เหลือจะเชื่อ! การวิเคราะห์ใหม่เผยให้เห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดในปี 2023 มาจากบริษัทเพียง 36 บริษัทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ รวมถึง Saudi Aramco, Shell, ExxonMobil, Coal India และบริษัทจีนหลายแห่ง มีส่วนเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 20,000 ล้านตัน

InfluenceMap กลุ่มวิจัยด้านสภาพอากาศ เผยแพร่รายงาน Carbon Majors การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซที่ผลิตโดยบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ 169 แห่งในปี 2023 พบว่า 93 บริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2022

ในปี 2023 ถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดของการปล่อยมลพิษ 41% ของทั้งหมด ตามมาด้วยน้ำมัน 32% ก๊าซ 23% และซีเมนต์ 4% นอกจากนี้ รายงานยังรวมข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 1854-2023 ไว้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 66% นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมมาจากบริษัทเพียง 180 แห่งเท่านั้น (ในจำนวนมี 11 บริษัทที่ปิดตัวไปแล้ว) 

“การวิเคราะห์ล่าสุดของฐานข้อมูล Carbon Majors เผยให้เห็นว่า แม้ในตอนนี้บริษัทต่าง ๆ จะมีสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก แต่ผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเพิ่มปริมาณการผลิตและการปล่อยมลพิษอย่างมีนัยสำคัญ” เอ็มเม็ตต์ คอนแนร์ นักวิเคราะห์อาวุโสของ InfluenceMap ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยที่จัดทำข้อมูลกล่าว

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า 80% ของบริษัทปูนซีเมนต์มีการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2023 ส่วนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Saudi Aramco ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่ปล่อยมลพิษสูงสุดในปี 2023 ด้วยอัตรา 4.38% ของทั้งโลก หากเปรียบเป็นประเทศ บริษัทแห่งนี้ก็จะปล่อยมลพิษมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน สหรัฐ และอินเดีย 

ส่วนอันดับ 2 คือ Coal India ผู้ผลิตถ่านหินที่รัฐบาลเป็นเจ้าของรายใหญ่ที่สุดในโลก ปล่อยมลพิษไป 3.68% ของทั้งโลก ตามมาติด ๆ ด้วย CHN Energy บริษัทเหมืองแร่และพลังงานของรัฐบาลจีน ในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วน 3.65% ของทั้งโลก ส่วนอันดับ 4 คือ Jinneng Group ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐบาลจีนเช่นกัน ปล่อยมลพิษไป 2.92% ของทั้งโลก และอันดับที่ 5 National Iranian Oil Company ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลอิหร่าน ในอัตรา 2.75%

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 อันดับเป็นบริษัทของรัฐบาลทั้งสิ้น นับเป็นความย้อนแย้งของรัฐบาลแต่ละประเทศ เพราะ ลายประเทศตั้งใจจะเข้าสู่เน็ตซีโร่ แต่บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ 16 แห่ง ติดอันดับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20 อันดับแรกของรายงาน ซึ่งคิดเป็นปริมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด 

คริสเตียนน่า ฟิเกเรส สถาปนิกของข้อตกลงปารีสกล่าวว่า ผลการค้นพบของรายงานแสดงให้เห็นว่า “ประเทศต่าง ๆ ชะลอเป้าหมายในข้อตกลงปารีส บริษัทของรัฐกลับเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยเพิกเฉยต่อความต้องการอันเร่งด่วนของประชาชน”

ตามรายงานระบุว่า บริษัทจีนมีปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่าบริษัทจากประเทศอื่นอย่างมาก โดยในปี 2023 บริษัทจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลและซีเมนต์ถึง 23% ของทั้งหมดโลก รักษาตำแหน่งประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลกอีกปี 

รายงาน Carbon Majors จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี 2013 ถูกนำมาใช้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ รับผิดชอบต่อการมีส่วนสนับสนุนต่อความเสียหายที่เกิดจากสภาพอากาศ และนักวิทยาศาสตร์นำไปใช้ เพื่อวัดบทบาทของบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายในปี 2030 ทั่วโลกจะต้องลดการปล่อยคาร์บอนลง 45% สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศได้กล่าวไว้แล้วว่าโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลใด ๆ ที่เริ่มหลังปี 2021 จะไม่สอดคล้องกับการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนของบริษัทหลายแห่งยังคงเพิ่มขึ้น คูมี ไนดู ประธานของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เชื้อเพลิงฟอสซิลกล่าวว่าขณะนี้ “จำเป็น” ที่รัฐบาลจะต้องก้าวขึ้นมาและใช้สิทธิอำนาจของตนเพื่อยุติการขยายตัวของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ

“เราอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และความจริงที่น่าตกใจก็คือ บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย” ไนดูกล่าว

ซาวิโอ คาร์วัลโญ หัวหน้าภูมิภาคขององค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 350.org กล่าวว่าผลการวิจัยนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นสัญญาณเตือนสำหรับรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และภาคประชาสังคม

“บริษัทและบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยมหาศาลยังคงแสวงหากำไรในระยะสั้นเพื่อตนเองและผู้ถือหุ้น โดยไม่สนใจแก้ไขวิกฤติสภาพอากาศ หรืออยากจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานหมุนเวียน” เขากล่าวอธิบาย

ที่มา: AxiosEuro NewsThe Guardian
Source : กรุงเทพธุรกิจ

กกพ.เปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff – UGT ประเภทไฟฟ้าสีเขียวสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า (UGT1) เป็นครั้งแรก โดยกระแสไฟฟ้าที่ได้ ผลิตจากพลังน้ำในเขื่อน 7 แห่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

อัตราค่าบริการ UGT1 : อัตราค่าบริการไฟฟ้ารวม Ft + ค่า Premium (0.0594 บาท/หน่วย)
อายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี เปิดจองถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

Source : Energy News Center

พลังงาน คาดโควตาโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่ เปิดรับซื้อเพิ่มปีละประมาณ 400 เมกะวัตต์ แต่ต้องพิจารณาแบบปีต่อปีเพื่อความเหมาะสม ยอมรับขณะนี้ยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าไม่ได้ ต้องรอความชัดเจนกรณีตรวจสอบการเปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้การจัดทำแผน PDP ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนสมบูรณ์และทราบปริมาณรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนอย่างชัดเจน คาดปี 2568 น่าจะเปิดรับซื้อได้   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า กระทรวงพลังงานมีแนวคิดที่จะขยายการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเพิ่มเติม หลังจากที่ได้หยุดรับซื้อไฟฟ้าไปตั้งแต่ประมาณเดือน ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา เนื่องจากในขณะนั้นมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) จำนวนมากเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จนส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าเต็มโควตาที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดรับซื้อทั้งสิ้น 90 เมกะวัตต์

ดังนั้นกระทรวงพลังงานคาดว่าจะเปิดรับซื้อรอบใหม่ได้ไม่น้อยกว่า 400 เมกะวัตต์ต่อปี โดยอาจต้องพิจารณาในลักษณะปีต่อปีตามความเหมาะสมอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนมา เนื่องจากมีผู้ต้องการขายไฟฟ้าเข้าระบบจำนวนมากขึ้น และภาครัฐส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน แต่อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาในส่วนของระบบสายส่งที่จะรองรับปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวก่อนด้วย

สำหรับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่นั้น คงต้องรอให้การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของไทย หรือ แผน PDP ฉบับใหม่เสร็จสิ้นก่อน และอาจต้องเปลี่ยนชื่อจาก แผน PDP 2024 เป็นแผน PDP 2025 แทน เนื่องจากในปี 2567 ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดทำแผนฯ ได้สำเร็จ และหากสำเร็จในปี 2568 จะต้องใช้ชื่อแผน PDP 2025 แทน ซึ่งจะครอบคลุมการใช้งานระหว่างปี 2568-2580

โดยขณะนี้แผน PDP ฉบับใหม่ ยังติดปัญหาในเรื่องของพลังงานทดแทน กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ให้หยุดการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 หรือ “โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2565 – 2573” ปริมาณรวม 3,668.5 เมกะวัตต์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ในกรณีการแบ่งรับซื้อไฟฟ้าสีเขียว 2,180 เมกะวัตต์จากทั้งหมด 3,668.5 เมกะวัตต์ ให้เฉพาะกลุ่มผู้ที่เคยผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไฟฟ้าสีเขียวในรอบแรก จะได้รับการพิจารณาก่อนนั้น จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อกฎหมายดังกล่าว

ดังนั้นเมื่อยังไม่มีความชัดเจน จึงทำให้แผน PDP ฉบับใหม่ ไม่สามารถบรรจุปริมาณไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้าไปในแผน PDP ได้อย่างแม่นยำ จึงต้องรอความชัดเจนให้เกิดขึ้นก่อน และในแผน PDP จะต้องพิจารณาพลังงานทดแทนอื่นๆ รวมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนให้สอดรับกันด้วย ดังนั้นขณะนี้กระทรวงพลังงานจึงยังไม่สามารถประกาศการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้จนกว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะเสร็จสิ้น เบื้องต้นคาดว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะแล้วเสร็จในปี 2568 และเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนได้ต่อไป

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชนนั้น ในช่วงเริ่มต้นโครงการฯ ปี 2562-2565 ที่เปิดรับซื้อไฟฟ้าแบบปีต่อปี พบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการไม่ถึงเป้าหมายแม้แต่ปีเดียว โดยเปิดรับซื้อไฟฟ้ารวม 260 เมกะวัตต์ แต่มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียง 9 เมกะวัตต์  ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้

ในปี 2562 -2565 เปิดรับซื้อไฟฟ้าปีละ 100 เมกะวัตต์ แต่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ไม่จูงใจ

ต่อมาในปี 2564 จึงปรับลดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าเหลือ 50 เมกะวัตต์ และปรับเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย แต่ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อขายไฟฟ้าเพียง 3 เมกะวัตต์ เท่านั้น และในปี 2565 ปรับลดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าลงอีกครั้งเหลือ 10 เมกะวัตต์ ในราคาเดิมที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพียง 1.37 เมกะวัตต์ 

จากนั้นในเดือน มี.ค. 2566  กกพ. ปรับหลักเกณฑ์เป็นการรับซื้อระยะยาว 10 ปี (2564-2573) รวม 90 เมกะวัตต์ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวก็เริ่มใช้ในปี 2566 นี้ และพบว่าประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมมากขึ้น มีการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบรวมกว่า 10 เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ ใน 10 ปี และยังมีกลุ่มผู้ร่วมโครงการฯ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (รอ COD) จำนวน 2,795 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 15.501 เมกะวัตต์

และล่าสุดปี 2567 ณ เดือน มิ.ย. 2567 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคิดเป็นปริมาณ 100 เมกะวัตต์ แต่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติแล้ว 89.8 เมกะวัตต์  และสุดท้ายก็รับซื้อเต็มโควตาไปแล้ว และต้องหยุดรับซื้อไฟฟ้าไปจนกว่าจะมีการเพิ่มโควตาใหม่อีกครั้ง 

Source : Energy News Center

Lenovo เปิดตัว Yoga Solar PC โน้ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์ มีแผงโซลาร์เซลล์ที่แปลงพลังงานได้ 24% ตากแดด 20 นาที ใช้งานได้ 1 ชั่วโมง ยังเป็นเพียงคอนเซปต์ ไม่มีแผนวางขาย คนใช้โน้ตบุ๊กเรามองตากันเข้าใจดีว่าต้องเสียบปลั๊กไว้แทบจะตลอดเวลา แม้แบตเตอรี่ยังเต็มอยู่ก็ตาม เดี๋ยวเครื่องดับ งานไม่ได้เซฟมีคนซวยแน่ ๆ

ล่าสุด แบรนด์ Lenovo เผย โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ ที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างหมดจด คอนเซปต์ก็คือ โน้ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์ เพียงแค่ตากแดดทิ้งไว้ 20 นาที ดูคลิปวิดีโอได้ 1 ชม.

Lenovo เผย "Yoga Solar PC" โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
Lenovo เผย “Yoga Solar PC” โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

Yoga Solar PC โน้ตบุ๊กพลังงานแสงอาทิตย์

ในงาน Mobile World Congress 2025 แบรนด์ Lenovo เปิดตัว Yoga Solar PC เป็นโน้ตบุ๊กที่ชาร์จพลังงานได้ด้วยพลังแสงอาทิตย์ ที่ฝาหลังของเครื่องจะมาพร้อมกับแผงโซลาร์เซลล์ ที่มีอัตราการแปลงพลังงาน 24% เฉลี่ยแล้วสูงกว่าเจ้าอื่น ๆ แต่ยังไม่ใช่อันดับ 1

แม้ Yoga Solar PC จะมาพร้อมกับแผงโซลาร์เซลล์ หลายคนอาจคิดว่าตัวเครื่องต้องหนักแน่ ๆ ปรากฏว่าโน้ตบุ๊กโซลาร์เซลล์รุ่นนี้ มีน้ำหนักเพียง 1.22 กก. มีความหนา 15 มม. เรียกได้ว่าทั้งเบา และบาง ใครที่ชื่นชอบดีไซน์โน้ตบุ๊กยุคใหม่ต้องโดนใจแน่ ๆ

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Lenovo ระบุอีกว่า เพียงแค่ตั้งโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ไว้กลางแดด ระยะเวลา 20 นาที สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานเล่นวิดีโอ ดูหนัง ฟังเพลง ได้ถึง 1 ชั่วโมง หมดปัญหาจิกจุกกับที่ชาร์จไปโดยปริยาย

Lenovo เผย "Yoga Solar PC" โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
Lenovo เผย “Yoga Solar PC” โน๊ตบุ๊กชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

ว่ากันเรื่องโซลาร์เซลล์ จากรูปจะเห็นว่า Lenovo ได้มีการปรับแผงโซลาร์เซลล์ให้สวยงาม บาง ไม่ได้เป็นแผงโซลาร์แบบกริดทั่วไป เช่นที่เราคุ้นตากันดี

ต้องบอกว่าการนำโซลาร์เซลล์มาเมิร์จรวมกับอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กอย่าง ‘โน้ตบุ๊ก’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีหลายแบรนด์ทำมาก่อนแล้ว อย่างที่บอกว่า เทคโนโลยีของ Lenovo สามารถแปลงพลังงาน 24% แต่สถิติที่มีการทำไว้คือ 47%

แบรนด์ Lenovo เปิดเผยว่า บริษัทกำลังปรับแต่งเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงอัตราการแปลง และเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น และสิ่งที่หลายคนน่าจะสงสัยคือ วางขายเมื่อไหร่ ราคาแรงไหม แบรนด์แจ้งว่านี่เป็นเพียงคอนเซปต์ ไม่ได้บอกว่ามีแผนจะวางขายในอนาคตหรือไม่

ที่มา: laptopmag
Source : Spring News

พามาทำความรู้จัก “เทคโนโลยี Seabin V5” จาก รอยัล ภูเก็ต มารีน่า สุดล้ำดูดขยะ-ไมโครพลาสติกในทะเลภูเก็ต ด้วยการขับเคลื่อนแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ภาคธุรกิจในตอนนี้ใครๆก็พูดเรื่องการรักษ์โลก เพราะเทรนด์ธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และพร้อมที่จะจ่ายเงินให้กับแบรนด์ที่รักษ์โลก จึงทำให้หลายแบรนด์กำลังเร่งเครื่องขับเคลื่อนองค์กรให้กรีน100% อย่างเช่น รอยัล ภูเก็ต มารีน่า ที่นำทัพโดย นายกูลู ลัลวานี ประธานบริษัท รอยัล ภูเก็ต มารีน่า ที่เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรอย่างต่อเนื่องยกระดับมาตรฐาน ‘Green Luxury‘ จนได้รับการรับรองเป็นท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

นายกูลู เล่าว่า Royal Phuket Marina ได้มีใช้เทคโนโลยี Seabin V5 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในการรักษาความสะอาดของพื้นที่ท่าเรือ ระบบนี้ทำงานโดยใช้ปั๊มน้ำใต้น้ำเพื่อดูดซับขยะลอยน้ำ และไมโครพลาสติกในบริเวณท่าเรือ ขยะจะถูกเก็บไว้ในถุงกรองขนาดเล็ก ซึ่งในขณะที่น้ำมันและเชื้อเพลิงที่ปนเปื้อนจะถูกกรองออกก่อนปล่อยน้ำสะอาดกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ระบบนี้ถูกออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

รู้จัก! เทคโนโลยี Seabin V5 ดูดขยะ-ไมโครพลาสติก ในทะเลใช้พลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ในแต่ละเครื่องสามารถเก็บขยะได้เฉลี่ย 48 กิโลกรัมต่อวัน และได้ดำเนินการให้ระบบนี้ทำงานทุกวันเพื่อรักษามาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ Royal Phuket Marina ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจัง และได้เก็บรวบรวมข้อมูลการชดเชยคาร์บอนมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการติดตามการปล่อยคาร์บอนขององค์กร โดยกลยุทธ์หลักของประกอบไปด้วยดังนี้

  • การจัดการพลังงาน: ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดำเนินงาน
  • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: บริหารจัดการน้ำ อากาศ และของเสียอย่างครอบคลุม
  • การลดพลาสติก: มุ่งมั่นลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และกำจัดพลาสติกใสและขยะอื่นๆ ออกจากน่านน้ำของท่าเรือ
  • การอนุรักษ์น้ำ: นำน้ำฝนมาใช้ในงานต่างๆ เช่น การทำความสะอาดเรือ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำประปา
  • การขนส่งสีเขียว: ติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และจัดหายานพาหนะไฟฟ้าสำหรับทีมบริหาร
  • การมีส่วนร่วมของชุมชน: ดำเนินโครงการ CSR เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการรักษาสิ่งแวดล้อม
รู้จัก! เทคโนโลยี Seabin V5 ดูดขยะ-ไมโครพลาสติก ในทะเลใช้พลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับเรื่องขยะหลังจากเก็บขยะแล้ว ขยะเหล่านั้นถูกนำไปจัดการอย่างไร คำตอบคือ Royal Phuket Marina ได้รับ ใบรับรอง “Zero Waste to Landfill” ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยสามารถลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 99.8% ผ่านกระบวนการต่างๆ ได้แก่

  • การแยกขยะที่มีประสิทธิภาพ: มีระบบแยกขยะอย่างชัดเจนสำหรับขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ และขยะทั่วไป
  • การทำปุ๋ยหมักในสถานที่: นำเศษอาหารและเศษวัสดุจากสวนมาหมักเป็นปุ๋ยสำหรับการจัดสวนและการเกษตร
  • ความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ: ทำงานร่วมกับศูนย์รีไซเคิลท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าขยะรีไซเคิลทั้งหมดถูกนำไปใช้ใหม่อย่างยั่งยืน

รู้จัก! เทคโนโลยี Seabin V5 ดูดขยะ-ไมโครพลาสติก ในทะเลใช้พลังงานแสงอาทิตย์

Source : Spring News