ตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังเติบโต การปลูกต้นไม้ต้องไม่เป็น CSR หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป มันสามารถเป็นการลงทุนได้ ขึ้นอยู่กับมุมมอง ชมวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของ สศช.

วันนี้ 20 มกราคม 2566 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแนวคิดเพื่อโลกบนเวที CAL Forum รุ่นที่ 2 (Climate Action Leaders Forum) เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยตอนหนึ่ง นายดนุชากล่าวว่า อยากให้เอกชนเปลี่ยนการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม CSR ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่าทดแทน ให้เปลี่ยนไปเป็นการลงทุนในตลาดคาร์บอนแทน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทั้งนี้มองว่า การทำกิจกรรมในรูปแบบเดิม ๆ อาจไม่ได้ผลอะไรมากนัก และที่ผ่านมาการลงทุนในตลาดคาร์บอนและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว อีกทั้งในปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐเองก็ได้สร้างระบบนิเวศเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตรองรับไว้แล้ว

ดังนั้นภาคเอกชนเองก็สามารถเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ได้ ซึ่งมันจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ ภายในปี 2065

“การทำ CSR ปลูกป่า ที่หลายภาคเอกชนเคยทำ ในตอนนี้ควรเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนแทน ซึ่งสามารถทำได้ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ได้ แถมยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับภาคอุตสาหกรรมในการดำเนินการสร้างความเป็นมติต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” นายดนุชา กล่าว

นอกจากนี้ นายดนุชาได้กล่าวเสริมว่า สิ่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้ตอนนี้คือ การกำหนดสิทธิประโยชน์ในด้านของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนในภาคของการผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้ เช่นเดียวกับการกำหนดแผนต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการขับเคลื่อนประเด็นการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะแผนพัฒนาเสรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้มีการกำหนดรายละเอียดของการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน อาทิ ในช่วง 5 ปี เราจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% เป็นต้น

สุดท้ายนี้ นายดนุชาแนะนำว่า การเดินไปให้ถึงเป้าได้นั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกระบวนการ เปลี่ยนตัวเอง ขั้นแรกคือต้องเดินไปให้ถึง คือ ไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 และภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ก็เอาคาร์บอนฟุตปริ้นท์มาดูเลย การปลูกป่า ที่เคยมองว่า เป็นเรื่อง CSR อาจจะกลายเป็นการลงทุนได้ เพราะมีการซื้อขาย คาร์บอน เครดิตได้ กระทรวงทรัพฯ เตรียมไว้แล้ว

เปลี่ยนจากปลูกต้นไม้เพื่อ CSR เป็นปลูกเพื่อการลงทุนในตลาดคาร์บอนดีกว่า Cr. Pixabay

เปลี่ยนจากปลูกต้นไม้เพื่อ CSR เป็นปลูกเพื่อการลงทุนในตลาดคาร์บอนดีกว่า Cr. Pixabayเรื่องนี้ภาครัฐเดินคนเดียวไม่สำเร็จ ต้องเดินไปด้วยกันทั้งหมด ภาคเอกชนต้องปรับเปลี่ยน ภาคเอกชนและภาคปชช. ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง

อย่างไรก็ตาม สศช.มองว่า แม้รัฐจะกำหนดแผนไว้ชัดเจน รู้ปัญหา รู้ทางออกในการแก้ปัญหา แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหมดก็ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนได้เริ่มต้นไปแล้ว และจากนี้จึงอยากให้มีการขยายผลต่อไป

Source : Spring News

เวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum : WEF) เวทีงานประชุมทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลกประจำปี 2023 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วในวันจันทร์นี้ (16 ม.ค.) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หรือตรงกับเวลาประมาณ 19.00 น.ตามเวลาไทย

ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น WEF ได้เปิดเผย รายงานว่าด้วยความเสี่ยงของโลก (Global Risk Report) ซึ่งเป็นผลการสำรวจเกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั่วโลก เนื้อหาหลักของรายงานระบุว่า ขณะที่ปัญหาวิกฤตโลกร้อนยังคงเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจของโลกในระยะยาว แต่ “วิกฤตเงินเฟ้อ” ที่ส่งผลทำให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพที่ราคาสินค้า อาหาร และพลังงาน มีราคาพุ่งสูงขึ้นจนน่าวิตก และยังกระทบต่อหนี้สินของประเทศต่างๆ อย่างรุนแรงในขณะนี้ ได้กลายมาเป็นวิกฤตในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งในที่สุดก็จะกระทบต่อความพยายามในการร่วมมือแก้ไขและรับมือกับปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ที่สาหัสขึ้นทุกปี

