มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอกย้ำการเป็นต้นแบบสังคมใส่ใจช่วยลดโลกร้อนด้วยการจัดงานเกษตรแฟร์ ปี 2566 แบบซีโร่คาร์บอน (คาร์บอนนิวทรัล) Carbon-neutral KASET FAIR 2023 ตั้งแต่ 3-11 ก.พ.นี้

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และประธานคณะกรรมการดำเนินงานจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2566 กล่าวว่า การจัดงานเกษตรแฟร์ ในปีนี้ ได้รับนโยบายจาก ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้จัดงานเต็มรูปแบบยิ่งใหญ่ สมความเป็นเกษตรศาสตร์ศาสตร์แห่งแผ่นดินและขยายสู่ความเป็นเกษตรแฟร์ระดับนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ธีมงาน “80 ปี เกษตรนนทรี นำวิถีใหม่ ไทยยั่งยืน” กำหนดจัดวันที่ 3 -11 กุมภาพันธ์ 2566 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

สิ่งสำคัญประการหนึ่งของการจัดงาน คือการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ของชาติ เพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบสังคมใส่ใจช่วยลดโลกร้อน และการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของประเทศไทยสองปีซ้อน อันดับ 40 ของโลก และ อันดับที่ 5 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้มอบหมายให้คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ดำเนินการจัดการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมการจัดงานเกษตรแฟร์ จากการจัดงานของส่วนกลาง เช่น การประกวดผลไม้ การประกวดแพะและแกะ การแสดงผลงานวิจัยด้านนวัตกรรม การออกร้านของสถานเอกอัครราชทูต การแสดงนิทรรศการวิชาการ เป็นต้น ตลอดจนการออกร้านค้าของนิสิตและบุคคลทั่วไป รวมทั้ง การเดินทางของผู้มาร่วมงาน และจัดซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (T-VER) มาชดเชยทั้งหมดจนเป็นศูนย์ พร้อมรับการทวนสอบจากผู้ทวนสอบภายนอก เพื่อขอรับรอง “การจัดคาร์บอนนิวทรัลอีเวนท์” จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะที่ปรึกษาโครงการ ฯ ได้แก่ ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม รศ. ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการ วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม รศ. ดร.รัฐฏา ชัยชนะ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะสิ่งแวดล้อม ผศ. ดร.ธนิต ปัทมพิฑุร ผู้ช่วยคณบดีคณะสิ่งแวดล้อม โดยมีทีมงานนิสิตจิตอาสา คณะสิ่งแวดล้อม ชั้นปีที่ 3 จากบางเขนและวิทยาเขตกำแพงแสน จำนวน 61 คน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลภาคสนาม ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2566 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการจัดงานเกษตรแฟร์ แบบซีโร่คาร์บอน (คาร์บอนนิวทรัล) หรือ Carbon-neutral KASET FAIR 2023

“กิจกรรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการโครงการ TCOP10 หรือ “ขยายผลกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเพื่อสนับสนุนตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ ปีที่ 10” ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมีวีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขอความร่วมมือมายัง ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้มาร่วมงาน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาร่วมจัดกิจกรรมในงานเกษตรแฟร์ ในการให้สัมภาษณ์ข้อมูลกับ นิสิตจิตอาสา จากคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้ในการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดหาคาร์บอนเครดิตเพื่อนำมาชดเชยทั้งหมดจนเป็นศูนย์ สู่การขอรับรอง “การจัดคาร์บอนนิวทรัลอีเวนท์” จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ต่อไป” ดร.ดำรงค์กล่าว

สำหรับคอนเซปต์จัดงาน “80 ปี เกษตรนนทรี นำวิถีใหม่ ไทยยั่งยืน” ภายในงานมีร้านค้าที่เข้าร่วมจัดแสดงในงานเกษตรแฟร์ 2566 ประมาณ 1,400 ร้านค้า โดยได้จัดโซนการจัดงานภายในงานเกษตรแฟร์ 2566 ดังนี้

โซน A ตลาดนนทรีวิถีเกษตร (ตลาดบก สินค้าบริโภค ,ตลาดน้ำใหญ่ ตลาดโบราณ)
โซน B สีสันตะวันฉาย (ร้านค้า SME OTOP วิสาหกิจชุมชน)
โซน C เทคโนโลยีสร้างสรรค์ (สินค้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเทคโนโลยีต่างๆ)
โซน D สราญรมย์ ชมพฤกษา (ต้นไม้ พันธุ์ไม้ และอุปกรณ์ทางการเกษตร)
โซน E ฟินสุดหยุดไม่ได้ (ร้านคาเฟ่ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน)
โซน F รังสรรค์ สู่หรรษา (สัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์)
โซน G ครบเครื่องเรื่องอร่อย (สินค้าเกษตรอุปโภค บริโภค)
โซน H Inter นานาชาติ งานวิจัย ร้านค้ามูลนิธิราชวงศ์ (นานาชาติ งานวิจัยมก. ร้านค้ามูลนิธิราชวงศ์ )
โซน J ของดีทั่วไทย ส่งใจถึงมือ (สินค้าจากหน่วยงานภาครัฐ และ แฟรนไซส์)
โซน K ระดมชิม ระดมช็อป (สินค้าอุปโภค – บริโภค)
โซน L สร้างสรรค์เรื่องงานดี (หน่วยงานพันธมิตร มก.เพื่อเกษตรกร)
โซน Food Truck (2จุด)
โซน สวนสนุก (4 จุด)
ศูนย์อาหาร (2จุด ได้แก่ แยกโรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์ , สนามอินทรีจันทรสถิตย์ ติดชมรมดนตรีรวมดาว)
ร้านค้านิสิต (2 จุด)
เวทีการแสดงกลาง (พื้นที่ลานดาว หอประชุมใหญ่)
ร้านอาหารสโมสรนิสิต (12 จุด)

Source : MGR Online

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. เสนอ 6 ข้อให้รัฐหนุนโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยประเทศลดการนำเข้า Spot LNG​ ราคาแพงจนกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า

นายวีระเดช เตชะไพบูลย์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)​ ซึ่งรับผิดชอบด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้มีการประชุมหารือกันเมื่อเร็วๆนี้ ถึงแนวทางการช่วยภาครัฐลดการนำเข้า Spot LNG ที่มีราคาแพงจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและเป็นภาระต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์​(Co2)​โดยใช้ศักยภาพของโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีข้อสรุป 6 ข้อดังนี้
1. ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่เหลือใช้จากระบบโซลาร์เซลล์ของโรงงานทุกประเภทเข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้า อย่างถาวรโดยรับซื้อในราคาและระยะเวลาที่เหมาะสม

2. การยกเว้นใบอนุญาต​ รง.4 สำหรับโซลาร์เซลล์​ทุกประเภทและทุกขนาด เช่นเดียวกับไฟฟ้าจากพลังงานลม เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันหรือมลพิษทางอากาศใดๆ

3. แก้ไขข้อกำหนดใน ประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ของ กกพ.ในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์​ส่วนรวม เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน หรือการกำหนดให้วัดคุณภาพอากาศ ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กกว่า 5 เมกะวัตต์

4. การขอใบอนุญาต​ต่างๆใช้เวลามากเกินปกติ เช่นที่ กกพ.ใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนเพราะต้องรอคิวประชุมบอร์ดและรอประธานลงนาม ดังนั้นใบอนุญาต​ต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงเป็น online หรือ digitalization เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะ de-regulation ที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานประกาศไว้

5. สำหรับโรงงานที่มี EIA อยู่แล้วไม่ต้องกำหนดให้ไปแก้ไขปรับปรุง EIA เดิม หากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน เพราะไม่มีผลกระทบต่อ EIA เดิมแต่อย่างใด

6. เปลี่ยนข้อกำหนดกำลังผลิตติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ทุกประเภททั้งที่ติดตั้งอยู่เดิมและติดตั้งใหม่ ให้เป็นไปตามขนาดของ Inverter ตามข้อกำหนดด้านเทคนิคของผู้ผลิต ตามชนิดและรุ่นของ Inverter ที่อยู่ใน Approved list ของการไฟฟ้า จากปัจจุบันที่ยึดตามแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้ที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไม่มีใครสามารถผลิตได้เต็มศักยภาพของกำลังผลิตติดตั้งที่ได้รับอนุมัติ เป็นการเสียโอกาสที่จะได้ใช้ไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำกว่า Spot LNG นำเข้าค่อนข้างมาก

นายวีระเดช กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อส่วนใหญ่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสั่งการ ซึ่งหากเร่งดำเนินการได้เร็วก็จะช่วยประเทศลดการนำเข้า LNG ราคาแพงที่สร้างภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมได้ ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และโรงไฟฟ้าที่ใช้ Spot LNG นำเข้าเป็นเชื้อเพลิง

Source : Energy News Center

นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2566 แสดงความเห็นด้วยกับ ส.ก. พรรคก้าวไกล ที่จะยื่นญัตติต่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร ในการผลักดันให้รถเมล์ที่วิ่งในกทม.ต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV) โดยระบุว่า อยากสนับสนุนญัตตินี้ เพราะต้องการให้ชาวกรุงเทพฯ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเดินทางด้วยรถโดยสารที่มีสภาพดี ปลอดภัย และที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของกรุงเทพมหานคร อาจจะยังมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบัญญัติ หรือพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องไม่ครอบคลุม และไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขานุการสภากทม. อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้คณะกรรมการสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาและหาแนวทางเพื่อพิจารณาปรับปรุงข้อบัญญัติในส่วนอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของ กทม.ต่อไป

“ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM.2.5 เป็นประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบฯ ให้ความสำคัญ และได้ตั้งข้อสังเกตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกทม.มาโดยตลอด แต่ปัญหาดังกล่าว ลำพังเพียงหน่วยงานของ กทม.อาจไม่สามารถแก้ไขได้ลุล่วง ด้วยอำนาจหน้าที่ของกทม. ในฐานะท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด จำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน ดังนั้นสภา กทม.จะเร่งทำการศึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกทม.เกิดผลเป็นรูปธรรม ชัดเจนขึ้น” นายสุทธิชัย กล่าว

โดยก่อนหน้านี้ ส.ก. พรรคก้าวไกล ได้เปิดตัวกฎหมาย “รถเมล์อนาคต” โดยจะผลักดันให้ออกเป็นข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ที่จะกำหนดให้รถเมล์ที่วิ่งในกทม. ต้องเป็นรถไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด มีระยะเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่าน 7 ปี เพื่อบรรลุเป้าหมายลดฝุ่นละออง PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงจะพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถเมล์ ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีผู้ใช้งานหลักล้านคน ซึ่งจะยื่นญัตติด้วยวาจาวันนี้ ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) พ.ศ. 2566

Source : RYT9.com

KTIS ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ สร้างระบบนิเวศตามธรรมชาติ หนุนรับรองคาร์บอนเครดิตไร่อ้อย บวกเพิ่มราคารับซื้อแก้ปัญหาเผาใบก่อนเก็บเกี่ยว พร้อมวิจัย 5 สายพันธุ์อ้อยทางเลือกป้องโรคระบาด เป้านำไปสู่ความยั่งยืน

อ้อย” เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจจากภาคการเกษตร และต่อเนื่องเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาล รวมถึงมี by-product หลายชนิดและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคต ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับโลกด้วย  ทั้งนี้ ประเทศไทย มีมูลค่าการส่งออกน้ำตาลมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท สร้างงานในภาคเกษตรให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 4 แสนราย มีพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ กว่า 12 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยว ค่าแรงสูง และความรวดเร็วในการตัดอ้อย ทำให้เจ้าของไร่ใช้วิธีการเผาใบก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้สูญเสียน้ำหนักและคุณภาพความหวานแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อ อินทรียวัตถุในดิน ที่สำคัญคือ เป็นการสร้างมลพิษทางอากาศ

นิเวศอุตสาหกรรมอ้อย”ไร้ของเหลือทิ้ง   นวัตกรรมเพิ่มรายได้-ลดโลกร้อน
นิเวศอุตสาหกรรมอ้อย”ไร้ของเหลือทิ้ง   นวัตกรรมเพิ่มรายได้-ลดโลกร้อน
นิเวศอุตสาหกรรมอ้อย”ไร้ของเหลือทิ้ง   นวัตกรรมเพิ่มรายได้-ลดโลกร้อน

อภิชาต นุชประยูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจชีวภาพ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS  เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าในอดีตกระบวนการผลิตอ้อย เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว รวมทั้งเกษตรกรนิยมใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมาก และใช้อย่างไม่ถูกวิธี ส่งผลให้ดินเสีย มีสารเคมีสะสมอยู่ในดินมาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การปลูกอ้อยมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาด ซึ่งเคยมีมาแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน เกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงขึ้นต้นอ้อยเสียหายกันทั่วประเทศ ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ 

ดังนั้นกลุ่ม KTIS จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือการเพาะปลูกอ้อย โดยได้ให้ความรู้เกษตรกรในการใช้วิธีการเกษตรอินทรีย์ (organic) ช่วยในการเพาะปลูก เช่น การใช้แตนเบียนเพื่อควบคุมจำนวนหนอนศัตรูอ้อย โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในไร่อ้อย เป็นวิธีการทำการเกษตรที่ไม่ทำลายระบบนิเวศตามธรรมชาติเพื่อยับยั้งไม่ให้เกษตรกรเผาใบก่อนเก็บเกี่ยวกลุ่ม KTIS ประกาศรับซื้อใบอ้อยบวกเพิ่มจากราคาอ้อย อีกตันละ 800 บาท เฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่บริษัทเข้าไปส่งเสริม เพื่อนำใบอ้อยมาใช้เป็นพลังงานชีวมวล เป็นระบบบำบัดของเสียจากการผลิตด้วยระบบเตา recovery boiler ของโรงงานเยื่อกระดาษที่ใช้ชานอ้อยเป็นวัตถุดิบ100 % ไม่สารคลอรีนซึ่งมีสารก่อมะเร็งสูงในการฟอกขาวเยื่อ ทำให้ได้เยื่อกระดาษที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์อาหารและภาชนะใส่อาหาร

รวมทั้งมีระบบการผลิตก๊าซชีวภาพของโรงงานเอทานอล เพื่อบำบัดน้ำเสียโดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานหมุนเวียน ผลิตปุ๋ย bio fertilizer จากผลพลอยได้ เช่น ตะกอนหม้อกรองที่ได้จากการผลิตน้ำตาล ตะกอน sludge จากการผลิตเยื่อกระดาษ น้ำวีนาสจากการผลิตเอทานอล และขี้เถ้าจากเตาผลิตไฟฟ้า เป็นอินทรีย์สาร จำหน่ายราคาถูกให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยไปใช้เป็นสารปรับปรุงคุณภาพดิน ซึ่งอินทรียสารเหล่านี้ช่วยปรับปรุงให้คุณภาพดินดีขึ้น เพื่อให้ชาวไร่ได้อ้อยที่มีคุณภาพดี

เรียกว่าทุกกระบวนการผลิตอ้อยนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน อีกทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรจะค่อยๆ ลดลง รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยดึงเคมีต่างๆในดินออกมาใช้ประโยชน์ ดินก็จะฟื้นสภาพ ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมให้เป็น สมาร์ทฟาร์เมอร์ และได้รับคาร์บอนเครดิต”

การส่งเสริมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลดังกล่าว ปัจจุบันสร้างรายให้กับบริษัทคิดเป็นสัดส่วน 20 % จากรายได้ ปี 64 รวม 1.0419 หมื่นล้านบาท และปี 65 รวม 1.4 หมื่นล้านบาท โดยแนวโน้มสัดส่วนของธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเติบโตตามความต้องการมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่ม KTIS ยังวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย เพราะ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่จะยกระดับผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และสามารถพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ซึ่ง กลุ่มKTISได้พัฒนาพันธุ์อ้อยต่างๆตามที่ตั้งของโรงงานน้ำตาล คือ โรงงานเกษตรไทย1 และ 2 ที่จ.นครสวรรค์ และโรงงานไทยเอกลักษณ์ ที่จ. อุตรดิตถ์ กำลังการผลิตรวม 88,000 ตันต่อวัน

ปัจจุบันได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมสำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยคู่สัญญาของกลุ่มKTISจึงได้ขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง กรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้ว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ รวมผล 1, รวมผล 2, เกษตรไทย 1, เกษตรไทย 2 และ ไทยเอกลักษณ์ 1 โดยอ้อยทั้ง 5 สายพันธุ์ใหม่ มีความหวาน13-14 C.C.S. ให้ผลผลิต12-17 ตันต่อไร่ 4-8 ลำต่อกอ ลำต้นตรงไม่โค้ง หรือหักงอ เหมาะสำหรับการใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว โดยพันธุ์รวมผล 1 สามารถต้านทางโรคเหี่ยวเน่าแดง ได้ด้วย

จากความพยายามของธุรกิจเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ ผ่านการสร้างประโยชน์จากผลผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งกลับประโยชน์สู่เกษตรกรชาวไร่ และสร้างนิเวศของอุตสาหรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้วย 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พพ.ออกประกาศเงื่อนไขการอนุญาตระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป)​ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไ​ทย ในพระบรมราชูปถัมภ์​ วสท.033013-2​2 ในเรื่อง rapid shutdown เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ก.ค. 2566 นี้ โดยหากไม่มีการติดตั้ง จะเสนอ กกพ.พิจารณาไม่ออกใบอนุญาตให้กับโครงการ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน (Energy​ News Center-ENC​)​ รายงานว่า นายประเสริฐ​ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์​พลังงาน หรือ พพ. ได้ลงนามในประกาศกรม ลงวันที่ 25 ม.ค.2566 เรื่องเงื่อนไขการอนุญาต​ให้ผลิตพลังงานควบคุมสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไ​ทย ในพระบรมราชูปถัมภ์​ วสท.033013-2​2ในเรื่อง rapid shutdown โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2566 นี้

ประเสริฐ​ สินสุขประเสริฐ  อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์​พลังงาน

ซึ่งโครงการใหม่ ที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)​ หรือ EPC ( Engineering Procurement and Construction )​หลัง 1 กค. 66) จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งหากไม่ดำเนินการ ทาง พพ. จะให้ความเห็นไปที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)​ ให้พิจารณาไม่ออกใบอนุญาต​ให้ เพราะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.

ทั้งนี้การออกประกาศกรมดังกล่าวเนื่องจากปัจจุบันระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี​วัสดุอุปกรณ์ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ​ความปลอดภัย และมีการติดตั้งบนหลังคาอย่างแพร่หลาย ซึ่งการติดตั้ง rapid shutdown​ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.จะช่วยให้นักดับเพลิงสามารถขึ้นไปบนหลังคาเพื่อดับไฟได้โดยที่ไม่ถูกไฟฟ้าดูด กรณีเกิดอัคคีภัย

Source : Energy News Center