BYD เปิดตัว E-VALI รถตู้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ เจาะตลาดยุโรปด้วยดีไซน์ล้ำสมัย พื้นที่ขนส่งกว้างขวาง และเทคโนโลยีเต็มคัน วิ่งได้ไกลสูงสุด 250 กม. ต่อการชาร์จ ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

BYD E-VALI รถยนต์ไฟฟ้า 100% ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน IAA Transportation ปี 2024 ซึ่งรถรุ่นนี้จะเน้นตอบโจทย์การขนส่ง, โลจิสติกส์ รวมถึงงานอื่นๆในเชิงพาณิชย์ และล่าสุดได้มีการประกาศสเปคออกมาคร่าวๆแล้ว โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้กำลังจะบุกตีตลาดยุโรปอย่างเป็นทางการ

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

BYD E-VALI มีพื้นที่เก็บสินค้าขนาดใหญ่เป็นพิเศษ สูงสุดถึง 17.9 ตารางเมตรในรุ่น 4.25 ตัน นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกได้มากถึง 1450 กก. สิ่งนี้ทำให้ E-VALI เป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้จริงทั้งสำหรับธุรกิจที่มีความต้องการขนส่งสินค้าจำนวนมาก

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

BYD ได้รวมองค์ประกอบการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ BYD E-VALI สำหรับการดำเนินการจัดส่ง ซึ่งรวมถึงประตูบานเลื่อนด้านข้างเพื่อการขนถ่ายสินค้าที่ง่ายดาย ประตูท้ายแบบบานพับที่เปิดกว้าง และเบาะนั่งแบบพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระให้สูงสุด

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

นอกจากนี้ คนขับสามารถยืนตัวตรงเมื่อเข้าไปในรถตู้ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากระหว่างการขนถ่ายสินค้า ประตู Bulkhead ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายโดยแยกห้องโดยสารของคนขับและผู้โดยสารออกจากพื้นที่เก็บสัมภาระ

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

ห้องโดยสารของ BYD E-VALI ได้ผสมผสานความสวยงามที่ทันสมัยเข้ากับการใช้งานจริง ความรู้สึกไฮเทคได้รับการปรับปรุงด้วยแผงหน้าปัดที่ทันสมัยและหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิง และคุณสมบัติการเชื่อมต่อ 4G อัจฉริยะของ BYD

ผู้ขับขี่ได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติต่างๆ เช่น Apple CarPlay, Android Auto, การอัปเดตแบบ over-the-air (OTA) และการรู้จำเสียง โหมดแบ่งหน้าจอของหน้าจอสัมผัสช่วยให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินกับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงในขณะที่คนขับจดจ่ออยู่กับถนน

เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น BYD E-VALI ยังมีเบาะนั่งที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้าและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น โต๊ะพับได้ ตู้เย็น/กล่องเก็บความเย็น ที่วางแก้ว ช่องเก็บของ และพอร์ต USB หลายพอร์ต

BYD E-VALI ติดตั้งเทคโนโลยี Blade Battery ล่าสุดของ BYD ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ขนาด 80.64 kWh ที่ปราศจากโคบอลต์นี้ ใช้แคโทดลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ซึ่งอ้างว่ามีระดับความปลอดภัยสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบดั้งเดิม E-VALI ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่ครอบคลุมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่

CREDIT : Carnewschina
CREDIT : Carnewschina

BYD E-VALI มาพร้อมระบบส่งกำลังไฟฟ้า 6-in-1 ที่รวมส่วนประกอบสำคัญเข้าไว้ในโมดูลเดียว ช่วยให้การบำรุงรักษาง่ายขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ และลดความสูงของพื้นที่เก็บสัมภาระ รถตู้ยังรวมปั๊มความร้อนประหยัดพลังงานขั้นสูงสำหรับการจัดการความร้อนที่ดีขึ้นและประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในสภาพอากาศต่างๆ

BYD E-VALI จะสามารถวิ่งได้ในระยะทาง 220-250 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน WLTP) และสามารถชาร์จเร็วได้จาก 10% ถึง 80% ในเวลาประมาณ 30 นาที

