“บุญรอดฯ – ปตท. – ไออาร์พีซี” คิดค้นสูตรรีไซเคิลพลาสติก rPET + rHDPE คุณสมบัติแข็งแรงทนทาน เร่งจดสิทธิบัตร เดินหน้าพัฒนาสู่การใช้งานจริง

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นผลงานของทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกันของทั้ง 3 บริษัทในการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลสูตรผสมระหว่าง rPET จากขวดพลาสติก และ rHDPE จากฝาขวดและลังน้ำ ลังโซดา

จากการทำงานร่วมกันเพื่อนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วมาวิเคราะห์และพัฒนาจนได้เม็ดพลาสติกชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติเหนียวและแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน” เช่น ลังน้ำ ลังโซดาขวดเปลี่ยน หรือภาชนะพลาสติก (Plastic Handling Container) ที่ใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้ยื่นจดสิทธิบัตรเมื่อเดือน ธันวาคม 2568

โดยมี คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คุณประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ คุณเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)     ร่วมแถลงความสำเร็จการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลผสม (rPET และ rHDPE) ต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน 

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า “ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 3 บริษัทฯ ที่ได้นำพลาสติกเหลือใช้ประเภท rPET และ rHDPE มารีไซเคิล ผลสำเร็จของโครงการวิจัยร่วมในครั้งนี้เราได้เม็ดพลาสติกชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแรงกว่าที่เคยมีมาจากการรีไซเคิลพลาสติก ความร่วมมือของ 3 องค์กร สะท้อนให้เห็นแนวคิดการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมารีไซเคิล ไม่ใช่แค่เพียงนำกลับมาใช้ซ้ำเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ แต่เม็ดพลาสติกชนิดใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นจากการรีไซเคิลในครั้งนี้จะถูกนำไปต่อยอดการผลิตอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยคุณสมบัติที่เหนียว แข็งแรงกว่าที่เคยมีมาอย่างเช่น ถังบ่อกรองธนาคารน้ำใต้ดิน ภาชนะพลาสติก และการใช้งานอื่นๆมากขึ้น”

คุณเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี กล่าวว่า  “ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ปตท. และ ไออาร์พีซี ในการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลผสม rPET และ rHDPE ไม่เพียงสะท้อนพลังของการผนึกองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) แต่ยังเป็นการยกระดับวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม”

ไออาร์พีซี  ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบรีไซเคิลจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (Post Consumer Recycled: PCR) ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ (Compound) ที่สามารถแก้ข้อจำกัดของพลาสติกรีไซเคิลแบบผสม ให้มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ความเหนียว และทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าเม็ดพลาสติกรีไซเคิลทั่วไป อีกทั้งยังทนต่อสภาวะแวดล้อม สามารถใช้งานซ้ำได้ในระดับอุตสาหกรรม และรองรับกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล พร้อมช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ไออาร์พีซี ให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาวัสดุแห่งอนาคต และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 

โดยการแถลงความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทั้ง 3 บริษัท ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการผลิต นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หมุนเวียน โดยผลสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาพลาสติกสูตรผสมต่างชนิดกันในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการรีไซเคิลพลาสติกแบบเดิมที่มักจำกัดอยู่เพียงชนิดเดียวกัน ให้สามารถผสมพลาสติกต่างชนิดเข้าด้วยกันได้ นับว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการขยะให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด ปัจจุบันทั้ง 3 บริษัทได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรนวัตกรรมรีไซเคิลสูตรผสม rPET และ rHDPE เพื่อเตรียมขยายการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับคุณสมบัติเด่นของเม็ดพลาสติก และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตต่อไป

Source : Spring News

OR จับมือกลุ่ม เซ็นทรัล เตรียมลงทุนสร้างโรงแรมราคาประหยัดในปั๊ม ประเดิม 6 แห่ง 6 จังหวัดใหญ่  เงินลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยายผู้ใช้บริการในปั๊ม OR ให้ถึง 5 ล้านคนต่อวัน ภายในปี 2573

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า OR เตรียมดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน OR โดยบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) หรือบริษัทในเครือ โดย Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน 

เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างโรงแรม 6 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี อยุธยา และกาญจนบุรี โดยมีจำนวนห้อง 70-80 ห้อง ราคาค่าเข้าพักประมาณ 800-1,000 บาทต่อคืน คาดใช้เงินลงทุน 700 ล้านบาท โดย OR จะลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องประมาณ 346 ล้านบาท อย่างไรก็ตามประมาณปี 2570 ทาง OR  จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งว่าจะเดินหน้าขยายเพิ่มไปทั่วประเทศต่อไปหรือไม่

นอกจากนี้ OR ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้มาใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน OR จาก 3.9 ล้านคนต่อวัน เป็น 5 ล้านคนต่อวัน ภายในปี พ.ศ.  2573  ซึ่งจะช่วยให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ประมาณ 5 พันล้านบาท

โดย OR จะยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) แบ่งเป็นในมิติ Mobility ซึ่ง OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ โดยมีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาในพื้นที่ของผู้บริโภค

ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ OR Ecosystem คือการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดย OR ใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Physical Platform และ Digital Ecosystem ของ OR เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การนำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการที่ตรงความต้องการ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน blueplus+ มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านราย ในปี 2030 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบัน OR มีปั๊มทั้งสิ้น 2,768 แห่ง , มีสถานี EV 1,349 แห่ง ,มีร้านคาเฟ่อเมซอน  5,036 แห่ง และมีร้านจิฟฟี่รวมกับร้าน 7-11 รวม 2,468 แห่ง 

สำหรับธุรกิจในกัมพูชา ปัจจุบันยังคงประคองธุรกิจให้เดินต่อไปได้ แต่ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาว่าจะเดินต่อไปทางไหน  ซึ่งแนวทางต่อจากนี้จะต้องลดต้นทุนลงก่อน หากไม่ได้ผลอาจต้องหาวิธีออกจากการลงทุนในกัมพูชาแบบเจ็บตัวน้อยที่สุดต่อไป

Source : Energy News Center

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย มาตรฐาน Thailand Taxonomy ได้กลายมาเป็นเข็มทิศสำคัญที่เปลี่ยนนิยามของ “อาคารสีเขียว” จากเพียงแค่ภาพลักษณ์ ให้กลายเป็นตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ โดยล่าสุด แสนสิริได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย คว้าสินเชื่อสีเขียวหรือ Green Loan มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อนำร่องพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนตามเกณฑ์สากลอย่างเป็นรูปธรรม

ในการขับเคลื่อนครั้งนี้ มีสองหัวเรือใหญ่ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองทั้งในเชิงกลยุทธ์และการออกแบบ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าเหตุใด Green Loan และ Taxonomy จึงเป็นเรื่องสำคัญต่อทั้งผู้พัฒนาและผู้พักอาศัย

มุมมองเชิงกลยุทธ์ ดอกเบี้ยพิเศษและการส่งต่อคุณค่าสู่ลูกบ้าน

จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์แสนสิริ  กล่าวว่า การได้รับ Green Loan ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางการเงิน แต่คือการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ผู้ซื้อบ้านจะได้รับประโยชน์โดยตรง

“ไม่ได้มอง Green Loan เป็นเพียงการกู้ยืมเงินทุน แต่คือการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้ลูกบ้านได้ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้” สินเชื่อสีเขียวแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Pre-finance สำหรับการก่อสร้าง และ Post-finance สำหรับผู้กู้รายย่อย ต้นทุนทางการเงินที่เราประหยัดได้จากดอกเบี้ยพิเศษ นำมา ‘เทรดออฟ’ หรือบาลานซ์กับต้นทุนวัสดุรักษ์โลกที่ราคาสูงกว่าปกติ เช่น เหล็ก Low Carbon หรือวัสดุรีไซเคิล เพื่อให้ราคาขายยังคงแข่งขันได้

นอกจากนี้ หากโครงการพิสูจน์ได้ว่าประหยัดพลังงานได้ไม่ต่ำกว่า 30% ตามเกณฑ์ธนาคาร ลูกบ้านก็จะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านที่พิเศษกว่าโครงการทั่วไปด้วย ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดทั้งภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในกระเป๋าลูกบ้านลงได้ถึง 25-35% 

มาตรฐานอสังหาฯ เขียว 'Green Loan -Thailand Taxonomy' สู่การวัดผลคาร์บอน ของแสนสิริ

ความโปร่งใสว่า ทุกโครงการต้องผ่านการตรวจสอบจาก Bureau Veritas องค์กรตรวจสอบระดับสากล เพื่อยืนยันค่าการปล่อยคาร์บอนให้ตรงตามมาตรฐานก่อนจะได้รับอนุมัติสินเชื่อ

มุมมองเชิงเทคนิคการออกแบบด้วย “วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” ภายใต้เกณฑ์ Taxonomy

ชัยรัตน์ ธรรมชน Landscape Architecture กล่าวว่า มาตรฐาน Thailand Taxonomy คือ “ไบเบิล” ที่ระบุชัดเจนว่าอาคารประเภทไหนถึงจะเรียกว่าสีเขียว โดยใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Emission Intensity หรือค่าความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนต่อตารางเมตรต่อปี

สำหรับคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มใช้ในปี 2025 เกณฑ์กำหนดว่าต้องปล่อยคาร์บอนไม่เกิน 61 kgCO2e/ตร.ม./ปี ในขณะที่อาคารมาตรฐานทั่วไปในปัจจุบันปล่อยอยู่ที่ประมาณ 80 kgCO2e” เกณฑ์นี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนมุ่งสู่ 0 ในปี 2050

มาตรฐานอสังหาฯ เขียว 'Green Loan -Thailand Taxonomy' สู่การวัดผลคาร์บอน ของแสนสิริ

ความท้าทายของนักออกแบบคือการใช้ Nature-Based Solution มาแก้โจทย์เหล่านี้มากกว่าการพึ่งพาเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เริ่มจากการเลือกแอร์เบอร์ 5 แต่ เริ่มจากการวิเคราะห์แดด ลม และบริบทของที่ดินในแต่ละพื้นที่ เพื่อวางตัวอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยตัวอย่างการประยุกต์ใช้ใน  โครงการนำร่อง อย่าง Via Horm (นางลิ้นจี่) , The Standard Residences Hua Hin และ The Standard Residences Pattaya

เป้าหมายคือการพิสูจน์ว่าอาคารที่ประหยัดพลังงานสามารถสวยงามและมีเอกลักษณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกที่ดูแข็งกระด้างเสมอไป

การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสีเขียวไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวบริษัท แต่อาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและซัพพลายเออร์จำนวนมาก ความท้าทายในการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายเล็กว่า “บางรายอาจกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตวัสดุรีไซเคิลที่แพงกว่าตลาด จึงต้องเข้าไปซัพพอร์ตและให้ความมั่นใจเรื่องปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียวไปพร้อมกับเราได้

การขยับตัวของแสนสิริในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการขอสินเชื่อ แต่เป็นการเซตมาตรฐานใหม่ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความรับผิดชอบต่อโลก” และ “ผลตอบแทนทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างสมบูรณ์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 กลายเป็นวาระเร่งด่วนของทุกประเทศทั่วโลก เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งระยะไกลได้ทั้งหมด

นี่คือจุดที่ ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) และ แอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ “พระเอก” ของระบบพลังงานยุคใหม่ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมพลังงานทั้งสองรูปแบบนี้อย่างเจาะลึก ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงความสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกต้องทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาล

ทำความรู้จักกับ “ไฮโดรเจนสีเขียว” เชื้อเพลิงแห่งอนาคตที่ไร้คาร์บอน

ก๊าซไฮโดรเจน (H2) เป็นธาตุที่มีมากที่สุดในจักรวาล และมีคุณสมบัติเด่นคือเมื่อนำมาเผาผลาญเป็นเชื้อเพลิง สิ่งที่ปล่อยออกมาจะมีเพียงแค่ “น้ำ” (H2O) เท่านั้น ไร้ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อย่างสิ้นเชิง แต่ในธรรมชาติ ไฮโดรเจนมักจะจับตัวอยู่กับธาตุอื่นๆ เช่น อยู่ในน้ำ หรืออยู่ในเชื้อเพลิงฟอสซิล การจะได้ไฮโดรเจนบริสุทธิ์มาใช้งานจึงต้องผ่านกระบวนการสกัดเสียก่อน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น วงการพลังงานได้แบ่ง “สี” ของไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตและการปล่อยคาร์บอน ดังตารางด้านล่างนี้

ตารางเปรียบเทียบประเภทของไฮโดรเจนแบ่งตามสี

ประเภทของไฮโดรเจนแหล่งพลังงานตั้งต้นกระบวนการผลิตหลักการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen)ก๊าซธรรมชาติ หรือ ถ่านหินกระบวนการรีฟอร์มมิ่งสูงมาก (เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในอดีต)
ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen)ก๊าซธรรมชาติเหมือนสีเทา แต่มีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนร่วมด้วยต่ำ (กักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดินได้บางส่วน)
ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen)พลังงานนิวเคลียร์กระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าไม่มี (แต่มีข้อกังวลเรื่องกากกัมมันตรังสี)
ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)พลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์ ลม น้ำ)กระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าไม่มีเลย (สะอาด 100%)

กระบวนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว หลักการสำคัญคือการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาด 100% มาผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า อิเล็กโทรไลเซอร์ (Electrolyser) เพื่อแยกโมเลกุลของน้ำ (H2O) ออกเป็นก๊าซไฮโดรเจน (H2) และก๊าซออกซิเจน (O2) ดังสมการทางเคมีแบบเข้าใจง่ายคือ

2H2O + พลังงานไฟฟ้า —> 2H2 + O2

เมื่อนำไฮโดรเจนสีเขียวไปใช้งาน ไม่ว่าจะในเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือการเผาไหม้โดยตรง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพลังงานและน้ำสะอาด หมุนเวียนเป็นวัฏจักรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ความท้าทายของไฮโดรเจน สู่การกำเนิด “แอมโมเนียสีเขียว”

แม้ไฮโดรเจนสีเขียวจะดูเป็นเชื้อเพลิงที่สมบูรณ์แบบ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การนำไฮโดรเจนไปใช้งานในสเกลระดับโลกยังมีอุปสรรคชิ้นใหญ่ นั่นคือ การกักเก็บและการขนส่ง

ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบามากและมีความหนาแน่นของพลังงานต่อปริมาตรต่ำ หากต้องการขนส่งไฮโดรเจนให้คุ้มค่า จะต้องทำให้อยู่ในรูปของเหลว ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิที่ติดลบอย่างสุดขั้วถึง -252 องศาเซลเซียส (เทียบกับก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ที่ใช้เพียง -162 องศาเซลเซียส) การทำความเย็นระดับนี้ต้องใช้พลังงานและต้นทุนมหาศาล รวมถึงต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเรือขนส่งแบบใหม่ทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่ แอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นพาหนะหรือตัวพาก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen Carrier) เพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ

แอมโมเนียสีเขียวคืออะไร โดยปกติ แอมโมเนีย (NH3) เป็นสารเคมีพื้นฐานที่ใช้ผลิตปุ๋ยในภาคเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน แต่แอมโมเนียสีเขียวคือการนำ “ไฮโดรเจนสีเขียว” มารวมกับ “ก๊าซไนโตรเจน” (N2) ที่ดึงมาจากอากาศ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Haber-Bosch Process โดยใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดในการขับเคลื่อนระบบ ดังสมการ

N2 + 3H2 —> 2NH3

ตารางเปรียบเทียบความได้เปรียบระหว่างไฮโดรเจนเหลว และ แอมโมเนียเหลว

คุณสมบัติไฮโดรเจนเหลว (Liquid H2)แอมโมเนียเหลว (Liquid NH3)
อุณหภูมิที่กลายเป็นของเหลว-252 องศาเซลเซียส (เย็นจัดมาก)-33 องศาเซลเซียส (จัดการได้ง่ายกว่ามาก)
ความกดดันในการจัดเก็บต้องใช้ถังทนแรงดันสูงมากใช้แรงดันต่ำที่อุณหภูมิห้อง
ความหนาแน่นของไฮโดรเจนต่อปริมาตรประมาณ 70 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรประมาณ 106 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (แอมโมเนียเก็บไฮโดรเจนได้หนาแน่นกว่า)
โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกยังต้องสร้างใหม่แทบทั้งหมดมีท่าเรือ เรือขนส่ง และเทคโนโลยีรองรับอยู่แล้วทั่วโลก
การระเหยทิ้งระหว่างทางสูงมาก (สูญเสียพลังงานได้ง่าย)ต่ำมาก

จะเห็นได้ว่า แอมโมเนียเปรียบเสมือนแคปซูลที่ใช้บรรจุไฮโดรเจนเอาไว้ ทำให้เราสามารถขนส่งพลังงานสะอาดข้ามทวีปด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าและปลอดภัยกว่า เมื่อแอมโมเนียสีเขียวเดินทางไปถึงประเทศปลายทาง ก็สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้โดยตรง (เช่น ในเรือสินค้าหรือโรงไฟฟ้า) หรือจะนำมาผ่านกระบวนการแยกเพื่อดึงเอาไฮโดรเจนสีเขียวกลับมาใช้งานอีกครั้งก็ทำได้เช่นกัน

โลกยุคใหม่กับเมกะโปรเจกต์ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว (อัปเดตสถานการณ์ปี 2026)

ปัจจุบัน การผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีในห้องแล็บ แต่กำลังถูกขับเคลื่อนเป็นโครงการระดับกิกะวัตต์ (Gigawatt-scale) ทั่วโลก เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดพลังงานและการค้าโลก

โครงการ NEOM Green Hydrogen Complex ประเทศซาอุดีอาระเบีย นี่คือหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2026 นี้ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นความร่วมมือระหว่าง ACWA Power, Air Products และ NEOM โครงการนี้ใช้พลังงานลม 1.6 กิกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 2.2 กิกะวัตต์ เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวให้ได้ถึง 600 ตันต่อวัน จากนั้นจะถูกนำไปแปลงเป็นแอมโมเนียสีเขียวเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 5 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียว

โครงการ Megaton Moon ประเทศมอริเตเนีย ทวีปแอฟริกากำลังกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งใหม่ โครงการ Megaton Moon นำโดยบริษัท GreenGo Energy ตั้งเป้าหมายสร้างโรงงานผลิตแอมโมเนียสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยใช้ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และลม คาดว่าจะเริ่มการผลิตเฟสแรกได้ภายในปี 2031 สะท้อนให้เห็นถึงแผนระยะยาวของนักลงทุนระดับโลก

ความก้าวหน้าในภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศอินโดนีเซียได้ประกาศวิสัยทัศน์ในงานด้านพลังงานระดับโลก โดยผลักดันโครงการไฮโดรเจนสีเขียวที่ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานน้ำ และขยะ เพื่อผลิตแอมโมเนียและเมทานอลสีเขียวสำหรับการส่งออก

ในขณะที่ ประเทศไทย ก็ไม่ได้ตกขบวนแต่อย่างใด ภาครัฐและเอกชนได้เริ่มการศึกษาและพัฒนาโครงการนำร่องต่างๆ โดยเฉพาะการสำรวจพื้นที่ภาคใต้ที่มีศักยภาพเพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง หรือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Power-to-X ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลกที่เริ่มมีการบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอนอย่างเข้มงวดมากขึ้น

บทบาทของไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียวใน 3 ภาคส่วนหลัก

การมาถึงของเชื้อเพลิงแห่งอนาคตทั้งสองชนิดนี้ จะเข้ามาพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่

1. ภาคการขนส่งหนักและการเดินเรือ รถยนต์ไฟฟ้าอาจตอบโจทย์รถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่สำหรับเครื่องบินบรรทุกสินค้า รถบรรทุกขนาดใหญ่ และเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แบตเตอรี่มีน้ำหนักมากเกินไป แอมโมเนียสีเขียวจึงกลายเป็นทางออกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมการเดินเรือ เนื่องจากสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์สันดาปดัดแปลงได้โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลย

2. ภาคการผลิตไฟฟ้า ในประเทศที่ข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม เช่น ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ได้เริ่มนำเข้าแอมโมเนียสีเขียวเพื่อนำมาเผาร่วมกับถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าเดิม วิธีนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของโรงไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องทุบโรงไฟฟ้าทิ้ง เป็นกลยุทธ์สำคัญในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

3. ภาคอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมผลิตเหล็กกล้าและปูนซีเมนต์เป็นตัวการปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ของโลก ปัจจุบันมีโครงการในประเทศสวีเดนที่ใช้ไฮโดรเจนสีเขียวแทนถ่านหินในกระบวนการถลุงเหล็ก ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ “เหล็กสีเขียว” (Green Steel) ที่บริษัทยานยนต์ชั้นนำต่างแย่งกันสั่งซื้อ นอกจากนี้ แอมโมเนียสีเขียวยังสามารถนำไปผลิตปุ๋ยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาคเกษตรกรรมและอาหารได้อีกด้วย

ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่าน

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การนำไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียวมาใช้อย่างแพร่หลายก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ

  • ต้นทุนการผลิตที่ยังสูง อุปกรณ์แยกน้ำด้วยไฟฟ้ายังมีราคาแพง และต้นทุนการผลิตแปรผันตามราคาค่าไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง การจะทำให้แข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ต้องอาศัยการประหยัดต่อขนาดจากโครงการระดับกิกะวัตต์
  • การสูญเสียพลังงานในระบบ การนำไฟฟ้ามาผลิตไฮโดรเจน นำไฮโดรเจนไปทำแอมโมเนีย ขนส่งข้ามประเทศ แล้วนำแอมโมเนียกลับมาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าอีกครั้ง กระบวนการทั้งหมดนี้มีการสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนค่อนข้างมาก นักวิจัยจึงต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและตัวเร่งปฏิกิริยาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ความเป็นพิษและมลพิษทางอากาศ แอมโมเนียเป็นก๊าซที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงและเป็นพิษต่อมนุษย์ หากเกิดการรั่วไหลระหว่างการขนส่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเผาไหม้แอมโมเนียโดยตรงแม้อาจจะไม่ปล่อย CO2 แต่อาจทำให้เกิดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศได้ จึงต้องมีเทคโนโลยีดักจับที่ปลายท่อไอเสียอย่างเข้มงวด

บทสรุป

ไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียวไม่ใช่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการปลดล็อกข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนแบบดั้งเดิม ภายในปี 2026 นี้ เราได้เห็นโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจน แอมโมเนียสีเขียวได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การกักเก็บและขนส่งไฮโดรเจนข้ามซีกโลกเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยกอบกู้โลกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ มูลค่ามหาศาล ประเทศหรือองค์กรใดที่สามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ได้ก่อน ย่อมได้เปรียบในยุคที่ทุกธุรกิจต้องแข่งกันด้วยคำว่าความยั่งยืน

Rooftop Agrivoltaics” (RAV) เป็นเทคนิคที่นำแผงโซลาร์มาติดตั้งเหนือพื้นที่ปลูกพืชบนดาดฟ้า เพื่อใช้พื้นที่จำกัดในเขตเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถผลิตพลังงานสะอาดและอาหารสดใหม่ไปพร้อมกัน

ระบบ RAV เป็นสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างพืชและเทคโนโลยี โดยแผงโซลาร์เซลล์จะช่วยกรองแสงอาทิตย์ที่รุนแรง พร้อมรักษาระดับความร้อนไม่ให้อันตรายต่อพืชมากเกินไป ในขณะที่พืชจะทำหน้าที่คายน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิรอบแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้แผงโซลาร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5-8%

ปัจจุบันเมืองใหญ่ทั่วโลกเผชิญกับ “ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง” (Urban Heat Island Effect) ซึ่งเกิดจากคอนกรีตและยางมะตอยสะสมความร้อนไว้ในตอนกลางวัน ดังนั้นการสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนดาดฟ้าที่มีสวนสีเขียวควบคู่กัน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดอุณหภูมิอาคารโดยธรรมชาติ ช่วยลดความจำเป็นในการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศ และลดมลพิษจากพลังงานสกปรก

นอกจากนี้ ปัจจุบันประชากรกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ทั้งโลกยังปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่า 11% ระบบ RAV จึงตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีวิตของคนเมือง

นิโคลัส กัลลี นักวิจัยด้านเกษตรในเมืองจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิลาน กล่าวว่า “ระบบ RAV ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกผักในเมืองเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน นที่ทุกตารางเมตรบนดาดฟ้าควรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับทุกคนในสังคมได้มากขึ้น”

‘Rooftop Agrivoltaics’ ทำสวน-ติดโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้า ได้ทั้งพลังงานสะอาด-อาหารพร้อทกัน

จากการศึกษาของกัลลี ที่จำลองการเปลี่ยนแปลงในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล พบว่า การเปลี่ยนพื้นที่ว่างเพียงไม่กี่เอเคอร์ให้เป็นสวนเกษตรควบคู่กับติดแผงโซลาร์ สามารถผลิตอาหารเพื่อสุขภาพให้กับผู้คนได้มากกว่า 600 คน แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรที่ดินในเมืองที่มีจำกัดและมีมูลค่าสูงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านอาหารและพลังงานสามารถช่วยชีวิตคนได้มาก

นอกจากนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตทพบว่า สวนบนดาดฟ้าที่ได้รับร่มเงาบางส่วนมักจะต้องการน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพืชที่ปลูกกลางแจ้ง เนื่องจากอัตราการระเหยของน้ำลดลง

เจนนิเฟอร์ บูสเซลอต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพืชสวนจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตท ระบุว่าระบบ RAV ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในอนาคต เนื่องจากมีประโยชน์ครอบคลุมทั้งการลดการใช้น้ำ การผลิตพลังงานสะอาด การเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในระดับท้องถิ่น และการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

นักวิจัยยังคงพัฒนานวัตกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์จำลองอาคารที่ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เหนือสวนมะเขือเทศ เพื่อผลิตไฮโดรเจนผ่านเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ไฮโดรเจนและใช้งานกับหน้าต่างอัจฉริยะ ที่สามารถปรับความเข้มของแสงและอุณหภูมิได้อัตโนมัติผ่านปฏิกิริยากับก๊าซไฮโดรเจน

อาริตรา โกช นักวิจัยจากทีมศึกษาดังกล่าวอธิบายว่า งานวิจัยนี้เสนอแนวคิดใหม่ในการเปลี่ยนอาคารให้กลายเป็น “ศูนย์พลังงานอเนกประสงค์” แม้พื้นที่ดาดฟ้าอาจจะผลิตไฮโดรเจนในปริมาณจำกัด แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การบูรณาการระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นต้นแบบที่มีความยืดหยุ่นสำหรับระบบพลังงานในเขตเมืองแห่งอนาคต

‘Rooftop Agrivoltaics’ ทำสวน-ติดโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้า ได้ทั้งพลังงานสะอาด-อาหารพร้อทกัน

