นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนและไม่มีวันใช้หมดอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดนักวิจัยได้ออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถดึงพลังงานไฟฟ้าออกมาจากพลศาสตร์การหมุนรอบตัวเองของโลกได้โดยตรง 

แนวคิดที่ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์นี้ได้รับการพิสูจน์ผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งยืนยันว่าการหมุนของดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ไม่ได้ให้เพียงกลางวันและกลางคืน แต่ยังซ่อนพลังงานมหาศาลที่มนุษย์อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ย้อนกลับไปในปี 1832 ไมเคิล ฟาราเดย์ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้คิดค้นไดนาโม ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า การหมุนของโลกจะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้หรือไม่ เพราะสนามแม่เหล็กของโลกไม่ได้หมุนไปพร้อมกับโลกเหมือนวัตถุทางกายภาพ แต่สนามแม่เหล็กถูกสร้างขึ้นในแต่ละขณะและคงที่อยู่ในอวกาศ ดังนั้นความคิดในเวลานั้นคือ บางทีการเคลื่อนที่ของโลกผ่านสนามแม่เหล็กนี้อาจสร้างพลังงานได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองของฟาราเดย์ในยุคนั้นกลับประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และต่อมานักฟิสิกส์ก็ได้ข้อสรุปว่า แรงที่เกิดจากสนามแม่เหล็กจะไปผลักดันอิเล็กตรอนในตัวนำให้จัดเรียงตัวใหม่ จนเกิดเป็นสนามไฟฟ้าที่มาหักล้างกันเองอย่างสมบูรณ์ ทำให้ไม่มีแรงดันไฟฟ้าเกิดขึ้นในวงจรที่หมุนไปพร้อมกับโลก

จนกระทั่งเกือบ 200 ปีต่อมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น (JPL) ของนาซ่า และบริษัท Spectral Sensor Solutions นำโดย คริสโตเฟอร์ ไชบา ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ได้ค้นพบช่องโหว่สำคัญในกฎฟิสิกส์เดิม

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าสมมติฐานเดิมที่ว่าแรงดันไฟฟ้าจะถูกหักล้างจนหมดสิ้นนั้น ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่สนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงผ่านวัสดุตัวนำเกือบทันที แต่หากใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่เรียกว่าวัสดุแม่เหล็กแบบอ่อน (Soft magnetic material) ซึ่งยอมให้สนามแม่เหล็กแพร่กระจายผ่านได้ช้าลง การหักล้างกันของประจุไฟฟ้าจะไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทุกจุด

เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้ ทีมวิจัยได้สร้างอุปกรณ์พิเศษที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลวงยาวประมาณ 30 ซม. ทำจากวัสดุแมงกานีส-ซิงก์เฟอร์ไรต์ ซึ่งเป็นวัสดุเซรามิกที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่แย่ แต่สามารถนำพาและกั้นสนามแม่เหล็กได้ดีเยี่ยม

การทดลองถูกจัดตั้งขึ้นในห้องใต้ดิน เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก โดยวางทรงกระบอกนี้ในแนวทิศเหนือ-ใต้ และทำมุมเอียงประมาณ 57 องศา เพื่อให้แกนของมันตั้งฉากกับทั้งแนวการหมุนของโลกและเส้นแรงแม่เหล็กโลก ณ ตำแหน่งละติจูดของห้องปฏิบัติการ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฟิสิกส์เป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาสามารถวัดแรงดันไฟฟ้าคงที่ได้ประมาณ 18 ไมโครโวลต์ และกระแสไฟฟ้าในระดับนาโนแอมป์ แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังงาน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าหลักการนี้ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

ทีมวิจัยยังได้ทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ เช่น ความแตกต่างของอุณหภูมิที่อาจทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า (Seebeck effect) หรือสัญญาณรบกวนจากคลื่นวิทยุ จนมั่นใจว่าพลังงานที่ได้มานั้นเกิดจากการหมุนของโลกผ่านสนามแม่เหล็กจริง ๆ