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เป็นความท้าทายระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจโลกและเป็นสิ่งที่โลกเตรียมรับมือน้อยที่สุด กำลังจะถูกปัญหาอื่นที่เป็นความท้าทายเฉพาะหน้า คือวิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ช่วงชิงความสนใจและสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหาไปก่อน แน่นอนว่า การระดมพลังสมองและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งของผู้นำรัฐบาลและผู้นำองค์กรธุรกิจเอกชนรวมเกือบ 2,000 คนในงานประชุม WEF ครั้งนี้ จะมุ่งเน้นคลี่คลายและหาทางออกให้กับความท้าทายดังกล่าว

เมืองดาวอส พร้อมเปิดเวทีเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม ประจำปี 2023 แล้ว
เมืองดาวอส พร้อมเปิดเวทีเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม ประจำปี 2023 แล้ว

รายงาน Global Risk Report เป็นรายงานที่จัดทำโดย WEF ร่วมกับบริษัท มาร์ช แมคเลนแนน (Marsh McLennan) และบริษัท ซูริค อินชัวรันซ์ กรุ๊ป (Zurich Insurance Group) ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ประกันภัยระดับโลก

จากการสำรวจความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง ผู้นำอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจำนวน 1,200 คน รายงานฉบับนี้ ระบุว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงทศวรรษหน้าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ ความท้าทายเฉพาะหน้าในเวลานี้ คือวิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพ “แม้รู้ทั้งรู้ว่าการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก แต่บรรดาผู้นำโลกก็จำเป็นต้องเร่งมือแก้ไขและจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าราคาแพงก่อน ทำให้ต้องก้มหน้ายอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ชี้ว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาโลกร้อนในเวลานี้ขาดการลงมือปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง” ส่วนหนึ่งของรายงานระบุ

นอกจากนี้ รายงานของ WEF ยังเตือนว่า การค้า-การลงทุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับรัฐบาลนานาประเทศที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

การกลับมาของความเสี่ยงเดิม ๆ

คาโรลินา คลินท์ ผู้จัดการด้านการบริหารความเสี่ยงประจำภูมิภาคยุโรปของบริษัทมาร์ช แมคเลนแนน ให้ความเห็นว่า โลกได้มองเห็นการกลับมาของความเสี่ยงเดิม ๆ ที่ทั่วโลกเคยมีความคืบหน้าที่ดีในแง่ของการแก้ปัญหา จนไม่น่าจะเป็นความเสี่ยงที่ต้องกังวลอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้กลับมาอยู่ในแผนที่ความเสี่ยงอย่างมากอีกครั้ง

จากความท้าทายในระยะยาวของโลก 10 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า 4 อันดับแรกเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ได้แก่

  • ความล้มเหลวในการจำกัดหรือปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่รุนแรง
  • การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
  • และการล่มสลายของระบบนิเวศ

ส่วนความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น คือการผลักดันให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งกำลังมีช่องว่างระหว่างข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ กับการสร้างความพึงพอใจเพื่อผลทางการเมือง 

“นานาประเทศจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างแนวโน้มความเสี่ยงในระยะสั้นกับแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาวให้ดีขึ้น โดยตอนนี้ทั่วโลกอาจจำเป็นต้องตัดสินใจในสิ่งที่อาจรู้สึกขัดกับสัญชาตญาณ และเป็นการตัดสินใจที่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาเพิ่มเติม แต่ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืน” คลินท์กล่าว  

โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เคยร่วมประชุม WEF ทางออนไลน์เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้เขาจะกลับมาอีกผ่านช่องทางเดิม
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เคยร่วมประชุม WEF ทางออนไลน์เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้เขาจะกลับมาอีกผ่านช่องทางเดิม 

