หลายท่านคงคุ้นเคยกับ ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า เขามีการปรับปรุงฉลากประหยัดไฟกันมาหลายรุ่นแล้ว ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีการปรับเรื่องของการแสดงข้อมูลที่ดีขึ้น เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ล่าสุดตอนนี้มี ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 รุ่นปี 2024 ออกมาแล้ว ซึ่งจะเปิดให้ในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้าครับ บทความนี้ทางทีมงานก็เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาแนะนำกัน

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คืออะไร

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นฉลากที่ออกมาเพื่อแจ้งข้อมูลของระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น รับทราบถึงข้อมูลเบื้องต้น และค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายต่อปี เรียกว่าช่วยในการตัดสินใจได้ดีเป็นอย่างมาก

สำหรับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้นก็มีมานานแล้ว ในรุ่นแรกที่มีการใช้งานจะเริ่มกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวแรกที่ติดฉลากก็คือ ตู้เย็น ซึ่งในแบบแรกนั้นจะใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียวเป็นตัวบอกว่าระดับการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวนั้นๆ ตัวเลขก็จะมีตั้งแต่ 1 – 5 ตัวเลขยิ่งมาก ก็หมายถึงว่า ประหยัดไฟมากที่สุดนั่นเอง พร้อมข้อความกำกับตัวเลขอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ 1 (ต่ำ) , 2 (พอใช้) , 3 (ปานกลาง) , 4 (ดี) และ 5 (ดีมาก) นอกจากนี้จะมีระบุเพิ่มเติมเรื่องของค่าไฟฟ้าต่อปีที่จะเกิดขึ้น จำนวนหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อไป ส่วนข้อมูลอื่นๆ ก็จะเป็นพวก ชื่อสินค้า ปีผลิต กำลังไฟที่ใช้ พวกนี้เป็นต้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ก็ได้มีการออกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ใหม่ออกมาอีก 1 รุ่น แทนของเดิม ซึ่งรุ่นนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ตัวเลขระดับ 1 – 5 ที่เคยใช้ในแบบแรกนั้นจะหายไป จะกลายเป็นตัวเลขที่ระบุไปเลยว่าได้ระดับไหน และมีการเพิ่มดาวเข้ามาแทน โดยส่วนของดาวนั้นก็จะมีตั้งแต่ 1 – 3 ดาว ยิ่งได้ดาวมาก ก็ยิ่งประหยัดไฟมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ส่วนอื่นๆ ก็จะมีข้อมูลคล้ายกับแบบแรก ไม่ว่าจะเป็นประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้า ยี่ห้อ รุ่น ขนาด ค่าไฟฟ้าต่อปี และเพิ่มเว็บไซต์ของโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ไว้ด้านล่าง แบบนี้จะดูค่อนข้างง่ายมากกว่าเดิม เพราะมีการจัดเรียงข้อมูลจำเป็นให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ล่าสุด

สำหรับแบบใหม่ล่าสุดนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยน เรียกได้ว่าใหม่ๆ จริง เพราะหน้าตาแทบจะไม่เหมือนเดิมเลยครับ แต่ว่ายังคงพวกข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นไว้ทั้งหมด สิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปก็มีดังนี้

  • เพิ่มดาว จากเดิม 1 – 3 ดาว ให้เป็น 1 – 5 ดาวแทน เพื่อให้ข้อมูลของประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
  • มีการแสดงข้อมูลของการลดการปล่อย Co2 ระบุเอาไว้ด้วย ซึ่งค่าที่แสดงนั้นจะเป็นค่าตลอดช่วงการใช้งาน สำหรับสายรักษ์โลกเห็นตัวเลขนี้จะได้ตัดสินใจเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
  • เพิ่มสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Circular Economy)
  • เพิ่ม QR CODE เพื่อให้ผู้บริโภคสแกนดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เช่น การติดตั้ง การใช้งาน การดูแลบำรุงรักษา และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์
  • ค่าใช้ไฟ้าต่อปี ที่ระบุหมายเหตุเอาไว้ด้วยว่า ใช้จากฐานค่าไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่ ในปีไหน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด ก็เรียกว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ได้ประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่ม ข้อมูลการลดการปล่อย Co2 ที่ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกันมากขึ้น รวมถึงการมี QR CODE ให้เราสแกนเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านออนไลน์​ แน่นอนว่าข้อมูลก็สามารถปรับปรับอัพเดตให้ทันสมัยได้ตลอดเวลาอีกด้วยครับ

