แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจะครองตลาดระบบกักเก็บพลังงานมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันลิเทียมเริ่มหายากขึ้น และการขุดแร่ก็ทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดคือปัญหาด้านความปลอดภัยจากการใช้สารอิเล็กโทรไลต์ที่เป็นของเหลวไวไฟ ทำให้หลายประเทศมองหาทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่า หนึ่งในนั้นคือ “แบตเตอรี่โซเดียมไอออน” 

นักวิจัยจากสถาบันออสเตรเลียเพื่อวิศวกรรมชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี (AIBN) แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ที่ใช้สารอิเล็กโทรไลต์สถานะแข็งชนิดใหม่ ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเรื่องการลุกไหม้ แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความทนทานอย่างเหนือชั้นด้วยการทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5,000 ชั่วโมงในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ

แบตเตอรี่โซเดียมไอออนแบบเดิมไม่เป็นที่นิยมใช้มากนัก เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย เนื่องจากสารอิเล็กโทรไลต์เหลว ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ไอออนเคลื่อนที่ระหว่างขั้วไฟฟ้า มีคุณสมบัติที่ไวไฟและมีความร้อนสูงเกินไป จนทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้ตามมาได้ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากอิเล็กโทรไลต์ไม่เสถียร เมื่อมีการชาร์จซ้ำ ๆ ทำให้แบตเตอรี่ไม่ปลอดภัยและไม่น่าเชื่อถือ

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมนักวิจัยของ AIBN ได้คิดค้นสารอิเล็กโทรไลต์สถานะแข็งชนิดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายพลาสติกและไม่ติดไฟ โดยให้ชื่อว่า P(Na3-EO7)-PFPE ซึ่งเป็นบล็อกโคพอลิเมอร์ที่มีส่วนประกอบของฟลูออรีน ความโดดเด่นของวัสดุนี้ไม่ได้อยู่ที่ความทนทานต่อไฟเท่านั้น แต่อยู่ที่การวิศวกรรมโครงสร้างภายในระดับโมเลกุล โดยนักวิจัยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นรูปแบบที่เรียกว่า “บอดี้เซ็นเตอร์คิวบิก” (Body-centered cubic structure) ซึ่งสร้างอุโมงค์ขนาดเล็กเพื่อให้ไอออนโซเดียมสามารถเดินทางผ่านได้อย่างราบรื่น 

โจว เฉิน นักศึกษาปริญญาเอก หนึ่งในทีมวิจัยอธิบายถึงเบื้องหลังความสำเร็จนี้ว่า การปรับแผนผังโครงสร้างให้เป็นแบบบอดี้เซ็นเตอร์คิวบิก ช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุโมงค์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเนื้อวัสดุได้ ซึ่งการออกแบบนี้ช่วยให้ไอออนเคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแบตเตอรี่ลิเทียม แต่มีความปลอดภัยสูงกว่าเพราะช่วยยับยั้งการเกิดเดนไดรต์ที่เป็นอันตรายไปในตัว

ผลการทดสอบแบตเตอรี่ต้นแบบนี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมพลังงานเป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำงานภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียส ได้ยาวนานกว่า 5,000 ชั่วโมง และยังคงรักษาความจุเดิมไว้ได้สูงถึง 91% แม้จะผ่านการชาร์จและคลายประจุอย่างรวดเร็วถึง 1,000 รอบ ความทนทานในระดับนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการนำไปใช้งานจริงในระดับโครงข่ายไฟฟ้า 

ดร.เฉิง จาง ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาวในลักษณะนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดเก็บพลังงานระดับโครงข่ายไฟฟ้า เพราะระบบเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้นานหลายปีโดยมีการเสื่อมสภาพต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

มิติที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ โซเดียมเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปในเกลือแกงหรือน้ำทะเล ซึ่งมีอยู่ทุกที่ แตกต่างจากลิเทียมที่มีราคาแพงและมีแหล่งสำรองจำกัดในเพียงไม่กี่ประเทศ การเปลี่ยนมาใช้โซเดียมจึงช่วยลดความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานโลก และช่วยให้ประเทศที่ไม่มีแหล่งแร่ลิเทียมสามารถสร้างระบบจัดเก็บพลังงานของตนเองได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง 