แผงโซลาร์เซลล์แบบสองหน้า (Bifacial Solar Panel)  ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในระบบนี้ โดยผลการจำลองในอังกฤษพบว่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 7,919 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ให้ผลผลิตมะเขือเทศที่คงที่ประมาณ 0.31 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แสดงว่าสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานและอาหารได้พร้อมกัน โดยไม่เสียประสิทธิภาพด้านใดด้านหนึ่งไป

อย่างไรก็ตาม ระบบ RAV ยังคงมีปัญหาที่ต้องแก้ โดยเฉพาะปัญหาร่มเงาของแผงโซลาร์เซลล์ที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อพืชบางชนิดที่ต้องการแสงสูง เกิดอาการ Etiolation ภาวะที่พืชมีลักษณะลำต้นยืดยาว ผอมบาง ซีดเหลือง และอ่อนแอ ส่งผลให้การออกดอกและติดผลล่าช้ากว่าปรกติประมาณสองสัปดาห์ รวมถึงปริมาณดอกที่ลดลงอย่างชัดเจนหากได้รับแสงไม่เพียงพอ

เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องร่มเงาที่มากเกินไป นักวิจัยได้เริ่มทดสอบการใช้แผงโซลาร์เซลล์แบบกึ่งโปร่งแสงที่ผลิตจากแคดเมียมเทลลูไรด์ (CdTe) ซึ่งสามารถปรับระดับความโปร่งแสงได้ตามต้องการ ยอมให้แสงบางส่วนส่องผ่านลงไปยังพืชด้านล่างได้ คล้ายกับการสวมแว่นกันแดดให้กับพืช ทำให้พืชยังคงได้รับแสงในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ในขณะที่ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้

ทั้งนี้ จำเป็นต้องเลือกพืชที่ปลูกให้มีความเหมาะสม โดยพืชประเภทผักใบเขียว ถั่ว และพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น หญ้าฝรั่น มักจะเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของแผงโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังสามารถเติบโตและเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นหลายเดือน 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการติดตั้งระบบ RAV จำเป็นต้องพิจารณาถึงความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาที่ต้องรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากแผงโซลาร์ พืช และชั้นดินที่มีความลึก นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องค่าประกันภัยที่อาจเพิ่มขึ้น และการจัดการระบบระบายน้ำเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อตัวอาคารในระยะยาว

แม้จะมีต้นทุนสูงและความซับซ้อนในการติดตั้ง แต่ระบบการเกษตรควบคู่กับโซลาร์บนดาดฟ้าก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ยังมีรายได้จากการขายผลผลิตอีกด้วย

มีหลายประเทศที่ใช้ระบบ RAV แล้ว อย่างเช่น ในฝรั่งเศสที่พบว่าผลผลิตผักกาดหอมเพิ่มขึ้น 15% ภายใต้ร่มเงาแผงโซลาร์ หรือในญี่ปุ่นที่ใช้แผงโซลาร์แบบสองหน้าช่วยให้พืชสมุนไพรและผักใบเขียวเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับการทำฟาร์มบนดาดฟ้าทั่วไปที่ไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ช่วยป้องกันแดด

ในอนาคต ระบบนี้อาจจะพัฒนาต่อเป็นสู่การทำเกษตรแบบไฮโดรโปนิกส์ควบคู่กับแผงโซลาร์เซลล์ หรือที่เรียกว่า “Hydroponic RAV” ซึ่งจะใช้สารละลายธาตุอาหารแทนดินเพื่อลดน้ำหนักของโครงสร้าง และรวมเอาแผงโซลาร์และถังสารอาหารไว้ในโมดูลเดียวกัน ซึ่งถังน้ำนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพื่อยึดระบบทั้งหมดไว้กับดาดฟ้าโดยไม่ต้องเจาะหลังคาอาคาร


ที่มา: Happy Eco NewsLiving Architecture MonitorThe Cool DownPV Magazine
Source : กรุงเทพธุรกิจ