ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยในงาน Better Thailand Open Dialogue ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า ว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์และสถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะออกมาภายใน 2 เดือนจากนี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในฐานะหัวหน้าทีมปฏิบัติการเชิงรุกทาบทามบริษัทเอกชนไทยและต่างชาติของรัฐบาล ได้พยายามเฟ้นหานักลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในประเทศ โดยเน้นไปที่ 5 อุตสาหกรรมหลัก คือ EV อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ดิจิทัล และยา

“ทีมปฏิบัติการเชิงรุกได้ไปหาทางดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กลั่นกรองเอาไว้ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยยังต้องพึ่งพาต่างชาติ โดยหากนับแค่ 3 อุตสาหกรรม คือ EV อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ก็มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 50% ถ้าไม่พัฒนาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา เราก็อาจต้องสูญเสียอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปในอนาคตแน่นอน”

ม.ล.ชโยทิตกล่าวว่า ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 1 ใน 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน แต่ผลิตแค่รถที่ใช้น้ำมัน ดังนั้น การจะเปลี่ยนถ่ายไปรถยนต์ EV ให้ได้ตามแผนการส่งเสริมของรัฐบาล ก็ต้องเร่งสร้างแรงจูงใจและหาทางส่งเสริมให้ครบทั้งระบบนิเวศ โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทีมปฏิบัติการเชิงรุกได้คุยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม EV ทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับเสียงตอบรับว่า หากไทยขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็ต้องมีความต้องการชัดเจนโดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีการออกมาตรการสนับสนุนแล้ว เหลือแค่การผลิตแบตเตอรี่และสถานีชาร์จเท่านั้น ล่าสุดรัฐบาลได้เดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่ ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน และมิตซูบิชิ ว่าในช่วงเวลา 1-2 ปีนี้จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ EV รองรับความต้องการในภูมิภาค.

Source : ไทยรัฐ

สรุปผลการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกฯ ญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนความร่วมมือเศรษฐกิจ โควิด-19 ความมั่นคง และการต่างประเทศ ดึงนักธุรกิจญี่ปุ่นตั้งฐานผลิตรถยนต์ EV ในพื้นที่ EEC หวังเกิดเงินลงทุนปีนี้ 2.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือข้อราชการเต็มคณะ กับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม EV บนพื้นที่ EEC ของไทย

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้ มีดังนี้ 

ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 

ทั้งสองฝ่ายพร้อมหาข้อสรุปเพื่อจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ร่วมด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระยะ 5 ปี อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน

นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนข้อริเริ่ม Asia-Japan Investing for the Future (AJIF) ของญี่ปุ่น โดยนักลงทุนญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีศักยภาพ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรัฐบาลไทยเพิ่งประกาศมาตรการส่งเสริม 

ด้านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุน โดยเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ รองรับการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ถือเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่าญี่ปุ่นจะยังคงการผลิตยานยนต์ในไทยต่อไป รวมถึงการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ด้วย

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่นการหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น

ด้านความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด-19 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนไทยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งรวมถึงการส่งมอบวัคซีน เครื่องผลิตออกซิเจนและอุปกรณ์สำหรับการจัดเก็บวัคซีนฯ รวมทั้งความช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 

โดยในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรส่งเสริมความร่วมมือในด้านสาธารณสุขระหว่างกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั้งสองฝ่ายยังได้มีการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการสนับสนุนเร่งด่วนสำหรับการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากขึ้น ผ่านการผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยชาวไทยพร้อมให้การต้อนรับชาวญี่ปุ่นกลับมาท่องเที่ยวในไทย 

ด้านความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคง และการยุติธรรม 

ทั้งสองฝ่ายยินดีที่มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารกันอย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายพร้อมให้มีการเจรจาสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในทันทีเพื่อผลักดันในเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายพร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันต่อไปภายใต้กลไกความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ทั้งนี้ภายหลังการหารือ ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยการมอบยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น และการ MOUการหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น และการ MOU

ด้านภูมิภาคและระหว่างประเทศ 

ญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน – ญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือกับไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด 

รวมทั้งพร้อมหารือร่วมกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน – ญี่ปุ่น สมัยพิเศษที่ญี่ปุ่นในปีหน้า นอกจากนี้ ทั้งสองเห็นพ้องเพิ่มพูนความร่วมมือกันอย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้นในกรอบต่าง ๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและโลก 

ส่วนการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคของไทยในปีนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือและให้การสนับสนุนบทบาทที่แข็งขันของไทย พร้อมสนับสนุนวาระการเป็นเจ้าภาพที่ไทยผลักดัน ภายใต้หัวข้อ Open. Connect. Balance. โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนไทยอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายนนี้