นอกจากนี้ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้แร่ธาตุที่มีปัญหาด้านจริยธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างโคบอลต์หรือนิกเกิลในส่วนของขั้วแคโทด ซึ่งเป็นการยกระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปอีกขั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการทดสอบที่อุณหภูมิสูงจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ความท้าทายต่อไปคือการทำให้แบตเตอรี่โซเดียมสถานะแข็งนี้ทำงานได้ดีที่อุณหภูมิห้องปรกติ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในอุปกรณ์พกพาหรือยานพาหนะทั่วไปได้อย่างแพร่หลาย เฉินระบุว่าทีมงานได้ทำการทดสอบโครงสร้างภายในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการนำส่งไอออนที่ลื่นไหลที่สุด 

ปัจจุบันมีงานวิจัยคู่ขนานในระดับสากลที่เริ่มแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการใช้แบตเตอรี่โซเดียมที่อุณหภูมิปรกติ หรือแม้แต่ในสภาพอากาศหนาวจัด ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ายุคของโซเดียมกำลังใกล้เข้ามาถึง

นวัตกรรมแบตเตอรี่โซเดียมจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์เปรียบเสมือนการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบกักเก็บพลังงานของโลก การผสานความปลอดภัยจากวัสดุสถานะแข็งเข้ากับความประหยัดของโซเดียม และเสริมด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานเกินกว่า 5,000 ชั่วโมง เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการพึ่งพาลิเทียมเพียงอย่างเดียวอาจกำลังสิ้นสุดลง 

หากเทคโนโลยีนี้นำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ เราจะได้เห็นโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคงขึ้น สามารถเก็บสำรองพลังงานสะอาดไว้ใช้ได้อย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาที่แสงแดดหมดไปหรือกระแสลมหยุดนิ่ง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์อย่างแท้จริง


ที่มา: EarthEnergy ReportersInteresting Engineering

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ “ทางรอด” ทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาโซล่าร์และแบตเตอรี่ดิ่งเหว จนเกิดปรากฏการณ์ “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” (Positive Tipping Point) ที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าฟอสซิลหลายเท่าตัว ขณะที่ไทยเริ่มขยับรับเทรนด์โลกด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่

โลกกำลังถึงจุดเปลี่ยน เมื่อ “ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นผู้ชนะ

ในปัจจุบัน โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” ของพลังงานสะอาด โดยเฉพาะระบบ “โซล่าร์พลัส” (Solar Plus) หรือการใช้โซล่าร์เซลล์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่ถูกที่สุดในหลายประเทศ ความก้าวหน้าในทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ต้นทุนโซล่าร์และลมลดลงกว่า 80% ขณะที่แบตเตอรี่ลดลงเกือบ 90% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

ทำไมไฟฟ้าสะอาดถึงชนะขาด

  • ประสิทธิภาพทางฟิสิกส์: การเผาถ่านหินหรือก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นสูญเสียพลังงานไปเปล่าๆ ถึง 2 ใน 3 (40-80%) ในขณะที่ไฟฟ้าสะอาดลดการสูญเสียนี้อย่างมหาศาล
  • ความประหยัด: ในปี พ.ศ. 2567 กว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั่วโลกมาจากพลังงานหมุนเวียน เพราะนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า
  • พลังของสังคม: ตัวอย่างในปากีสถานเกิดกระแสการติดโซล่าร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและภาคเกษตรอย่างก้าวกระโดด เพียง 6 ปี มีกำลังผลิตจากโซล่าร์ในระบบนี้มากกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศเสียอีก

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตัวเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่าน

การปฏิวัติไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงไฟฟ้า แต่กำลังลามไปบนท้องถนน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งจาก 2% เป็น 20% ทั่วโลกในเวลาเพียง 6 ปี โดยมีจีนเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าที่มียอดขายสูงถึง 46% ในปีนี้ และคาดว่าจะแตะ 60% ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งทุกๆ เปอร์เซ็นต์ที่ EV เพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงและการลดอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจฟอสซิล

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศไทย ก้าวต่อไปสู่พลังงานสะอาด

ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อกระแสโลกนี้ โดยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและสถิติที่น่าสนใจดังนี้:

  • แผน PDP 2024: ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP 2024) ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี พ.ศ. 2580 โดยเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก
  • กระแสโซล่าร์ภาคประชาชน: ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่าคนไทยหันมาติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าที่ผันผวนตามราคาก๊าซธรรมชาติ
  • ศูนย์กลาง EV แห่งอาเซียน: ไทยตั้งเป้าหมาย “30@30” คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรักษาฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกเอาไว้
  • การลงทุนแบตเตอรี่: รัฐบาลไทยออกมาตรการสนับสนุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในประเทศ เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรม EV และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “โซล่าร์พลัส”

3 ปัจจัยเร่ง เพื่อให้ไทยไปถึงเป้าหมาย

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม บทความเน้นย้ำถึง 3 สิ่งที่ต้องทำ

  • การลงทุน: เร่งระดมทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าสู่ระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายสายส่ง (Smart Grid)
  • ความร่วมมือสากล: การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศผู้นำอย่างจีนและยุโรป
  • การขับเคลื่อนโดยชุมชน: ส่งเสริมให้ท้องถิ่นบริหารจัดการพลังงานได้เอง เช่น ระบบไมโครกริด (Micro-grid) ในพื้นที่ห่างไกล

จุดเปลี่ยนนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ใครที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาโลก แต่จะกุมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ไว้อย่างยั่งยืน

ที่มา : University of Exeter

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การเข้าถึงระบบไฟฟ้ายังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประชาชนในหมู่เกาะแซนซิบาร์ นอกชายฝั่งประเทศแทนซาเนีย คนในเกาะนี้มีเกือบสองล้านคน แต่กลับมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางความมืดมิด แต่ยังคงมีแสงสว่างที่เกิดขึ้นจาก “โซลาร์มาม่า” (Solar Mamas) กลุ่มช่างเทคนิคหญิงวัยกลางคนที่นำพาพลังงานแสงอาทิตย์มาสู่ชุมชน พร้อมปฏิวัติโครงสร้างทางสังคมและบทบาททางเพศในชุมชนที่ยังคงมีค่านิยมแบบปิตาธิปไตยอย่างเข้มข้น

ในอดีตชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดและเผาถ่านไม้เพื่อให้แสงสว่างในเวลากลางคืน ซึ่งปล่อยมลพิษทำลายสุขภาพ แต่ตอนนี้เหล่าโซลาร์มาม่าได้ทำให้ผู้คนรู้จักกับโซลาร์เซลล์ พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการของวิทยาลัยนานาชาติแบร์ฟุต องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในระดับชุมชน 

โครงการนี้คัดเลือกผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการศึกษาในระบบหรือมีพื้นฐานการศึกษาน้อยมาก เข้าร่วมอบรมฝึกการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพราะพวกเธอมีความผูกพันกับหมู่บ้านอย่างลึกซึ้ง และมักจะไม่มีภาระในการดูแลบุตรหลานที่ยังเล็กมากจนเกินไป ทำให้พวกเธอเป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะอยู่พัฒนาชุมชนของตนเองในระยะยาว 

เบรนดา เจฟฟรีย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติแบร์ฟุต แซนซิบาร์ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของโครงการนี้ว่า “เราต้องการเปลี่ยนความคิดของพวกเธอ จากที่เคยคิดว่าเกิดมาเพื่อเป็นเพียงแม่และเลี้ยงลูก ให้ตระหนักว่าพวกเธอก็สามารถเป็นมืออาชีพได้”

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

ด้วยการฝึกอบรมที่เข้มข้นกินเวลานานถึง 3-6 เดือน ผู้หญิงที่เข้าร่วมโครงการจะมาพักค้างแรมที่วิทยาลัยในหมู่บ้านคินยาซินี เพื่อเรียนรู้ทักษะวิศวกรรมแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร แม้จะมีข้อจำกัดด้านการอ่านออกเขียนได้ แต่หลักสูตรถูกออกแบบมาให้เน้นการปฏิบัติจริงและการใช้รหัสสีในการจดจำอุปกรณ์เทคนิค เช่น การใช้สีดำแทนเลขศูนย์ สีน้ำตาลแทนเลขหนึ่ง และสีแดงแทนเลขสอง เป็นต้น

