เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คุณสุวัฒน์ กมลพนัส รองประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ได้เป็นวิทยากร เสวนาหัวข้อ “การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทยภายใต้ระเบียบโลกใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ” ร่วมกับผู้แทนจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และ บมจ. บีซีพีจี ณ ห้องประชุมโรงแรม จุบิลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.)

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นประเด็นสำคัญของระเบียบโลกใหม่ ด้านสภาพภูมิอากาศ (New Climate World Order) ภาคธุรกิจ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศต่างๆ ต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือและกลไกด้านคาร์บอน เพื่อสนองต่อแรงกดดันระหว่างประเทศ ความคาดหวังของผู้บริโภค และมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น

“ตลาดคาร์บอนเครดิต” จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ทั้งในระดับประเทศและภาคธุรกิจต่างๆ

ประเทศไทย มีการพัฒนาตลาดคาร์บอนภายใต้โครงการ T-VER ของ อบก. ควบคู่ไปกับการขยายตัวของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปในภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ตลาดคาร์บอนของไทยยังคงเผชิญอุปสรรค และความไม่ชัดเจนในหลายด้าน อาทิ กรอบการกำกับดูแล ความหลากหลายของมาตรฐาน คุณภาพคาร์บอนเครดิตที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขาดข้อมูลด้านราคากลางที่ใช้อ้างอิง ปริมาณธุรกรรมซื้อ-ขายที่ยังไม่โปร่งใส รวมถึงค่าใช้จ่ายตรวจวัดที่มีราคาสูง

สถานการณ์โลกกำลังก้าวสู่การใช้กลไกคาร์บอนที่ยิ่งเข้มข้น ทั้งมาตรการ CBAM ข้อตกลงภายใต้มาตรา 6 ของ Paris Agreement และความร่วมมือระหว่างตลาดคาร์บอนกับตลาดทุน ทำให้ผํู้ประกอบการไทยขาดคุณสมบัติในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งตาม COP30 ประเทศไทยมีการปรับกรอบการขับเคลื่อนสู่ Net Zero เป็นปี 2050 (เร็วขึ้นจากเดิม 15 ปี) จึงต้องเร่งออกกฎหมายสำคัญ คือ ร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. … เพื่อเป็นกรอบในการกำกับดูแล ทั้งเรื่องการลดก๊าซฯ การปรับตัวฯ กลไกการเงิน ระบบการซื้อขายสิทธิฯ กลไกการปรับราคาฯ ภาษีคาร์บอน กองทุนภูมิอากาศ รวมถึงบทกำหนดโทษ เป็นต้น

ผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย (FDI) เช่น กลุ่ม Data Center มีเงื่อนไขต้องใช้พลังงานสีเขียว ผู้ส่งออกไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ไทยจึงต้องเร่งสร้าง Ecosystem เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งด้าน Supply ด้าน Demand และด้านตลาด ทั้งแบบภาคบังคับและภาคสมัครใจ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ของไทย และบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน พร้อมปรับตัวเข้าสู่มิติใหม่นี้แล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ SMEs ของไทย ที่อยู่ใน Supply Chain ขั้นถัดๆไป ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในกลไกและกิจกรรมที่จะเป็นภาคบังคับในระยะยาว ดังนั้น ไทยต้องเร่งออกกฎกติกาภาคบังคับของการซื้อขายคาร์บอน เพื่อยกระดับมาตรฐานคาร์บอนให้เข้าสู่สากล ให้เร็วที่สุด

แนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดคาร์บอน ต้องสร้างแรงจูงใจผ่านนโยบายการเงิน และมาตรการทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งภาคเอกชนไทยพร้อมปรับตัว ขอเพียง “ความชัดเจน” และ “เครื่องมือที่ใช้ได้จริง”

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เข้ารับรางวัลองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ Thailand Corporate Excellence Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 6 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการบริหารจัดการขององค์กร (Corporate Improvement Excellence Award) และ SMEs Excellence Awards 2025 ประเภทธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง (ในนามผู้เสนอชื่อบริษัท เมซัน รอแยล จำกัด )

นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลระดับ Distinguished ใน 4 สาขา ได้แก่ สาขาความเป็นเลิศด้านการบริหารทางการเงิน (Financial Management Excellence Award) สาขาความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Excellence Award) สาขาความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ (Innovation Excellence Award) และสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Excellence Award)

 ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าว พิจารณาจากการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจ เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นต้นแบบที่ดีแก่องค์กรอื่นต่อไป

Source : Energy News Center

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกาศเรียกเก็บเงินโรงแยกก๊าซฯ ที่ผลิต LPG ส่งเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้นเป็น 4.0729 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมปรับลดเงินชดเชยราคา LPG เหลือ 0.3452 บาทต่อกิโลกรัม ชี้ไม่กระทบราคาจำหน่ายปลีก LPG ที่ตรึงราคาไว้ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ไปจนถึงสิ้นปี 2568  ด้านภาพรวมบัญชี LPG ติดลบรวม -40,194 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ลงนามเมื่อวันที่  8 ธ.ค. 2568 ประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” โดยกำหนดเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 4.0729 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 3.9583  บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย

อย่างไรก็ตามให้ บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 2.6727 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 2.5581 บาทต่อกิโลกรัม

พร้อมกันนี้ได้ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG ลงเป็น 0.3452 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 0.4598 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด โดยราคาขายปลีก LPG ยังคงเท่าเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึง 31 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้นต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

ส่วนเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ยังคงเท่าเดิมที่ 5.4049 บาทต่อกิโลกรัม   

ขณะที่ LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ 0.3452 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 0.4598  บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2568 ภาพรวมติดลบอยู่ -40,194 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดกรอบวงเงินสำหรับอุดหนุนราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท

สำหรับประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดนโยบายให้ กบน. บริหารกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้

1.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากโรงแยกก๊าซฯ ,ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ มีราคาสูงกว่านำเข้า 2.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน 3. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG  ในประเทศเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม  และ 4. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงขึ้นในระดับเกินกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนหรือชะลอการขาดแคลนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

Source : Energy News Center

ไม่ใช่จีน ไม่ใช่อินเดีย แต่เป็น ‘ฟิลิปปินส์’ ยักษ์ใหญ่ที่หลับใหลของภูมิภาคเอเชียที่กำลังจะตื่นขึ้น จากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 5 ล้านชุด ในปี 2026

แม้ว่าจีนจะครองความเป็นผู้นำด้านการผลิตและอินเดียมีแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก แต่ผู้ได้ฉายา ‘ยักษ์ใหญ่ที่หลับใหล’ และกำลังจะลืมตาตื่นขึ้นในครั้งนี้ กลับเป็นประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำลังเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดนูเวยาเอซีฮาและบูลากัน จำนวนกว่า 5 ล้านชุด ภายในปี 2026 

โครงการนี้มีชื่อว่า เอ็มเทอร์รา (MTerra) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบจัดเก็บพลังงานแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Meralco PowerGen, SPNEC และยังได้รับการลงทุน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Actis ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

ยักษ์หลับแห่งเอเชียกำลังจะตื่น จากการติดโซลาร์เซลล์ 5 ล้านแผง

โครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตพลังงานสะอาดเท่านั้น เนื่องจากฟิลิปปินส์นับเป็นประเทศที่มีราคาค่าไฟฟ้าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย เป้าหมายของโครงการจึงมุ่งไปที่การมี ‘พลังงานสะอาดสำหรับทุกคน’ ที่มีราคาไม่แพง และนำไปสู่การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลงทั่วประเทศ

เบื้องต้นคาดว่า โครงการนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนได้มากกว่า 2.4 ล้านครัวเรือน และเมื่อดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบแล้วจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 4 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการหายไปของรถยนต์ 3 ล้านคัน ทั้งยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานกว่า 9,500 ตำแหน่ง 

อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนในฐานะพี่ใหญ่ของเอเชียก็กำลังสร้างความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดครั้งใหญ่เช่นกัน ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 6 ล้านชุด ที่จะทำให้เกิดฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่นอกชายฝั่งของประเทศ

ขณะที่โครงการเอ็มเทอร์ราของฟิลิปปินส์นั้น ได้วางแผนเฟสสองในปี 2026 ในการเอาชนะความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียนในระดับโลก ส่วนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 5 ล้านชุดครั้งนี้ ก็ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังงานที่ยั่งยืนสามารถผลิตได้จากทุกประเทศในเอเชีย