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีของไทย เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรพิจารณายกระดับสถานะความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เพื่อสะท้อนความแน่นแฟ้นและพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยืนยันพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และเห็นพ้องกับนายกรัฐมนตรีในการยกระดับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” โดยทางญี่ปุ่นจะพิจารณาอย่างจริงจังต่อไป

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เทศบาลนครภูเก็ต ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เดินหน้าพัฒนาโครงการนวัตกรรมพลังงาน (Smart Energy) และการบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น การบริหารจัดการแหล่งน้ำ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนการนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาพื้นที่รับผิดชอบของเทศบาลนครภูเก็ตให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และเมืองต้นแบบด้านพลังงานสะอาด พร้อมก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวนานาชาติ ควบคู่กับการเป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเรียนรู้ระดับโลก

นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมพลังงาน (Smart Energy) และการบริหารจัดการสาธารณูปโภคภายในพื้นที่รับผิดชอบของเทศบาลนครภูเก็ต ระหว่าง เทศบาลนครภูเก็ต โดย นายสาโรจน์ อังคณาพิลาส นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรม Courtyard by Marriott Phuket Town จ.ภูเก็ต

นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับจังหวัดภูเก็ตที่หน่วยงานชั้นนำด้านพลังงาน ที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทยอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีความร่วมมือกับเทศบาลนครภูเก็ต ในการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมพลังงาน โดยมุ่งหวังที่จะช่วยให้ภูเก็ต เป็นเมืองต้นแบบด้านพลังงานสะอาด ซึ่งความร่วมมือในการจัดทำโครงการด้านพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมโดยรวม นอกจากจะทำให้ประชาชนมีรายได้แล้ว ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าด้วยศักยภาพของ บุคลากรและภายใต้การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน โครงการดังกล่าวจะต้องประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้

นายสาโรจน์ อังคณาพิลาส นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า เทศบาลนครภูเก็ต มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนด้วยพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเทศบาลนครภูเก็ตโดยยานยนต์ไฟฟ้า หรือการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ จึงมีความมั่นใจและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนร่วมมือกับ ปตท. ในการดำเนินโครงการต่าง ๆ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเทศบาลนครภูเก็ตและ ปตท. ที่จะร่วมกันศึกษาและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน โดยมุ่งหวังให้การพัฒนาเศรษฐกิจและการบริหารจัดการด้านสาธารณูปโภคเกิดความสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งประชาชนในเขตเทศบาลนครภูเก็ตมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นอกจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยแล้ว ปตท. ยังคงเดินหน้าในการแสวงหานวัตกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคต นับเป็นโอกาสอันดีที่ กลุ่ม ปตท. จะได้นำเอาองค์ความรู้ด้านพลังงาน มาร่วมสนับสนุนจังหวัดภูเก็ตที่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ในการศึกษาและพัฒนาโครงการนวัตกรรมทางด้านพลังงาน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) อีกทั้ง กลุ่ม ปตท. ยังสามารถเสริมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการสนับสนุนให้มีการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การติดตั้งสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ครอบคลุมในพื้นที่ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน ธุรกิจ การคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาเทศบาลนครภูเก็ตให้ก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ต้นแบบด้านพลังงานสะอาด ตอบรับเทรนด์สังคมคาร์บอนต่ำ และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

Source : RYT9

การขาดแคลนกราไฟท์วัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าอาจต้องชะลอการขับเคลื่อนทั่วโลกให้เป็นสีเขียว

แบตเตอรี่รถยนต์ขาดแคลน เพราะ กราไฟต์ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ประสบปัญหาการขาดแคลนอุปทานท่ามกลางความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น อาจชะลอการขับเคลื่อนทั่วโลกให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กราไฟต์ใช้สำหรับการเป็นขั้วลบของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เรียกว่าแอโนด ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกมักใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

จอร์จ มิลเลอร์ (George Miller) นักวิเคราะห์จากผู้ให้บริการข้อมูลด้านวัสดุแบตเตอรี่และหน่วยข่าวกรองในลอนดอน เปิดเผยว่า ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะสูงถึง 11 ล้านคันในปี 2022 อาจมีกราไฟต์ขาดดุลประมาณ 40,000 ตันในปีนี้

“มีความเป็นไปได้ที่จะขาดวัตถุดิบในกราไฟท์ ซึ่งจะขัดขวางอัตราการใช้ประโยชน์ที่เซลล์ [แบตเตอรี่] และโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าการขาดดุลจะไม่ทำลายความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็สามารถ ผลักดันไทม์ไลน์สำหรับการบูรณาการยานพาหนะไฟฟ้าในสังคมที่กว้างขึ้น” มิลเลอร์ กล่าว