นักวิจัยระบุในรายงานการศึกษาว่า “เราทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยเปลือกทรงกระบอกของแมงกานีส-ซิงก์เฟอร์ไรต์ และเมื่อควบคุมผลกระทบจากเทอร์โมอิเล็กทริกและปัจจัยรบกวนอื่น ๆ แล้ว เราแสดงให้เห็นว่าระบบสาธิตขนาดเล็กนี้สร้างแรงดันไฟฟ้าและกระแสตรงที่มีขนาดต่อเนื่องตามที่ทำนายไว้” 

แน่นอนว่าผลการทดลองที่ท้าทายความเชื่อเดิมย่อมตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นักฟิสิกส์บางคนอย่าง รินเก วิจน์การ์เดน จากมหาวิทยาลัยฟรีแห่งอัมสเตอร์ดัม ยังคงแสดงความเคลือบแคลงใจ โดยระบุว่าแรงดันไฟฟ้าที่วัดได้นั้นมีค่าน้อยเกินไปจนอาจเกิดจากปัจจัยแอบแฝงอื่น ๆ ที่ยังไม่ถูกค้นพบ และเขายังไม่สามารถจำลองผลลัพธ์ที่ตรงกันในการทดลองส่วนตัวได้

ขณะที่ พอล โทมัส นักฟิสิกส์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-โอ แคลร์ กลับมองว่าการทดลองของทีมพรินซ์ตันนั้นทำออกมาได้อย่างประณีตและน่าเชื่อถืออย่างมาก

เมื่อมองถึงอนาคต หากเทคโนโลยีนี้สามารถขยายขนาดหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ผ่านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้เข้าด้วยกันในรูปแบบของอาเรย์ (Arrays) มันอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องการเชื้อเพลิงและไม่มีวันสึกหรอ อุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็น “แบตเตอรี่ถาวร” สำหรับเซนเซอร์ในพื้นที่ห่างไกล หรือแม้แต่การติดตั้งบนดาวเทียมที่โคจรรอบโลกซึ่งมีความเร็วสัมพัทธ์กับสนามแม่เหล็กสูงกว่าบนพื้นดินมาก ซึ่งจะช่วยให้สร้างพลังงานได้ในปริมาณที่มหาศาลขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือผลกระทบต่อโลก หากเราดึงพลังงานจากการหมุนของมันมาใช้ ในทางฟิสิกส์ การดึงพลังงานนี้จะทำให้การหมุนรอบตัวเองของโลกช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน แต่ทีมวิจัยคำนวณว่าผลกระทบดังกล่าวนั้นมีน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ โดยระบุว่าแม้มนุษยชาติจะดึงพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่เราใช้ในปัจจุบันมาจากวิธีนี้เพียงอย่างเดียว การหมุนของโลกจะช้าลงไม่ถึง 1 มิลลิวินาทีต่อทศวรรษ ซึ่งน้อยกว่าการที่โลกหมุนช้าลงตามธรรมชาติจากการกระทำของดวงจันทร์เสียอีก

แม้ว่าพลังงาน 18 ไมโครโวลต์ที่นักวิจัยผลิตได้ อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในวันนี้ แต่มันคือการเปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างพลศาสตร์ของดวงดาวกับแม่เหล็กไฟฟ้า การค้นพบนี้เปรียบเสมือนการพบกุญแจที่ฟาราเดย์เคยทิ้งไว้เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ซึ่งในอนาคตมันอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญของพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พลังงานจากการหมุนของโลกนี้เปรียบเสมือนกระแสลมจาง ๆ ที่พัดผ่านกังหันขนาดจิ๋ว แม้ในยามที่เรายืนอยู่นิ่ง ๆ บนพื้นดิน แต่ความจริงเรากำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับดาวเคราะห์ด้วยความเร็วสูงมาก การสกัดพลังงานจากกระแสลมที่มองไม่เห็นนี้คือบทพิสูจน์ความชาญฉลาดของมนุษย์ที่พยายามเปลี่ยน “การเคลื่อนที่ของดวงดาว” ให้กลายเป็น “แสงสว่างในบ้าน” ของเราเอง