Source : Spring News

อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต กล่าวว่า การยกระดับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย จากเดิมคาดว่าจะบรรลุ Net Zero ในปี 2065 มาเป็นปี 2050 จำเป็นต้องมี “ระบบบังคับใช้” แทนการพึ่งพามาตรการสมัครใจในอดีต ร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนจึงถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างหลักที่จะทำให้ทุกภาคส่วนต้องจัดการการปล่อยก๊าซอย่างเป็นระบบ

หัวใจของการผลักดัน

คือร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนระบบของไทยจากการรายงานแบบสมัครใจไปสู่การรายงานแบบภาคบังคับ โดยกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 หรือการปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร และ Scope 2 หรือการปล่อยที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้ ทั้งยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศให้เทียบเท่าสากล

ระบบ Emission Trading Scheme (ETS)

ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังเตรียมเปิดใช้ระบบ Emission Trading Scheme (ETS) ตามหมวด 8 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการปล่อยในภาคอุตสาหกรรมปล่อยสูงอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนด “เพดานการปล่อย” ให้โรงไฟฟ้า ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง หากผู้ประกอบการไม่สามารถลดการปล่อยให้ต่ำกว่าเพดานที่กำหนดได้ จะต้องซื้อสิทธิในการปล่อย หรือเผชิญกับบทลงโทษ (ค่าปรับ)

ส่วน Scope 3 ร่างกฎหมายได้วางบทบาทของรัฐในการสนับสนุนองค์ความรู้ มาตรฐานการวัด และระบบการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อเตรียมให้ภาคธุรกิจพร้อมรองรับการเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่คุณค่าในอนาคต ซึ่งกำลังถูกผลักดันโดยมาตรฐานสากลและข้อกำหนดจากคู่ค้าระหว่างประเทศ

พ.ร.บ. ลดโลกร้อน จะทำให้ Scope 1 และ Scope 2 กลายเป็นข้อบังคับ ขณะที่ Scope 3 ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาความพร้อม เป็นการยกระดับระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกของไทยให้เดินหน้าอย่างเป็นขั้นตอนและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนสู่เป้าหมาย Net Zero ในภาพใหญ่

อโณทัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนขอบตลาดคาร์บอนไทยนั้นกำลังก้าวสู่จุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง ด้วยนโยบายที่เข้มงวดขึ้น (ETS) และโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลจากตลาดโลก (CORSIA) การปรับตัวสู่การลดการปล่อยก๊าซฯ และการพัฒนาโครงการ Premium T-VER ที่มีคุณภาพสูง จึงเป็น กลยุทธ์สำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในทศวรรษหน้า

ประเทศไทยโดย อบก. ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนเครดิตที่มีความทันสมัยและโปร่งใส เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ คือ Standard T-VER และ Premium T-VER โดย Standard T-VER เป็นโครงการทั่วไปที่ดำเนินการตามมาตรฐานของ อบก. ส่วน Premium T-VER เป็นมาตรฐานที่สูงกว่า โดยมีการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากขึ้น

Premium T-VER คือมาตรฐานขั้นสูงที่ได้รับการรับรองจาก ICAO ให้สามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ของภาคการบินได้ ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้เครดิตของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างสมภาคภูมิ

ถึงแม้จะมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีปริมาณคาร์บอนเครดิต Premium T-VER ที่เพียงพอ ต่อการส่งออกสู่ตลาด CORSIA ซึ่งโครงการ Premium T-VER ที่เข้าเกณฑ์ CORSIA ส่วนใหญ่เป็นโครงการภาคป่าไม้ ซึ่งแม้จะมีความสำคัญ แต่ก็มีข้อจำกัดในการสร้างเครดิตในปริมาณมาก และต้องใช้ระยะเวลานานในการรับรอง คาดการณ์รวมกันเพียง 19,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการบิน เป็นสนามที่ไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านอุปทาน CORSIA เป็นมาตรการที่กำหนดให้สายการบินต้องชดเชยการปล่อยก๊าซฯ จากเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยความต้องการคาดการณ์ คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตในช่วงปี 2567-2569 สูงถึง 146-236 ล้านตัน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

Source : กรุงเทพธุรกิจ