BYD E-VALI เป็นรถตู้ไฟฟ้าที่น่าสนใจ รองรับการบรรทุกสินค้าได้หลากหลายด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่และน้ำหนักบรรทุกสูง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการรถขนส่งที่ใช้งานได้จริง ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา : BYD
Source : Spring News

ตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมีการปรับขึ้น-ลง เฉลี่ยราว 4 – 6 ครั้งต่อเดือน ตามกลไกราคาในตลาดโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดการค้าเสรีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้ใช้น้ำมันรู้สึกว่าราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในความเป็นจริง หากเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน จะเห็นได้ว่าราคาขายปลีกน้ำมันของไทยนั้นอยู่ระดับกลางๆ โดยมีทั้งแพงกว่าและถูกกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ด้วยปัจจัยหลัก คือ แหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบของแต่ละประเทศและนโยบายของภาครัฐที่แตกต่างกัน

เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเบนซินของไทยกับ 10 ประเทศอาเซียน โดยข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.) ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันเบนซินแพงที่สุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 74.17 บาทต่อลิตร อันดับ 2 ได้แก่ เมียนมา ราคา 50.80 บาทต่อลิตร 3. สปป.ลาว ราคาอยู่ที่ 45.53 บาทต่อลิตร 4. กัมพูชา ที่ 37.71 บาทต่อลิตร 5. ไทย 35.35 บาทต่อลิตร 6. ฟิลิปปินส์ 31.07 บาทต่อลิตร 7. อินโดนีเซีย 31.04 บาทต่อลิตร 8. เวียดนาม ราคาอยู่ที่ 26.62 บาทต่อลิตร 9. มาเลเซีย 15.84 บาทต่อลิตร และ 10. บรูไน 13.60 บาทต่อลิตร

ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ข้อมูลจาก สนพ. ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันดีเซลแพงที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็นสิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 67.27 บาทต่อลิตร 2. เมียนมา 41.50 บาทต่อลิตร 3. ไทย จำหน่ายอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร 4. อินโดนีเซีย 31.86 บาทต่อลิตร 5. กัมพูชา 31.56 บาทต่อลิตร 6. สปป.ลาว 29.83 บาทต่อลิตร 7. ฟิลิปปินส์ 28.11 บาทต่อลิตร 8. เวียดนาม 23.27 บาทต่อลิตร 9. มาเลเซีย 23.26 บาทต่อลิตร และ 10. บรูไน 7.96 บาทต่อลิตร

ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.)

อาจมีข้อสังเกตว่าราคาขายปลีกน้ำมันที่มาเลเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศไทย ทำไมจึงถูกกว่าไทยมากนัก โดยมีราคาน้ำมันดีเซลต่างกันกว่า 5 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน (ของไทยคือแก๊สโซฮอล์ 95) ก็ต่างกันเกือบ 21 บาทต่อลิตร

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจัยด้านธรณีวิทยาที่มีผลต่อแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมและนโยบายรัฐที่แตกต่างกัน โดยประเทศไทยแม้มีแหล่งน้ำมันดิบ แต่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนมาเลเซีย น้ำมันดิบที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของคนในประเทศ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึง 90% ของความต้องการใช้ ในขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บภาษีและเงินนำส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ที่ต่างกันอีกด้วย

โดยโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยจะแบ่งเป็น

1. ราคาเนื้อน้ำมัน (ราคาหน้าโรงกลั่น) คิดเป็นประมาณ 60 – 70% ของราคาขายปลีกน้ำมัน อ้างอิงตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดกลางสิงคโปร์ ที่เป็นตลาดกลางการค้าน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ประกาศโดยประเทศสิงคโปร์ หรือ โรงกลั่นสิงคโปร์ สำหรับประเทศไทยราคาน้ำมันส่วนนี้ จะมีต้นทุนค่าการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย  และอื่นๆ ทั้งนี้หลักการอ้างอิงราคาดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางเดียวกับประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย เป็นต้น

2. ภาษีและกองทุน คิดเป็นประมาณ 25 – 30% ของราคาขายปลีกน้ำมัน ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดและบริหารอัตราการจัดเก็บ และ

