โครงการดวงอาทิตย์เทียม” หรือการพัฒนากระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุม เป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบปฏิกิริยาการกำเนิดพลังงานภายในใจกลางดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่อุดมสมบูรณ์ มีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีกากกัมมันตรังสีที่มีอายุยืนยาว นับเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาความต้องการพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จีนนับเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการฟิวชันนิวเคลียร์แบบควบคุมอย่างมาก ถึงขั้นบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เพื่อผลักดันให้พลังงานฟิวชันเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีสถาบันฟิสิกส์ตะวันตกเฉียงใต้ภายใต้บรรษัทนิวเคลียร์แห่งชาติจีน (CNNC) เป็นผู้นำในการวิจัย

หัวใจสำคัญของการทดลองนี้คืออุปกรณ์ที่เรียกว่า “โทคาแมค” (Tokamak) อุปกรณ์รูปทรงโดนัทที่ใช้สนามแม่เหล็กในการกักเก็บพลาสมาอุณหภูมิสูง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชัน โดยอุปกรณ์นี้เปรียบเสมือนลู่วิ่งแม่เหล็ก ที่ควบคุมพลาสมาไม่ให้สัมผัสกับผนังเตาปฏิกรณ์โดยตรง เพื่อรักษาอุณหภูมิและความดันที่จำเป็นต่อการรวมตัวของอะตอม

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของโทคาแมคขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะความหนาแน่นของพลาสมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราการผลิตพลังงานฟิวชัน

เมื่อดำเนินกระบวนการไปถึงจุดหนึ่ง จนไปถึงขีดจำกัดทางฟิสิกส์ของความหนาแน่นพลาสมา ที่เรียกว่า “ขีดจำกัดกรีนวาลด์” (Greenwald limit) หากความหนาแน่นของพลาสมาพุ่งสูงเกินขีดจำกัดนี้ พลาสมามักจะเกิดความไม่เสถียรและหลุดออกจากการกักกันของสนามแม่เหล็ก และจะปล่อยพลังงานมหาศาลเข้าทำลายผนังด้านในของอุปกรณ์ จนทำให้การทดลองต้องหยุดชะงักลง ปัญหานี้เป็นกำแพงที่ขัดขวางการบรรลุสภาวะการจุดระเบิดฟิวชัน (Ignition) มายาวนานหลายทศวรรษ

แต่ล่าสุด ทีมนักวิจัยสถาบันฟิสิกส์พลาสมาแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง และมหาวิทยาลัยเอ-มาร์กเซยในฝรั่งเศส ค้นพบวิธีการทลายขีดจำกัดความหนาแน่นของพลาสมาในการทดลองกับเครื่องโทคาแมกตัวนำยิ่งยวดขั้นสูงเชิงทดลอง (EAST) แสดงให้เห็นว่าพลาสมาสามารถคงความเสถียรได้ แม้จะมีความหนาแน่นสูงเกินกว่าที่เคยเชื่อกันว่าจะเป็นไปได้

นักวิจัยพัฒนาแบบจำลองทางทฤษฎีที่เรียกว่า “การจัดระเบียบตัวเองระหว่างพลาสมาและผนัง” (Plasma-wall self-organization หรือ PWSO) ทฤษฎีนี้อธิบายว่าการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลาสมาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพลาสมาและวัสดุที่ใช้ทำผนังเตาปฏิกรณ์ 

นักวิจัยพบว่า ความไม่เสถียรส่วนใหญ่เกิดจากรังสีของสิ่งเจือปนที่หลุดออกมาจากผนัง ซึ่งหากควบคุมจุดนี้ได้ก็จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้ ตามทฤษฎี PWSO ระบุว่าผนังทังสเตนสามารถรองรับสภาวะที่เรียกว่า “เขตปลอดขีดจำกัดความหนาแน่น” ได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อรักษาอุณหภูมิบริเวณเป้าหมายกักเก็บพลาสมาให้ต่ำลงเพื่อลดความเสียหายต่อวัสดุ