บทสรุปของรายงาน Global Risk Report มีขึ้นหลังจากครบวาระเกือบๆ 1 ปีที่คำมั่นสัญญาหลายข้อในการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกละทิ้งไปในช่วงวิกฤตพลังงานที่เกิดจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s Investors Service) ได้ประเมินความสูญเสียของบรรดาผู้ประกันตนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

วิกฤตเฉพาะหน้าที่โลกต้องหาทางรับมือ

ส่วนความท้าทายอันดับต้นๆ ในระยะสั้นอีก 2 ปีข้างหน้า คือ

  • วิกฤตค่าครองชีพที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด
  • และสงครามของรัสเซียในยูเครนซึ่งทำให้ราคาอาหารและพลังงานพุ่งสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อสถานะทางการเงินของบรรดาครัวเรือนทั่วโลก

เหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนอาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) ที่จะเกิดขึ้นหลังโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน คือยุคใหม่ของเศรษฐกิจโลกที่แสนมืดมน

รายงานของ WEF ระบุว่า รัฐบาลและธนาคารกลางนานาประเทศจะเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือการใช้จ่ายเงินเพื่อป้องกันประชาชนจากผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มระดับหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้ว

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ รายงานยังระบุถึงกระแสอโลกาภิวัตน์ หรือ De-globalization กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทต่อการค้าการลงทุนทั่วโลก

หลังจากที่สงครามในยูเครนเน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาจากการที่ยุโรปต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ในขณะที่การขาดแคลนไมโครชิปในช่วงโควิดระบาดทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบซัพพลายเชนของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชีย

รายงานของ WEF คาดการณ์ว่า สงครามทางเศรษฐกิจจะกลายเป็นบรรทัดฐานปกติท่ามกลางความตึงเครียดที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมหาอำนาจระดับโลกใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงรับในการลดการพึ่งพาคู่แข่ง ควบคู่กับนโยบายเชิงรุกเพื่อจำกัดการเติบโตของประเทศคู่แข่ง

ปัจจัยที่น่ากังวลอีกประการที่รายงานของ WEF นำเสนอคือ ความแตกแยกทางเศรษฐกิจและสังคมกำลังกลายเป็นความแตกแยกทางการเมือง แนวคิดประชาธิปไตยกำลังโดนบั่นทอน เพราะความเห็นต่างในเรื่องของการอพยพลี้ภัย การโยกย้ายถิ่นฐาน สิทธิทางเพศ อนามัยเจริญพันธุ์ ศาสนา การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยชนวนที่ทำให้เกิดความเห็นต่างคือ การจงใจให้ข้อมูลผิดๆ หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองที่พยายามเผยแพร่ความเชื่อแบบสุดโต่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง

อาชญากรรมทางไซเบอร์

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอีกประการคืออาชญากรรมทางไซเบอร์ และความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกิดจากบริการสาธารณะที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น เช่น ระบบขนส่ง การเงิน และระบบประปา ซึ่งเสี่ยงต่อการหยุดชะงักในกรณีที่เกิดการโจมตีทางออนไลน์

รายงานฉบับนี้ของ WEF ยังระบุว่า ในขณะที่การแข่งขันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในด้านต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์  (AI) ควอนตัมคอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีชีวภาพ จะเสนอแนวทางแก้ไขบางส่วนสำหรับบางวิกฤต แต่ก็อาจส่งผลให้ขยายช่องว่างความไม่เท่าเทียมให้กว้างขึ้นด้วย เพราะประเทศยากจนไม่สามารถจ่ายค่าเทคโนโลยีราคาสูงเหล่านั้นได้

ดังนั้น ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่เกิดขึ้นอาจเป็นหนึ่งในความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน และทำให้การพัฒนามนุษย์ถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ รวบรวมไว้ในรายงานของ WEF และแน่นอนว่า ประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงและความท้าทายเหล่านี้ จะกลายมาเป็นหัวข้อการหารือบนเวทีการประชุม WEF ที่กำลังจะเกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์นี้ (16-20 ม.ค.)