3. ค่าการตลาด คิดเป็นประมาณ 5% ของราคาน้ำมัน เป็นผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสถานีบริการ โดยสถานีบริการมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ เช่น เงินลงทุนก่อสร้างสถานี ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด ของเจ้าของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้น ค่าการตลาดจึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน

ขณะที่มาเลเซีย มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตได้มากเกินความต้องการของประเทศ จึงสามารถส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือ ทำให้มีรายได้กลับเข้าประเทศ นอกจากนี้มาเลเซียยังมีการใช้เงินงบประมาณของรัฐมาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมัน เนื่องจากมาเลเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงค่าภาคหลวง ค่าสัมปทานต่าง ๆ ทำให้นอกจากมาเลเซียจะไม่ต้องเก็บภาษีต่างๆ แล้ว ยังนำเงินรายได้มาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ จึงสามารถขายน้ำมันให้แก่ประชาชนได้ในราคาถูก

นอกจากนี้ ที่ผ่านมามาเลเซียได้อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลแบบเหวี่ยงแห (Blanket Subsidy) โดยกำหนดราคาขายปลีกที่ 2.15 ริงกิต/ลิตร (ประมาณ 16.88 บาทต่อลิตร) โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 – 9 มิ.ย. 2567 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ โดยในปี 2566 เพียงปีเดียวรัฐบาลมาเลเซียใช้งบประมาณอุดหนุนราคาดีเซลไปถึงประมาณ 1.43 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 1.12 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2567 รัฐบาลมาเลเซียได้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว โดยปล่อยราคาดีเซลลอยตัวตามกลไกตลาด ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 3.35 ริงกิตต่อลิตร (ประมาณ 26.30 บาทต่อลิตร) และยังคงใช้มาตรการช่วยเหลือ หรืออุดหนุนราคาแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม) โดยจะแจกเงินกลุ่มเป้าหมายที่ใช้น้ำมันดีเซลกว่า 3 หมื่นราย เข้าบัญชีคนละ 200 ริงกิตต่อเดือน (ประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน) และอุดหนุนกลุ่มธุรกิจบางประเภท เช่น ขนส่งสาธารณะ และประมง ส่วนพื้นที่ที่รัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาดีเซล คือ พื้นที่บนคาบสมุทรมลายู (ฝั่งที่ติดกับไทย) และผลจากมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะลดการใช้เงินงบประมาณได้ 4 พันล้านริงกิตต่อปี (3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี)

จะเห็นได้ว่าขนาดมาเลเซียซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ ยังไม่สามารถอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันได้ตลอดไป เพราะจะกลายเป็นภาระหนักให้กับรัฐบาล เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมานาน ทำให้เงินกองทุนน้ำมัน (ในส่วนของบัญชีน้ำมัน) ติดลบกว่า 6 หมื่นล้านบาท (ส่วนภาพรวมกองทุนฯ ติดลบรวม 1.1 แสนล้านบาท จากการชดเชยราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม) ดังนั้นมาตรการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันจึงเป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืน และประเทศไทยที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% ของความต้องการใช้ จึงควรพิจารณานโยบายช่วยเหลือราคาขายปลีกน้ำมันเฉพาะบางกลุ่มจึงจะเหมาะสมกว่า เพื่อไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ อีกทั้งการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันนี้ยังไม่ก่อให้เกิดการประหยัดและการใช้อย่างคุ้มค่า และส่งผลให้ไม่บรรลุเป้าหมายการลด CO2 ของประเทศอีกด้วย

Source : Energy News Center

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่ได้ประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ได้วางรากฐานเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในอนาคต ตอบสนองต่อนโยบายด้านพลังงานและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ในความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี พ.ศ. 2593

การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด ของ PEA หลังจากนี้ไป มีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่า จะมุ่งเน้นระบบโครงข่ายและระบบจำหน่ายที่มั่นคง รองรับการขยายตัวของลูกค้าอุตสาหกรรมและการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด สร้างพันธมิตรกับเครือข่าย Startup เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ยกระดับผลประกอบการของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ รวมถึงเตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงพลังงานในอนาคตด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของ Grid Modernization