ทังสเตนช่วยให้การปล่อยอนุภาคสิ่งเจือปนเป็นไปในรูปแบบที่ทำนายผลได้ง่ายกว่า ผ่านกระบวนการกระทบทางกายภาพ (Physical sputtering) ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนจากผนังคาร์บอนแบบเดิมมาเป็นผนังโลหะทังสเตนทั้งหมดจึงสร้างความแตกต่างอย่างมาก

ในด้านเทคนิค ทีมวิจัยได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการสร้างพลาสมาตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น โดยการใช้ความดันก๊าซเริ่มต้นที่สูงและการเสริมพลังงานด้วย คลื่นอิเล็กตรอนไซโคลตรอน (ECRH) ในช่วงการเริ่มทำงานแบบโอห์มมิก (Ohmic start-up)

วิธีการนี้ช่วยลดระดับสิ่งเจือปนและรังสีที่เป็นอันตราย ทำให้พลาสมาสะอาดและมีความร้อนที่สมดุลมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือความสามารถในการควบคุมพลาสมาให้มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างราบรื่น โดยไม่เกิดการล่มสลายของระบบเหมือนในอดีต

จากการวัดผลการทดลอง พบว่าความหนาแน่นของพลาสมาสามารถพุ่งสูงถึง 1.3-1.65 เท่าของขีดจำกัดกรีนวาลด์เดิม ความสำเร็จนี้ถือเป็นการยืนยันในเชิงทดลองครั้งแรกของโลกเกี่ยวกับสภาวะเขตปลอดขีดจำกัดความหนาแน่นในเครื่องโทคาแมค 

การทลายกำแพงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจฟิสิกส์ของพลาสมาได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบเตาปฏิกรณ์ฟิวชันรุ่นต่อไปให้ผลิตพลังงานได้มหาศาลและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

นอกจากความสำเร็จของเครื่อง EAST แล้ว จีนยังมีเครื่อง Huanliu-3 (HL-3) ซึ่งเป็นดวงอาทิตย์เทียมรุ่นใหม่ที่สร้างสถิติที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน ในช่วงปีที่ผ่านมา HL-3 สามารถสร้างพลาสมาที่มีอุณหภูมิไอออนสูงถึง 117 ล้านองศาเซลเซียส และอุณหภูมิอิเล็กตรอนสูงถึง 160 ล้านองศาเซลเซียส 

ด้วยระดับความร้อนมหาศาลนี้ ทำให้จีนเข้าใกล้เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการจุดระเบิดปฏิกิริยาฟิวชันอย่างต่อเนื่องเข้าไปทุกขณะ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการผลิตพลังงานเชิงพาณิชย์

ในตอนนี้ จีนวางแผนงานที่ชัดเจนเพื่อเปลี่ยนงานวิจัยในห้องปฏิบัติการให้เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง โดยตั้งเป้าที่จะบรรลุการทดลองพลาสมาฟิวชันครั้งแรกในปี 2027 จากนั้นจะพัฒนาขีดความสามารถในการออกแบบเตาปฏิกรณ์ทดสอบทางวิศวกรรมในปี 2030 และก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2035 

หากแผนงานดำเนินไปตามเป้าหมาย พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากดวงอาทิตย์เทียมจะสามารถถูกจ่ายเข้าสู่ระบบพลังงานแห่งชาติของจีนได้ ในช่วงกลางศตวรรษนี้

การเดินทางไปสู่การสร้างพลังงานสะอาดที่ไร้ขีดจำกัดยังคงมีความท้าทายอีกมาก แต่ความสำเร็จในการทลายขีดจำกัดความหนาแน่นนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่สู่ยุคใหม่ของมนุษยชาติ ด้วยการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางทฤษฎี การออกแบบวัสดุขั้นสูง และความร่วมมือระดับนานาชาติ ความฝันที่จะนำพลังงานจากดวงอาทิตย์มาไว้บนพื้นโลกเพื่อขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนจึงเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ที่มา: CGTNChina DailyEarthScience Daily