Source : ฐานเศรษฐกิจ

 EA ส่งหัวรถจักรไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ‘MINE Locomotive’ ทดลองวิ่งจริงสู่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ผลักดันระบบรางไทยเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์  (EA)  ร่วมกับ CRRC Dalian ผู้ผลิตรถไฟรายใหญ่จากประเทศจีน ได้รับโอกาสจากกระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผลักดันนโยบาย EV on Train พร้อมร่วมมือกับภาควิชาการ เริ่มทดสอบระบบสับเปลี่ยนขบวน (Shunting) ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

สำหรับหัวรถจักรไฟฟ้า (EV) หรือ “MINE Locomotive” แบตเตอรี่ขนาด 4.1 MWh วิ่งได้ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ผสานเทคโนโลยีการอัดประจุ Ultra-Fast Charge ของ EA Anywhere ใช้เวลาชาร์จเพียง 1 ชั่วโมง และประหยัดต้นทุนพลังงานได้กว่า 40% เมื่อเปรียบเทียบกับหัวรถจักรดีเซล

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA)   กล่าวว่า นับเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมประวัติศาสตร์การคมนาคมทางราง ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่สังคมปลอดคาร์บอนได้เร็วยิ่งขึ้น โดย EA ได้นำนวัตกรรมหัวรถจักรไฟฟ้า “MINE Locomotive” สู่เมืองไทยภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างประโยชน์ในทุกมิติและพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานและการคมนาคมของประเทศชาติ

MINE Locomotive หัวรถจักรไฟฟ้าพร้อมตู้แบตเตอรี่แยก (Power Car) เพื่อเพิ่มระยะทางการวิ่ง รวมแบตเตอรี่ขนาด 4.1 MWh สามารถชาร์จเต็มภายใน 1 ชั่วโมง ออกแบบตามมาตรฐานการรถไฟไทยเพื่อการใช้งานหลากหลาย ทั้งการสับเปลี่ยนขบวน (Shunting) เข้าชานชาลาสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อลดมลพิษในอาคารผู้โดยสารและสามารถลากขบวนสินค้า (Cargo train) จาก ICD ลาดกระบังถึงแหลมฉบัง และขบวนโดยสาร (Passenger Train) ในเขตเมืองและระหว่างจังหวัด ด้วยความเร็วสูงสุด (Max Operating Speed) 120 km/h พร้อม Regenerative Braking ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่จากการเบรค

จากการทดสอบประเมินว่า สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ตามแต่การใช้งาน ซึ่งจะประหยัดต้นทุนพลังงานได้ถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซล ทั้งนี้หัวรถจักรไฟฟ้า MINE Locomotive สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ลงทุนต่ำกว่าระบบไฟฟ้าเหนือหัวกว่าครึ่งและสามารถขยายได้ทั้งประเทศ

” EA เล็งเห็นว่า เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยกระดับผลิตภัณฑ์โดยฝีมือของคนไทย ที่ทัดเทียมกับนานาชาติได้อย่างก้าวกระโดด EA มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ “Green Product” โดยยกระดับการขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งรถโดยสารไฟฟ้า (MINE Bus) รถกระบะไฟฟ้า (MINE MT30) เรือโดยสารไฟฟ้า (MINE Smart Ferry) และ หัวรถจักรไฟฟ้า (MINE Locomotive) เพื่อตอบโจทย์การคมนาคมด้าน รถ-เรือ-ราง พัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Economy) ”  นายอมรกล่าวทิ้งท้าย

Source : HoonSmart

“ชยาวุธ” ชม หม้อแปลงใต้น้ำ Low carbon จัดระเบียบทัศนียภาพ เสริมสร้างความปลอดภัย จัดการพลังงานสิ้นเปลือง ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน ก้าวสู่ Net Zero Emission

“นายชยาวุธ จันทร ประธานบอร์ด กฟน. และนายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง พร้อมคณะกรรมการ เยี่ยมชม “หม้อแปลงใต้น้ำ Low carbon” เสริมสร้างทัศนียภาพ สร้างความปลอดภัยต่อประชาชนและบริหารระบบจัดการพลังงานสิ้นเปลือง ลดมลพิษ ลดค่าไฟฟ้า/ลดคาร์บอน สร้างความมั่นคงพลังงานอย่างยั่งยืน ให้ผู้ประกอบการโรงงาน อาคาร สถานประกอบการ สอดคล้อง พันธกิจ ส่งเสริม พัฒนา สนับสนุนระบบไฟฟ้าสายใต้ดิน และการใช้พลังงานสะอาด ในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ อย่างมั่นคง