พร้อมกับวางแผนการดำเนินงาน Green Tech Fund เพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุนพร้อมทั้งนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงานของ PEA และยกระดับการพัฒนาองค์กรไปสู่ Carbon Neutrality

ที่ผ่านมา PEA ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้หลายโครงการไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบไฟฟ้าด้วยระบบกักเก็บพลังงานเชื่อมต่อในระบบจำหน่าย เพื่อเสริมความมั่นคงในการจ่ายฟ้าและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ในหลายพื้นที่ อาทิ พื้นที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และอ.เบตง จ.ยะลา และต่อยอดการนำเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) เพื่อให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้าสามารถรองรับพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น 20 แห่ง

PEA ลุยสังคมคาร์บอนตํ่า ออกพันธบัตรยั่งยืนพันล้าน เพิ่มใช้พลังงานสะอาด

อีกทั้ง เป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแห่งแรกที่จัดทำ Framework สอดคล้องตามมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของอาเซียน (ASEAN Taxonomy) ออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนเป็นครั้งแรก อายุพันธบัตร 5 ปี วงเงินรวม 1,000 ล้านบาทโดยนำเงินที่ได้มาลงทุนโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้นํ้าไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Micro Grid) บนพื้นที่เกาะพะลวย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าโดยติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ามากกว่า 400 สถานี ครอบคลุม 75 จังหวัด มีผู้ใช้บริหารกว่า 2 แสนราย สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า และให้บริการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าพิกัดสูง (EVSUPER CHARGE) ขนาด 360 kW สามารถใช้งานผ่าน PEAVolta Application ประกอบด้วย ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ อาทิ ค้นหาสถานีชาร์จ ควบคุมการเริ่มหรือหยุดการอัดประจุแบบ Real time และชำระค่าบริการ

นอกจากนี้ PEA ยังมีบริการอัดประจุผ่าน PEA Volta Platform ระบบบริหารสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กผ่าน Termfai Platform โดยมี Pupaplug เต้ารับสำหรับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าพิกัด 3.7 kW และ Pupapump Ac charger 7.7 kW และในไม่ช้า PEA จะเพิ่มการบริการอัดประจุที่สถานี PEA Volta ให้กลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน (Volta Fleet) โดยผู้ใช้รถไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องโหลด App บริหารค่าใช้จ่ายผ่านระบบ Master Account และ Account ย่อย

รวมถึงการส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยให้บริการติดตั้ง บำรุงรักษา บริการจัดการพลังงานในองค์กร ได้แก่

Renewable Energy : RE ในรูปแบบ ESCO Model Guaranteed Rebate และ Energy Efficiency : EE ในรูปแบบ ESCO Model Shared Saving

จัดหาใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) สำหรับองค์กรที่มีเป้าหมายจะมุ่งสู่ความยั่งยืน หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ที่ได้กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดและองค์กรที่ได้รับผลกระทบการส่งออกจากมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การพัฒนาแพลตฟอร์ม CARBONFORM เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและเป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนเป้าหมาย Carbon Neutrality ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นนิติบุคคลในพื้นที่รับผิดชอบของ PEA 74 จังหวัด ใช้งานแพลตฟอร์ม CARBONFORM ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,027 วันที่ 15 – 18 กันยายน พ.ศ. 2567

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Toyota ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งล่าสุดได้มีการอัปเดตเกี่ยวกับการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State Battery) โตโยต้าได้มีการวางแผนว่าจะผลิตเร็วสุดภายในปี 2026 นี้ ชวนมาดูกันว่าน่าสนใจแค่ไหน

Toyota ประกาศเตรียมผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State Battery) ซึ่งบริษัทได้ตั้งเป้าที่จะทำให้แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้สามารถทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งไกลได้ไกลกว่า 1,207 กม./ชาร์จ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้เพียง 999 กม./ชาร์จ ชวนมาดูกันว่าก้าวสำคัญของโตโยต้าที่จะเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นอย่างไรบ้าง

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของญี่ปุ่นได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลในการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะพลิกอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และนี่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่แบตเตอรี่รุ่นใหม่จะช่วยแก้ไขปัญหาความวิตกกังวลเกี่ยวกับระยะทางและเวลาการชาร์จอย่างที่เรารู้กันดี