กระบวนการสอนนี้ช่วยทลายกำแพงความรู้ที่เคยถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น นอกจากวิชาการติดตั้งและซ่อมแซมแผงโซลาร์เซลล์แล้ว พวกเธอยังได้รับความรู้ด้านสุขภาพ การเย็บปักถักร้อย การเลี้ยงผึ้ง และเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้ที่หลากหลายเมื่อกลับสู่หมู่บ้าน

เมื่อสำเร็จการศึกษา โซลาร์มาม่าแต่ละคนจะได้รับชุดอุปกรณ์ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 25-50 ชุดเพื่อนำกลับไปติดตั้งในครัวเรือนในหมู่บ้านของตน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ถูกออกแบบให้บ้านที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์กับโซลาร์มาม่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมรายเดือนประมาณ 2.37 ดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนในการบำรุงรักษาและสร้างรายได้ให้กับช่างเทคนิคหญิงเหล่านี้ 

จูมา เบอร์ฮัน ผู้อำนวยการหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจแซนซิบาร์ ระบุว่า “เหล่าโซลาร์มาม่าได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้กับคนในพื้นที่ด้วยการมอบไฟฟ้าซึ่งเป็นบริการทางสังคมที่สำคัญยิ่ง ทั้งยังช่วยให้พวกเธอมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคงในการเลี้ยงชีพ”

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

ผลกระทบทางสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ การแทนที่ตะเกียงน้ำมันก๊าดด้วยพลังงานสะอาดช่วยลดความเสี่ยงจากการสูดดมควันซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดในระยะยาว และลดอาการระคายเคืองตาที่มักเกิดกับเด็ก ๆ ขณะอ่านหนังสือ ยิ่งไปกว่านั้น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุเพลิงไหม้และหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเด็กดื่มน้ำมันก๊าดเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ 

เจคอบ เดียนกา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นย้ำว่า พลังงานสะอาดมีความสำคัญมาก เพราะมันช่วยปกป้องสุขภาพ แสงสว่างที่สม่ำเสมอยังช่วยให้เด็ก ๆ สามารถทำการบ้านได้สะดวกขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อถ่านไฟฉายหรือการต้องเดินทางไปชาร์จโทรศัพท์มือถือที่บ้านเพื่อนบ้าน

ในมิติทางสังคม โครงการนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทลายกำแพงแห่งค่านิยมทางเพศเดิม ๆ การที่ผู้หญิงวัยกลางคนปีนหลังคาบ้านเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือใช้เครื่องมือบัดกรีแผงวงจรไฟฟ้าช่วยเปลี่ยนภาพจำของชุมชน ที่เคยมองว่างานด้านเทคนิคเป็นงานเฉพาะของผู้ชายเท่านั้น 

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชัลเมอร์สระบุว่า โครงการนี้ได้ทำลายตราบาปและอุปสรรคทางสังคมโดยการพิสูจน์ว่าบุคคลที่ไม่มีการศึกษาในระบบก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำชุมชนได้ แม้ในช่วงแรกจะมีการต่อต้านจากสมาชิกในครอบครัวหรือการถูกหัวเราะเยาะจากคนในหมู่บ้าน แต่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการที่มีไฟฟ้าใช้จริงได้เปลี่ยนคำสบประมาทให้กลายเป็นความยอมรับ 

คาซิจา อิสซา หนึ่งในครูฝึกผู้เคยเป็นหญิงหม้ายว่างงาน กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “เมื่อก่อนคนมักพูดว่างานนี้เป็นของผู้ชาย แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นแล้วว่างานของฉันสำคัญเพียงใด และฉันได้กลายเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น ๆ”

ความสำเร็จของโซลาร์มาม่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในแซนซิบาร์เท่านั้น วิทยาลัยแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่ฝึกอบรมผู้หญิงจากประเทศอื่น ๆ เช่น มาลาวี โซมาลีแลนด์ มาดากัสการ์ และเซเนกัล ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา มีผู้หญิงในแซนซิบาร์ 65 คนจบหลักสูตรนี้และช่วยให้บ้านเรือนกว่า 1,858 หลังใน 29 หมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้ 