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ภาครัฐนำโดย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งขับเคลื่อนมาตรฐานยูโร 6 จากรถยนต์เบนซินไปรถยนต์ดีเซล ยกระดับคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษและปัญหา PM2.5 ที่กระทบสุขภาพคนไทยอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งเครื่องยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์ สู่ ‘ยูโร 6’ อย่างจริงจัง จากเดิมที่เริ่มต้นกับรถยนต์เบนซิน สู่การขยายผลครอบคลุมรถยนต์ดีเซล ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษหลักในเมืองใหญ่ การขับเคลื่อนมาตรฐานยูโร 6 ไม่ใช่แค่การปรับสเปกรถหรือคุณภาพน้ำมัน แต่คือก้าวสำคัญของการจัดการอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวของประเทศไทย

ล่าสุด ‘สุรินทร์ วรกิจธำรง’ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM2.5 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จัดทำแผนดำเนินการยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่

ไทยลุยมาตรฐานยูโร 6 จากรถยนต์เบนซินสู่รถยนต์ดีเซล ยกระดับคุณภาพอากาศ

โดยการยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่ เริ่มจากการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 สำหรับรถยนต์ดีเซลใหม่ทุกขนาดและรถเบนซินใหม่ขนาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 และบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซินใหม่ขนาดเล็กตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 และกำหนดแผนการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซินใหม่ขนาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 รถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดเล็กตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2572 และรถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดใหญ่ภายในวันที่ 1 มกราคม 2575 ตามลำดับ ขณะนี้เข้าสู่แผนการบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซินใหม่ขนาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา และมุ่งมั่นที่จะบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 รถยนต์ดีเซลใหม่ต่อไป

‘สุรินทร์’ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ใหม่สู่มาตรฐานยูโร 6 ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยียานยนต์ที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูงเข้ามาใช้ เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ มาตรฐานรถยนต์เบนซินใหม่และรถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดเล็กตามมาตรฐานยูโร 6 มุ่งเน้นควบคุมอัตราการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนจากรถยนต์ เพื่อนำไปสู่การลดก๊าซโอโซนและฝุ่นละอองทุติยภูมิที่มีก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น 

ไทยลุยมาตรฐานยูโร 6 จากรถยนต์เบนซินสู่รถยนต์ดีเซล ยกระดับคุณภาพอากาศ

สำหรับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ดีเซลใหม่ขนาดใหญ่ มาตรฐานยูโร ๖ จะช่วยลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนร้อยละ ๘๐ ฝุ่นละอองลดลงมากกว่าร้อยละ ๕๐ ส่งผลให้สามารถลดการระบายฝุ่นละอองโดยตรงจากปลายท่อไอเสียและฝุ่นละอองทุติยภูมิที่เกิดจากการรวมตัวของสารมลพิษในบรรยากาศ  

ทั้งนี้ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการดูแลรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ใหม่ การปรับปรุงมาตรฐานรถยนต์ใช้งาน การเข้มงวดตรวจสภาพ และการส่งเสริมความร่วมมือจากเจ้าของรถและภาคเอกชน เพื่อให้การลดมลพิษทางอากาศเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในระยะยาว

Source : Spring News

3 การไฟฟ้าเสนอปรับลดค่าพรีเมียม ของไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มาไฟฟ้า (UGT1) สำหรับปี 2569 ลง 37% เหลือ 0.0375 บาทต่อหน่วย โดยสำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความเห็นระหว่าง 7-19 ม.ค. 2569  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ. ) ได้เปิดรับฟังความเห็น “อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff แบบที่ 1 : UGT1) สำหรับการให้บริการในปี 2569” ผ่านทางเว็บไซต์ของ สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 7-19 ม.ค. 2569