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ครอบคลุมเรื่องใช้ไฟฟ้าประเภทไหนบ้าง

  • ตู้เย็น
  • เครื่องปรับอากาศ
  • พัดลมไฟฟ้า
  • หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
  • หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า
  • เตารีดไฟฟ้า
  • เครื่องซักผ้า
  • หลอด LED
  • เตาไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ
  • กาต้มน้ำไฟฟ้า
  • ตู้แช่เย็นแสดงสินค้า
  • กระทะไฟฟ้า
  • เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ
  • ตู้น้ำร้อน และตู้น้ำเย็น
  • เครื่องอบผ้า
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • เครื่องเสียง
  • เครื่องฟอกอากาศ
  • จักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอื่นๆ เช่น เครื่องปั่นน้ำ เครื่องปั่นผลไม้ เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าครั้งต่อไป ไม่ว่าจะซื้อใหม่ หรืออยากจะเปลี่ยนของเดิมทีกินไฟมากๆ แล้ว อย่าลืมดูฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันแบบละเอียดด้วยนะครับ ให้ได้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดไฟมากที่สุด และยังช่วยลด Co2 ได้มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งในฝั่งของผู้บริโภคเองก็มีแต่ได้ประโยชน์ ตั้งแต่การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าถ้าฉลากระบุข้อมูลขนาดนี้ ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็ต้องปรับปรุงพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประหยัดไฟมากขึ้น ลด Co2 ได้มากขึ้นตามไปด้วย

ภาพประกอบ : โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

รัฐมนตรีพลังงาน เร่งดำเนินทุกมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเปราะบาง หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าไฟฟ้างวด ม.ค.- เม.ย. 2567 ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย ยืนยันเร่งเดินหน้าเต็มที่ พร้อมผลักดันให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2567

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นและความกังวลเกี่ยวกับค่าไฟฟ้างวดใหม่ (ม.ค.- เม.ย. 2567) หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศราคาค่าไฟฟ้าออกมาที่ 4.68 บาทต่อหน่วยนั้น  ตัวเองได้เร่งให้ทุกหน่วยงานหาทุกมาตรการเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงให้ได้

โดยที่ผ่านมาได้จัดประชุมสั่งการในเบื้องต้นให้ลดค่าไฟฟ้า ซึ่งค่าไฟฟ้าที่ลดได้จะเกิดจาก 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1) การขยายเวลาชำระหนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกไปอีก 1 งวด 2) การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และ 3) การกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้แม้ว่าการดำเนินการทั้ง 3 มาตรการ จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากที่ กกพ. เสนอ แต่ทุกฝ่ายก็ยังจะพยายามหาช่องทางลดค่าไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

“หลังจากที่มีการประชุมในหลายๆ ครั้ง ทำให้เราได้เห็นตัวเลขและข้อมูลต่างๆ ที่จะนำมาประกอบการพิจารณาค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น สิ่งที่ผมเพิ่งได้ดำเนินการซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เป็นการปรับโครงสร้างที่จะมีความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย และไม่เป็นการสร้างภาระในอนาคต ส่วนมาตรการขยายภาระหนี้ กฟผ. ถือว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น แต่ผมก็มีแผนที่จะเตรียมแก้ปัญหาให้ กฟผ. เพื่อปลดภาระหนี้ด้วย ส่วนการกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดราคาค่าไฟฟ้าลงได้

ซึ่งทั้ง 3 มาตรการที่จะดำเนินการนี้ แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากที่ทาง กกพ. เสนอ แต่ผมยังต้องการจะให้ลดลงมากกว่านี้ ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนและเอกชน ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จะใช้งบกลางเพื่อให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ขอให้มั่นใจว่าทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และทำอย่างเร็วที่สุดเพื่อให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้แก่คนไทยทุกคน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

Source : Energy News Center

ในทางการเมือง การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายปรับลดหรือตรึงไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าก็เพื่อหวังคะแนนนิยมจากประชาชน อย่างไรก็ตามประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องรู้ว่า ต้นทุนส่วนต่างที่เกิดขึ้นจริงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระเอาไว้ให้ก่อนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสะสมอยู่ 1.38 แสนล้านบาทนั้น เป็นภาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องทยอยจ่ายคืนบวกด้วยดอกเบี้ยเงินกู้จนครบตามจำนวน และยิ่งปล่อยให้ กฟผ.แบกรับภาระมากเกินไปจนมีปัญหาการขาดสภาพคล่อง หรือถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งจะทำให้มีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าก็ยิ่งหนักขึ้น