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

อย่างไรก็ตาม โครงการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านงบประมาณ เนื่องจากการลดลงของความช่วยเหลือจากต่างประเทศและการแข่งขันด้านแหล่งเงินทุนที่สูงขึ้น

“โซลาร์มาม่า” ไม่ได้เป็นเพียงช่างเทคนิคที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า แต่พวกเธอคือตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่สำคัญ แสงสว่างจากดวงโคมพลังงานแสงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพทางความรู้และการหลุดพ้นจากวงจรความยากจนและปัญหาสุขภาพ 

การฝึกอบรมผู้หญิงวัยกลางคนเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อได้รับโอกาสและทักษะที่เหมาะสม พลังจากมือที่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในครัวเรือนก็สามารถส่องสว่างให้แก่ชุมชนและสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ดังที่ความสำเร็จของพวกเธอกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าศักยภาพของมนุษย์นั้นไม่ได้ถูกกำหนดด้วยใบปริญญาหรือเพศสภาพ แต่ถูกกำหนดด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่บ้านเกิดของตนเอง


ที่มา: AP NewsEuro NewsThe GuardianVice

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เชื่อไหมว่า ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ สามารถใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า และจีนพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง ซึ่งนับเป็นการนำก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มักถูกมองว่าเป็นตัวการร้าย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ล่าสุดจีนกลับนำมันมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ โดยวิศวกรของบริษัท China National Nuclear Corporation (CNNC) ได้เชื่อมต่อ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเครื่องแรกของโลก เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ของจีนระบุว่า เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกทำให้ร้อนและอัดความดันในระดับสูงมาก มันจะเข้าสู้สถานะพิเศษที่เรียกว่า คาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต (Supercritical) ซึ่งไม่ใช่ทั้งก๊าซหรือของเหลว แต่เป็นสถานะกึ่งกลาง ซึ่งในสถานะนี้ มันจะไหลเหมือนก๊าซแต่สามารถนำความร้อนได้เหมือนของเหลว และถ่ายโอนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าไอน้ำ โดยมีหลักการทำงานคล้ายกับกังหันไอน้ำที่หมุนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่มีประสิทธิภาพเป็นสองเท่า 

ะบบดังกล่าวใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้งจากการผลิตเหล็กที่โรงงานในเมืองหลิวปานซุย มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แทนที่จะปล่อยให้พลังงานความร้อนนั้นสูญเปล่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะเหนือวิกฤต ก็จะดูดซับความร้อนนั้นไว้ ขับเคลื่อนกังหัน และหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่แค่การทดลองเครื่องต้นแบบ แต่เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีหน่วยผลิตไฟฟ้าขนาด 15 เมกะวัตต์สองหน่วย

อย่างไรก็ตาม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นไม่ได้ถูกดักจับจากอากาศ แต่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งจ่ายอุตสาหกรรมมาตรฐานขนาดเล็กเท่านั้น และเมื่อแปลงเป็นของเหลวแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไหลเวียนในระบบปิด ไม่เคยถูกนำไปใช้หรือเผาไหม้ 

Source : Spring News

สภาผู้บริโภค ยื่นค้านมติ กพช. 28 พ.ย. 68 ปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ ผลักภาระต้นทุนจากกลุ่มปิโตรเคมีไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า จี้ “อนุทิน” ยกเลิก ก่อนผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 69

สภาผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ยกเลิกมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่เห็นชอบการกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ หรือพูลก๊าซ (Pool Gas) ที่ทำให้โรงแยกก๊าซและกลุ่มปิโตรเคมีมีต้นทุนถูกลง แต่ไปเพิ่มต้นทุนของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น และผู้บริโภคได้รับผลกระทบ

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว “รัฐรีบร้อนปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ…เพื่อใคร” เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อมติ กพช. ดังกล่าว เนื่องจากแนวทางดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกมติดังกล่าวก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2569