ที่มา: Discover MagazineEarthInteresting EngineeringScientific American

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาดได้กลายเป็น “แรงขับเคลื่อนใหม่” ของการแข่งขันระดับโลก ในปี 2024 เพียงปีเดียวพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 1,050 เทราวัตต์ชั่วโมง

โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่กว่า 76% ของไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากพลังงานสะอาด ภาพนี้สะท้อนว่าโลกไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ

สำหรับประเทศไทย แม้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) จะประกาศเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ74% ภายในปี 2050 แต่ในปี 2023 ไทยยังผลิตไฟฟ้าสะอาดเพียง 15% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

ตามหลังเวียดนามที่มีสัดส่วนสูงถึง 38% ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ “ตัวเลขพลังงาน” แต่คือ ความเสี่ยงของประเทศในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

แดด ลม และแผน: ไทยมีศักยภาพ แต่แผนยังไม่เชื่อมกัน

แม้แสงแดดและลมของไทยจะมีมาก แต่ยังขาด “การวางแผนแบบเชื่อมโยง” ที่ทำให้ศักยภาพเหล่านี้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงกว่า 80% และคาดว่าจะลดลงอีก 27% ภายในปี 2030

ขณะที่พลังงานลมก็มีความคุ้มค่ามากขึ้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาด หากการวางแผนและนโยบายสนับสนุนสอดคล้องกัน

ทว่า “แผน” กลับเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะ 5 แผนหลัก ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการน้ำมัน และแผนบริหารจัดการก๊าซ ซึ่งต่างดำเนินการแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ทิศทางการพัฒนาไม่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง เป้าหมายของไทยจึงชัดเพียงบนแผ่นกระดาษ แต่เดินหน้าจริงได้ช้า

ESS และ EV ตัวเชื่อมที่ทำให้ไฟฟ้าสะอาดใช้ได้จริง

ปัจจุบันโลกกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบพลังงานที่บูรณาการมากกว่าที่เคย พลังงานหมุนเวียนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เมื่อไฟฟ้าจากแดดและลมเพิ่มขึ้น ความเสถียรของระบบไฟฟ้ากลายเป็นโจทย์ใหม่ที่หลายประเทศต้องเร่งแก้ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเสริมที่ช่วยให้ไฟฟ้าสะอาด “ใช้ได้จริง-มั่นคง”

หนึ่งในนั้นคือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ที่สามารถเก็บไฟฟ้าส่วนเกินจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน แล้วปล่อยกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการสูงหรือไม่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้

หลายประเทศ เช่น จีนและสหรัฐมอง ESS เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก จีนกำหนดให้โครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมต้องติดตั้ง ESS อย่างน้อย 10-30% ของขนาดโครงการ ขณะที่สหรัฐฯ สนับสนุนโครงข่าย Smart Grid เพื่อเชื่อมการผลิตและการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ แต่ไทยกลับวางแผนใช้ ESS จริงจังหลังปี 2032 ซึ่งอาจช้าเกินไปเมื่อเทียบกับทิศทางของตลาดโลก

ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็มีบทบาทสำคัญในการ “เสริมความยืดหยุ่นของระบบ” ไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งแต่ยังช่วย “จัดการโหลด” ของระบบไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี “Vehicle-to-Grid” หรือ V2G ที่เปิดทางให้รถยนต์ไฟฟ้าจ่ายไฟกลับเข้าระบบในช่วงที่ไฟฟ้าขาดแคลน หากมีระบบ Smart Charging และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม EV จะกลายเป็น “พลังเสริมให้ระบบ” อย่างแท้จริง

ปลายทางการเปลี่ยนผ่าน CCUS และ Hydrogen ปิดช่องว่างคาร์บอน

ในระยะยาว แม้ไฟฟ้าสะอาดและเทคโนโลยีเสริมจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ยาก หลายประเทศจึงเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ แลการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) เพื่อปิดช่องว่างสุดท้ายดังกล่าว