พร้อมเสริมด้วยว่า “รัฐบาลได้ส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเงินอุดหนุนและการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ในขณะที่ผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้ายอมรับเพิ่มขึ้นด้วย การเติบโตของความต้องการกราไฟท์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18% เมื่อเทียบเป็นรายปีจนถึงปี 2030 ตามเกณฑ์มาตรฐานแร่ธาตุ

มิลเลอร์ กล่าวต่อว่า “แนวโน้มอุปสงค์มีความแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อสำหรับกราไฟท์ มันจะยังคงเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับการเติบโตของลิเธียมไอออนและการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน มีกราไฟท์เกล็ดธรรมชาติประมาณ 50-100 กิโลกรัมในรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันที่ใช้วัสดุแอโนดกราไฟท์ธรรมชาติ”

ซูซาน ชอว์ (Suzanne Shaw) นักวิเคราะห์หลักของ วู้ด แมคเคนซี่ (Wood Mackenzie) ที่ปรึกษาด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ คาดการณ์ว่าความต้องการกราไฟท์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2035 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของแบตเตอรี่ที่แข็งแกร่ง

“ในขณะที่ปริมาณกราไฟท์ไม่ได้หายากและตัวเลขอุปทานทั้งหมดมักจะตอบสนองความต้องการ แต่อุปทานกราไฟท์เกรดแบตเตอรี่ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั้นเข้มงวดกว่ามาก” ชอว์ เขียนระบุ

“ในแง่ของวัตถุดิบ จีนคิดเป็น 76% ของการจัดหากราไฟท์ธรรมชาติของโลก และ 56% ของการจัดหากราไฟท์สังเคราะห์ โดยทั่วไปแล้ว การผลิตของจีนจะมีราคาถูกกว่าในภูมิภาคอื่นๆ มาก เนื่องจากต้นทุนแรงงาน พลังงาน และรีเอเจนต์ต่ำกว่ามาก” ชอว์ กล่าว

ในปี 2021 จีนเป็นผู้ผลิตกราไฟท์ธรรมชาติชั้นนำของโลก โดยผลิตได้ประมาณ 820,000 ตันหรือประมาณ 79% ของผลผลิตทั้งหมดทั่วโลก ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐในเดือนมกราคม

จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคปลายน้ำซึ่งรวมถึงแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน คาดว่าจีนจะผลิตกราไฟท์ธรรมชาติได้ประมาณ 913,000 ตันในปี 2568 ตามรายงานของฟรอส์ทแอนด์ซัลลิแวน (Frost & Sullivan) ในหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหุ้น IPO ของ China Graphite Group เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

เดนนิส อิป (Dennis Ip) และลีโอ โฮ (Leo Ho) นักวิเคราะห์จากไดวะแคปิตอลมาร์เก็ต (Daiwa Capital Markets) ระบุว่า “ตลาดแอโนดแกรไฟต์มีความตึงตัว ซึ่งน่าจะคงอยู่จนถึงสิ้นปีนี้”

ราคากราไฟท์ส่วนใหญ่มีเสถียรภาพโดยผลิตภัณฑ์ระดับล่างที่ 35,000 หยวนต่อตัน และผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ที่ 60,000 หยวนต่อตัน กราไฟต์คิดเป็นประมาณ 5-15% ของต้นทุนในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

ในขณะที่ Benchmark Mineral Intelligence คาดการณ์ถึงการขาดแคลนกราไฟท์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ แต่สิ่งนี้สามารถจูงใจให้ราคาสูงขึ้นและทำให้อุปทานแร่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป “ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าจะเพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันปัญหาการขาดแคลนในตลาด แต่หวังว่าเราจะได้เห็นภายในสิ้นปีนี้”

Source : Spring News

สรรพสามิต ปลื้มยอดจองรถอีวี ในงานมอเตอร์โชว์กว่า 3 พันคัน คาดหลังสงกรานต์ ค่ายรถทั้งจีนและญี่ปุ่นตบเท้าเข้าทำ MOU ร่วมมาตรการส่งเสริมฯอีวี ต่อเนื่อง พร้อมเผย ช่วงต้น พ.ค. นี้ รองนายก ”สุพัฒนพงษ์” ลุยโรดโชว์ญี่ปุ่นคุยทุกค่ายรถ หวังดึงเข้ามาลงทุนผลิตรถอีวีในไทย

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเริ่มเห็นสัญญาณการหันมาใช้รถอีวีเพิ่มมากขึ้น หลังจากบริษัท เกรทวอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี  

ซึ่งเริ่มจำหน่ายในงานมอเตอร์โชว์ที่จบลงเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มียอดจองรถอีวีเข้ามากว่า 3,000 คัน คิดเป็น 10% จากยอดจองรถทั้งหมดภายในงาน 30,000 คัน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก

ขณะที่ค่ายรถน้องใหม่ อย่าง เนต้า ก็มีการทำหนังสือถึงกรมสรรพสามิต โดยระบุอย่างชัดเจนว่าสนใจเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทย ตั้งแต่ช่วงการจัดงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา คาดว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษาบริษัทแม่ และจัดทำรายละเอียดแพ็คเกจรถอีวีเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าจะเข้ามาทำ MOU ได้ในไม่ช้านี้

“จากยอดจองรถอีวีในงานมอเตอร์โชว์ ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเชื่อว่าโมเม้นตั้มจะไปเร็ว ซึ่งจากยอดจองในงาน เมื่อมีการจดทะเบียนรถเกิดขึ้น ทางค่ายรถยนต์ก็จะสามารถนำยอดมาเคลมรับเงินอุดหนุนจากสรรพสามิต ตั้งแต่ 70,000-150,000 บาท

ซึ่งใบจดทะเบียนรถจะเป็นหลักฐานสำคัญว่าเกิดการซื้อขายจริง แม้ตัวเลขที่เกิดขึ้นจะเป็นยอดจอง แต่ถือเป็นการนับ 1 เพราะจะมีการซื้อเกิดขึ้นจริง ราคารถอีวีมีการปรับลดจริง มีดีมานด์เกิดขึ้นจริง กรมฯ ยืนยันรัฐบาลมีเงินสนับสนุนตามที่ประกาศไว้อย่างแน่นอน” นายลวรณ กล่าว

ลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต
ลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต 

ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี  จากรัฐบาลไทย ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในปีที่ 3 คืนในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 หรือเท่ากับจำนวนที่นำเข้ามาขายในช่วง 2 ปีแรก ส่วนปีที่ 4 จะต้องผลิตคืนในอัตราส่วน 1 ต่อ 1.5

หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะมีบทลงโทษ ตามเงื่อนไข ในเอ็มโอยู ตามที่ได้มีการเซ็นสัญญาไว้ เช่น เบี้ยปรับเงินเพิ่มจากภาษีอากรขาเข้า และภาษีสรรพสามิต

นายลวรณ กล่าวอีกว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เป็นประธาน จะเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือกับผู้ประกอบการรถยนต์ในญี่ปุ่นทุกค่าย ตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ซึ่งจะผลักดันและสนับสนุนการลงทุนรถอีวีในประเทศไทย ซึ่งยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลต้องการขับเคลื่อนนโยบายการใช้รถอีวีอย่างเต็มที่ และอยากให้ทุกค่ายรถอีวีเข้ามาร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถอีวีในประเทศไทยด้วย โดยแพ็คเกจมาตรการเปิดกว้างให้กับทุกค่ายรถยนต์

ส่วนกรณีการลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถอีวี เพื่อสนับสนุนให้รถอีวีมีราคาถูกลง จาก 8% เหลือ 2% ซึ่งยังไม่ได้มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษานั้น นายลวรณ ระบุว่า กรณีดังกล่าวจะไม่มีปัญหา และจะทันในการจำหน่ายรถอีวีล็อตใหม่แน่นอน

หรือหากไม่ทัน ก็สามารถระบุในประกาศให้มีผลย้อนหลังได้ ฉะนั้น ผู้ที่มีความต้องการซื้อรถอีวี ไม่ต้องกังวลในเรื่องภาษีดังกล่าว โดยยืนยันจะได้รับสิทธิส่วนลดภาษีสรรพสามิตอย่างแน่นอน 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ค่ายรถยนต์โตโยต้า ได้แสดงความสนใจขอเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามาที่กรมสรรพสามิตแล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในช่วงหลังสงกรานต์ หรือ ภายในเมษายนนี้

ซึ่งจะถือเป็นค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นค่ายแรก ที่เข้าร่วมมาตรการ และเชื่อว่าจะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ค่ายรถอื่นๆ ทั้งของญี่ปุ่น และยุโรป ตื่นตัวและเข้าร่วมมาตรการตามมาอย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ได้มีค่ายรถยนต์น้องใหม่จากจีน 3 ค่าย ที่ได้แจ้งความสนใจมาที่กรมสรรพสามิตเพื่อเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมใช้อีวีแล้ว ได้แก่ ค่ายเนต้า ค่ายจีลี่ และค่ายฉางอัน ซึ่งขณะนี้กำลังหารือในรายละเอียดร่วมกันอยู่

ขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นอย่างฮอนด้า ก็มีความสนใจ แต่ในกระบวนการผลิต และในรายละเอียดอื่นๆ อาจจะดำเนินการไม่ทัน โดยอาจจะเข้าร่วมแพ็กเกจได้ในปี 2566

Source : ฐานเศรษฐกิจ