อินเดียกำลังแซงหน้าจีน ด้วยการพัฒนาระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีสีเขียวที่มีราคาประหยัด ซึ่งอาจทำให้อินเดียก้าวสู้การเป็น ‘รัฐไฟฟ้า’ แห่งแรกของโลก

แม้ว่าที่ผ่านมาทั่วโลกจะจับตาไปที่การขยายระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็วของจีน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์ด้านพลังงานสะอาด แต่หากจะเปรียบเทียบกันในเชิงลึก อีกหนึ่งประเทศขนาดใหญ่อย่างอินเดียก็ดูเหมือนจะแซงหน้าจีนไปแล้วในหลายแง่มุม

รายงานฉบับใหม่จากสถาบันวิจัย Ember ระบุว่า ปัจจุบัน อินเดียกำลังเปลี่ยนผ่านไปใช้ไฟฟ้าได้รวดเร็วกว่า และคงเหลือการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อจำนวนประชากรในปริมาณที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับจีนในช่วงที่อยู่ในระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน

โดยนักวิเคราะห์ของ Ember ได้ปรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนและอินเดียให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยกำหนดให้รายได้ต่อหัวของอินเดียในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11,000 ดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับรายได้ต่อหัวของจีนในปี 2012 ทำให้พวกเขารายงานสามารถเปรียบเทียบระบบพลังงานของทั้งสองประเทศในระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกันได้

นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจไม่ได้จำเป็นต่อประเทศกำลังพัฒนามากขนาดนั้น และพลังงานสะอาดก็อาจเป็นหนทางที่ดีในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยหลักๆ มากจากการที่อินเดียสามารถเข้าถึงแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่จีนเคยมีเมื่อประมาณสิบปีก่อน รวมถึงการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายคิดเป็น 5% จากยอดขายรถใหม่ทั้งหมดเมื่อปี 2024 

ทำให้ Ember คาดการณ์ว่า อินเดียที่ไม่มีแหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศ กำลังจะกลายเป็น ‘รัฐไฟฟ้า’ (Electrostate) ที่ตอบสนองความต้องการด้านพลังงานส่วนใหญ่ด้วยไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานสะอาซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีหลายประเทศหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดเป็น ‘รัฐไฟฟ้า’ อย่างสมบูรณ์

อินเดีย กำลังเปลี่ยนเป็น 'รัฐไฟฟ้า' แห่งแรกจากพลังงานสะอาด

รัฐไฟฟ้า – Electrostate

แม้จะเป็นคำที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่โนเอล คันนิฟฟ์ ซีอีโอของ Wind Energy Ireland องค์กรด้านพลังงานลมของไอร์แลนด์ ซึ่งตั้งเป้าจะพัฒนาประเทศไปสู่ ‘รัฐไฟฟ้า’ หรือ Electrostate ก็ได้ให้นำยามคำดังกล่าวไว้ว่า

“การเป็นรัฐไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงแค่การผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”

ซึ่งก็สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของทั้งจีนและอินเดีย ที่ไม่ได้หันมาใช้ไฟฟ้าเพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอินเดียที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานหลักมากกว่า 40% ในรูปของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า เราอาจอยู่ในช่วงที่จีนมีอำนาจเหนือกว่าในระบบเทคโนโลยีไฟฟ้า แต่หากประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย สามารถหาวิธีพัฒนาการผลิตเทคโนโลยีไฟฟ้าโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์จากจีนอย่างสิ้นเชิง การใช้พลังงานไฟฟ้าของโลกก็อาจเร่งตัวขึ้นได้อีก ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เริ่มตื่นตัวและตระหนักแล้วว่า นี่คืออนาคตด้านพลังงาน

Source : Spring News

กบน. ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลต่อเนื่อง ลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากดีเซล 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน รวม 1.80 บาทต่อลิตร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันดีเซลในราคาเดิม แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น

วันนี้ (30 มกราคม 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.50 บาทต่อลิตร นับเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเดือนมกราคม ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับลดฯ เมื่อวันที่ 14 จำนวน 0.50 บาทต่อลิตร และวันที่ 23 ปรับลดฯ จำนวน 0.80 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้มีราคาคงเดิม

จากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันโลกจะสะดุดหากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลลง 0.50 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.20 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป และได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศต่อไป

สำหรับ ฐานะการเงินกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 25 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ยังติดลบอยู่ที่ 428 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 38,335 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,763 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 14.38 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 48.05 ล้านบาท

Source : Energy News Center

ปตท. เปิดเวทีระดับโลก “Sustainability Spark by PTT Group 2026” รวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ผนึกทุกภาคส่วนขับเคลื่อนประเทศไทยและโลกสู่ความยั่งยืนเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จุดพลังผนึกทุกภาคส่วน ปั้นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