สหรัฐใช้กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ให้เครดิตภาษีสูงถึง 85 ดอลลาร์ต่อการดักจับคาร์บอนหนึ่งตันทำให้โครงการ CCUS เกิดขึ้นจริงหลายแห่ง ขณะที่ญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนระดับชาติ ผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง

ในทางกลับกัน ไทยยังไม่มีกรอบนโยบายเฉพาะสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ทั้งที่ข้อมูลจาก Global CCS Institute ชี้ว่าอ่าวไทยมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 8,400 ล้านตัน ซึ่งไทยยังมีโอกาสผลักดันตนเองให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนของภูมิภาคในอนาคต

ต่อจิ๊กซอวให้ครบ เพื่อให้ “แผน” เดินได้จริง

แม้ไทยมีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์พลังงานสะอาดหลายชิ้นไม่ว่าจะเป็นแดด ลม เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาด แต่ชิ้นส่วนสำคัญที่ยังขาดหายไปคือ “กลไกเชื่อมโยง” ที่จะต่อให้ชิ้นส่วนทั้งหมดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกส่วนและภาคเอกชนรวมทั้งประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย

การปรับแผน PDP 2024 ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายปี ไม่ใช่เพียงเพื่อปรับตัวเลขเป้าหมาย แต่เพื่อ “รีเซ็ต” ระบบวางแผนพลังงานของประเทศให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป และเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่และผู้เล่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้จริง ไทยควรเร่งดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้ 1.บูรณาการแผนพลังงานของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งกลไกกลางที่มีอำนาจจริงในการเชื่อมโยงแผนต่าง ๆ ให้มีเป้าหมายร่วมและตัวชี้วัดระยะยาวเดียวกัน ลดการทำงานซ้ำซ้อน และจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน

2.เร่งพัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ยกระดับ ESS และ EV จาก “เทคโนโลยีเสริม” ไปเป็น “โครงสร้างหลัก” ของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต พร้อมกำหนดระยะเวลาให้เร็วขึ้น 

3.สร้างตลาดและแรงจูงใจทางการเงิน ส่งเสริมการลงทุนใน CCUS และไฮโดรเจนด้วยมาตรการจูงใจเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี

และ 4.เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจริงจัง ปรับกระบวนการนโยบายพลังงานให้โปร่งใสและเพิ่มการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายเดียว

พลังงานสะอาดของไทยจะไม่เกิดขึ้นด้วยแดด หรือลมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยแผนงานที่เชื่อมโยง เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากเราสามารถต่อจิ๊กซอว์เหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างครบถ้วน จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพลังงานไทยที่พลังงานสะอาดจะกลายเป็นโครงสร้างจริงของเศรษฐกิจที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในศตวรรษนี้

บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการหลักสูตรผู้นํานโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.2567

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่เพียงทำให้ประเทศเข้าสู่โหมดเปลี่ยนรัฐบาล และรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ หากแต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางเศรษฐกิจสำคัญประเทศ

โดยเฉพาะ “นโยบายพลังงาน” ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ที่ค้างคามานานเกือบ 3 ปี ตลอดจนการเปิดทางการลงทุนพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของประเทศ คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจ นักลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานจับตาคือ นโยบายพลังงานจะสามารถเดินหน้าต่อได้มากน้อยเพียงใด โครงการใดสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ตามกรอบเดิม หรืออาจต้องชะลอและรอการตัดสินใจจากรัฐบาลชุดใหม่

โซลาร์ ปชช.ยังไม่ผ่าน ครม.

สำหรับโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงานในยุครัฐบาลอนุทิน ภายใต้การกำกับดูแลของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดกรอบดำเนินงานออกเป็น 3 มาตรการหลัก ครอบคลุม 10 โครงการสำคัญ มุ่งเน้นการขยายการใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

มาตรการที่ 1 โซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ได้แก่ 1) โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายกำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2568 (ครั้งที่ 174) ได้มีมติเห็นชอบกรอบหลักการและกำหนดอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย 2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ตั้งเป้าดำเนินการ 250 ระบบ แบ่งเป็นระบบนำร่อง 50 ระบบ และระบบขยายผล 200 ระบบ เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร

3) โครงการโซลาร์ภาครัฐ มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในหน่วยงานราชการ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านค่าสาธารณูปโภค โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าในระยะยาว 4) โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 200,000 บาท 5) โครงการโซลาร์สูบน้ำระบบประปาหมู่บ้าน ตั้งเป้าติดตั้ง 5,000 ระบบ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานในระดับชุมชน 6) โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ครอบคลุมเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี รวมกำลังการผลิต 1,638 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2570

อย่างไรก็ตาม โครงการโซลาร์ภาคประชาชนทั้ง 6 โครงการผ่านการพิจารณาของ ครม.เศรษฐกิจแล้ว แต่ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ยกเว้นโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ที่ ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว ดังนั้น ในอีก 5 โครงการที่เหลือยังจำเป็นต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่นำเข้าพิจารณาผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้

Direct PPA เข้า กพช.สิ้นปีนี้

ส่วนมาตรการที่ 2 มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะมาตรการสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) รองรับดาต้าเซ็นเตอร์ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเสนอหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคาการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ต่อ กพช.ภายในเดือนธันวาคมนี้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีอีซีเป็นหลัก แม้ไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบสายส่งไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนพัฒนาระบบสายส่ง หรือสถานีไฟฟ้าย่อยให้เพียงพอ ซึ่งทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่งอนุมัติงบฯลงทุนก้อนแรกกว่า 3,000 ล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะใช้งบฯเพิ่มเติมสำหรับพัฒนาระบบสายส่งอีก 30,000 ล้านบาท

แผน PDP ม.ค. 68 ต้องเสร็จ

มาตรการที่ 3 มุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว รองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ 1) การจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินการ และกำหนดกรอบเวลาจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน หรือประมาณเดือนมกราคม 2569 โดยแผน PDP ฉบับใหม่นี้ต้องตอบโจทย์ ทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า และการเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

และ 2) การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนจากแหล่งบนบก 1 ล้านตันต่อปี และจากแหล่งอ่าวไทยตอนบน 10 ล้านตันต่อปี

ส่วนการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนทั่วไปนั้น นายอรรถพลระบุว่า นอกเหนือจากการผลักดัน Quick Big Win โจทย์สำคัญของรัฐบาล คือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับลดราคาน้ำมันแล้ว 2 ครั้ง การตรึงราคาก๊าซหุงต้มถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 รวมถึงการปรับลดค่าไฟฟ้างวดมกราคม-เมษายน 2568 เหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวม VAT) จากการลดค่า Ft จาก 15.72 สตางค์ เหลือ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย

นักวิชาการชี้ยังไปต่อได้

ด้าน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการโซลาร์ภาคประชาชน มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟลดหย่อนภาษี คาดว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพลังงาน

ส่วน PDP ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดทำนั้น คาดว่ารัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการจัดทำให้เสร็จต่อไปได้ แต่หากมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่ ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้นโยบายพลังงานของประเทศยังคงต้อง “เดินบนเส้นบาง ๆ” ระหว่างความจำเป็นในการขับเคลื่อนแผนงานระยะยาว กับข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายในช่วงรัฐบาลรักษาการ ความไม่ต่อเนื่องดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยกรอบนโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพในระยะยาว

ขณะเดียวกัน แผน PDP และมาตรการสำคัญอย่าง Direct PPA ล้วนเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า หากขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนของเอกชนชะลอตัว และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดถัดไป ไม่ได้อยู่เพียงการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงานให้เดินหน้าได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสามารถดำเนินไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีใหม่ และเป้าหมาย Net Zero ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ในโลกที่ความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกพลังงานแสงอาทิตย์” หรือ STEGs (Solar Thermoelectric Generators) ถูกยกย่องว่าเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แตกต่างจากแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป ที่เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าโดยตรง แต่อุปกรณ์ STEG สามารถใช้แหล่งความร้อนที่หลากหลาย นอกเหนือจากแสงอาทิตย์โดยตรง 