นโยบายประชานิยมเรื่องค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 ที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับในทางบวกจากผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 ปรับลดลงจาก 4.45 บาทต่อหน่วยเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ซึ่งผลจากมติ ครม.นี้ ทำให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กพพ.) ต้องเรียกประชุมเพื่อกำหนดอัตราค่าเอฟทีงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 ที่ได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้กันใหม่ โดยนำมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ. มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งสาระสำคัญของมาตราดังกล่าว คือเป็นการกำหนดค่าไฟฟ้าตามมติ ครม. แม้ว่าจะเป็นอัตราที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงก็ตาม โดยต้นทุนส่วนต่างที่ปรับลดจำนวน 46 สตางค์ต่อหน่วยนั้น กกพ.ให้ กฟผ.และปตท.ช่วยแบกรับไปก่อน 

ผลจากมติ ครม.และ กกพ. ที่ปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้ลดลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ทำให้ กฟผ.ยังไม่ได้รับคืนเงินค้างจ่าย จากการที่ต้องแบกรับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าไว้ก่อน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ถึงปัจจุบัน เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงประมาณ 138,485 ล้านบาท ซึ่งในมติเดิมของ กกพ. นั้น กฟผ.จะต้องได้รับการทยอยคืนเงิน โดยบวกรวมไปในค่าเอฟทีงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 จำนวน 38.31 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 23,428 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังเป็นอัตราที่ ปตท.ต้องมาช่วยแบกรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแทนกฟผ.ไปก่อนจำนวนประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท ซึ่งกฟผ.จะทยอยจ่ายคืนให้ ปตท.ในงวดถัดไป 

สำหรับการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคม-เมษายน 2567 ที่จะเริ่มเห็นตัวเลขค่าไฟฟ้าประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน นี้ ทางเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)มีการส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชนหลายสำนักแล้วว่า จะต้องปรับค่าเอฟทีสูงขึ้นจากงวดก่อนหน้า (กันยายน-ธันวาคม 2566)ซึ่งอยู่ที่ 20.48 สตางค์ต่อหน่วย และจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น , อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง รวมทั้งยังมีเงินภาระค่าเชื้อเพลิงที่ต้องทยอยจ่ายคืนให้กับ กฟผ. ด้วย

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมไฟฟ้า วิเคราะห์ว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับงวด เดือนมกราคม- เมษายน 2567 หากรัฐบาลยังคงใช้นโยบายการตรึงค่าไฟฟ้าเอาไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วยต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน สร้างคะแนนนิยมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ผ่านมติ ครม.เหมือนมติเมื่อ 18 กันยายน ที่ผ่านมาก็จะเป็นการบีบให้ กกพ.ต้องนำมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ.มาใช้อีกครั้ง  แต่ผลกระทบที่ตามมาจะหนักขึ้น เพราะมีแนวโน้มที่ กฟผ.จะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง ไม่สามารถชำระหนี้ค่าเชื้อเพลิงให้กับ ปตท.ที่แบกภาระไว้ให้ก่อนหน้านั้นได้ และอาจถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง ที่จะทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ก็จะต้องเป็นผู้ทยอยจ่ายคืนภาระหนี้ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยทั้งหมด โดยบวกรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บในงวดถัดๆไป

“ นโยบายตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ไม่ได้ทำให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงหายไป เพียงแต่มี กฟผ.และปตท.ช่วยแบกรับแทนไปก่อน ซึ่งในท้ายที่สุด ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะต้องทยอยจ่ายคืนภาระหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดบวกด้วยดอกเบี้ย “ แหล่งข่าวกล่าว

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เผยค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2567 พุ่งเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เพิ่มขึ้นเป็น 64.18 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐานอีก 3.78 บาทต่อหน่วย และยังต้องใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีก 95,777 ล้านบาท โดย กกพ. ได้จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าใน 3 กรณี แบ่งเป็นกรณีแรกคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ส่งผลค่าไฟฟ้าแตะ 5.59 บาทต่อหน่วย, กรณีที่ 2 คืนหนี้ กฟผ. 3 งวด ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.93 บาทต่อหน่วย และกรณีที่ 3 คืนหนี้ กฟผ. 6 งวด ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย พร้อมนำรายละเอียดเปิดรับฟังความเห็นประชาชนระหว่าง 20-24 พ.ย. 2566 นี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 10 – 24 พ.ย. 2566 ก่อนจะสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการ และนำไปหารือกับภาครัฐเพื่อพิจารณาแนวทางกำหนดราคาค่าไฟฟ้าต่อไป

