เรียน ท่านสมาชิกและผู้ประกอบการ

🎉 ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตร ความรู้พื้นฐานการจัดทำบัญชีรายการและรายงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามแนวทางมาตรฐาน ISO 14064-1 และ ISO 14067 แบบครบวงจร รุ่นที่ 2

⭐ อบรมทุกวันอังคาร
เริ่ม 26 พฤษภาคม 2569 – 23 มิถุนายน 2569
ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4

รายละเอียดการอบรม ดังนี้
✅Module 1 ความรู้พื้นฐานกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ GHG
✅Module 2 การคํานวณและการรายงานปริมาณ GHG ตาม ISO 14064-1 (CFO)
✅Module 3 การคํานวณและการรายงาน GHG ตาม ISO 14067 (CFP)
✅Module 4 ศึกษาดูงาน วันที่ 16 มิถุนายน 2569
✅Module 5 การจัดทำบัญชีรายการปริมาณ GHG และการวางแผนการลด GHG

🔥 พิเศษสำหรับผู้เข้าอบรมเท่านั้น!
รับฟรี “ชุดคู่มือ GHG 4 เล่ม” อ้างอิงมาตรฐานสากล + ใช้งานได้จริงในองค์กร
👉 ลดเวลาเริ่มต้นระบบ GHG
👉 พร้อมต่อยอดสู่ CBAM / ESG / Net Zero

🌞 หลักสูตรนี้ผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม

💰ค่าลงทะเบียน 29,000 บาท
เลขที่บัญชี 421-054776-5 ชื่อบัญชี มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์
แจ้งชำระเงินได้ที่ account@cep.or.th
หมายเหตุ :

  1. ชำระเงินภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
  2. ราคานี้รวมของว่าง เครื่องดื่ม อาหารกลางวัน ตลอดการอบรม
    กิจกรรม Networking session และ GHG Field Trip

☎️สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณมัณฑนา ทองใจ และ คุณศิริลักษณ์ โพธิ์ทอง
E-mail : ghg@cep.or.th
โทร : 061 398 5285

⭐รายละเอียดเพิ่มเติม : https://cep.or.th/ghg2/
⭐ใบสมัคร : https://forms.gle/WnjSgrZ1EK2DTg2Y7

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อภาคการประมงและกิจกรรมทางทะเลของไทย ทั้งการจับปลา การท่องเที่ยวดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งล้วนพึ่งพาเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก

“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกำลังสร้างความกังวลต่อชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพที่พึ่งพาทะเลเป็นหลัก เนื่องจากการทำประมงมีความแตกต่างจากการขนส่งบนบกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก

“ในทะเล เราไม่มีตัวเลือกมากนัก แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรือไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในวงกว้าง เนื่องจากแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากและไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและน้ำเค็มสูง ปัจจุบันชีวิตของชาวประมงยังคงผูกพันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าและอยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศไทย”

ต้นทุนเพิ่มทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะประมง

“ผศ.ดร.ธรณ์” อธิบายว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาคประมง แต่กระจายไปสู่ภาคท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคการผลิตอื่น ๆ ทำให้การขอความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทำได้ยาก เพราะทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบพร้อมกัน

“เราคงช่วยประมงอย่างเดียวไม่ได้ ภาคท่องเที่ยวก็ต้องการน้ำมันราคาถูก ขณะที่ภาคเกษตรก็เผชิญต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้น ความหวังที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด”

แม้มาตรการระยะสั้น เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิง หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม จะช่วยบรรเทาภาระได้บางส่วน แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกลไปกว่านั้น และใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างภาคประมงให้ยั่งยืนมากขึ้น

3 จุดเปลี่ยนสำคัญ สู่ความมั่นคงประมงไทย

1) ลดการพึ่งพาน้ำมัน ด้วยการพัฒนาเพาะเลี้ยงชายฝั่ง

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อลดความจำเป็นในการออกเรือไกลเพื่อจับปลา โดยเสนอให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กระชังขนาดใหญ่ รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบด้านพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเล และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs

แม้การเพาะเลี้ยงจะมีต้นทุนด้านอาหารสัตว์ พลังงาน และการจัดการ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนน้ำมันที่ต้องใช้ในการออกเรือระยะไกล แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนได้ในระยะยาว