Toyota ได้ร่วมมือกับ Idemitsu Kosan ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันอันดับสองของญี่ปุ่น เพื่อผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบมวลชน ความร่วมมือนี้ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ของ Toyota กับประสบการณ์ของ Idemitsu เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ EV และยังมีการถือหุ้นใน Delta Lithium ผู้พัฒนาลิเธียมของออสเตรเลียอีกด้วย

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

แม้ว่าการเปิดตัวเต็มรูปแบบของแบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Toyota อาจยังไม่เกิดขึ้นจนถึงปี 2030 แต่ Toyota วางแผนที่จะเริ่มต้นการผลิตในช่วงต้นปี 2026 และค่อยๆเพิ่มกำลังการผลิตตามความต้องการ โดยในช่วงเริ่มต้นนี้ แบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Toyota จะสามารถให้ระยะทางสูงถึง 999 กม. และสามารถชาร์จจาก 0-100% ได้ภายใน 10 นาที ซึ่งมากกว่าความสามารถของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วๆไปในปัจจุบัน

ล่าสุด บริษัทโตโยต้ากำลังตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น โดยต้องการมุ่งสู่อนาคตที่แบตเตอรี่โซลิดสเตทจะให้ระยะทางได้สูงถึง 1,207 กม.  ซึ่ง Toyota ได้เคยประกาศไว้เมื่อต้นปีนี้ และหากบรรลุเป้าหมาย จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางไกลได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

แน่นอน Toyota ไม่ใช่รายเดียวที่กำลังไล่ตามเทคโนโลยีใหม่นี้ ผู้ผลิตรายอื่น ๆ หลายราย รวมถึง MG ที่เป็นของ SAIC ก็กำลังพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตทเช่นกัน ล่าสุด MG ได้ประกาศเจตนาที่จะเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานโซลิดสเตตตั้งแต่ปี 2025 นี้เลย

CREDIT : ArenaEV
CREDIT : ArenaEV

สังเกตได้ว่ารถ Toyota คันแรกที่จะติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตทอาจเป็นรถไฮบริด ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้ Toyota สามารถนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ตลาดยานยนต์และสามารถควบคุมต้นทุนได้ง่ายกว่า

แบตเตอรี่โซลิดสเตทของ Toyota กำลังจะปฏิวัติวงการรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการชาร์จที่เร็วขึ้น วิ่งได้ไกลกว่าเดิม และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ทำให้การพัฒนาแบตเตอรี่แบบใหม่อย่างโซลิดสเตท จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และการที่ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าเลือกจะพัฒนา Solid-State Battery จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ค่ายรถทั่วโลกหันมาสนใจและลงทุนกับแบตเตอรี่ประเภทนี้มากขึ้นอีก

ที่มา : Toyota Global
Source : Spring News

กฟผ. เปิดบ้านให้คำปรึกษา พร้อมให้บริการระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “BackEN EV” ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการสถานีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตัวแปรสำคัญหนุนรายได้องค์กร สร้างความมั่นใจให้ผู้สนใจธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

กระแส รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยยังคงแรงต่อเนื่องและเติบโตแบบก้าวกระโดด จากข้อมูลสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) พบว่า ปี 2566 รถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดจดทะเบียนจำนวน 76,366 คัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มียอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 9,678 คัน โดยยอดจดทะเบียนสะสม BEV มียอดเพิ่มขึ้นจาก 32,081 คัน ในปี 2565 เป็น 131,856 คัน ในปี 2566 เติบโตมากกว่า 300 %  

ทั้งนี้ ตามนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV และชิ้นส่วนสำคัญของโลก ปัจจุบันผู้ประกอบการ EV จากต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ได้เข้ามาขอรับการสนับสนุนการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวนมาก ส่งผลให้การแข่งขันของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศเข้มข้นขึ้น ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และเครื่องชาร์จสำหรับที่พักอาศัย 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. จึงได้เพิ่มบทบาทจากการเป็นผู้ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ สู่หน่วยงานที่เร่งเครื่องเดินหน้ารุกธุรกิจ EV พร้อมเป้าหมายสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้ EV ทั้งที่บ้านและพื้นที่สาธารณะ ผ่านหน่วยงาน EGAT EV Business Solutions 

