การปลูกต้นไม้ ช่วยเพิ่มออกซิเจน ดูดซับ “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” โดยประเทศไทย ตั้งแต่ ปี 2561 สามารถนำไม้ยืนต้นมาจดหลักประกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อประเมินในการขอสินเชื่อได้ ทั้งยังสามารถนำมาคำนวณเครดิต เพื่อขายในตลาดการค้า “คาร์บอนเครดิต” ได้ด้วย

ข้อมูล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 65 ระบุว่า 5 ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดของโลก ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยเราอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก หรือประมาณ 0.8% ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด

ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องหาทางลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มออกซิเจนในชั้นบรรยากาศและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยลดการสะสมของก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยผูัที่ปลูก อาจจะเป็นบริษัท หรือ ประชาชาชน สามารถวัดขนาดความสูง ความกว้าง เส้นรอบวง ต่าง ๆ ของต้นไม้และนำข้อมูลทั้งหมดใส่งห้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)คำนวณและออกใบรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถขายได้

ล่าสุด  “วราวุธ ศิลปอาชา”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)ให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2561 สามารถนำไม้ยืนต้นมาจดหลักประกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินในการขอสินเชื่อได้ ซึ่งจากข้อมูลเมื่อวันที่ 20 พ.ค 2565 ระบุว่า มีการจดทะเบียนนำต้นไม้มาเป็นหลักประกัน ทั้งสิ้น 146,282 ต้น เป็นจำนวนเงินค้ำประกัน 137,117,712 บาท

นอกจากนี้ ยังสามารถนำต้นไม้มาคำนวณคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาดการค้าคาร์บอนเครดิตได้ด้วย โดยปัจจุบันราคาขายของ คาร์บอนเครดิต เฉลี่ยอยู่ที่ 120 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 231,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

สำหรับไม้ยืนต้นที่สามารถเป็นหลักประกันได้มีประมาณ 58 ชนิด ได้แก่ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนชันตาแมว ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) สะเดา สะเดาเทียม ตะกู ยมหิน ยมหอม นางพญาเสือโคร่ง นนทรี สัตบรรณ ตีนเป็ดทะเล พฤกษ์ ปีบ ตะแบกนา เสลา อินทนิลน้ำ ตะแบกเลือด นากบุด ไม้สัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควาย สาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม เคี่ยมคะนอง เต็ง รัง พะยอม ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร จำปีป่า จำปีถิ่นไทย จำปีดง จำปีแขก จำปีเพชร )

แคนา กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร มะหาด มะขามป้อม หว้า จามจุรี พลับพลา กันเกรา กะทังใบใหญ่ หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ฝาง ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน และมะขาม ประชาชนที่มีที่ดิน และต้องการปลูกต้นไม้ สามารถขอรับกล้าไม้ได้ฟรี ที่กรมป่าไม้ ดูรายละเอียดที่ คลิก 

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เปิดกระดานซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ผ่านแพลตฟอร์ม FTIX ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา ซึ่งตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยยังมีขนาดเล็ก มีอัตราการเติบโตร้อยละ 8.5 ต่อปี เพราะยังเป็นนโยบายแบบสมัครใจ (Voluntary carbon market) อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคตนั้น จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะนอกจากจะได้ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีกำไรสุทธิจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอีกด้วย

"คาร์บอนเครดิต" โอกาสธุรกิจ ชุบชีวิตให้ผืนป่า-ชุมชน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

มีพื้นที่ปลูกต้นไม้จะขายคาร์บอนเครดิตอย่างไร? สำหรับ ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าเทรนด์ รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมและ Keep The World ในประเด็น การขายคาร์บอนเครดิต ติดตามได้ในบทความนี้

• คาร์บอนเครดิตคืออะไร ?  

คำถามแรก ที่สำคัญมากๆ คือ คาร์บอนเครดิตคืออะไร ?  คาร์บอนเครดิต  คือศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก จากชั้นบรรยากาศของโลก มาคำนวนเป็นค่าเครดิต ให้สามารถซื้อ-ขายได้ เหมือนเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง โดยหนึ่งเครดิต เท่ากับการสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน เพื่อขายให้กับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เอกชนบางราย โดยประเทศหรือหน่วยงานเหล่านี้จะซื้อ Carbon Credit ไป เพื่อใช้ขยายขอบเขตหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และคาร์บอนเครดิต จะมีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก และเป็นเทรนด์ที่ทุกภาคส่วนกำลังมุ่งไป

• กลไกซื้อขายคาร์บอน เครดิตในไทย 

สำหรับ กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในไทย ที่จะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนอยู่ในเทรนด์รักษ์โลก และ keep the world นั้น ดำเนินการโดย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยคนทั่วไทย หรือภาคเอกชน ที่สนใจสามารถติดต่อขอคำแนะนำได้ที่ www.tgo.or.th  เพียงแค่มีที่ดินปลูกต้นไม้ ก็สามารถเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้แล้ว โดยการประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ จะประเมินโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก 

• มีพื้นที่ปลูกต้นไม้จะขายคาร์บอนเครดิต อย่างไร ? วิธี สร้างรายได้ จากคาร์บอนเครดิต  ทำอย่างไร ?

ข้อมูลจาก องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุว่า จะต้องมี 

1. มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป 
2. มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
3. มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนและจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ 
4. มีเงินในการจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

โดย ปัจจุบัน มี โครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน (ทั่วไป) กับ T-VER โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย  310 โครงการ   

เริ่มโครงการเพื่อรับรองคาร์บอนเครดิตจะทำอย่างไรดี?
ศึกษาข้อมูลการขึ้นทะเบียนโครงการและการรับรองคาร์บอนเครดิตจากเว็บไซต์ https://ghgreduction.tgo.or.th เพิ่มเติม 

คำถามที่ ยังคาใจ ประชาชนหลายส่วนคือ ถ้าหลายๆรายรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชน ได้ไหม ? เพราะเกษตรกรบางรายมีที่ดินไม่ถึง10ไร่ ? 