2) ใช้น้ำมันให้น้อยลง ผ่านการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ

อีกแนวทางคือการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เรือที่สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพได้มากขึ้น เช่น ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก

การผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับตั้งแต่ B20 ไปจนถึง B100 อาจเป็นทางเลือกสำคัญในอนาคต หากมีการลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังอาจมีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพรูปแบบอื่นที่เหมาะกับเรือขนาดเล็กของชาวประมงพื้นบ้าน

3) ฟื้นฟูความสมบูรณ์ทะเล ลดระยะทางการจับปลา

การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลถือเป็นอีกคำตอบสำคัญ หากระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ สัตว์น้ำจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้ในระยะทางที่ใกล้ขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำมัน

หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้คือการสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำโดยมนุษย์ เช่น ปะการังเทียม หรือโครงสร้างใต้น้ำที่ช่วยดึงดูดสัตว์ทะเล และสร้างจุดหมายที่ชัดเจนในการทำประมงหรือท่องเที่ยวดำน้ำ

ตัวอย่างความร่วมมือที่ผ่านมา คือโครงการสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ระหว่างคณะประมงและ ปตท.สผ. ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี โดยมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวและลดการใช้พลังงานในการเดินทางไกล

ความเสี่ยงระดับโลก กำลังกระทบประมงไทยโดยตรง

“ผศ.ดร.ธรณ์” ระบุว่า วิกฤติครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงระดับโลกที่กำลังส่งผลต่อภาคประมงไทยอย่างชัดเจน 2 ประการ ได้แก่

1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกสามารถทำให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประมงและการท่องเที่ยวทางทะเล

2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม และการเปลี่ยนแปลงสมดุลน้ำจืด-น้ำเค็ม ส่งผลให้สัตว์น้ำบางชนิดลดจำนวนลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่ง

เสียงเรียกร้องสู่การปรับนโยบายระยะ 3–10 ปี

“ผศ.ดร.ธรณ์” เน้นว่า การแก้ปัญหาแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางใหม่ในระยะ 3–5–10 ปี ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย งานวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย และกลไกตลาด

ควรเกิดความร่วมมือข้ามสาขา เช่น วิศวกรรม พลังงาน และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันใหม่สำหรับภาคประมง เนื่องจากหน่วยงานด้านประมงเพียงลำพังอาจไม่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลกได้

“เรากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประมงไทย มาตรการระยะสั้นยังจำเป็น แต่เราต้องไม่ลืมว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังยึดติดกับแนวทางเดิม ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในอนาคต”

“ผศ.ดร.ธรณ์” ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์น้ำมากขึ้น เช่น ปลาแซลมอน แทนการบริโภคอาหารทะเลที่ผลิตในประเทศ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กฟผ. ขานรับนโยบาย เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลัง บริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชน

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เดินหน้าตามนโยบายกระทรวงพลังงานบริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพด้านราคาอย่างเต็มกำลังที่ 1,200 เมกะวัตต์ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากสาเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

สำหรับเหตุดินสไลด์ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 กฟผ. ได้เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงอย่างเร่งด่วนคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้บางส่วนในเดือนกรกฎาคม 2569 และกลับสู่ภาวะปกติในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยระหว่างนี้ กฟผ. ได้ใช้ถ่านหินจากแหล่งสำรอง (Stock) ร่วมกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก จึงขอให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Source : Energy News Center

นอร์เวย์ปิดฉากรถน้ำมัน! ยอดขาย EV พุ่ง 98% ส่วนเบนซินเหลือแค่ 12 คันต่อเดือน เผยแผนใช้วิธีขึ้นภาษีจนคนเลิกง้อน้ำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายปี 2025

ในวันที่คนไทยตื่นเช้ามาพร้อมกับความลุ้นระทึกว่า “วันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นอีกกี่สตางค์?” วิกฤตค่า น้ำมัน ในปี 2026 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบตั้งแต่ปากท้องไปจนถึงต้นทุนธุรกิจ แต่ในขณะที่เรากำลังหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ประเทศนอร์เวย์กลับกำลังโชว์ให้โลกเห็นว่า ‘โลกที่แทบไม่ต้องง้อน้ำมัน’ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

สถิติช็อกโลก ทั้งประเทศขายรถน้ำมันได้แค่ 12 คันต่อเดือน!

ย้อนกลับไปในปี 2017 นอร์เวย์เคยประกาศเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ คือการทำให้รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนทุกคันต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% ภายในปี 2025 แต่เมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงต้นปี 2026 ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยอดขายรถใหม่ในนอร์เวย์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 98% โดยรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (น้ำมันเบนซินและดีเซล) กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวทางสถิติ ที่คนแทบไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะรถยนต์เบนซินที่ทั้งประเทศขายได้เพียง 12 คันเท่านั้นในรอบหนึ่งเดือน

นอร์เวย์ทำได้อย่างไร?

ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้เกิดจากการขอความร่วมมือให้คนช่วยลดมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ ‘กลไกราคา’ บีบให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ รัฐบาลนอร์เวย์ใช้เวลามากกว่าทศวรรษในการรื้อโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด

  • บีบด้วยภาษี:  รถยนต์เบนซินและดีเซลถูกเก็บภาษีนำเข้า ภาษีมลพิษ และภาษีคาร์บอนซ้อนกันหลายชั้น จนราคาพุ่งสูงกว่าราคาจริงมหาศาล
  • เสนอสิทธิ์ที่น่าสนใจ: รัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ให้แบบจัดเต็ม ทั้งการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรถรุ่นประหยัด, ค่าทางด่วนที่ถูกกว่ารถน้ำมันหลายเท่า, สิทธิ์จอดรถฟรีในพื้นที่สาธารณะ และสิทธิ์วิ่งในเลนรถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ผลลัพธ์คือ รัฐบาลนอร์เวย์ทำให้คนรู้สึกว่า “การขับรถน้ำมันคือความลำบากและราคาแพง ส่วนการขับ EV คือความคุ้มค่าและสะดวกสบาย” จนสุดท้ายตลาดก็เปลี่ยนทิศทางไปเองโดยธรรมชาติ

บทเรียนใหม่ปี 2026: เมื่อถึงเส้นชัยแล้ว รัฐบาลจะถอยอย่างไร?

เมื่อเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสำเร็จเกือบ 100% รัฐบาลนอร์เวย์เริ่มขยับสู่เฟสถัดไปคือการ ‘ยกเลิกการอุ้ม’ เพราะการงดเว้นภาษีมหาศาลปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท เริ่มกลายเป็นภาระงบประมาณ

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 นอร์เวย์เริ่มเก็บภาษี VAT ในรถ EV รุ่นที่มีราคาสูงขึ้น และเตรียมจะตัดสิทธิประโยชน์ออกทั้งหมดภายในปี 2028 เพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลโจทย์ที่คนทั้งโลกกำลังจับตาดูคือ ถ้าไม่มีเงินอุดหนุนแล้ว คนจะยังซื้อ EV ต่อไหม? หรือจะเกิดอาการ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ กลับไปหารถน้ำมันมือสองที่ราคาถูกกว่า นี่คือบททดสอบความยั่งยืนที่นอร์เวย์กำลังโชว์ให้เราดูเป็นตัวอย่าง

ย้อนมองประเทศไทย: เราจะ ‘หยุดง้อน้ำมัน’ ได้เหมือนเขาไหม?

หากตัดภาพมาที่ประเทศไทยในปี 2026 สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้คนไทยเปิดใจให้ EV เร็วกว่าที่คาด ปัจจุบันเราเริ่มเห็นโครงการอย่าง EV 3.5 ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนราคาให้ถูกลง รวมถึงค่ายรถยนต์จากทั่วโลกที่แห่มาตั้งฐานผลิตในไทย แต่ความท้าทายของเราต่างจากนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิง

  • ไฟฟ้ายังไม่สะอาด 100% นอร์เวย์ผลิตไฟจากน้ำตก (พลังงานน้ำ) แต่ไทยยังพึ่งพาก๊าซและถ่านหิน ถ้าเราใช้ EV เยอะขึ้น แต่ต้นทางยังเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เราก็แค่ย้ายที่ปล่อยมลพิษเท่านั้น
  • วิกฤตค่าน้ำมันคือตัวเร่ง ในขณะที่นอร์เวย์ใช้ภาษีบีบ แต่ไทยเรากำลังถูกราคาตลาดโลกบีบโดยตรง 
  • โครงสร้างพื้นฐาน นอร์เวย์มีที่ชาร์จทุกหัวมุมถนน แต่ไทยเรายังต้องเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อลดความกังวลในการเดินทางไกล
  • การปรับตัวของอุตสาหกรรม ไทยคือครัวของโลกในด้านการผลิตชิ้นส่วนรถน้ำมัน การเปลี่ยนผ่านจึงต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบแรงงานจำนวนมากเหมือนที่นอร์เวย์ซึ่งเน้นการนำเข้าเป็นหลักทำได้ง่ายกว่า

บทสรุป ไทยจะทำได้ไหม?

นอร์เวย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องเปลี่ยนประเทศได้จริง สำหรับประเทศไทยในวันที่น้ำมันแพงหูฉี่แบบนี้ การขยับไปสู่ EV อาจไม่ใช่แค่เรื่องตามเทรนด์ แต่คือทางรอดของคนทำงานที่ต้องแบกรับค่าเดินทาง

หากรัฐบาลไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับหมู่บ้านเหมือนที่นอร์เวย์ทำสำเร็จ เราอาจจะไม่ต้องรอให้ถึงปี 2035 เพื่อจะเห็นถนนที่ไร้ควันดำ แต่อาจจะทำได้เร็วกว่านั้น ถ้าเราเริ่มปรับให้ความคุ้มค่าตกไปอยู่ที่มือประชาชนจริงๆ เหมือนนอร์เวย์

ที่มา: futura และ thedriven
Source : Spring News

หลายคนอาจจะคิดว่าแผงโซล่าเซลล์ก็หน้าตาเหมือนๆ กันหมดและคงไม่ได้มีอะไรใหม่มาหลายปีแล้ว แต่ในความเป็นจริง วงการพลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษครับ เทคโนโลยีเก่ากำลังจะถูกแทนที่ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า ทนทานกว่า และราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า กำลังเข้ามาครองตลาดแบบเต็มตัว

บทความนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อให้ความรู้แบบเจาะลึกแต่อ่านเข้าใจง่าย พร้อมจัดเต็มข้อมูลทางสถิติที่ได้รับการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ระดับโลก เพื่อให้คุณก้าวทันเทคโนโลยีและสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำครับ

จุดจบของเทคโนโลยีเดิม และการผงาดขึ้นของ N-Type

หากย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แผงโซล่าเซลล์ชนิด P-Type โดยเฉพาะเทคโนโลยี PERC (Passivated Emitter and Rear Cell) ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทำให้ประสิทธิภาพของแผงชนิดนี้มาถึงทางตันและไม่สามารถพัฒนาให้สูงไปกว่านี้ได้มากนัก อุตสาหกรรมจึงเบนเข็มทิศมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยี N-Type แบบเต็มกำลัง

ข้อมูลจากการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2025 ถึง 2026 กำลังการผลิตแผงโซล่าเซลล์ชนิด N-Type จะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ทำให้แผงแบบ PERC กำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า ซึ่งเทคโนโลยี N-Type ที่กำลังขับเคี่ยวกันเป็นผู้นำตลาดมีอยู่ 2 ตัวท็อป ได้แก่ TOPCon และ HJT

1. เทคโนโลยี TOPCon (Tunnel Oxide Passivated Contact) นี่คือเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแสหลักและได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ TOPCon เป็นการต่อยอดจากโครงสร้างเดิมโดยการเพิ่มชั้นซิลิกอนออกไซด์บางเฉียบเข้าไป ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้อย่างก้าวกระโดด แผงชนิดนี้สามารถทำงานได้ดีแม้ในสภาพแสงน้อยหรือในวันที่มีเมฆมาก

ปัจจุบัน แผง TOPCon ในระดับการผลิตเชิงพาณิชย์มีประสิทธิภาพสูงถึง 22 ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ และในระดับห้องปฏิบัติการสามารถทำตัวเลขได้สูงถึง 26.89 เปอร์เซ็นต์ ข้อดีอีกอย่างคือผู้ผลิตสามารถอัปเกรดสายการผลิตเดิมให้รองรับเทคโนโลยีนี้ได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ราคาขายจริงในตลาดจับต้องได้ง่าย

2. เทคโนโลยี HJT (Heterojunction Technology) หาก TOPCon คือราชาในยุคปัจจุบัน HJT ก็คืออนาคตที่กำลังไล่ตามมาติดๆ เทคโนโลยีนี้เป็นการผสมผสานระหว่างซิลิกอนแบบผลึกและซิลิกอนแบบอะมอร์ฟัสเข้าด้วยกัน จุดเด่นที่ทำให้อุตสาหกรรมตื่นเต้นคือ ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิที่ยอดเยี่ยม หมายความว่าแผง HJT จะยังคงผลิตไฟฟ้าได้สูงแม้ในวันที่อากาศร้อนจัด ซึ่งตอบโจทย์สภาพอากาศในประเทศไทยอย่างมาก

นอกจากนี้ อัตราการเสื่อมสภาพของแผง HJT ยังต่ำมาก โดยในปีแรกจะเสื่อมสภาพเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และปีต่อๆ ไปจะลดลงเฉลี่ยเพียง 0.35 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ทำให้ตลอดอายุการใช้งาน แผง HJT สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแผงรุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัด

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบต่างๆ ในตลาดปัจจุบัน

คุณสมบัติเทคโนโลยี PERC (P-Type)เทคโนโลยี TOPCon (N-Type)เทคโนโลยี HJT (N-Type)
สถานะในตลาด (ปี 2026)กำลังเสื่อมความนิยมเป็นกระแสหลัก (Mainstream)เทคโนโลยีระดับพรีเมียม / อนาคต
ประสิทธิภาพเฉลี่ย20% ถึง 21%22% ถึง 24%23% ถึง 25%
การทำงานเมื่ออุณหภูมิสูงปานกลางดีดีเยี่ยม
อัตราการเสื่อมสภาพปีแรกประมาณ 2%ประมาณ 1%ประมาณ 1%
อัตราเสื่อมสภาพปีถัดไป0.45% ต่อปี0.40% ต่อปี0.35% ต่อปี
ความคุ้มค่าด้านราคาราคาถูกที่สุดคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบประสิทธิภาพราคาสูงกว่า แต่คืนทุนระยะยาวดี

Perovskite และ Tandem Cell ปฏิวัติขีดจำกัดทางฟิสิกส์

หากถามว่าอะไรคือจุดสูงสุดของเทคโนโลยีโซล่าเซลล์ในทศวรรษนี้ คำตอบคือแผงโซล่าเซลล์ชนิดเพอรอฟสไกต์ (Perovskite Solar Cells) และการนำมาทำเทคโนโลยี Tandem ครับ

นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าแผงซิลิกอนแบบดั้งเดิมมีขีดจำกัดทางทฤษฎีที่เรียกว่า Shockley-Queisser limit ซึ่งกำหนดไว้ว่าแผงซิลิกอนแบบรอยต่อเดียวจะไม่สามารถมีประสิทธิภาพเกิน 32 เปอร์เซ็นต์ได้ แต่สารเพอรอฟสไกต์เข้ามาทลายกำแพงนี้ลง วัสดุชนิดนี้มีโครงสร้างผลึกที่สามารถดูดซับแสงในความยาวคลื่นที่แตกต่างจากซิลิกอน มีน้ำหนักเบา โค้งงอได้ และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้ในอุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตมหาศาล

การรวมพลัง Tandem Solar Cells นวัตกรรมที่น่าจับตามองที่สุดคือการนำสารเพอรอฟสไกต์มาเคลือบทับลงบนแผงซิลิกอน เกิดเป็นเซลล์แสงอาทิตย์แบบเรียงซ้อน (Tandem Solar Cell) ทำให้แผงหนึ่งแผงสามารถดักจับแสงแดดได้กว้างขึ้นทุกช่วงคลื่น ข้อมูลอัปเดตล่าสุดในเดือนเมษายน ปี 2025 บริษัท LONGi Solar ได้ทำลายสถิติโลกโดยสามารถสร้างแผง Perovskite-Silicon Tandem ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 34.85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้

ก้าวข้ามปัญหาเรื่องความทนทาน ปัญหาหลักของเพอรอฟสไกต์ในอดีตคือความเปราะบางและเสื่อมสภาพเร็วเมื่อเจอความชื้นและสภาพอากาศจริง แต่ในปี 2026 นี้มีข่าวดีจากวงการวิทยาศาสตร์ เมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Xi’an Jiaotong ได้ตีพิมพ์ผลงานระดับโลกในวารสาร Science ประจำเดือนมกราคม 2026 โดยค้นพบเทคนิคการใช้โมเลกุล 2-pyridylethylamine เข้ามาช่วยรักษาความเสถียรของโครงสร้างผลึก ทำให้แผงสามารถทนทานต่อความร้อน 85 องศาเซลเซียสและความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์ได้ยาวนานกว่า 1,600 ชั่วโมงโดยประสิทธิภาพแทบไม่ลดลงเลย ตัวเลขประสิทธิภาพระดับเซลล์ที่ผ่านการรับรองแล้วสูงถึง 26.5 เปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าเทคโนโลยีนี้ใกล้จะพร้อมสำหรับการผลิตออกขายให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้จริงในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

นวัตกรรมรูปแบบใหม่ของแผงโซล่าเซลล์

นอกจากเรื่องของประสิทธิภาพที่สูงขึ้นแล้ว รูปแบบการใช้งานและดีไซน์ของแผงโซล่าเซลล์ก็ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน ในปี 2026 เราไม่ได้มีแค่แผงสี่เหลี่ยมแข็งๆ สีน้ำเงินหรือดำที่ติดอยู่บนหลังคาอีกต่อไป

1. แผงโซล่าเซลล์ชนิดรับแสงสองด้าน (Bifacial Solar Panels) แผงประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหลังจะรับแสงที่สะท้อนจากพื้นผิว เช่น พื้นหลังคาสีขาว พื้นคอนกรีต หรือพื้นน้ำ การติดตั้งแผง Bifacial สามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้อีก 5 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์โดยใช้พื้นที่เท่าเดิม ปัจจุบันได้รับความนิยมมากในโครงการโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำและการติดตั้งร่วมกับแผง TOPCon หรือ HJT เพื่อรีดประสิทธิภาพออกมาให้ได้สูงสุด

2. แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผสานเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร (BIPV) เทคโนโลยี Building-Integrated Photovoltaics หรือ BIPV กำลังเปลี่ยนโฉมวงการสถาปัตยกรรม แผงโซล่าเซลล์ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นวัสดุก่อสร้างไปในตัว เช่น กระเบื้องมุงหลังคาโซล่าเซลล์ กระจกหน้าต่างที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ หรือผนังอาคารอัจฉริยะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในต่างประเทศคือผลิตภัณฑ์ RussFast Solar จาก Russell Roof Tiles ที่ออกแบบแผงโซล่าเซลล์ให้เข้าล็อกกับกระเบื้องหลังคาได้พอดีโดยไม่ต้องเจาะยึดโครงสร้างเพิ่ม ทำให้บ้านดูสวยงามและตอบโจทย์เทรนด์บ้านประหยัดพลังงานระดับพรีเมียม

3. โซล่าเซลล์แบบยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา (Flexible Solar Panels) เทคโนโลยีล่าสุดช่วยลดน้ำหนักของแผงโซล่าเซลล์ลงได้มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ วัสดุมีความบางและโค้งงอได้ อย่างเช่นเทคโนโลยีจากซีรีส์ Merlin MHD SolarPlex ที่ใช้การซ้อนทับเซลล์แทนการเว้นช่องว่างและไร้รอยเชื่อมต่อแบบเดิม ทำให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการติดบนหลังคารถบ้าน เรือยอร์ช หรืองานอุตสาหกรรมที่โครงสร้างหลังคาไม่สามารถรับน้ำหนักแผงกระจกแบบเดิมได้

อินเวอร์เตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน

แผงโซล่าเซลล์ที่ดีย่อมต้องทำงานคู่กับระบบจัดการพลังงานที่ยอดเยี่ยม ในปี 2025 ถึง 2026 ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสมองกลประจำบ้านอย่างแท้จริง

อินเวอร์เตอร์ในยุคนี้ถูกเรียกว่า Smart Hybrid Inverter มีการนำระบบ AI และ IoT เข้ามาช่วยบริหารจัดการไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ตัวเครื่องสามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของบ้าน และตัดสินใจได้เองว่าจะดึงไฟจากแผงโซล่าเซลล์ ดึงจากแบตเตอรี่ หรือดึงจากไฟการไฟฟ้ามาใช้เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

นวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์ก็พัฒนาไปไกลมาก อินเวอร์เตอร์ยุคใหม่ใช้เทคโนโลยีแบบไร้หม้อแปลง (Transformer-less) ผสานกับการใช้วัสดุซิลิกอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) ทำให้ลดขนาดเครื่องให้เล็กลง ลดความร้อน และดันประสิทธิภาพการแปลงไฟให้ทะลุระดับ 99 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูง เช่น การตัดไฟอัตโนมัติเมื่อตรวจพบความร้อนผิดปกติ และระบบ Rapid Shutdown ที่ลดแรงดันไฟฟ้าให้ปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

ทางด้านของระบบกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่ (BESS) เทคโนโลยีลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4) ได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่เสี่ยงต่อการติดไฟ และมีอายุการใช้งานหรือรอบการชาร์จที่ยาวนานเกิน 10 ปี ทำให้การติดโซล่าเซลล์พร้อมแบตเตอรี่ในปัจจุบันมีความคุ้มค่ามากกว่าในอดีตมาก

ความคุ้มค่าและแนวโน้มเศรษฐกิจของการลงทุน

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดนี้ ราคาจะแพงจนจับต้องไม่ได้หรือไม่ ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลยครับ ข้อมูลอัปเดตจากรายงานอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกในปี 2024 ถึง 2025 ระบุชัดเจนว่า ต้นทุนการผลิตแผงโซล่าเซลล์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนราคาแผงโซล่าเซลล์ในตลาดโลกร่วงลงไปต่ำกว่า 10 เซนต์สหรัฐต่อวัตต์

การที่ต้นทุนแผงถูกลง ประกอบกับประสิทธิภาพการผลิตไฟที่สูงขึ้นจากเทคโนโลยี N-Type ทำให้ระยะเวลาคืนทุนสำหรับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยต้องรอ 8 ถึง 10 ปี ปัจจุบันการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์พร้อมใช้งานสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ถึง 7 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือผลกำไรและการใช้ไฟฟ้าฟรีไปอีกกว่า 20 ปี

ตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุน (ประมาณการสำหรับระบบขนาด 5 กิโลวัตต์)

รายการเปรียบเทียบยุคเทคโนโลยีเดิม (ปี 2020)ยุคเทคโนโลยีล่าสุด (ปี 2026)
ประเภทแผงที่นิยมPoly-crystalline หรือ Mono PERCN-Type TOPCon หรือ HJT
พื้นที่ที่ต้องใช้บนหลังคามาก (แผงใหญ่และผลิตไฟได้น้อยต่อพื้นที่)น้อยลงประมาณ 20% (ผลิตไฟได้หนาแน่นขึ้น)
ประสิทธิภาพการแปลงไฟเฉลี่ย 18%เฉลี่ย 23%
ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ8 ถึง 10 ปี5 ถึง 7 ปี
การรับประกันแผง20 ถึง 25 ปี25 ถึง 30 ปี
การจัดการผ่านสมาร์ทโฟนมีเฉพาะในรุ่นราคาสูงเป็นมาตรฐานพื้นฐานทุกรุ่น

หมายเหตุ ข้อมูลตัวเลขเป็นค่าเฉลี่ยสำหรับการประเมินเบื้องต้น อาจปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละพื้นที่

บทสรุป

เทคโนโลยีแผงโซล่าเซลล์ในปี 2025 ถึง 2026 ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนรูปโฉมภายนอก แต่เป็นการปฏิวัติขุมพลังจากภายในอย่างแท้จริง การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเทคโนโลยี N-Type อย่าง TOPCon และ HJT ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ และในอนาคตอันใกล้ เรากำลังจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีขั้นเทพอย่าง Perovskite Tandem Cell ที่จะมาฉีกทุกกฎและข้อจำกัดทางฟิสิกส์แบบเดิมๆ

การผสานรวมเข้ากับระบบอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยี IoT ทำให้ระบบโซล่าเซลล์ในปัจจุบันเป็นมากกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่เปรียบเสมือนพันธมิตรที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานในบ้านหรือธุรกิจของคุณให้คุ้มค่าที่สุด ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและปัญหาโลกร้อน การหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดที่จับต้องได้จริง จึงเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและยั่งยืนที่สุดครับ

หากคุณกำลังพิจารณาที่จะติดตั้งหรืออัปเกรดระบบโซล่าเซลล์ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยให้คุณเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่ลงทุนไปได้อย่างแน่นอน