นายชยาวุธ จันทร ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง พร้อมคณะกรรมการ เมื่อเร็วๆนี้ ได้เดินทางเยี่ยมชม โครงการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Submersible Transformer Low carbon การนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ในพื้นที่สยามสแควร์ และชมหม้อแปลง Submersible Transformer Low carbon ไม่บังหน้าร้าน, ไม่บังร้านค้า ไม่บังหน้าบ้าน ปลอดภัยอัคคีภัย และระบบการบริหารจัดการพลังงานสิ้นเปลือง ที่มีประสิทธิภาพ มีความเสถียรการใช้พลังงานที่มั่นคง หม้อแปลงดังกล่าว ยังช่วยลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดเรือนกระจก ลดโลกร้อน ทั้งยังสามารถติดตั้งใต้น้ำ และเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามที่กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission ภายในปี ค.ศ. 2065


“ขอชื่นชมนวัตกรรมของคนไทย ที่มีการคิดค้น วิจัยนวัตกรรมลดพลังงาน ลดคาร์บอน ให้คนไทย นวัตกรรมชิ้นนี้ หม้อแปลง Submersible Transformer Low carbon จะเป็นการพัฒนาพลังงานอย่างมั่นคง และเป็นศูนย์กลางในการผลักดันพัฒนาการลดพลังงาน การอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยังช่วยในการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับสภาพการณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน มีความเหมาะสมเชิงพาณิชย์ ที่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชย์ต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญ ที่จะส่งผลให้ด้านการบริโภคพลังงานมีความคุ้มค่า ลดต้นทุนการผลิต นำพาประเทศไปสู่สังคมฐานความรู้ด้านพลังงาน เพื่อเศรษฐกิจมั่นคง ยั่งยืน” นวัตกรรมหม้อแปลง Submersible Transformer Low Carbon

นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานลดค่าไฟ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยให้ภูมิทัศนดูสวยงามอีกด้วย นวัตกรรมของคนไทยชิ้นนี้ ได้รับรางวัลเป็นเครื่องการันตีในคุณภาพมากมาย รางวัลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รางวัลกระทรวงพลังงาน Energy Award รางวัลนวัตกรรมสินค้าสนับสนุนส่งเสริมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA, สินค้า มอก. 384 และใบประกาศเกียรติคุณ โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) TGO และรางวัล ASEAN Outstanding Engineering Achievement Project Award และ ASEAN Outstanding Engineering Contribution Award การันตี ทำคุณประโยชน์ในงานด้านวิศวกรรมในระดับประเทศ ASEAN Federation of Engineering Organization (AFEO) ที่ประเทศกัมพูชา

Source : AEC Online News

นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) พร้อมด้วย นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ขวา) ร่วมพิธีเปิดให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน (on-ion EV Charging Station) ในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขา พร้อมให้บริการชาร์จไฟแก่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด และเตรียมขยายให้บริการอีก 20 สาขาทั่วประเทศ เร็วๆ นี้

นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ขวา)

on-ion EV Charging Station พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขาได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต เซ็นทรัล อยุธยา เซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล พระราม 2 เซ็นทรัล วิลเลจ สุวรรณภูมิ เซ็นทรัล เวสต์เกต เซ็นทรัล อุดรธานี เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เซ็นทรัล ศาลายา เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล โคราช เซ็นทรัล พระราม 3 และ เซ็นทรัล พระราม 9 และพร้อมให้บริการอีก 20 สาขาทั่วประเทศเร็ว ๆ นี้ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถควบคุมการใช้งานผ่าน on-ion Mobile Application ทั้งจากระบบ Android และ iOS นอกจากนี้ ออน-ไอออน ยังร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล มอบโปรโมชั่น “ช้อปดี ชาร์จฟรี 1 ชั่วโมง” ให้แก่ลูกค้าที่ใช้จ่ายในศูนย์การค้าครบ 800 บาทต่อวัน (รวมใบเสร็จได้) นำใบเสร็จมาแลกคูปองส่วนลดเครดิตชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1 ชั่วโมงฟรี มูลค่า 60 บาท ได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลแต่ละสาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2566 หรือจนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ์

ออน-ไอออน ร่วมกับ เซ็นทรัลพัฒนา พร้อมสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย เพื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Source : Energy News Center