กลุ่ม ปตท. จัดงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” วันที่ 16-17 ม.ค. 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เวทีผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศที่รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” ว่าการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังเพื่อสร้างอนาคตการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

ปัจจุบันรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน และผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รัฐบาลมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กลไกสำคัญคือราคาคาร์บอนภาคบังคับที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วนทั้ง Public Private People และ Partnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้างองค์ความรู้และการเรียนรู้ เพื่อให้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติได้จริง (Practical) โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม และการสร้างความมีส่วนร่วม จากทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืน

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

กลุ่ม ปตท. มีพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

ปตท. เดินหน้ากลยุทธ์ C3 ได้แก่

  1. Climate-Resilience Business เติบโตด้วยธุรกิจคาร์บอนต่ำ จากการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
  2. Carbon-Conscious Asset ลดคาร์บอนต่อหน่วยโดยไม่ลดทอนคุณภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน
  3. Coalition, Co-Creation and Collective Efforts for All ร่วมขยับเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก
'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน แบ่งเป็นดังนี้

1. เวทีสัมมนา ตลอด 2 วัน ที่ผนึกพลังจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขากว่า 40 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อาทิ การยกกรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้กลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนให้การเดินหน้าสู่ Net Zero กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม

ภายหลังการบรรลุข้อตกลงต่างๆ จากการประชุม COP30 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&P Global, Bloomberg และ McKinsey & Company รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลสู่วงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

2. บูธนิทรรศการ ถ่ายทอดการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนโครงการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย 

พร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสนุกของกลุ่ม ปตท. อาทิ Harumiki Immersive Zone บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของสตรอว์เบอร์รี Harumiki และไม้เมืองหนาวจากพลังความเย็นจาก LNG รวมไปถึง Plastic Funtastic by GC เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์

3. Spark Lab เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความยั่งยืนระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเวิร์กช็อปจัดสวนขวดแก้ว

4. Spark Hack เวทีเฟ้นหาไอเดียของคนรุ่นใหม่ ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

5. Spark Market ชิม ชม ช้อป อาหารและสินค้าโดนใจสายรักษ์โลกจากกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสิ่งแวดล้อม สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน โครงการชุมชนยิ้มได้ และไทยเด็ด

6. Business Matching โอกาสครั้งสำคัญในการผนึกพลังสร้างการเติบโตทางธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อน Thailand’s Sustainability Ecosystem พบกับผู้ประกอบการกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจด้านความยั่งยืน 4 กลุ่มศักยภาพ แบ่งเป็น Low Carbon Solutions, Circular & Clean Tech, Social Innovation และ Green Investment & ESG Funding

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดคาร์บอนระดับโลก ภาคเอกชนไม่อาจเดินหน้าธุรกิจด้วยระบบโลจิสติกส์แบบเดิมได้อีกต่อไป

กลุ่มเซ็นทรัล พร้อมบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา จึงประกาศยกระดับการขนส่งและโลจิสติกส์เป็น “วาระองค์กร” เดินหน้าขับเคลื่อน Green Transportation ในฐานะกลยุทธ์หลัก ผ่านการเร่งใช้นวัตกรรม พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ควบคู่การนำข้อมูล (Data) และระบบอัจฉริยะมาคุมทั้งซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และกดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

Green Transportation ควบคู่ ESG

“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า องค์กรขนาดใหญ่ไม่อาจอ้างการเติบโตโดยไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม บทบาทสำคัญคือการใช้ศักยภาพของขนาดธุรกิจและเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกรอบ ESG พร้อมยกระดับผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่การผลักดันมาตรฐานใหม่ให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

“ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบการตัดสินใจทางธุรกิจในระยะยาว โดยการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ การขับเคลื่อน Green Transportation จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมยืนยันการเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกอย่างยั่งยืน”

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีเป้าหมายความยั่งยืนสอดคล้องกัน เดินหน้าส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว

Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ FLS Group ผู้ให้บริการด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

ไทวัสดุ ริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียวนอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

GO Wholesale นำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow” ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ “อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน” เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ

แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กบน. ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชน โดยปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.80 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.80 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินไว้คงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน

ทั้งนี้จากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเนื่องจากความไม่สงบในประเทศอิหร่าน ตลอดจนความล่าช้าของแผนการฟื้นฟูกำลังการผลิตในเวเนซุเอลา อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.80 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เพิ่มขึ้น และขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป นอกจากนี้ กบน. ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศต่อไป

สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 18 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ยังติดลบอยู่ที่ 1,662 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 37,308 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,970 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 50.06 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 94.86 ล้านบาท

Source : Energy News Center