สำหรับค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา หรือ UGT1 เกิดขึ้นจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เห็นชอบแนวทางการกำหนดค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว  (Utility Green Tariff : UGT) โดยเห็นชอบให้ UGT1 เป็นอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมในระบบไฟฟ้า และให้บริการใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ต้องการเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า 

โดย UGT1 จะมีค่าไฟฟ้าปกติ บวกกับอัตราค่าบริการส่วนเพิ่ม หรือ ค่าพรีเมียม (Premium)  ซึ่งค่าพรีเมียมแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ค่าใบรับรอง REC และค่าบริหารจัดการ โดยที่ผ่านมา (28 ก.พ. 2567) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เห็นชอบอัตราค่า UGT1 ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาให้บริการโดยคิดค่าพรีเมียมแรกเริ่ม 0.0594 บาทต่อหน่วย ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา 

อย่างไรก็ตามล่าสุด 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ได้เสนอปรับปรุงค่า UGT1 สำหรับการให้บริการในปี 2569 ซึ่ง กกพ. ได้พิจารณาโดยมีความเห็นของสำนักงาน กกพ. ประกอบแล้ว จึงนำมาเปิดรับฟังความเห็นเป็นการทั่วไป เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของ กกพ. ต่อไป 

สำหรับอัตราค่าบริการที่ 3 การไฟฟ้าเสนอ แบ่งเป็น 1. โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดที่นำมาออกใบรับรอง REC ตาม UGT1 ของปี 2569 รวมปริมาณ 1,135 เมกะวัตต์ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการ 

2. เสนอค่าโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในระบบที่รัฐมีกรรมสิทธิ์ (PREC) เท่ากับ 0.0286 บาทต่อหน่วย 

3. เสนอค่าบริหารจัดการของ กฟผ. เท่ากับ 0.0028 บาทต่อหน่วย 

4.เสนอค่าบริหารจัดการเฉลี่ยของ กฟน. และ PEA เท่ากับ 0.0061 บาทต่อหน่วย    

โดยรวมค่าบริหารจัดการของ 3 การไฟฟ้าสำหรับ UGT1 ในปี 2569 เท่ากับ 0.0089 บาทต่อหน่วย ลดลง 0.0005 บาทต่อหน่วย จากปี 2568 

ส่งผลให้ข้อเสนอค่าพรีเมียมสำหรับการให้บริการ UGT1 แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในปี 2569 เท่ากับ 0.0375 บาทต่อหน่วย ลดลง 0.0219 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 37% จากปี 2568 

อย่างไรก็ตามการเสนออัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว UGT1 สำหรับปี 2569 นี้ ได้เปิดรับฟังความเห็นระหว่าง 7-19 ม.ค. 2569 ผู้ที่สนใจสามารถแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกพ. 

Source : Energy News Center

ปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ทิศทางพลังงานโลกมีการปรับเปลี่ยนครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะโลกกำลังเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อไปให้ถึงเป้า Net Zero แต่เพราะแรงขับใหม่อย่าง AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และภูมิรัฐศาสตร์ด้านเทคโนโลยี กำลังทำให้โจทย์พลังงานไม่ใช่เรื่องผลิตไฟฟ้าให้พออีกต่อไป หากเป็นเรื่องผลิตให้สะอาดขึ้น พร้อมส่งให้ทันเวลา และยืดหยุ่นพอจะรับกับความผันผวนได้

ในขณะที่หลายประเทศกำลังผลักดันพลังงานหมุนเวียนเป็นฐานหลัก ข้อมูลจาก International Energy Agency คาดการณ์ว่าพลังงานหมุนเวียนจะขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลกแทนถ่านหินได้ภายในปี 2026 และการเติบโตนี้เกิดจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกระดูกสันหลังของกำลังผลิตใหม่ในหลายระบบไฟฟ้าทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น และหลาย ๆ ประเทศเริ่มเข้าสู่จุดพีกของการผลักดันนโยบายพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะแนวหน้าอย่างจีน ที่วันนี้ต้องปรับนโยบายจากการรับประกันราคา มาเป็นการประมูลแข่งขัน เนื่องจากมีผู้เล่นในระบบมากขึ้น ส่งผลให้การติดตั้งรายปีชะลอลง