STEG ใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างด้านร้อนและด้านเย็น เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าผ่าน “ปรากฏการณ์ซีเบค” (Seebeck effect) โดยมีวัสดุเซมิคอนดักเตอร์คั่นกลาง แต่เทคโนโลยีนี้มีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานที่ต่ำมาก โดยส่วนใหญ่แปลงแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้น้อยกว่า 1% ซึ่งต่ำกว่าประสิทธิภาพของระบบโซลาร์เซลล์ที่อยู่อาศัยทั่วไปที่อยู่ประมาณ 20% อยู่มาก นี่จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ไม่สามารถนำ STEG ไปใช้อย่างแพร่หลาย 

จนกระทั่ง ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ได้พัฒนาการออกแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มกำลังผลิตของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกพลังงานแสงอาทิตย์ (STEGs) ให้สูงขึ้นถึง 15 เท่า การค้นพบนี้นับเป็นก้าวกระโดดที่อาจปิดช่องว่างด้านประสิทธิภาพกับแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิม และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่สำหรับพลังงานหมุนเวียน

ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่ซับซ้อน แต่มาจากการนำวิธีการทางวิศวกรรมสเปกตรัมและการจัดการความร้อนมาใช้ โดยศ.เกา ชุนหลี ศาสตราจารย์ด้านทัศนศาสตร์และฟิสิกส์ และนักวิชาการอาวุโสที่ห้องปฏิบัติการเลเซอร์พลังงานของ ม.โรเชสเตอร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของแนวทางเดิมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงวัสดุเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก

STEG แบบใหม่
เครดิตภาพ: University of Rochester / J. Adam Fenster

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่นักวิจัยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ใน STEG แต่กลับทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้เพียงเล็กน้อย แต่งานวิจัยของเรามุ่งเน้นไปที่การจัดการด้านร้อนและเย็นของอุปกรณ์แทน ด้วยการรวมการดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดีขึ้นและการดักจับความร้อนที่ด้านร้อน เข้ากับการกระจายความร้อนที่ดีขึ้นที่ด้านเย็น ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ” 

วิธีการของทีมวิจัยนี้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมหลัก 3 ประการ อย่างแรกคือ “เสริมพลังให้กับด้านร้อน” โดยใช้เทคนิคโลหะสีดำที่พัฒนาขึ้นในห้องปฏิบัติ พวกเขาใช้พัลส์เลเซอร์เฟมโตความเร็วสูงในการแกะสลักโครงสร้างระดับนาโนลงบนทังสเตน 

กระบวนการนี้ทำให้พื้นผิวทังสเตนเปลี่ยนเป็นสีดำเกือบทั้งหมดและทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแสงอาทิตย์แบบเลือกสรร  มันสามารถดูดซับแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ลดการสูญเสียความร้อนในช่วงความยาวคลื่นอื่น ๆ เช่น อินฟราเรด การจัดการพื้นผิวด้วยเลเซอร์ในลักษณะที่มีการควบคุมนี้ทำให้ทังสเตนที่ผ่านการบำบัดสามารถเข้าถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ภายใต้แสงอาทิตย์เดียวกันเมื่อเทียบกับแผ่นที่ไม่ผ่านการบำบัด

ประการที่สอง ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการด้านร้อน ทีมงานได้จำลอง “ปรากฏการณ์เรือนกระจกขนาดเล็ก” โดยการคลุมโลหะสีดำด้วยแผ่นพลาสติกใส ชั้นพลาสติกนี้ทำหน้าที่จำกัดการพาความร้อนและการนำความร้อน ทำให้ความร้อนสามารถถูกกักเก็บไว้ได้มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิที่ด้านร้อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ภาพระยะใกล้ของโครงสร้างนาโนที่แกะสลักด้วยเลเซอร์บนพื้นผิวของเครื่องกําเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกพลังงานแสงอาทิตย์
เครดิตภาพ: University of Rochester / J. Adam Fenster

ศ.เกา อธิบายหลักการนี้โดยเปรียบเทียบกับการสร้างเรือนกระจกในฟาร์ม “คุณสามารถลดการพาความร้อนและการนำความร้อนเพื่อดักจับความร้อนได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มอุณหภูมิที่ด้านร้อน การรวมกันของโลหะสีดำที่ดูดซับได้ดีเยี่ยมกับห้องเรือนกระจกขนาดเล็กนี้ เป็นการยกระดับด้านร้อนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยไม่ต้องเพิ่มชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหรืออุปกรณ์ทางแสงขนาดใหญ่”

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับด้านเย็น ทีมงานใช้พัลส์เลเซอร์เฟมโตซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ใช้กับอะลูมิเนียมธรรมดา เพื่อสร้างแผงระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง กระบวนการแกะสลักด้วยเลเซอร์นี้สร้างโครงสร้างขนาดเล็กจิ๋วบนพื้นผิว ซึ่งเพิ่มพื้นที่ผิวอย่างมากและช่วยเพิ่มการกระจายความร้อนผ่านทั้งการแผ่รังสีและการพาความร้อน 

แผงระบายความร้อนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับตัวกระจายความร้อนอะลูมิเนียมมาตรฐาน การดึงความร้อนออกจากโมดูลเทอร์โมอิเล็กทริกได้เร็วขึ้นนี้ ทำให้ด้านเย็นยังคงรักษาอุณหภูมิที่ต่ำไว้ได้ ในขณะที่ด้านร้อนมีอุณหภูมิสูง

แม้การเปลี่ยนแปลงทางการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาดเหล่านี้ จะไม่ได้เปลี่ยนวัสดุเซมิคอนดักเตอร์หลัก แต่กลับส่งผลให้กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 15 เท่า ในการทดสอบ อุปกรณ์ STEG ที่ได้รับการอัปเกรดนี้สามารถจ่ายพลังงานให้กับหลอด LED ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอุปกรณ์รุ่นก่อน ๆ 

ศ.เกาคาดว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเซนเซอร์ไร้สายสำหรับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ อุปกรณ์สวมใส่ หรือเป็นระบบพลังงานหมุนเวียนแบบนอกโครงข่ายในพื้นที่ชนบท โดยสามารถนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนาดเล็กที่ใช้กรรมวิธีนี้ไปไว้บนท่อร้อน ผนัง หรือตัวเครื่องยนต์ เพื่อจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์บันทึกข้อมูลหรือโมดูลสื่อสารโดยไม่ต้องใช้สายไฟเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลลัพธ์ในห้องปฏิบัติการจะน่าประทับใจ แต่เทคโนโลยีนี้ยังคงเป็นเชิงทดลอง การเปลี่ยนพื้นผิวโลหะให้เป็นโครงสร้างทางแสงที่แม่นยำด้วยเลเซอร์ยังคงเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ความท้าทายที่สำคัญในลำดับถัดไปคือการขยายขนาดพื้นผิวเหล่านี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นหรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่มีความโค้ง 

นอกจากนี้ การทดสอบในสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารที่หลากหลายยังมีความจำเป็น เพื่อยืนยันว่าทังสเตนสีดำ ฟิล์มพลาสติก และอะลูมิเนียมที่มีโครงสร้าง จะสามารถทนต่อฝน ฝุ่น และวัฏจักรความร้อนในสภาพอากาศจริงได้ในระยะยาว 

หากความท้าทายเหล่านี้ได้รับการแก้ไข เทคโนโลยี STEG อาจก้าวจากการเป็นแหล่งพลังงานสำหรับเครื่องมือวัดขนาดเล็ก ไปสู่การสนับสนุนการใช้งานพลังงานที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบดั้งเดิมเป็นเรื่องยาก ในอนาคต วิศวกรอาจจับคู่ STEG กับเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วไปเพื่อสร้างระบบไฮบริดที่สามารถบีบพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และความร้อนเหลือทิ้งได้มากขึ้น

นวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจัดการแสงและความร้อนที่พื้นผิวอย่างชาญฉลาด สามารถมอบทางเลือกใหม่ให้กับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่นอกเหนือไปจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบเดิม


ที่มา: EarthInteresting EngineeringScitech Daily

ศ.เกา ทดลอง STEG แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 15 เท่า
เครดิตภาพ: University of Rochester / J. Adam Fenster

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดเพียงอย่างเดียวของไทย ในงานประชุมวิชาการ Thai SCP Network 2025 ได้มีการประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ทั้งการปรับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 มาเป็น 2050 พร้อมกางแผนบังคับใช้ “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” และกฎหมายจัดการขยะอาหาร-พลาสติก เพื่อบีบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวก่อนตกขบวนการค้าโลก

Net Zero 2050 เดิมพันครั้งใหม่ที่เร็วกว่าเดิม

ภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการยืนยันว่า รัฐบาลไทยได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากปี  2065 มาเป็น ปี  2050 ซึ่งหมายความว่าเรามีเวลาลดลงถึง 15 ปี

การขยับเส้นตายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการส่งสัญญาณถึงภาคอุตสาหกรรมว่า “เวลาของการผัดวันประกันพรุ่งหมดลงแล้ว” โดยรัฐบาลเตรียมใช้มาตรการ Zero Food Waste (ขยะอาหารเป็นศูนย์) มาเป็นเงื่อนไขบังคับในการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทยไปอย่างสิ้นเชิง

จาก “อาสาสมัคร” สู่ “กลไกขับเคลื่อนระดับชาติ”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน Thai SCP Network กล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับจากเครือข่ายจิตอาสา สู่การเป็น “สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย)” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นหัวหอกในการนำนวัตกรรมระดับโลกมาปรับใช้ในพื้นที่จริง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการในจังหวัดกระบี่ ที่เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรแบบบูรณาการเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับสถาบัน IGES จากญี่ปุ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับเอเชีย-แปซิฟิก

กลยุทธ์ “ตลาดสีเขียว” (Green Public Procurement)

ไฮไลต์สำคัญที่ภาคธุรกิจต้องจับตาคือการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมฯ กับ กรมบัญชีกลาง และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อผลักดัน “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” ให้เกิดขึ้นจริง

กลยุทธ์นี้คือการใช้ “เม็ดเงินงบประมาณภาครัฐ” เป็นตัวนำทาง หากบริษัทใดต้องการประมูลงานภาครัฐ สินค้าและบริการนั้นต้องผ่านเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล (Market Incentive) ที่บีบให้ผู้ผลิตต้องเร่งทำ Eco-design หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์สีเขียว เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ให้ได้

ไทยขยับเส้นตาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ดัน "ตลาดสีเขียว" รับมือวิกฤติโลกเดือด

สงครามพลาสติกและเศรษฐกิจหมุนเวียน 100%

ทางด้านกรมควบคุมมลพิษ โดยธนัญชัย วรรณสุข ได้ตอกย้ำถึง แผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 (2566-2570) ที่ตั้งเป้าหมายแบบ “Zero Waste” คือการนำพลาสติกเป้าหมายกลับมารีไซเคิลให้ได้ 100% ภายในปี 2570

นี่ไม่ใช่แค่การรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกแบบเดิมๆ แต่เป็นการเข้าสู่ยุคของ “สนธิสัญญาพลาสติกโลก” ซึ่งจะมีข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ทั้งในเรื่องการห้ามใช้พลาสติกบางประเภท และการบังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง (Extended Producer Responsibility: EPR)

ทางรอดในยุคโลกเดือด

SDG 12 หรือการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายในกระดาษอีกต่อไป แต่กำลังถูกเปลี่ยนเป็น “กฎกติกาการแข่งขันใหม่” ของไทย

ความสำเร็จในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดที่ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” และความสามารถในการหมุนเวียนทรัพยากร ใครที่ปรับตัวได้ก่อน ไม่เพียงแต่จะรอดพ้นจากวิกฤติสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นผู้นำในตลาดสีเขียวที่มีมูลค่ามหาศาลในอนาคต

ไทยขยับเส้นตาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ดัน "ตลาดสีเขียว" รับมือวิกฤติโลกเดือด

Source : กรุงเทพธุรกิจ