คำตอบ คือ ผู้ที่อยากได้ คาร์บอนเครดิต ทำได้ โดย  สามารถทำโครงการ T-VER (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย)  ในรูปแบบของ โครงการแบบแผนงาน (Programme of Activities) โดยมีโครงการย่อยที่มีที่ตั้งหลายแห่งได้ แต่ประเภทโครงการต้องเหมือนกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน ระยะเวลาในการคิดเครดิตของโครงการย่อยเริ่มและจบไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดทำข้อเสนอโครงการ T-VER แบบแผนงาน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอโครงการย่อยของแต่ละกลุ่มแยกกัน

หรือจะทำแบบควบรวม (Bundled Projects) โดยเป็นโครงการที่มีที่ตั้งหลายแห่ง โดยทุกโครงการย่อยเป็นประเภทโครงการเดียวกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน แต่ในส่วนของระยะเวลาคิดเครดิตของทุกแห่งต้องเริ่มพร้อมกันและจบพร้อมกัน และมีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอโครงการเล่มเดียว

กรณีพื้นที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สามารถเข้าโครงการ คาร์บอนเครดิต กับ อบก. ได้หรือไม่ ? 
 คำตอบ คือ ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต กับ อบก. ต้องเป็นผู้ที่ ยื่นความประสงค์ขอดำเนินโครงการปลูกป่าร่วมกับ ทช.

กรณีพื้นที่ของกรมป่าไม้ นั้น  , ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต กับ อบก. ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

1. เป็นผู้ได้รับอนุมัติตาม ม.19 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ
2. เป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ม.54 พรบ.ป่าไม้ และ ม. 13/1 ม.16 ม.20 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ
3. เป็นผู้ได้รับอนุมัติให้ใช้ประโยชน์พื้นที่สวนป่าของกรมป่าไม้ตาม มติ ครม.
กรณีพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต กับ อบก. ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
1. เป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ม. 23 ม.28 ม.64 พรบ.อุทยานฯ
2. เป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ม.56 ม.67 ม.121 พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

Source : Spring News

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100), คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, กรมสรรพสามิต

วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2565 เวลา 09.30 – 12.00 น.ผ่านระบบออนไลน์ ZOOM

วัตถุประสงค์

จากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ทุกกลุ่มธุรกิจต้องมีการปรับตัว ภาษีคาร์บอน Carbon TAX เป็นอีกกลไลหนึ่งที่ช่วยโลกให้ร้อนช้าลง หรือ เป็นเครื่องมือให้เกิดการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ…แล้วใครต้องจ่าย..จ่ายกับใคร…จ่ายเมื่อไร…ไม่จ่ายจะเกิดอะไรขึ้น หาคำตอบได้จากงานเสวนาครั้งนี้

หัวข้อเสวนา

  • ภาษีคาร์บอน…คือใคร แล้วทำไมต้องจ่าย…จ่ายเมื่อไร ยังมี TAX อื่นอีกมั๊ย
  • ภาษีคาร์บอน VS. คาร์บอนเครดิต ต่างกันตรงไหน
  • ใครในประเทศต้องเกี่ยวข้องกับ ภาษีคาร์บอน
  • กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้า…ที่ได้รับผลกระทบ ภาษีคาร์บอน EU และนอก EU เกี่ยวข้องหรือไม่
  • เตรียมรับมือกับ ภาษีคาร์บอน…อย่างไร
  • สถานการณ์…ตลาดคาร์บอนเครดิต ในประเทศไทย
  • Cap and Trade กลไกการซื้อขายในตลาดคาร์บอน เครดิต
  • ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ Mandatory VS. ภาคสมัครใจ Voluntary ต่างกันอย่างไร
  • การซื้อ-ขาย Trading Platform ในประเทศไทย
  • โครงสร้างภาษีและกฎระเบียบของกรมสรรพสามิต

ประธานงานเสวนา

คุณ พิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ผู้ร่วมเสวนา

  1. ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานคณะทำงาน กกร. ด้านพลังงาน
  2. คุณนที สิทธิประศาสน์ รองประธานกลุ่มพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  3. คุณสุวัฒน์ กมลพนัส รองประธานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  4. คุณณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กรมสรรพสามิต

ดำเนินรายการโดย

ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์ คณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

รวมไฟล์พรีเซนเทชั่น และเอกสาร งานเสวนา

ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

รวมคำถามและคำตอบจากวิทยากร Version 1.0

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100), สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และ ทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ผู้ประกอบการผู้ใช้บริการ ผู้ผลิต ภาคขนส่งได้เตรียมตัวตั้งรับต่อสถานการณ์น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ร่วมกันหาทางออกในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานด้วยรถ EV ตลอดจนมาตรการสนับสนุนทางการเงิน

นำโดย

  1. ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานคณะทำงาน กกร. ด้านพลังงาน
  2. ดร.สุรทิน ธัญญะผลิน ผู้แทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย
  3. คุณธเนศร เนื่องจำนงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายซัพพลายเชน เซ็นทรัลรีเทล
  4. คุณอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด(มหาชน)
  5. ดร.จิระวัฒน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ คณะทำงาน กกร. ด้านพลังงาน จากสมาคมธนาคารไทย

ดำเนินรายการโดย : ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์
คณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย