.85% ซึ่งสูงกว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปตามบ้านเรือน (ที่มักอยู่ที่ 20-22%) อย่างมหาศาล

อุปสรรคของ Perovskite Solar Cell

แม้ตัวเลขประสิทธิภาพจะสวยหรู แต่การนำ PSC มาใช้งานจริงในระดับแมส (Mass Production) ยังมีอุปสรรคสำคัญ 3 ประการด้วยกัน

  1. ความเสถียร (Stability) นี่คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด โครงสร้างผลึกของเพอรอฟสกี้มักจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อเจอกับความชื้น ความร้อน และรังสียูวี หากไม่มีการป้องกันที่ดี แผงอาจเสื่อมสภาพภายในไม่กี่เดือน ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการใช้งานยาวนาน 20-25 ปี ปัจจุบันนักวิจัยกำลังแก้ปัญหานี้ด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้ม (Encapsulation) ระดับสูง
  2. ความเป็นพิษ (Toxicity) สูตรเคมีของเพอรอฟสกี้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันมักมีส่วนประกอบของ “ตะกั่ว” (Lead) แม้จะมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ก็ยังเป็นข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมหากมีการทิ้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่ถูกวิธี การวิจัยหาสารทดแทนตะกั่ว (เช่น ดีบุก) จึงดำเนินไปควบคู่กัน แม้ประสิทธิภาพจะยังสู้แบบมีตะกั่วไม่ได้
  3. การขยายขนาดการผลิต (Scalability) การทำเซลล์เล็กๆ ในห้องแล็บให้ได้ประสิทธิภาพสูงนั้นทำได้ง่าย แต่เมื่อขยายขนาดเป็นแผงใหญ่ ความสม่ำเสมอของฟิล์มเพอรอฟสกี้มักจะลดลง ทำให้ประสิทธิภาพตกลง นี่คือโจทย์ที่วิศวกรโรงงานกำลังเร่งแก้ไข

สถานการณ์ตลาดปี 2026

ปัจจุบันเราไม่ได้อยู่แค่ในขั้นตอนการวิจัยอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุค “Early Commercialization” หรือการเริ่มต้นขายเชิงพาณิชย์

  • Oxford PV (สหราชอาณาจักร/เยอรมนี) ถือเป็นผู้เล่นแถวหน้า โดยได้เริ่มส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์แบบ Tandem เชิงพาณิชย์ให้กับลูกค้าในสหรัฐอเมริกาไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2024 โดยมีเป้าหมายการผลิตระดับ Mass Production ที่จะปล่อยของล็อตใหญ่ในปี 2027
  • ยักษ์ใหญ่จากจีน (Longi, JinkoSolar) บริษัทแผงโซลาร์อันดับต้นๆ ของโลกเหล่านี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่างทุ่มงบวิจัยมหาศาลเพื่อพัฒนา Tandem Cell โดยเน้นการแข่งกันทำลายสถิติประสิทธิภาพ (Efficiency Record) อย่างดุเดือด โดยเฉพาะ Longi ที่ครองแชมป์ประสิทธิภาพสูงสุดต่อเนื่อง
  • การประยุกต์ใช้ในอวกาศ เนื่องจาก Perovskite มีน้ำหนักเบาและทนต่อรังสีบางชนิดได้ดีกว่าซิลิคอน หน่วยงานด้านอวกาศจึงเริ่มทดสอบการนำแผงชนิดนี้ไปใช้กับดาวเทียม ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งขึ้นสู่อวกาศได้อย่างมาก

บทสรุป

Perovskite Solar Cell ไม่ใช่แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป แต่มันคือ “The Next Big Thing” ของวงการพลังงาน แม้ในวันนี้ (ปี 2026) เราอาจจะยังไม่เห็นแผงชนิดนี้วางขายทั่วไปตามร้านวัสดุก่อสร้าง แต่ในตลาดระดับอุตสาหกรรมและการใช้งานเฉพาะทาง เทคโนโลยีนี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้าไปแล้ว

การเปลี่ยนผ่านจากยุค Silicon ไปสู่ยุค Perovskite (หรือ Tandem) เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากยุคจอแก้วไปสู่จอ LED มันให้ภาพที่ชัดกว่า (ประสิทธิภาพสูงกว่า) ในรูปแบบที่บางเบากว่า และในที่สุดมันจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เราใช้งานกันเป็นปกติ สำหรับผู้ที่สนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ หากคุณรอได้อีก 2 ถึง 3 ปี คุณอาจได้ใช้แผงรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเกือบเท่าตัว แต่หากจำเป็นต้องติดตอนนี้ แผงซิลิคอนแบบเดิมก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและพิสูจน์แล้วว่าทนทานที่สุด

ลึกเข้าไปในทิวเขาสลับซับซ้อนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่การเดินทางขนส่งก็ลำบาก นี่คือที่ตั้งของ “โรงพยาบาลพนม” สถานพยาบาลขนาด 40 เตียงที่ดูแลผู้คนกว่า 40,000 ชีวิต กินพื้นที่บริเวณรอยต่อสามจังหวัด พังงา-กระบี่-สุราษฎร์ธานี โดยอยู่ระหว่างการขยายศักยภาพเป็นขนาด 60 เตียงเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น
 
นับตั้งแต่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2528 โรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงสุขภาพของชุมชนมาอย่างไม่เคยหยุดพัก ปัจจุบันมีผู้รับบริการสูงถึง 90,000 รายต่อปี และยังรับหน้าที่เป็น “ธนาคารอุปกรณ์” ในการให้ยืมเตียงผู้ป่วย และผู้พิการ รถเข็น ถังออกซิเจน เบาะลม ให้กับประชาชนในพื้นที่
 
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดให้บริการหน่วยล้างไตในปลายปี รวมถึงมีแผนที่จะเพิ่มบริการ CT Scan ในอนาคต เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการเดินทางเข้าตัวเมืองจ.สุราษฎร์ธานี ทว่าเบื้องหลังการขยายศักยภาพเพื่อดูแลผู้คนให้ดีขึ้นนั้น โรงพยาบาลต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะ “ภาระค่าไฟฟ้า” ที่สูงถึงปีละประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาบริการทางการแพทย์
 
แต่วันนี้ แสงสว่างแห่งความหวังได้ถูกจุดขึ้นด้วยความตั้งใจของ “กลุ่มไทยออยล์” ที่ตัดสินใจนำ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ “Sustainable Energy for Healthcare & Education” เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ที่ไม่ใช่เพียงการส่งมอบพลังงาน แต่คือ การมอบอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน

“พลังงาน” ที่มี “หัวใจ”

ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลพนมเท่านั้นที่ได้รับแสงสว่างภายใต้โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์โดย กลุ่มไทยออยล์ เนื่องจากนี่เป็นโครงการที่ไทยออยล์ทำมาตั้งแต่ปี 2561 ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความต้องการนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Sustainable Energy for Healthcare & Education” เพื่อให้พลังงานเป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยี แต่เป็นพลังที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลที่จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของหน่วยงาน โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเพื่อออกแบบและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ พร้อมฝึกอบรมบุคลากรในพื้นที่ให้สามารถดูแลและใช้งานระบบได้อย่างยั่งยืนถือเป็นภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์หลักของไทยออยล์ที่ว่า “สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงาน และเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติของธุรกิจ แต่หมายรวมถึงการพัฒนาสังคมไปพร้อมกันโดยหากนับเฉพาะตั้งแต่ปี 2561-2567 ติดตั้งไปแล้ว 17 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 371 กิโลวัตต์และสำหรับปี 2568 นี้ 

นอกจาก “โรงพยาบาลพนม” แล้วยังได้มีการติดตั้งระบบพลังงานโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลตองคุ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่จันทะ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหม่องกั๊วะ, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่กลองคี, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านนุโพ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านหม่องกั๊วะ รวมขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 122.10 กิโลวัตต์จากการติดตั้งทั้งหมด 7 แห่งในปี 2568 ในส่วนภาระค่าไฟฟ้าที่ลดลงไปได้นั้น หน่วยงานฯ สามารถนำเงินไปจัดสรรใช้จ่ายเพื่อต่อยอดพัฒนาบริการที่จำเป็นต่อชุมชนได้โดยตรง ทั้งยกระดับบริการทางการแพทย์ และการเรียนการสอน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ

แสงสว่าง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การตัดสินใจเลือก “โรงพยาบาลพนม” เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของโครงการในปี 2568 เนื่องจากเล็งเห็นถึงบทบาทและความสำคัญของโรงพยาบาลฯ ที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่ฝนตกชุกของภาคใต้ ที่ถือเป็นความท้าทายทางเทคนิคที่ทีมวิศวกรไทยออยล์ต้องเอาชนะ ด้วยความเชี่ยวชาญและความตั้งใจอย่างจริงจัง จึงได้มีการออกแบบเลือกใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยในระยะยาว ทั้งการเลือกแผงโซลาร์เซลล์ที่รองรับและกักเก็บพลังงานได้รวดเร็วในช่วงเวลาที่มีแสงแดดน้อย การเลือกใช้อินเวอร์เตอร์รุ่นประสิทธิภาพสูงเหมาะต่อสภาพพื้นที่ในราคาที่ไม่แตกต่างจากปกติ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มการติดตั้ง Power Optimizer เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้ได้สูงสุด พร้อมระบบรายงานความผิดปกติแบบอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันช่วยให้บำรุงรักษาได้ง่ายในพื้นที่ห่างไกล และติดตั้ง ระบบ Rapid Shutdown ที่สามารถหยุดการจ่ายไฟฟ้า DC ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเจ้าหน้าที่ทุกเทคโนโลยีที่คัดสรรมาอย่างดีนี้ คือการวางรากฐานพลังงานที่มั่นคง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การผลิตไฟฟ้า แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะสร้างหลักประกันให้แก่ทุกชีวิต

เปลี่ยน “พลังงาน” เป็น “โอกาส”

แม้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จากการดำเนินโครงการระหว่างปี 2561-2567 รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง สามารถสร้างผลประหยัดรวมได้ประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 346 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี แต่ “คุณค่าที่แท้จริง” ของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ แต่คือ การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

ที่สำคัญกว่านั้น เงินที่ประหยัดได้ไม่ได้หายไปไหน แต่ว่าถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสในการพัฒนาบริการสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับโรงพยาบาล การมีไฟฟ้าที่มั่นคงทำให้โรงพยาบาลพนมสามารถยกระดับการรักษาพยาบาล ขยายงานบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นอื่นๆ เช่น แผนสร้างห้อง CT Scan ในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขณะเดียวกันก็ยังสามารถนำเงินไปจัดซื้อครุภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องมือตรวจจอประสาทตา เพื่อตรวจภาวะเบาหวานขึ้นตาและอุปกรณ์สำหรับหน่วยล้างไต เพื่อให้บริการคนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงได้วางแผนขยายงานดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) งานทันตกรรม และงานอุบัติเหตุฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับสถานศึกษา เงินที่ประหยัดได้ถูกนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนจัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารกลางวันที่มีคุณภาพสำหรับนักเรียน รวมถึงการจัดซื้อเครื่องทำน้ำแข็ง ตู้เย็น และเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลโดยตรง

ไทยออยล์ และก้าวต่อไป ที่ไม่หยุดยั้งเพื่อสังคมไทย

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยออยล์ไม่ได้แค่ ติดตั้งระบบแล้วจากไป แต่มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยมือของชุมชน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ และจัดอบรมให้บุคลากรในพื้นที่ให้สามารถดูแลและใช้งานระบบได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง ถือเป็นการสร้างพลังแห่งการพึ่งพาตนเองในชุมชน เพื่อให้แสงสว่างแห่งพลังงานนี้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้หลักคิดที่กลุ่มไทยออยไล์เชื่อมั่นเสมอว่า “พลังงานทางเลือกคือรากฐานของความยั่งยืน”

ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ขับเคลื่อน โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ “Sustainable Energy for Healthcare & Education” ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความตั้งใจอันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ การใช้ความรู้ที่มี เพื่อสร้างโอกาสให้สังคม โดยไทยออยล์จะยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง และเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของ “พลังงาน” ว่าไม่เพียงแต่หมายถึงการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการจุดประกายความหวัง สร้างโอกาส และการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นักวิจัยกำลังหาทางรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุด เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดขึ้นจากปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว แล้วยังเป็นกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังได้เชื้อเพลิงและเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกลับมาใช้อีกด้วย

ล่าสุด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงานแห่งเกาหลี (KIER) พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาใน “ปฏิกิริยาการเปลี่ยนก๊าซน้ำย้อนกลับ” หรือ RWGS (Reverse Water-Gas Shift) ที่สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นส่วนประกอบของเชื้อเพลิงสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่าที่เคยเป็นมา 

ปฏิกิริยาการเปลี่ยนก๊าซน้ำย้อนกลับ (RWGS) เป็นปฏิกิริยาเคมีที่รวมคาร์บอนไดออกไซด์เข้ากับไฮโดรเจน เพื่อผลิตคาร์บอนมอนอกไซด์และน้ำ โดยคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ได้นี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยพื้นฐานสำคัญ สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-fuels) และเมทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สะอาดและยั่งยืนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ที่ยากจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฟฟ้า เช่น การบินและการขนส่งทางเรือระยะไกล

ปัญหาที่เผชิญมาอย่างยาวนานคือกระบวนการ RWGS แบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้ความร้อนสูงเกินกว่า 800 องศาเซลเซียส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อุณหภูมิที่สูงจัดนี้ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล แต่ยังทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากนิกเกิลจับตัวกันเป็นก้อน ส่งผลให้พื้นที่ผิวและประสิทธิภาพลดลง 

ดร.คี ยองกู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงานแห่งเกาหลี (KIER) ค้นพบแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากทองแดง-แมกนีเซียม-เหล็ก (Cu-Mg-Fe) ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่อุณหภูมิเพียง 400 องศาเซลเซียส ลดลงจากเดิมถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมหาศาล

นอกจากความประหยัดแล้ว ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดใหม่นี้ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ในกระบวนการผลิต โดยปรกติแล้วการทำงานในอุณหภูมิที่ต่ำลง มักจะทำให้เกิดก๊าซมีเทนแทนที่จะเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตลดลงและสิ้นเปลืองก๊าซไฮโดรเจนโดยใช่เหตุ แต่ทองแดงมีคุณสมบัติทางธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงการสร้างมีเทนที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่านิกเกิล ทำให้การผลิตมีความจำเพาะเจาะจงสูงขึ้น

นักวิจัยใช้โครงสร้างแบบไฮดรอกไซด์คู่ชั้น หรือ LDH (Layered Double Hydroxide) เป็นการจัดเรียงแผ่นโลหะบาง ๆ ที่มีโมเลกุลน้ำและประจุแทรกอยู่ระหว่างกลาง ในการออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยา โดยโครงสร้างนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนนั่งร้านที่ช่วยกระจายอนุภาคทองแดงให้สม่ำเสมอ และป้องกันการเกาะตัวกันของอนุภาคเมื่อได้รับความร้อน 

ขณะที่ การเสริมเหล็กและแมกนีเซียมเข้าไปยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อความร้อน ทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถทำงานต่อเนื่องได้อย่างเสถียรนานกว่า 100 ชั่วโมง

ตัวเร่งปฏิกิริยาทั่วไปจะต้องเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารตัวกลางที่เรียกว่า “ฟอร์เมต” (formates) ก่อนที่จะกลายเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่นวัตกรรมใหม่นี้สามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ได้โดยตรงบนพื้นผิวของมันเอง กระบวนการทางตรงนี้ไม่เพียงแต่ลดปฏิกิริยาข้างเคียง แต่ยังช่วยรักษาประสิทธิภาพในระดับสูง แม้จะทำงานในสภาวะอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำก็ตาม

ตัวเร่งปฏิกิริยาสูตรผสม Cu-Mg-Fe สามารถผลิตคาร์บอนมอนอกไซด์ได้เร็วกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงมาตรฐานถึง 1.7 เท่า และมีผลผลิตรวมสูงกว่า 1.5 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น มันยังทำผลงานได้เหนือกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากโลหะมีค่าอย่างแพลทินัม โดยมีอัตราการสร้างคาร์บอนมอนอกไซด์เร็วกว่า 2.2 เท่า และให้ผลผลิตสูงกว่า 1.8 เท่า ทั้งที่มีต้นทุนต่ำกว่ามากเนื่องจากใช้โลหะที่หาได้ง่าย

ดร.คี ยองกู กล่าวว่า “เทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อุณหภูมิต่ำ เป็นความสำเร็จที่ก้าวล้ำ ช่วยให้สามารถผลิตคาร์บอนมอนอกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โลหะราคาถูกและหาได้ง่าย”

ยังมีการทดลองที่สร้างนวัตกรรมใหม่อีกชิ้น ซึ่งมาจากทีมวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกวางจู (GIST) ที่นำทีมโดย ศ.อี แจยอง ที่สามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็น “อัลลิลแอลกอฮอล์” (Allyl alcohol) สารเคมีมูลค่าสูงที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 3 อะตอมขึ้นไป (C3+) ด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงที่อุดมด้วยฟอสฟอรัสจนสามารถสร้างสถิติโลกใหม่ด้วยประสิทธิภาพฟาราเดย์ (Faraday efficiency) มากถึง 66.9% ซึ่งสูงกว่าเทคโนโลยีเดิมถึง 4 เท่า

ความสำเร็จของ GIST มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอัลลิลแอลกอฮอล์เป็นวัตถุดิบจำเป็นในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิตพลาสติก สารยึดติด ไปจนถึงน้ำหอม ดังนั้นการที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอมให้กลายเป็นโมเลกุลที่ซับซ้อนและมีมูลค่าทางการค้าสูงในสถานะของเหลวได้นั้น ช่วยลดปัญหาเรื่องการจัดเก็บและการขนส่งก๊าซที่ซับซ้อน ทำให้กระบวนการรีไซเคิลคาร์บอนมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เชื้อเพลิงสังเคราะห์หรือ e-fuels ที่ผลิตจากคาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจนสะอาด จึงเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบในการลดคาร์บอนโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของเครื่องยนต์เดิม ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมการบินและการขนส่งทางเรือ ที่ต้องการเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูง ประหยัดและยั่งยืนได้มากขึ้น เนื่องจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์การเดินทางระยะไกลเหล่านี้ได้ 

ในแง่ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอุณหภูมิต่ำของ KIER ยังช่วยให้โรงงานเดิมสามารถปรับปรุงอุปกรณ์ (Retrofit) เพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ที่รองรับความร้อนสูงทั้งหมด สิ่งนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนและเร่งระยะเวลาในการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและปิโตรเคมี สามารถเปลี่ยนความกดดันด้านการปล่อยมลพิษให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้

การรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับมาเป็นเชื้อเพลิงยังเป็นการสร้าง “วงจรคาร์บอนแบบปิด” (Closed carbon loop) ที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเชื้อเพลิงสังเคราะห์เหล่านี้ถูกเผาไหม้ คาร์บอนที่ปล่อยออกมาก็คือคาร์บอนที่ถูกดักจับมาจากอากาศตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่มีคาร์บอนจากฟอสซิลใหม่เพิ่มเข้าไปในชั้นบรรยากาศ

ทุกแกลลอนของเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ผลิตได้ จะเข้าไปแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กำลังเปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นโอกาสแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน การค้นพบตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และทำงานได้ในสภาวะที่เหมาะสม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้โลกก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ สู่การใช้พลังงานที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างแท้จริง


ที่มา: Happy Eco NewsScience DailyScitech DailySustainability Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

อินเดียกำลังแซงหน้าจีน ด้วยการพัฒนาระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีสีเขียวที่มีราคาประหยัด ซึ่งอาจทำให้อินเดียก้าวสู้การเป็น ‘รัฐไฟฟ้า’ แห่งแรกของโลก

แม้ว่าที่ผ่านมาทั่วโลกจะจับตาไปที่การขยายระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็วของจีน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์ด้านพลังงานสะอาด แต่หากจะเปรียบเทียบกันในเชิงลึก อีกหนึ่งประเทศขนาดใหญ่อย่างอินเดียก็ดูเหมือนจะแซงหน้าจีนไปแล้วในหลายแง่มุม

รายงานฉบับใหม่จากสถาบันวิจัย Ember ระบุว่า ปัจจุบัน อินเดียกำลังเปลี่ยนผ่านไปใช้ไฟฟ้าได้รวดเร็วกว่า และคงเหลือการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อจำนวนประชากรในปริมาณที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับจีนในช่วงที่อยู่ในระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน

โดยนักวิเคราะห์ของ Ember ได้ปรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนและอินเดียให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยกำหนดให้รายได้ต่อหัวของอินเดียในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11,000 ดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับรายได้ต่อหัวของจีนในปี 2012 ทำให้พวกเขารายงานสามารถเปรียบเทียบระบบพลังงานของทั้งสองประเทศในระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกันได้

นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจไม่ได้จำเป็นต่อประเทศกำลังพัฒนามากขนาดนั้น และพลังงานสะอาดก็อาจเป็นหนทางที่ดีในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยหลักๆ มากจากการที่อินเดียสามารถเข้าถึงแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่จีนเคยมีเมื่อประมาณสิบปีก่อน รวมถึงการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายคิดเป็น 5% จากยอดขายรถใหม่ทั้งหมดเมื่อปี 2024 

ทำให้ Ember คาดการณ์ว่า อินเดียที่ไม่มีแหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศ กำลังจะกลายเป็น ‘รัฐไฟฟ้า’ (Electrostate) ที่ตอบสนองความต้องการด้านพลังงานส่วนใหญ่ด้วยไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานสะอาซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีหลายประเทศหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดเป็น ‘รัฐไฟฟ้า’ อย่างสมบูรณ์

อินเดีย กำลังเปลี่ยนเป็น 'รัฐไฟฟ้า' แห่งแรกจากพลังงานสะอาด

รัฐไฟฟ้า – Electrostate

แม้จะเป็นคำที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่โนเอล คันนิฟฟ์ ซีอีโอของ Wind Energy Ireland องค์กรด้านพลังงานลมของไอร์แลนด์ ซึ่งตั้งเป้าจะพัฒนาประเทศไปสู่ ‘รัฐไฟฟ้า’ หรือ Electrostate ก็ได้ให้นำยามคำดังกล่าวไว้ว่า

“การเป็นรัฐไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงแค่การผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”

ซึ่งก็สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของทั้งจีนและอินเดีย ที่ไม่ได้หันมาใช้ไฟฟ้าเพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอินเดียที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานหลักมากกว่า 40% ในรูปของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า เราอาจอยู่ในช่วงที่จีนมีอำนาจเหนือกว่าในระบบเทคโนโลยีไฟฟ้า แต่หากประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย สามารถหาวิธีพัฒนาการผลิตเทคโนโลยีไฟฟ้าโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์จากจีนอย่างสิ้นเชิง การใช้พลังงานไฟฟ้าของโลกก็อาจเร่งตัวขึ้นได้อีก ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เริ่มตื่นตัวและตระหนักแล้วว่า นี่คืออนาคตด้านพลังงาน

Source : Spring News

กบน. ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลต่อเนื่อง ลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากดีเซล 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน รวม 1.80 บาทต่อลิตร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันดีเซลในราคาเดิม แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น

วันนี้ (30 มกราคม 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.50 บาทต่อลิตร นับเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเดือนมกราคม ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับลดฯ เมื่อวันที่ 14 จำนวน 0.50 บาทต่อลิตร และวันที่ 23 ปรับลดฯ จำนวน 0.80 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้มีราคาคงเดิม

จากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันโลกจะสะดุดหากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลลง 0.50 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.20 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป และได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศต่อไป

สำหรับ ฐานะการเงินกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 25 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ยังติดลบอยู่ที่ 428 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 38,335 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,763 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 14.38 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 48.05 ล้านบาท

Source : Energy News Center