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ กกพ. เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 เห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567  โดยค่า Ft เพิ่มเป็น 64.18 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าแทนประชาชน จนปัจจุบันมียอดหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืน กฟผ. อยู่ที่ 95,777 ล้านบาท ดังนั้น กกพ. จึงได้จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าแบ่งเป็น  3 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ได้แก่

กรณีที่ 1 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้คืน กฟผ.ทั้งหมด 95,777 ล้านบาทในงวดเดียว ทำให้ค่า Ft รวมเป็น 216.42 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวด ม.ค.-เม.ย. 2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.95 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ภายใน 1 ปี) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้คืน กฟผ.จำนวน 95,777 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวดๆ ละจำนวน 31,926 ล้านบาท รวมเท่ากับค่า Ft จะอยู่ที่ 114.93 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวด ม.ค.-เม.ย. 2567  เพิ่มขึ้นเป็น 4.93 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ภายใน 2 ปี) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้ กฟผ. จำนวน 95,777 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 6 งวดๆ ละจำนวน 15,963 ล้านบาท รวมเท่ากับค่า Ft จะอยู่ที่ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 4.68 บาทต่อหน่วย

นายคมกฤช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังอยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 200-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือน เม.ย. 2567 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อมาชดเชยก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งหากมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องนำเข้า LNG เพิ่มมากขึ้นอีกตามไปด้วย

นอกจากนี้สถานการณ์สงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังยืดเยื้อประกอบกับสงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันดิบดูไบ และราคา LNG มีความผันผวนสูงจึงมีความเสี่ยงที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 และ ม.ค. – เม.ย. 2567 จะเปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการ

อย่างไรก็ตาม กกพ. จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม มีความมั่นคง และเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ต่างๆที่อาจเปลี่ยนแปลงไป  นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการนำเข้า LNG และลดความผันผวนของราคาพลังงาน

Source : Energy News Center

บิ๊กหอการค้ายกนิ้วรัฐบาลลดค่าไฟฟ้าทันที ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน ลดต้นทุนผู้ประกอบการ จี้ลุยต่อยกเครื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้เหมาะสม กระทุ้งเร่งตั้ง กรอ.พลังงานให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รัฐบาลใหม่นัดแรก (13 ก.ย. 2566) มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนหลายมาตรการ ทั้งลดค่าไฟฟ้า ลดราคานํ้ามันดีเซล พักหนี้เกษตรกรและเอสเอ็มอี ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน เป็นต้น

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การลดค่าไฟฟ้าทันทีเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและลดต้นทุนผู้ประกอบการถือเป็นเรื่องที่ดี แต่คงต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังของรัฐบาล ซึ่งในระยะกลางและระยะยาวเอกชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการยกเครื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้สอดคล้องกับทิศทางความต้องการและรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในราคาที่เหมาะสม และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้

เอกชนจี้รัฐลุยต่อ ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ยกนิ้วรัฐลดค่าไฟ

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการของไทยมีภาระต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนค่าไฟฟ้า หากพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศเทียบกับประเทศข้างเคียง เช่นเวียดนาม ที่มีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.88 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ภาคเอกชนอยากให้มีการพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพลังงาน หรือ กรอ.พลังงาน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและเสนอแนะทางออกในการปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ต่อไป

กรณีที่นายกรัฐมนตรีประกาศจะผลักดันให้เศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยขยายตัวปีละไม่ตํ่ากว่า 5% และปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าที่เป็นธรรม (จากนโยบายหาเสียงจะปรับขึ้นค่าแรงเป็น 600 บาทต่อวันภายในปี 2570) เรื่องนี้เอกชนเห็นด้วยกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า หากจีดีพีไทยเติบโตได้ 5% ค่าแรงก็จะปรับขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นส่วนที่ภาคเอกชนให้การสนับสนุนอยู่แล้ว โดยการปรับขึ้นค่าแรงตามที่หอการค้าไทยได้มีการหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการไตรภาคีในการกำหนดค่าแรงที่เหมาะสมในแต่ละจังหวัด และเห็นว่าการขึ้นค่าแรงขั้นตํ่าไม่ควรขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ

Source : ฐานเศรษฐกิจ