บทเรียนตรงนี้บอกเราว่า ต่อให้เทคโนโลยีถูกลงแค่ไหน นโยบายและกติกาในการกำกับดูแลตลาดยังเป็นตัวกำหนดจังหวะการลงทุนอยู่ดี และประเทศที่ตั้งใจจะเดินไปสู่พลังงานสะอาดต้องออกแบบนโยบายให้ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้

มองเทรนด์พลังงานสะอาดปี 2569 โจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการ

ในขณะเดียวกันทิศทางพลังงานหมุนเวียนในปีหน้ายังต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าเพื่อ AI เพราะความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกถูกประเมินว่ากำลังเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลให้อุปสงค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีเป้ายุทธศาสตร์การเป็นดาต้าเซนเตอร์จึงต้องมีการเร่งจัดหาระบบพลังงานไฟฟ้าสะอาดเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

เมื่อหันกลับมาที่ประเทศไทย วันนี้เอาจต้องตั้งคำถามกันว่า จะวางรากฐานให้ประเทศ ให้สามารถใช้โอกาสจากกระแสโลกได้อย่างไร และจะป้องกันความเสี่ยงจากกติกาใหม่ได้แค่ไหน โจทย์วันนี้ของรัฐบาลใหม่อาจอยู่ที่ว่าจะลงทุนกับระบบกริดให้ประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน เพราะนี่คือคอขวดที่ทำให้หมุนเวียนโตช้าโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกันการนำเอา AI ในการพยากรณ์และบริหารโหลดไฟฟ้า ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรพิจารณามากขึ้น เพื่อให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นไฟฟ้าที่จ่ายได้มั่นคง ไม่ใช่ไฟฟ้าที่ต้องลุ้นกับสภาพอากาศอย่างเดียว

อีกโจทย์สำคัญคือการออกแบบนโยบายอุตสาหกรรมและการเงินสีเขียวให้สอดคล้องกับทิศทางโลก ประเทศไทยพูดถึงการยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการเร่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธฺเป็นศูนย์(Net Zero) ไปแล้ว แต่การทำให้เกิดจริงต้องพึ่งเครื่องมือการเงิน มาตรฐานข้อมูล และแรงจูงใจที่ตรงจุด ตั้งแต่การทำ taxonomy ให้ใช้ได้จริง การสร้างระบบ MRV และการบัญชีคาร์บอนระดับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงเงินทุนสำหรับโซลาร์บนหลังคา โซลาร์ระดับอุตสาหกรรม และแหล่งกักเก็บพลังงาน

สุดท้าย รัฐบาลใหม่ควรเห็นว่าเทรนด์พลังงานปี 2569 ไม่ได้เป็นเรื่องเทคนิคเพียวๆ แต่เป็นเรื่อง ความสามารถของรัฐในการจัดระบบ วันนี้โลกกำลังวิ่งไปสู่ระบบไฟฟ้าที่สะอาดขึ้น ฉลาดขึ้น และยืดหยุ่นขึ้น ประเทศไทยจึงต้องวางรากฐานทั้งระบบกริด ระเบียบกติกาที่เอื้อให้เกิดการแข่งขัน เครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานข้อมูลคาร์บอนให้พร้อม หากทำได้ จะไม่เพียงตามเทรนด์โลกทัน แต่ยังใช้พลังงานสะอาดเป็นฐานใหม่ของความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจสีเขียว และความมั่นคงทางพลังงานที่ทนต่อความผันผวนได้จริง ไม่ใช่แค่ในปี 2569 แต่ต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