\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

นายพิชิต พงษ์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยงาน EGAT EV Business Solutions กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เป็นกลไกสำคัญหนึ่งของภาครัฐในการวางโครงสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไทยได้เปลี่ยนมาใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า และดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 

ปัจจุบัน กฟผ. ดำเนินธุรกิจเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem) แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  1. สถานีชาร์จ EleX by EGAT โดยร่วมกับพาร์ตเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน 
  2. แอปพลิเคชัน EleXA ค้นหาสถานีชาร์จ EV ได้ทั่วประเทศ 
  3. ระบบบริการจัดการ BackEN EV โดยการใช้งานของทั้ง 3 ส่วนนี้ จะสามารถสื่อสารกับระบบปฏิบัติการร่วมกันช่วยให้การใช้งานง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น 
\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับการส่งเสริม EV Ecosystem ถือเป็นภารกิจของ กฟผ. ให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลรองรับการเติบโตของ EV ไทย โดยบริษัทในกลุ่ม กฟผ. บริษัท อีแกท ไดมอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้พัฒนาและผลิตเครื่องอัดประจุไฟฟ้า DC Fast Charger สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT ที่มีการขยายครอบคลุมทั่วพื้นที่ประเทศไทยกว่า 190 สถานี พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชัน EleXA ที่ปรับปรุงตามความต้องการของลูกค้า ในเรื่องระบบการจองคิวที่มีสถานีในเครือข่ายเพิ่มขึ้น และได้พัฒนาระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า BackEN EV แพลตฟอร์มที่จะช่วยบริหารจัดการ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนอีโคซิสเต็มยานยนต์ไฟฟ้าแข็งแรงขึ้น โดยมีส่วนช่วยลูกค้าสำคัญใน 2 ส่วนหลัก คือ ลดต้นทุน และดึงลูกค้าเข้าใช้บริการในสถานประกอบการมากขึ้น 

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา กฟผ. พร้อมเปิดให้คำปรึกษาพร้อมเจรจาธุรกิจแก่ผู้ประกอบการที่สนใจธุรกิจชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้เชี่ยวขาญด้านธุรกิจ EV กฟผ. ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการเริ่มต้นในการลงทุนในธุรกิจ ตั้งแต่รูปแบบโมเดลการลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จ ผลตอบแทนจากการลงทุน การเลือกตำแหน่งสถานีที่เหมาะสมกับสถานที่พร้อมให้บริการระบบ BackEN EV ที่บริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน EleXA ที่มีฐานกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดิม ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสถานีชาร์จได้ง่ายขึ้น สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับธุรกิจเดิมของผู้ประกอบการ โดยสามารถติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่ กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

“ปัจจุบัน กฟผ. มีลูกค้า BackEN EV แล้วกว่า 90 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ ดังนั้น กฟผ. ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV ที่มีลูกค้าใช้บริการจำนวนมาก ด้วยความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพทีมั่นคง นำข้อเสนอแนะของลูกค้ามาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการ” นายพิชิต กล่าว

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจทั่วประเทศ ได้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ในปีนี้ กฟผ. ได้จัด BackEN EV on Tour 2024 เดินสายให้คำปรึกษากับผู้สนใจธุรกิจ EV ทั่วประเทศ โดยเพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 67 ณ สภากาแฟ’ 36 หาดใหญ่ จ.สงขลา มีประชาชน ผู้ประกอบการ สนใจมารับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนสถานีชาร์จรถ EV อย่างคับคั่ง

เส้นทางต่อไปคือ วันที่ 25 ก.ย. 67 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ Addink Co-Working จ.อุบลราชธานี และ 10 ต.ค. 67 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ Blu Monkey จ.จันทบุรี ลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คลิกที่นี่ และสามารถนัดหมาย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน LINE OA: @BackENEV หรือโทร. 095-356-9446

\'BackEN EV\' กฟผ. ผู้ช่วยสำคัญ หนุนธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

Source : กรุงเทพธุรกิจ