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค อธิบายว่า มติในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนสูตรการคำนวณโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ โดยนำก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยไปจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมีเป็นหลัก ขณะที่ภาคผลิตไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากการเฉลี่ยรวมกับ LNG นำเข้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในที่สุด ในทางกลับกันต้นทุนของกลุ่มปิโตรเคมีจะลดลง ซึ่งสวนทางกับหลักการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ สมัยที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้ระบบพูลก๊าซ ซึ่งโรงแยกก๊าซต้องซื้อก๊าซในราคา 327.29 บาทต่อล้านบีทียู แต่หากคำนวณราคาภายใต้นโยบายปรับโครงสร้างราคาก๊าซตามมติ กพช. ล่าสุดจะทำโรงแยกก๊าซได้ใช้ราคาที่ถูกลงกว่าการคำนวณแบบพูลก๊าซ โดยพบว่าต้นทุนของโรงแยกก๊าซจจะลดลงเหลือประมาณ 223.07 บาทต่อล้านบีทียู

“มตินี้ทำให้โรงแยกก๊าซและปิโตรเคมีได้ก๊าซราคาถูก ขณะที่ภาคไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซแพงขึ้นจากการถัวเฉลี่ยกับ LNG สุดท้ายค่าไฟก็ต้องสูงขึ้น นี่คือโครงสร้างที่ถอยหลังจากหลักความเป็นธรรม” รศ.ดร.ชาลี ระบุ

จี้ “อนุทิน” ยกเลิกมติกพช.

ด้านรสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบาย และประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การเร่งผลักดันมติดังกล่าวในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ และไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ทั้งยังเป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้า และย้ายประโยชน์ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

“ก่อนหน้านี้ที่ที่ภาคส่วนใช้ราคาพูลก๊าซ สามารถช่วยประชาชนลดค่าไฟได้ 6 สตางค์ อาจจะดูน้อย แต่เมื่อคำนวณภาพรวมจะทำให้ลดภาระค่าไฟ ได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี แต่การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ ตามมติ กพช. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 และ ให้มีผลทันที ในวันที่ 1 มกราคม นี้ ถือ ว่าเป็นการให้ของขวัญปีใหม่กับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และผลักภาระ ให้ประชาชนใช่หรือไม่” ประธานอนุฯ พลังงาน ระบุ

รสนา กล่าวว่า อยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกพช.ยกเลิกมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ หากมีความจริงใจที่จะลดราคาพลังงานให้กับประชาชนตามที่หาเสียงไว้ เพราะการใช้โครงสร้างราคาก๊าซใหม่นอกจากจะไม่ช่วยลดค่าไฟแล้ว ยังผลักภาระให้กับผู้บริโภค ถ้าไม่ดำเนินการ สภาผู้บริโภคจะฟ้องยกเลิกมติดังกล่าว และประชาชนที่จะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ต้องคิดให้ดีว่าจะเลือกพรรคนี้หรือไม่ เพราะพูดแล้วไม่ทำ

อิฐบูรณ์ อ้นวงษา อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของกำลังผลิตทั้งหมด โดยก๊าซดังกล่าวมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ ก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้ระบบ “ถัวเฉลี่ยราคา” หรือพูลก๊าซเพื่อให้ผู้ใช้ทุกภาคส่วนร่วมรับภาระต้นทุนอย่างเท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม มติ กพช. ล่าสุดจะส่งผลให้ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีต้นทุนต่ำลง ขณะที่ก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมอื่น และภาคขนส่งต้องใช้ราคาพูลก๊าซ ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากทั้งสามแหล่ง ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

“การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคเฉพาะวงการพลังงาน แต่เป็นเรื่องปากท้อง ถ้าโครงสร้างราคาถูกปรับโดยไม่รอบคอบ ค่าไฟก็มีโอกาสขยับขึ้นทันที และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนทั่วไป” อิฐบูรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงประธาน กพช. ขอให้ทบทวนมติการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ โดยย้ำว่าก๊าซจากอ่าวไทยเป็นทรัพยากรของประเทศที่ประชาชนควรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม พร้อมเสนอให้ยึดหลัก “Single Pool Gas” คือการถัวเฉลี่ยราคาก๊าซจากทุกแหล่งเป็นราคาเดียวสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม หรือพิจารณาทางเลือกให้ภาคปิโตรเคมีและภาคขนส่งใช้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวอิงตลาดโลก เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน หากไม่มีการชะลอหรือทบทวนมติดังกล่าว และมีการบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2569 อาจจำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและรักษาความเป็นธรรมด้านพลังงานของประเทศต่อไป

Source : สภาองค์กรของผู้บริโภค