Source : ฐานเศรษฐกิจ

จากกรณีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้คงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หน้าโรงกลั่นที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดย กบง.มอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ ตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ต่อเนื่อง 3 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ราคาขายปลีกแก๊สหุงต้ม ถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ประมาณ 423 บาท

นางอนงค์ ตั้งวงศ์ไชย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายไก่ทอด อ.เมือง จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตามที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกข่าวว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้คงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยจะคงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ไว้ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งปัจจุบันซื้อแก๊สหุงต้ม ถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 480 บาท แต่พอถึงกำหนดตามที่มีการประกาศให้คงราคาแก๊สหุงต้มไว้ แต่หลังจากมีการประกาศวันนี้ (2 ม.ค.69) ได้สั่งซื้อแก๊สหุงต้ม แต่ได้รับแจ้งจากร้านค้าที่มาส่งแก๊สว่าปรับขี้นราคาแก๊สหุงต้มถังขนาด 15 กิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 480 บาท เพิ่มอีก 10 บาท ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ไม่เป็นไปตามที่ประกาศว่ามีการตรึงราคาไว้ แต่เมื่อราคาแก๊สขยับขึ้นมาส่งผลให้ราคาไก่ทอดที่ขาย รวมถึงร้านอาหารต่างๆ กังวลว่าหากราคาแก๊สขึ้นอีกจะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น

นายสิรเศรษฐ์ ภัทรกิตติรัชต์ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานบรรจุก๊าซ LPG เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการธุรกิจก๊าซ LPG ทั่วประเทศได้รับหนังสือจากบริษัทผู้ส่งก๊าซ LPG เช่น บริษัทยูนิตแก๊ส แอนด์ ปิโตเคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตเคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอต ลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 แจ้งปรับขึ้นราคาจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) อ้างว่าเนื่องจากภาวะต้นทุนการจัดหาและบริหารการจัดการก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องปรับราคาจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับลูกค้าประเภทโรงงานบรรจุก๊าซเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและคงไว้ซึ่งมาตรฐานการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การปรับราคาดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายสิรเศรษฐ์ ภัทรกิตติรัชต์ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานบรรจุก๊าซก๊าซ LPG จ.อุบลฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ถ้าราคาก๊าซคงเดิมผู้ประกอบการไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด แต่ขณะนี้ที่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานบรรจุก๊าซ LPG เนื่องจาก บริษัทแม่ที่ส่งก๊าซทุกบริษัทได้แจ้งปรับราคาส่งก๊าซมาอย่างเร่งด่วน ในเมื่อราคาต้นทุนสูงขึ้น จะให้โรงบรรจุก๊าซขายส่งในราคาเท่าเดิมก็เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องปรับราคาขึ้น จริงๆ แล้วไม่สมควรขึ้นราคาก๊าซในภาคหุงต้ม ควรที่จะขึ้นราคาก๊าซในภาครถยนต์และอุตสาหกรรม แต่ได้ปรับขึ้นราคาทั้งหมดเลย

ทำให้มีผลกระทบต่อประชาชนในภาคครัวเรือนเป็นอย่างมาก นี่ไม่ใช่ของขวัญปีใหม่ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อ้างว่ามอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ โดยตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ต่อเนื่อง 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ขณะเดียวกันบริษัทผู้ส่งก๊าซ LPG ทุกบริษัท ได้แจ้งปรับขึ้นราคาส่งก๊าซมาอย่างเร่งด่วน ในเมื่อราคาต้นทุนสูงขึ้น ผู้ประกอบการโรงงานบรรจุก๊าซ LPG คงแบกภาระไม่ไหวก็ต้องปรับราคาขึ้น ภาระก็ต้องตกที่ประชาชน ไม่ทราบว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่บอกว่ามอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ โดยการตรึงราคา 3 เดือน ตรงไหน

Source : มติชนออนไลน์